หลังแต่งงาน คู่สมรสสร้างหนี้ คู่สมรสอีกฝ่าย ต้องร่วมรับผิดชอบหรือไม่

คู่สมรสสร้างหนี้ หลังแต่งงาน จดทะเบียนสมรส แบบนี้ คู่สมรสชักเริ่มเครียด กังวล หนี้สินก่อนสมรส ทรัพย์สินหลังสมรส เกี่ยวโยงเชื่อมโยงกันอย่างไร ทรัพย์สินของคู่สมรสจะถูกยึดหรือไม่ แล้วเราจะแก้ไขอย่างไร บทความนี้มีคำตอบครับ

เริ่มเสียว เมื่อหลังแต่งงาน คู่สมรสสร้างหนี้ กู้แทบทุกอย่าง

หนี้ใครหนี้มัน หนี้ก่อนแต่ง กับ หนี้หลังแต่ง คู่สมรสยังต้องรับผิดร่วมหรือไม่ ประเด็นนี้ หลายคนยังสงสัย และงง รวมถึงตัวผมด้วย หากคุณอ่านกฎหมาย แบบไม่เข้าใจ ก็จะงง และผมก็ไม่เข้าใจ ว่านักกฎหมายทำไมต้องเขียนอะไรให้งง เขียนอะไรให้ง่าย สรุปให้ชัดเจน ดีกว่าไหม สรุป หนี้ใครหนี้มัน ถ้ามีหนี้ก่อนแต่ง คู่สมรส ไม่ต้องรับผิดชอบ แต่…. ขยายความ ตามนี้ครับ

หนี้สินก่อนแต่งงาน กับทรัพย์สินหลังแต่งงาน

สรุปเป็น 2 ช่วงเวลานะครับ

  1. หากคู่สมรสสร้างหนี้สินก่อนแต่ง เราไม่ต้องรับผิดชอบกับหนี้เหล่านี้ แต่หากคู่สมรส สร้างหนี้หลังแต่ง หนี้สินบางอย่างที่คู่สมรสต้องเซ็นยินยอม อันนี้คู่สมรสต้องร่วมรับผิดชอบนะครับ
  2. ทรัพย์สินก่อนแต่ง ใครมีอะไรอย่างไร ถือว่าเป็นคนละส่วนกัน แต่หากหลังแต่ง ทรัพย์สินที่เกิดขึ้นหลังแต่งงาน หรือ สมรส ถือเป็นสินสมรส ฝ่ายชายและฝ่ายหญิงมีกรรมสิทธิ์ร่วมฝ่ายละครึ่ง

สรุปอีกทีนะครับ หากฝ่ายชายมีหนี้สินก่อนแต่งงาน ฝ่ายหญิงไม่ต้องร่วมรับผิดชอบหนี้ แต่หากฝ่ายชายถูกดำเนินคดีพิพากษายึดทรัพย์ อายัดทรัพย์ เจ้าหนี้สามารถ ยึดทรัพย์อายัดทรัพย์สิน ที่เกิดขึ้นหลังแต่งงานได้ครึ่งหนึ่ง เพราะถือว่าเป็นสินสมรส สรุปของสรุป อีกทีนะครับ ทรัพย์สินที่เกิดขึ้นหลังจากแต่งงานแล้ว ถือเป็นสินสมรส เจ้าหนี้ ของคู่สมรส แม้ว่าจะสร้างหนี้ก่อนแต่งงาน ก็มีสิทธิ์มา อายัด หรือยึดทรัพย์ทรัพย์สิน ที่เกิดขึ้นหลังแต่งงานได้นะครับ

ทรัพย์สินที่เกิดขึ้น บางประเภทไม่สามารถถือเป็นสินสมรสได้ เช่น มรดกของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เจ้าหนี้จะมาถือว่าเป็นสินสมรสไม่ได้

หนี้สินอะไรบ้าง ที่คู่สมรส ต้องร่วมกันรับผิดชอบ ถึงแม้ว่าจะไม่ได้เซ็นยินยอมไว้ก็ตาม

1. หนี้จากการใช้จ่ายทั่วไป
หนี้ที่เกี่ยวกับการใช้จ่ายภายในบ้าน ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายทั่วไป ค่ากิน ค่าเลี้ยงดูบุตร รวมไปถึงค่ารักษาพยาบาลของคนในครอบครัว ซึ่งถือเป็นสิ่งที่ต้องรับผิดชอบร่วมกัน

2. หนี้ที่เกี่ยวข้องกับสินสมรส
คือ ทรัพย์สินที่คู่สมรสได้มาระหว่างสมรส หรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มาระหว่างสมรสโดยพินัยกรรม เช่น หนี้ค่าต่อเติมบ้าน หนี้จากการกู้ยืมเพื่อซื้อที่ดินเป็นสินสมรส เป็นต้น ซึ่งหนี้ประเภทนี้ ถือเป็นหนี้ที่คู่สมรสต้องรับผิดชอบร่วมกัน

3. หนี้จากการทำธุรกิจร่วมกัน
เช่น การเปิดร้านอาหาร กิจการการค้าขายร่วมกัน เป็นต้น ซึ่งค่าใช้จ่ายภายในร้านถือเป็นค่าใช้จ่ายร่วมกัน แม้ว่าจะเกิดจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไปกู้ยืมมาก็ตาม หากเกิดการผิดชำระหนี้เราก็ต้องเป็นผู้ชำระหนี้แทนค่ะ

4. หนี้จากการสัตยาบันจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
แม้ว่าจะไม่ใช่ผู้กู้เงินด้วยตนเองก็ตาม แต่หากได้มีการสตยาบันหรือทำนิติกรรมให้กับอีกฝ่าย ก็ถือว่าเป็นหนี้ร่วมเช่นกันตามกฎหมาย

หนี้สินแบบไหน ที่คู่สมรส ไม่ต้องรับผิดชอบ

1. หนี้สินก่อนสมรส
เพราะถือเป็นหนี้ส่วนตัว ไม่เกี่ยวข้องกับคู่สมรส ดังนั้นคู่สมรสจึงไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบหนี้ก้อนนี้ให้ แต่เจ้าหนี้สามารถยึดทรัพย์หรืออายัดทรัพย์สินที่เกิดขึ้นหลังแต่งงานได้ ( ไม่งง นะครับ )

2. หนี้จากการพนัน
หนี้ที่กู้มาใช้เพื่อการพนัน ไม่ถือเป็นหนี้ร่วมกัน เพราะไม่ได้กู้มาเพื่อนำมาใช้จ่ายครอบครัว ไม่จำเป็นต้องชำระหนี้แทน

3. หนี้จากบัตรเครดิต
ภาระหนี้ที่เกิดจากบัตรเครดิตส่วนตัว ที่นำไปใช้จ่ายเพื่อการส่วนตัว เช่น ซื้อของใช้ส่วนตัว ชำระค่าบริการที่เป็นเรื่องส่วนตัว ไม่ใช่ครัวเรือน ไม่ถือว่าเป็นหนี้ที่คู่สมรสต้องจ่าย หรือชำระร่วมกัน

4. หนี้จากสัญญาค้ำประกัน
เพราะถือมีสถานะเป็นเพียงผู้กู้ ไม่ได้มีสถานะเป็นลูกหนี้ร่วม จึงไม่มีความจำเป็นต้องชำระหนี้ร่วมกัน

5. หนี้ที่กู้มาเพื่อมอบให้กับบุคคลที่สาม
ซึ่งบุคคลที่สามในที่นี้คือ บุคคลที่ไม่ใช่คนในครอบครัว ญาติพี่น้อง เช่น เพื่อน เป็นต้น หากคู่สมรสเกิดค้างชำระหนี้ก็ไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบร่วมกัน

หย่า ก่อนเกิดเรื่อง หลุดความรับผิดหนี้ไหม

การทำก่อนการหย่าร้าง สามีภรรยา ควรมีการตกลงและวางแผน สินสมรสและสินส่วนตัว ดังนี้

1.รวบรวมรายการทรัพย์สินและหนี้สินอย่างเป็นธรรม แยกระหว่างสินส่วนตัวและสินสมรส ทำรายการและสำเนาหลักฐานให้ครบถ้วน รวมทั้งดอกเบี้ยหรือรายได้รับในอนาคตที่จะเกิดขึ้น จัดการผู้รับผลประโยชน์จากรมธรรม์ประกันชีวิต (ถ้ามี) กองทุนบำเหน็จบำนาญ หุ้นส่วนในกิจการ และ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (ถ้ามี)
2.จัดการหนี้สินที่ต้องมีการผ่อนชำระร่วมกัน เช่น หนี้บ้าน หนี้รถ อาจมีการขายให้กันเอง หรือขายให้บุคคลอื่น
3.จัดการพิจารณาการเลี้ยงดูบุตร สวัสดิการประกันชีวิต ประกันสุขภาพ การศึกษาของบุตร

ด้วยหลักการทางกฎหมาย นำมาประกอบการพิจารณากับประเด็นข้างต้น ดังนี้
กรณียังไม่จดทะเบียนหย่า ส่วนความรับผิดชอบร่วมกันของสามี กับภรรยา ต้องแยกรายการให้ชัดเจนระหว่าง หนี้สินส่วนตัว กับสินสมรส เพื่อกันไว้ไม่ให้ภรรยาต้องมารับภาระหนี้ร่วมกับสามีทั้งหมด ซึ่งเจ้าหนี้จะทวงถามหนี้เฉพาะในส่วนที่เป็นสินสมรส หรือหนี้ที่มาใช้ในครอบครัวเท่านั้น หากถูกฟ้องร้อง สามี-ภรรยา ต้องเตรียมเอกสารเพื่อแสดงให้ศาลพิจารณา

หากสามีหรือภรรยาเซ็นยินยอมในการกู้ ถึงแม้ว่าจะหย่าขาดจากกันแล้ว เจ้าหนี้ก็สามารถตามไปยึดทรัพย์อายัดทรัพย์สินของคู่สมรสที่หย่าขาดจากกันได้ ตรงนี้ต้องรู้กันไว้ด้วยนะครับ

เตือน คู่สมรสไว้บ้าง อย่าสร้างหนี้เยอะ

สรุปสุดท้ายนะครับ หนี้สินส่วนตัวกับหนี้สินระหว่างสมรส หรือทรัพย์สินส่วนตัวและทรัพย์สินหลังสมรส แยกแยะกันให้ดีนะครับ สุดท้ายในฐานะคู่ชีวิต เราคงต้องเตือนสติกับอีกฝ่าย ว่าหนี้สินที่สร้าง มันเป็นหนี้ที่ดี หรือหนี้ที่ไม่ดี หากกู้มาเพื่อสร้างเนื้อสร้างตัว ทำธุรกิจ แล้วเกิดพลาดพลั้งธุรกิจขาดทุน อันนี้ก็ต้องยอมรับครับ แต่หากคู่สมรส กู้กันบ้าระห่ำ ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย แบบนี้คงต้องเตือนสติกันบ้างนะครับ ขอให้ทุกท่านโชคดีครับ


สำหรับเจ้าของกิจการ ที่มีปัญหาขาดเงินทุนหมุนเวียน ธนาคารเริ่มคุยยากขึ้น เจ้าหน้าที่ธนาคารที่ดูแล ไม่เหมือนเดิม มาถึงตรงนี้ Antonio Attorney ทีมงานเรา พร้อมที่จะเป็นที่ปรึกษา รับหน้าที่ เจรจา แก้หนี้ ให้กับธุรกิจของคุณนะครับ สนใจติดต่อสอบถาม พูดคุยกับผมได้ ครับ 081 869 0878

หรือ ให้ผมเป็นที่ปรึกษา แบบส่วนตัว

แบบที่ 1 พูดคุยผ่านทางโทรศัพท์ ไม่จำกัดครั้ง คุยกันได้ตลอดชีพ ค่าบริการ 2,000 บาท ตลอดชีพ

แบบที่ 2 สามารถเจอผมได้ 1 ครั้ง คุณอาจจะพาครอบครัวหรือทีมงาน เราพูดคุยกับผมได้ ประชุมร่วมกันครับ วันนี้ขอจำกัดเวลาประมาณไม่เกิน 3 ชั่วโมงนะครับ หลังจากนั้นคุณสามารถโทรศัพท์พูดคุยกับผมได้ไม่จำกัดครั้ง แล้วคุยตลอดชีพได้เช่นเดียวกันครับ แบบที่ 2 ราคาค่าบริการ 5,000 บาทครับ

KBANK 766 2 21897 3 / SCB 407 0 55631 0

เมื่อโอนเงินแล้ว ส่งสลิปโอนเงินมาที่ LineID : @antonio ส่งสลิปมาแล้ว ไม่ต้องทักนะครับ เดี๋ยวข้อความมันจะเลื่อน ผมจะหาไม่เจอว่าใครโอนเงินมา เนื่องจาก ผมมีคนไลน์เข้ามาจำนวนมาก ส่งสลิปมาแล้วรอ ผมจะรีบติดต่อกลับนะครับ


แก้หนี้ สร้างหนี้ เราจัดการให้
ติดต่อ LineID : @antonio

ติดตามคลิปดีๆ ในแวดวงการเงิน การธนาคาร และอสังหาริมทรัพย์ ได้ที่ Youtube

และติดตามผมต่อได้ที่ Facebook/AntonioAttorney.Company

สนใจให้ผมเป็นที่ปรึกษาการเงินส่วนตัว คลิกเลยครับ

ดูคลิปพิเศษจาก Antonio https://bit.ly/3wqjila

ติดต่อ ผมที่ email : antonioattorney@gmail.com หรือ LineID : @antonio

ที่ปรึกษาสำหรับ ผู้ประกอบการ SME แก้หนี้ หรือ ขอกู้เงิน สินเชื่อ คลิกเลยครับ Antonio SME

ปลดหนี้ ด้วยวิธี 6 ป.

พิชิตเส้นทาง ปลดหนี้ แบบยั่งยืน ด้วยวิธี 6 ป.

หยุดเสียทีเถิด กับการมีชีวิตเป็นหนี้ที่แสนหดหู่ บ่งบอกถึงการใช้เข็มทิศชีวิตที่ไม่มีอนาคต ถึงเวลาที่จะต้องมาปรับเปลี่ยนชีวิตกันใหม่

ด้วยแนวความคิด “วิธี 6 ป. สร้างเส้นทางปลดหนี้แบบยั่งยืน” แนวคิดนี้อาจจะเป็นทางออกอีกทางหนึ่ง เพื่อใช้เลือกวางแผนเส้นทางการเงินของชีวิตคุณ ที่ยังเป็นหนี้สินล้นพ้นตัวอยู่ เอาล่ะ คราวนี้เรามาตั้งต้นพิชิตการเริ่มปลดหนี้ด้วย วิธี 6 ป. กันเลย

วิธีการสร้างเส้นทางแต่ละขั้นตอน มีดังนี้

1. ป.ปรับ : ปรับความคิด หยุดสร้างหนี้เพิ่ม ไตร่ตรองว่าเรามีเป้าหมายในการที่จะปลดหนี้ให้หมดด้วยตัวของเราเองหรือไม่ ถ้าใช่ แสดงว่าคุณมีใจที่พร้อมระดับหนึ่งแล้ว

2. ป.เปลี่ยน : ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เรื่องการใช้จ่ายทางด้านการเงิน ทั้งรายวันรายเดือนที่ชัดเจน เช่น ลำดับความสำคัญของการลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นออก โดยหันมาเริ่มวางแผนจัดทำงบประมาณการใช้จ่ายของตัวคุณ เพื่อควบคุมแผนการปลดหนี้ให้มีประสิทธิภาพ และประสิทธิผล

3. ป.แปลน : วางแผน โดยเริ่มตั้งเป้าหมายที่จะปลดหนี้ ว่ามีมูลค่าเท่าใด แล้วจะเสร็จสิ้นเมื่อใด ตรวจสอบรายการยอดหนี้คงเหลือ วิเคราะห์สถานะของหนี้สิน แล้วพิจารณาความสำคัญในการชำระหนี้คืน จะทำให้เราเห็นภาพของโอกาสความสำเร็จในการปลดหนี้

4. ป.ปลด : เริ่มการปลดหนี้ ด้วยเทคนิควิธีตามความเหมาะสม เช่น หากยอดหนี้ไม่เยอะเราก็อาจจะใช้วิธีการโปะทั้งหมด แต่ถ้าหากยอดหนี้มากอาจจะเลือกแบ่งสัดส่วน การผ่อนชำระคืนโดยคำนึงถึง ต้นทุนดอกเบี้ย หรืออาจเน้นผ่อนก้อนหนี้ที่ปิดได้เร็ว อย่างน้อยก็เป็นการสร้างกำลังใจที่ดี แต่ถ้าหากอยู่ในวิกฤตที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก อาจจะต้องมีการเจรจากับเจ้าหนี้ หรือสถาบันการเงินเป็นกรณีไป

5. ป.ปิด : ปิดโอกาสสร้างหนี้ ด้วยคำว่า “มีวินัย” มีความสม่ำเสมอในการผ่อนชำระ ความพอเพียงเท่านั้น ที่จะให้คุณไม่กลับไปเป็นหนี้แบบเดิมๆ

6. ป.ปลูก : ปลูกสร้างภูมิคุ้มกันชีวิต สร้างเครดิตที่ดีของเราใหม่ สร้างทรัพย์สินให้งอกเงยใหม่ของตัวเราเอง ด้วยการวางแผนการเงินที่เป็นระบบ ตั้งแต่การทำบัญชีรายรับ รายจ่าย จัดทำงบประมาณใช้จ่าย การตรวจสอบยอดหนี้สินคงเหลือ ตรวจดูสภาพคล่องการเงิน หมั่นเก็บออมลงทุนทีละเล็กทีละน้อย

หลังจากที่มีการปลดหนี้สำเร็จแล้ว คำว่า “การเป็นหนี้” จะไม่กลับมาหลอกหลอนคุณ อีกเลย


สำหรับเจ้าของกิจการ ที่ปัญหาขาดเงินทุนหมุนเวียน เป็นปัญหาที่ค่อนข้างรุนแรง แต่กิจการไปได้ดี เริ่มความรู้สึกว่า ธนาคารเริ่มคุยยากขึ้น เจ้าหน้าที่ธนาคารที่ดูแล ไม่เหมือนเดิม มาถึงตรงนี้ Antonio Attorney ทีมงานเรา พร้อมที่จะเป็นที่ปรึกษา รับหน้าที่ เจรจา แก้หนี้ ให้กับธุรกิจของคุณนะครับ สนใจติดต่อสอบถาม พูดคุยกับผมได้ ครับ 081 869 0878หรือ ให้ผมเป็นที่ปรึกษา แบบส่วนตัว

แบบที่ 1 พูดคุยผ่านทางโทรศัพท์ ไม่จำกัดครั้ง คุยกันได้ตลอดชีพ ค่าบริการ 2,000 บาท ตลอดชีพ

แบบที่ 2 สามารถเจอผมได้ 1 ครั้ง คุณอาจจะพาครอบครัวหรือทีมงาน เราพูดคุยกับผมได้ ประชุมร่วมกันครับ วันนี้ขอจำกัดเวลาประมาณไม่เกิน 3 ชั่วโมงนะครับ หลังจากนั้นคุณสามารถโทรศัพท์พูดคุยกับผมได้ไม่จำกัดครั้ง แล้วคุยตลอดชีพได้เช่นเดียวกันครับ แบบที่ 2 ราคาค่าบริการ 5,000 บาทครับ

KBANK 766 2 21897 3 / SCB 407 0 55631 0

เมื่อโอนเงินแล้ว ส่งสลิปโอนเงินมาที่ LineID : @antonio ส่งสลิปมาแล้ว ไม่ต้องทักนะครับ เดี๋ยวข้อความมันจะเลื่อน ผมจะหาไม่เจอว่าใครโอนเงินมา เนื่องจาก ผมมีคนไลน์เข้ามาจำนวนมาก ส่งสลิปมาแล้วรอ ผมจะรีบติดต่อกลับนะครับ

แก้หนี้ สร้างหนี้ เราจัดการให้

ติดต่อ LineID : @antonio

ติดตามคลิปดีๆ ในแวดวงการเงิน การธนาคาร และอสังหาริมทรัพย์ ได้ที่ Youtube

และติดตามผมต่อได้ที่ Facebook/AntonioAttorney.Company

สนใจให้ผมเป็นที่ปรึกษาการเงินส่วนตัว คลิกเลยครับ

ดูคลิปพิเศษจาก Antonio https://bit.ly/3wqjila

ติดต่อ ผมที่ email : antonioattorney@gmail.com หรือ LineID : @antonio

ที่ปรึกษาสำหรับ ผู้ประกอบการ SME แก้หนี้ หรือ ขอกู้เงิน สินเชื่อ คลิกเลยครับ Antonio SME

หนี้ แก้ได้ ด้วยความจริง และสติ

“หนี้” คำนี้ จะอยู่ในห้วงความคิดของใครหลายคน ที่เป็นหนี้ คำว่านี่มันจะวนเวียนอยู่ในสมองและความคิดของคุณ แทบจะตลอดเวลาที่คุณตื่น และยิ่งในช่วงสถานการณ์โควิด 19 แบบนี้ เชื่อว่าหลายคนประสบปัญหา งานหาย เงินหด รายได้ลด ค่าใช้จ่ายเพิ่ม แต่สิ่งที่ยังคงเดิมคือ “หนี้” เรามาเรียนรู้ การแก้ไขปัญหา หนี้ ในบทความนี้ครับ

“หนี้” ที่หลายคน ต้องแบกรับในแต่ละเดือน สร้างความเครียด และความกดดันให้กับลูกหนี้เป็นอย่างมาก ดังนั้นเราจึงจำเป็นต้องหาวิธีการ จัดการหนี้ในช่วงโควิด19 นี้ ให้เร็วและดีที่สุด

ไม่ควรมี หนี้ เกิน 40% ของรายได้ ตัวเลข ที่ไม่มีอยู่จริงของลูกหนี้

โดยทั่วไป เราไม่ควรมีหนี้เกิน 40% ของรายได้ อันนี้คืออัตราส่วนภาระหนี้ต่อรายได้ จากทฤษฎีของนักการเงิน ถ้ามีภาระหนี้เพียงแค่นี้ ชีวิตคุณจะสบายๆ แต่ในเรื่องชีวิตจริง คงจะหายากครับ จะมีใครที่มีภาระหนี้ไม่เกิน 40% ของรายได้

เป็นหนี้

หนี้ แก้ด้วย ความจริง และ สติ

จากประสบการณ์ของผม การแก้ปัญหาหนี้ ตอบได้เลยนะครับว่า ลูกหนี้ทุกราย ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ครบจบทุกรายนะครับ เพราะเงื่อนไข ปัจจัยต่างๆ อาจจะไม่เอื้ออำนวย ให้แก้หนี้ได้ทุกราย ทุกปัญหาหนี้ แก้ไม่ได้ทุกรายนะครับ จะแก้หนี้ได้คุณต้องยึด 3 หลักนี้ให้มั่น ความจริง สติ และห้ามเด็ดขาดนะครับ การสร้างหนี้เพิ่ม

เป็นหนี้ แก้ได้ ด้วยกระดาษ 1 ใบ

ข้อแรก หนี้ แก้ได้ด้วย ความจริง ความจริงก็คือคุณเป็นหนี้อยู่เท่าไหร่ แต่ละหนี้ เป็นหนี้ประเภทอะไร จำนวนเจ้าหนี้กี่ราย มีภาระหนี้เท่าไหร่ เป็นหนี้ ที่มีหลักประกัน หรือหนี้ไม่มีหลักประกัน อัตราดอกเบี้ยเท่าไหร่ ค่างวดในการชำระหนี้ต่อเดือนเท่าไหร่

ข้อสอง จัดลำดับความสำคัญ ในการชำระหนี้ ในหลักการ แนะนำว่าให้ชำระหนี้ ในส่วนที่เป็นหนี้ ที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงที่สุดก่อน ส่วนหนี้ ที่อัตราดอกเบี้ยต่ำ ลำดับสุดท้ายที่จะชำระหนี้ คือเราต้องพยายามปิดหนี้ที่มีดอกเบี้ยแพงให้หมดเร็วที่สุด แต่ข้อนี้ยกเว้นหนี้สินเชื่อเช่าซื้อรถนะครับ เพราะทางไฟแนนซ์ได้คิดดอกเบี้ยแบบ Flat Rate คือไม่ลดต้นลดดอก เราจ่ายจบก่อนกำหนดไม่มีประโยชน์

สำหรับผม ผมมักจะจ่ายหนี้ก้อนเล็กให้หมดก่อนก้อนใหญ่ เพราะถ้าคุณชำระหนี้ก้อนเล็กจบ คุณจะรู้สึกมั่นใจ และมีกำลังใจในการจ่ายหนี้ เมื่อชำระหนี้ก้อนเล็กหมด ก็ไล่เก็บหนี้ก้อนใหญ่ต่อไป

ที่นี้ มาถึงที่บอกว่าจบหนี้ได้ด้วยกระดาษ 1 ใบ ทำแบบนี้ครับ ให้คุณทำรายการหนี้ และลงรายละเอียดต่างๆ ทั้งหมด  หลังจากนั้นคุณควรจะนั่งอ่านและนั่งดูมันไปเรื่อยๆ ผมให้เวลาคุณประมาณ 3 วัน กับการพิจารณากระดาษ 1 ใบนี้ ผมฟันธงเลยครับว่าคุณจะมีไอเดีย และมีแนวทาง ที่จะเกิดขึ้น เป็นแนวทางที่คุณจะตกผลึกได้ด้วยตัวเอง หากคุณ เริ่มที่จะแก้หนี้ด้วยกระดาษ 1 ใบ คุณจะเป็นลูกหนี้ที่กล้าหาญมาก เพราะผมท้าเลยครับว่า ลูกหนี้หลายคนไม่กล้ามานั่ง list รายชื่อเจ้าหนี้ หรือนั่งเขียนภาระหนี้ที่มีอยู่ เพราะรับไม่ได้กับสิ่งที่ตัวเองทำลงไป

พิจารณาวิเคราะห์ รายรับ รายจ่าย

รายรับ ด้านรายรับ คุณลองนั่งเขียนดูครับว่า คุณมีรายรับอย่างไร คุณจะหารายรับเพิ่มขึ้น จากเดิมได้หรือไม่ ขยันมากขึ้น ยอมเสียตัวตน ลดอีโก้ของตัวเองลง ผมว่าทุกคนสามารถหารายได้เพิ่มให้กับตัวเองได้นะ แต่ ขอร้องนะครับ การพนัน กับการถูกชักชวน ว่าจะมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วแบบนี้อย่าไปลองนะครับ ขอเป็นรายได้ที่เกิดจากการทำงาน ลงมือลงแรงจริงๆครับ

รายจ่าย ด้านรายจ่ายนี้ ให้คุณลิสต์ออกมา มีรายจ่ายอะไรบ้าง รายจ่ายนี้ไม่รวมภาระหนี้ต่อเดือนนะครับ คือรายจ่ายจากค่ากินค่าอยู่จริงๆ ถ้าเป็นรายจ่าย เช่น ค่าเทอมลูก อันนี้คุณหารเฉลี่ยเป็นรายเดือนนะครับ สมมุติคุณรวบรวมรายจ่ายทั้งหมดได้หมดแล้ว

คุณมานั่งพิจารณาดูในฝั่งของรายจ่ายดูครับ นั่งดูไปดูมาวัน 2 วัน 3 วัน 5 วัน คุณจะตกผลึกแน่นอน ว่าคุณจะสามารถลดรายจ่าย อะไรลงได้บ้าง เช่น ประหยัดค่าโทรศัพท์ ประหยัดค่าไฟ ประหยัดค่าอินเทอร์เน็ต ประหยัดค่าเคเบิ้ลทีวี ประหยัดค่าน้ำมัน ประหยัดค่าใช้จ่ายส่วนตัว ลดเกรดหรือคุณภาพของ ของที่ใช้ลง กินแบบประหยัด ตัดเรื่องสังสรรค์ออกจากชีวิต เหล่านี้ทั้งหมด คุณไปคิดค้นหากันเอาเองครับ

อย่างที่ผมบอกครับ แก้หนี้ได้ด้วยความจริง แล้วมาถึงตรงนี้คุณต้องเริ่มใช้ สติ ละ เพราะคุณจะเริ่มเครียด เริ่มรับตัวเองไม่ได้ เริ่มอับอายเพื่อนฝูงญาติพี่น้อง คุณต้องยอมรับความจริงและคุณต้องมีสติ แล้วคุณจะได้ไปต่อ

ที่นี้คุณต้องมาเปรียบเทียบกันดูครับระหว่าง รายรับกับรายจ่าย ก่อนจะเปรียบเทียบคุณต้องพยายามหารายรับเพิ่มให้ได้ แล้วคุณต้องพยายามลดรายจ่ายลงให้ได้ มันจะมี 3 แนวทางที่เหลือ คือ

  1. รายรับมากกว่ารายจ่าย อันนี้คุณมีโอกาสรอดแล้วครับ เพราะคุณสามารถดำรงชีพได้ คุณมีค่าใช้จ่ายเพียงพอแน่นอน และยังมีเงินเหลือสำหรับการจ่ายหนี้ ใครอยู่ในข้อนี้รอดครับ สำหรับคุณที่อยู่ในข้อนี้ เดี๋ยวเราจะไปอธิบายในส่วนต่อไปในบทความครับ
  2. รายรับใกล้เคียงกับรายจ่าย แบบนี้คุณก็น่าจะรอด แต่คุณอาจจะใช้หนี้ได้ไม่หมด อนาคตคุณ ไม่น่าจะดี ถ้าคุณยังคิดใช้หนี้ แต่คุณก็น่าจะรอด
  3. รายรับ น้อยกว่ารายจ่าย แบบนี้บอกเลยครับว่าไม่รอด ยังไงก็ไม่รอด เพราะผมบอกแล้วนะครับว่า หลักเกณฑ์ในการคิดเราจะไม่เอาภาระหนี้มาคิด รายรับเทียบกับรายจ่าย นั่นแสดงว่า คุณยังจะไม่ต้องใช้หนี้ แต่ทุกเดือน ทุกเดือน คุณติดลบตลอด เพราะรายรับคุณน้อยกว่ารายจ่ายมาโดยตลอด คำถามคือแล้วที่ผ่านมาคุณอยู่ได้ยังไง กรณีที่ 3 อันนี้ทฤษฎีไหนก็ช่วยไม่ได้ครับ

ถ้าคุณเป็นหนี้ แบบที่ 1 คือ มีรายรับมากกว่ารายจ่าย

ในกรณีนี้ คุณมีโอกาสรอด และเห็นทางสว่างมากที่สุด หลังจากที่คุณ list เจ้าหนี้ ทั้งหมดแล้ว คุณมานั่งวิเคราะห์ครับว่า คุณจะชำระหนี้อย่างไร กับเงินที่คุณเหลืออยู่ต่อเดือน คุณมีรายรับมากกว่ารายจ่าย คุณจะมีเงินอยู่ 1 ก้อนที่จะเอาไปชำระหนี้ได้ในทุกเดือน ซึ่งมันจะไม่กระเทือนกับรายจ่ายประจำเดือนของคุณ

ไล่เจรจาหนี้กับทุกเจ้าหนี้ครับ ขอลดดอกเบี้ย ขอลดค่างวด คุณมีหน้าที่ต่อรอง ต่อรองไปเรื่อยๆ อย่าถามผมว่า มีวิธีคุยกับเจ้าหนี้ยังไง ผมแนะนำครับคือ สู้ และตื๊อ กรณีที่คุณจะขอปรับโครงสร้างหนี้ด้วยการลดค่างวดและลดดอกเบี้ย คุณต้องสู้ และตื๊อ ค่อยๆปรับ ค่อยๆแก้ ไปทีละรายทีละราย

แต่หากคุณ จะใช้วิธีเก็บเงิน แล้วไล่ทุบทีละเจ้า ที่เรียกว่าทำ Hair Cut กรณีแบบนี้คุณไม่ต้องตื๊อครับ มีหน้าที่เก็บเงินอย่างเดียว แล้วรอจังหวะที่เจ้าหนี้เสนอ ใช้จังหวะนั้นปิดหนี้ซะ สำหรับการปิดหนี้แบบขอ HairCut ลดต้นลดดอก ผมแนะนำให้ใช้กับหนี้ก้อนเล็กๆก็ได้นะครับ เพราะคุณสามารถรวบรวมมาปิดได้ง่าย

หรือ คุณอาจจะเข้าโครงการคลินิกแก้หนี้ ที่เป็นโครงการของแบงค์ชาติริเริ่ม ร่วมกับ บริษัทบริหารสินทรัพย์ สุขุมวิท เขาจะรวมหนี้ของคุณเป็นก้อนเดียว อัตราดอกเบี้ย 5% ผ่อนระยะยาว 10 ปี แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับเจ้าหนี้ด้วยนะครับว่า จะยอมเข้าร่วมโครงการหรือเปล่า

หรือ โครงการรวมหนี้ ซึ่งแบงค์ชาติก็ริเริ่มโครงการนี้เช่นกัน โครงการรวมหนี้  คุณจะต้องมีหนี้บ้าน แล้วผ่อนหนี้บ้านตรง และคุณต้องการรวมหนี้บ้าน กับหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคลทั้งหลายที่มี สามารถเอาสินเชื่อประเภทนี้รวมกับหนี้บ้าน และผ่อนกับเจ้าหนี้บ้านแค่ 1 ราย รายการผ่อนคุณจะได้ดอกเบี้ย ใกล้เคียงกับดอกเบี้ยที่ผ่อนบ้าน ถูกกว่าหนี้บัตรเครดิต และหนี้สินเชื่อบุคคลมากโขครับ โครงการนี้เป็นโครงการที่ดี แต่ไม่ค่อยประสบความสำเร็จ ในความคิดของผมนะ เพราะคงไม่ค่อยมีเจ้าหนี้บ้านรายไหนอยากแบกรับความเสี่ยงเพิ่มขึ้น

จ่ายหนี้ไม่ไหว

ชีวิต มีแต่เสมอตัว กับติดลบ แบบนี้ จะแก้หนี้อย่างไร

ถ้าคุณเป็นหนี้ แล้วมีรายรับเทียบกับรายจ่ายในแบบที่ 2 และ 3 คือ มีรายรับเท่ากับรายจ่าย และมีรายรับน้อยกว่ารายจ่าย ถ้าคุณอยู่ในหลักเกณฑ์ 2 ข้อนี้ แนะนำว่าทำใจ อยู่กับความจริง และมีสติ เพราะการที่คุณเข้าหลักเกณฑ์ 2 ข้อนี้ คือ คุณมีรายรับเพียงพอต่อการดำรงชีพเท่านั้น แต่แบบที่ 3 คุณไม่มีรายรับเพียงพอกับการดำรงชีพ ไม่ต้องพูดถึงการจ่ายหนี้ จ่ายหนี้ไม่ได้แน่นอน

หากคุณอยู่ใน 2 ข้อนี้ อย่างที่บอกครับ คุณต้องยอมรับความจริงให้ได้ก่อน คุณไม่จำเป็นต้องคิดเรื่องการชำระหนี้แล้วครับ ปล่อยวาง และมีสติ คุณทำได้อย่างมากที่สุด เช่น ถ้ามีทรัพย์สิน โอนออกเป็นชื่อบุคคลอื่นซะ ถ้าคู่สมรสมีทรัพย์สิน หย่ากันซะผมจะไม่แนะนำให้คุณขายทรัพย์สิน เพื่อมาชำระหนี้นะ เพราะถ้าทรัพย์สินที่คุณมีอยู่ขายมาชำระหนี้แล้ว ยังไงก็ชำระหนี้ไม่หมดอยู่ดี ไม่ต้องขายครับ โอนออกเป็นชื่อคนอื่นไปเลยครับ แต่ถ้าทุกทรัพย์สินที่คุณมีอยู่ติดค้ำประกันธนาคาร อันนี้ทำอะไรไม่ได้ครับ

การที่คุณจะโอนทรัพย์สินเป็นชื่อคนอื่น คุณจะไม่เข้าข่าย ยักย้ายถ่ายเททรัพย์สิน หรือฉ้อโกงเจ้าหนี้ ก็ต่อเมื่อ เจ้าหนี้รายหนึ่งรายใดยังไม่ได้ใช้สิทธิทางศาล คือยังไม่มีเจ้าหนี้ทำจดหมายบอกเลิกสัญญา และขอให้คุณชำระหนี้คืนทั้งหมด หรือที่เรียกว่า โนติส หากคุณพึ่งเริ่มเป็นหนี้เสีย แล้วคุณมานั่งวิเคราะห์ตามขั้นตอนของผม ว่าไม่รอดแน่ รีบเลยครับ เพราะหากเจ้าหนี้มีโนติสมาหาคุณแล้ว หรือแม้กระทั่งได้รับหมายฟ้องแล้ว แบบนี้ยักย้ายถ่ายเทไม่ได้นะครับโดนคดีอาญา อาจจะติดคุกได้นะครับ ฉะนั้นถ้ารู้ตัวก่อนรีบเผ่นก่อนครับ

หลังจากที่คุณยอมรับความเป็นจริงที่มันจะเกิดขึ้นแล้ว หลังจากนั้นคุณต้องใช้สติ คุณต้องมีสติ การมีสติจะทำให้คุณไม่คิดทำอะไรวู่วาม มาถึงขั้นตอนนี้หลายคนอาจจะยอมรับสภาพตัวเองไม่ได้ ก็ยังจะคิดที่จะกู้ หรือสร้างหนี้เพิ่ม เพื่อมาจ่ายหนี้เดิมๆที่วนเวียนอยู่มาหลายปี บอกเลยนะครับว่า คุณจะกู้เงินกับธนาคารไม่ได้อีกแล้ว เพราะธนาคารมันเห็นภาระหนี้คุณเต็มเอียด คุณจะกู้ได้ก็เพียงแค่ เพื่อนฝูงสมัยเรียน เพื่อนที่ทำงาน ญาติพี่น้อง ผมขอล่ะครับ คุณรู้อยู่แล้ว ว่าคุณยืมเงินเขามา คุณไม่มีปัญญาใช้คืนเขาแน่ อย่าไปสร้างบาปสร้างกรรมแบบนั้นเลยครับ สงสารคนที่เขาให้ยืมเงินมาครับ

สรุปสุดท้ายนะครับ หลายคนบอกว่าทุกปัญหามีทางออก แต่สำหรับปัญหาเรื่องหนี้ ทุกปัญหาไม่มีทางออกครับ เพราะไม่สามารถแก้หนี้ได้ทุกคนหรอกครับ มันขึ้นอยู่กับว่า คุณสร้างหนี้มากมายจนเกินตัวเกินไป เรียกว่าหนี้ท่วมตัว ถ้าแก้ไม่ได้ ยอมรับความจริง มีสติ แล้วชักดาบ สวัสดีครับ


สำหรับเจ้าของกิจการ ที่ปัญหาขาดเงินทุนหมุนเวียน เป็นปัญหาที่ค่อนข้างรุนแรง แต่กิจการไปได้ดี เริ่มความรู้สึกว่า ธนาคารเริ่มคุยยากขึ้น เจ้าหน้าที่ธนาคารที่ดูแล ไม่เหมือนเดิม มาถึงตรงนี้ Antonio Attorney ทีมงานเรา พร้อมที่จะเป็นที่ปรึกษา รับหน้าที่ เจรจา แก้หนี้ ให้กับธุรกิจของคุณนะครับ สนใจติดต่อสอบถาม พูดคุยกับผมได้ ครับ 081 869 0878

หรือ ให้ผมเป็นที่ปรึกษา แบบส่วนตัว

แบบที่ 1 พูดคุยผ่านทางโทรศัพท์ ไม่จำกัดครั้ง คุยกันได้ตลอดชีพ ค่าบริการ 2,000 บาท ตลอดชีพ

แบบที่ 2 สามารถเจอผมได้ 1 ครั้ง คุณอาจจะพาครอบครัวหรือทีมงาน เราพูดคุยกับผมได้ ประชุมร่วมกันครับ วันนี้ขอจำกัดเวลาประมาณไม่เกิน 3 ชั่วโมงนะครับ หลังจากนั้นคุณสามารถโทรศัพท์พูดคุยกับผมได้ไม่จำกัดครั้ง แล้วคุยตลอดชีพได้เช่นเดียวกันครับ แบบที่ 2 ราคาค่าบริการ 5,000 บาทครับ

KBANK 766 2 21897 3 / SCB 407 0 55631 0

เมื่อโอนเงินแล้ว ส่งสลิปโอนเงินมาที่ LineID : @antonio ส่งสลิปมาแล้ว ไม่ต้องทักนะครับ เดี๋ยวข้อความมันจะเลื่อน ผมจะหาไม่เจอว่าใครโอนเงินมา เนื่องจาก ผมมีคนไลน์เข้ามาจำนวนมาก ส่งสลิปมาแล้วรอ ผมจะรีบติดต่อกลับนะครับ


แก้หนี้ สร้างหนี้ เราจัดการให้
ติดต่อ LineID : @antonio

ติดตามคลิปดีๆ ในแวดวงการเงิน การธนาคาร และอสังหาริมทรัพย์ ได้ที่ Youtube

และติดตามผมต่อได้ที่ Facebook/AntonioAttorney.Company

สนใจให้ผมเป็นที่ปรึกษาการเงินส่วนตัว คลิกเลยครับ

ดูคลิปพิเศษจาก Antonio https://bit.ly/3wqjila

ติดต่อ ผมที่ email : antonioattorney@gmail.com หรือ LineID : @antonio

ที่ปรึกษาสำหรับ ผู้ประกอบการ SME แก้หนี้ หรือ ขอกู้เงิน สินเชื่อ คลิกเลยครับ Antonio SME

ธุรกิจ SME ขาดเงินทุนหมุนเวียน ทั้งที่ขายดี เพราะอะไร

ปัญหา ธุรกิจขาดเงินทุนหมุนเวียน ทั้งที่กิจการ มียอดขายดี แต่สุดท้าย เงินทุนหมุนเวียนค่อยๆลดลงเรื่อยๆ ปัญหานี้ มักเกิดกับ ผู้ประกอบการธุรกิจ SME บทความนี้ของผม จะมาอธิบายถึงสาเหตุ และวิธีการแก้ปัญหาให้กับ ธุรกิจ SME

ขาดเงินทุนหมุนเวียน สำหรับธุรกิจ SME เป็นปัญหาที่หลายๆเจ้าของกิจการต้องเจอ

ธุรกิจ SME กับปัญหาขาดเงินทุนหมุนเวียน เป็นปัญหายอดนิยมที่ SME ประสบ บางธุรกิจขายไม่ดี กิจการร่อแร่ อันนี้เข้าใจได้ครับ ไม่ต้องอธิบายมาก แต่บางธุรกิจ เกิดอาการงง เพราะว่าธุรกิจขายดี สุดท้ายทำไมถึง ขาดเงินทุนหมุนเวียน ผมจะมาอธิบายสาเหตุให้ฟังครับ

จัดหาวงเงินสินเชื่อ

ให้บริการ ยื่นกู้ สินเชื่อธุรกิจ ให้กับ ธุรกิจ SME ที่ ขาดเงินทุนหมุนเวียน

การขาดเงินทุนหมุนเวียน กับธุรกิจ SME เป็นของคู่กัน ผม ในฐานะผู้เขียนบทความนี้ และเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง Antonio Attorney ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาการเงิน อยากจะแนะนำบริการ ของเรา ในด้านการเป็นที่ปรึกษา เป็นพี่เลี้ยง หรือเป็นคนดำเนินการ เพื่อยื่นกู้ขอสินเชื่อธุรกิจ ให้กับผู้ประกอบการ ธุรกิจ SME

สำหรับการให้บริการที่ปรึกษาการเงิน เรามีบริการให้ทั้งหมด 3 รูปแบบครับ ขึ้นอยู่กับคุณ ว่าจะเลือกรูปแบบไหน

  1. แบบที่ปรึกษาการเงิน เราจะเป็นพี่เลี้ยงให้กับคุณ แนะนำ วางแผน การปรับแต่ง การเตรียมความพร้อม ทั้งด้านเอกสาร การปรับแต่งงบการเงิน และสอนเจ้าหน้าที่ ดูแลที่ดูแลด้านบัญชี และการเงิน ในธุรกิจของคุณ ให้พร้อมในการยื่นกู้ขอสินเชื่อ เราจะปรับและให้องค์ความรู้ ให้กับเจ้าหน้าที่ หรือเจ้าของธุรกิจ เรียกว่า สอนวิธีหาปลา แทนที่จะจับปลามาให้ คือ สอนวิธีในการเตรียมตัวในการยื่นกู้ ในรูปแบบนี้ เราคิดค่าดำเนินการเป็นรายเดือน ระยะเวลา ดูแล ขั้นต้น สูงสุดที่ 6 เดือน ครับ เราจะประสานงาน และหาสถาบันการเงินเพื่อยื่นกู้ ให้ด้วยครับ
  2. การจัดทำ Feasibility Study เพื่อยื่นกู้ต่อสถาบันการเงิน ในรูปแบบนี้ เราจะไม่ได้หาสถาบันการเงิน ในการยื่นกู้ให้นะครับ แต่เราจะมีทีมนำเสนอแผนธุรกิจ นำเสนอ Cash flow หรือ Project Finance ตามรูปแบบ Feasibility Study ให้กับท่านผู้ประกอบการครับ ในการดำเนินการรูปแบบนี้ เราจะเก็บค่าบริการ เป็นค่าเขียน Feasibility Study พร้อมเสริมบริการ นำเสนอแผนให้ด้วยครับ
  3. การยื่นกู้ เพื่อขอสินเชื่อกับสถาบันการเงิน ในการดำเนินการรูปแบบนี้ ทีมงานของเรา จะติดต่อประสานงาน กับสถาบันการเงินที่เรามีความสนิท และมีสายสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน เมื่อยื่นกู้ขอสินเชื่อผ่าน ธนาคารอนุมัติเรียบร้อย ถือว่าจบภารกิจ ค่าบริการในส่วนนี้ คิดค่าบริการที่เรียกว่า Success Fee เงื่อนไขรายละเอียดต่างๆ ติดต่อสอบถามผมได้โดยตรงครับ เบอร์ติดต่อ 081 869 0878

เรียนรู้ เข้าใจ ถึงปัญหา การขาดเงินทุนหมุนเวียนกันต่อครับ

หนี้เสีย แก้หนี้

กับดักหนี้ คือสาเหตุ ทำให้ธุรกิจ ขาดเงินทุนหมุนเวียน สำหรับธุรกิจที่ขายดี

ธุรกิจ SME ที่มียอดขายดี และเติบโตอย่างต่อเนื่อง ส่วนมากทำธุรกิจ ที่เริ่มจากทุนส่วนตัวจนยอดขายเริ่มกระเตื้อง เจ้าของธุรกิจ จำเป็นต้องมองหาสินเชื่อ และกู้เงินเพื่อมาขยาย หรือต่อยอดกิจการ แน่นอนครับ เมื่อเรามียอดขายที่เพิ่มขึ้น ทุกอย่างก็จะดูดีไปหมด

ในสายตาของธนาคาร คุณคือลูกค้าที่ธนาคารหมายปอง โดยเฉพาะธุรกิจ SME ที่ตั้งมาแล้วเกิน 3 ปี งบการเงินดี ยอดขายเติบโต มีกำไรมากน้อย ขอให้มีกำไรติดปลายนวมไว้เล็กน้อย ในงบที่ส่งสรรพากร ถ้าธุรกิจ SME รายไหน ยิ่งมีการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ยอดขายชัดเจน อันนี้บอกเลยว่า กู้ธนาคารได้โคตรจะง่าย

พอคุณเริ่มขายดี กระแสเงินสดสะพัด หนำซ้ำธนาคารก็มาเสนอให้สินเชื่อ เจ้าของธุรกิจ SME มีเหรอครับที่จะพลาด จัดแจงเตรียมเอกสาร ยื่นกู้ให้พร้อมสรรพ ผ่านไปสักพัก กระแสเงินสดที่เข้ามาในกิจการ ไม่ใช่แค่มีแต่ยอดขายแล้วครับ คราวนี้กระแสเงินสดมาจากเงินกู้ วงเงิน OD วงเงินตั๋ว PN หรือเงินกู้ก้อนใหญ่ ที่ให้มาทั้งก้อน โดยที่ไม่มีวัตถุประสงค์ในการใช้เงิน

หลังจากนี้ คุณจะเริ่มมัวเมา ลุ่มหลง ฟุ้งซ่าน และหยิ่งผยอง คุณจะเกิดอาการแบบนี้ ไปซักระยะหนึ่ง พอการเงินเริ่มตึงๆ คุณก็จะขอขยายวงเงินเพิ่มจากธนาคารเดิม หรือกู้เพิ่มจากธนาคารใหม่ ในช่วงเวลานี้ คุณก็จะมัวเมาลุ่มหลง ฟุ้งซ่าน เหมือนเดิม

แต่หากคุณผ่านระยะที่เป็นวิวัฒนาการ ของกับดักหนี้แล้ว อาการระยะสุดท้ายจะเริ่มออก คือ ยอดขายอาจจะเท่าเดิม หรือลดลงเล็กน้อย แต่คุณจะไม่สามารถขยายยอดขายเพิ่มได้อีกมากกว่านี้แล้ว มันตันแล้ว เนื่องด้วยข้อจำกัดที่คุณเป็นธุรกิจ แค่ SME

คุณเริ่มรู้สึกว่าการเงินเริ่มตึงตัว มีหนทางเดิมๆ คือขอกู้เพิ่ม แต่คราวนี้มันไม่ง่ายเหมือนทุกครั้ง เจ้าหน้าที่ธนาคารที่เคยสนิท กลับปฏิเสธการให้วงเงินสินเชื่อที่ขอเพิ่ม สาเหตุส่วนใหญ่ที่ธนาคารไม่ให้กู้เพิ่ม เพราะคุณสร้างหนี้ เกินกว่ากำไร ที่จะสามารถชำระหนี้ได้ คือ DSCR ไม่เข้าเกณฑ์มาตรฐาน คุณจะเริ่ม กู้เงินไม่ได้แล้ว

ปัญหา ขาดเงินทุนหมุนเวียน จากหนี้ในระบบ บางคนเลอะเทอะ จนกลายเป็นหนี้นอกระบบ

ความผิดหวังจะเริ่มเกิดขึ้นเรื่อยๆ คุณจะเริ่ม เปิดวงแชร์ในกลุ่มเพื่อนฝูง คุณจะเริ่มแลกเช็คกับคนที่สนิท สุดท้าย ต่อให้คุณรักษายอดขายของคุณ ให้ได้แบบเดิม แต่คุณกลับรู้สึกว่า รายได้ หรือ กำไร มันไม่พอใช้หนี้เจ้าหนี้ทั้งหลาย หนี้ธนาคาร หนี้นอกระบบ หนี้วงแชร์ คุณจะเริ่มตัน หาทางออกไม่เจอ

ก่อนที่จะเจอปัญหาที่ผมบอก บทความนี้ จะมาบอกถึง การสร้างภูมิคุ้มกัน ไม่ให้เกิดปัญหา ขาดเงินทุนหมุนเวียน ผมจะแบ่งเป็นหัวข้อ อย่างนี้นะครับ

ปรับโครงสร้างหนี้

รู้ทัน กับดักหนี้ ป้องกันปัญหา ธุรกิจขายดี แต่สุดท้ายไปไม่รอด

  1. ทำบัญชี ข้อแรกสำคัญที่สุด คือ คุณต้องทำบัญชีให้ละเอียด ปิดงบทุกสิ้นเดือน เรียนรู้จากกำไร หรือการขาดทุน ที่เกิดขึ้นในแต่ละเดือน หากคุณปิดงบการเงิน หรือทำบัญชีให้ละเอียด คุณจะรู้ว่า บางครั้ง ยอดขายที่มันเพิ่มขึ้น อาจจะไม่ได้แปลว่าบริษัทคุณมีกำไรมากขึ้น กลับกัน บางทียอดขายเพิ่ม อาจจะทำให้คุณขาดทุนก็เป็นได้ ฉะนั้นคุณต้องดูบัญชีให้ละเอียด ถ้าคุณดูบัญชีให้ละเอียด คุณจะรู้เองล่ะครับว่า คุณจะต้องแก้ปัญหาอะไรบ้าง
  2. จากข้อแรก เมื่อคุณดูบัญชีละเอียดแล้ว รู้ถึงปัญหาแล้ว คุณจะต้องแก้ปัญหาให้ตรงจุด แต่ธุรกิจ SME ส่วนใหญ่ เมื่อธุรกิจขาดทุน หรือมีกำไรน้อย ผมบอกเลยครับว่า ส่วนใหญ่จะแก้ปัญหาด้วยการ กู้เงินเพิ่ม บางครั้ง ขายได้มาก แต่กำไรน้อย เพราะต้องตัดราคากับคู่แข่ง เมื่อคำนวณกำไรขั้นต้น กำไรครับ แต่เมื่อคำนวณ กำไรสุทธิ ขาดทุน เพราะ Margin บางเกินไป การกู้เงินเพิ่ม เป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ตรงจุด การแก้ปัญหาที่ตรงจุดคือ คุณขายถูกเกินไป ทำให้กำไรน้อย หรือ ต้นทุนคงที่ เรียกว่า Fixed Cost ของกิจการคุณ มันมากเกินไป ….สรุปสุดท้ายคือ การกู้เงินเพิ่มไม่ใช่การแก้ปัญหา เป็นการซ้ำเติมปัญหาให้คุณมีภาระหนี้สูงขึ้นกว่าเดิม คุณต้องมีภาระจ่ายดอกเบี้ยเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม
  3. ปัญหายอดฮิต คือ บัญชีของกิจการ กับการใช้จ่ายส่วนตัวของเจ้าของบริษัท ปะปนมั่วกันไปหมด ถ้าคุณไม่ทำบัญชีให้ละเอียด ตามหัวข้อแรก คุณจะไม่รู้เลยว่าเดือนนี้คุณมีกำไรเท่าไหร่ คุณแค่เห็นยอดขายเพิ่มขึ้น มี Cash Flow เข้ามาไม่สะดุด แต่อย่างที่ผมเคยบอก Cash Flow มันไม่ได้เกิดจากยอดขายอย่างเดียว มันมาจากเงินกู้ที่คุณกู้ด้วย แต่คุณก็เข้าใจไปเองว่าธุรกิจคุณยังดีอยู่ ใช้จ่ายเงินส่วนตัว ใช้จ่ายเงินกับครอบครัว คุณก็ดึงเงินของธุรกิจไปใช้ มากกว่ากำไรได้ในแต่ละเดือน สุดท้ายคือกำไรแค่ร้อย แต่คุณใช้จ่ายทั้งบริษัทและส่วนตัวเป็นพัน มันก็จะติดลบทุกเดือนทุกเดือน แต่คุณยังมองไม่เห็น เพราะคุณมีวงเงิน OD อยู่ มันก็จะกัดกิน ในวงเงิน OD ของคุณนั่นแหละ ไปเรื่อยๆ จนวงเงิน OD คุณเต็ม เมื่อนั้นล่ะครับ ธนาคารจะเป็นผู้ร้ายในสายตาคุณ คำพูดยอดฮิตที่ผมได้ยินบ่อยคือ ใช้หนี้ OD มาเป็น 10 ปี วงเงิน OD ไม่ยุบเลย จะยุบได้ไงล่ะครับ ก็คุณเล่นจ่ายแต่แค่ดอกเบี้ย คุณจ่ายวงเงินโอดีเข้าไปเป็นยอดใหญ่ สุดท้ายคุณก็ตีเช็คมันออกมาใช้อยู่ดี แล้วเมื่อไหร่วงเงิน OD มันจะยุบละครับ

กับดักหนี้ คุณต้องรู้ และเตรียมรับมือกับมัน เพื่อไม่เข้าสู่หลุมพลาง แห่ง กับดักหนี้

เห็นสาเหตุ ของธุรกิจ ที่ขายดี แต่ขาดเงินทุนหมุนเวียนหรือยังครับ ผมคงไม่ต้องบอกวิธีแก้ แต่ผมบอกสาเหตุให้คุณทราบแล้วอย่างน้อย 3 ข้อ ถ้าเจ้าของธุรกิจ SME ทั้งหลาย ที่ทำธุรกิจ จะมียอดขายดี เติบโตต่อเนื่อง สามารถกู้เงินธนาคารได้เรื่อยๆ ทุกท่านคงจะมีฝีไม้ลายมือ และเก่งมากพอ ที่จะแก้ปัญหานี้ได้อยู่แล้วครับ ผมแค่ชี้ช่อง เปิดประเด็นปัญหา ตามที่กล่าวมาเท่านั้น

แต่สุดท้าย หากคุณตกอยู่ในสภาวะ กับดักหนี้ เรียบร้อยแล้ว หาทางออกไม่เจอ ให้เราช่วยดูแลคุณ

สำหรับเจ้าของกิจการ ที่ปัญหาขาดเงินทุนหมุนเวียน เป็นปัญหาที่ค่อนข้างรุนแรง แต่กิจการไปได้ดี เริ่มความรู้สึกว่า ธนาคารเริ่มคุยยากขึ้น เจ้าหน้าที่ธนาคารที่ดูแล ไม่เหมือนเดิม มาถึงตรงนี้ Antonio Attorney ทีมงานเรา พร้อมที่จะเป็นที่ปรึกษา รับหน้าที่ เจรจา แก้หนี้ ให้กับธุรกิจของคุณนะครับ สนใจติดต่อสอบถาม พูดคุยกับผมได้ ครับ 081 869 0878

หรือ ให้ผมเป็นที่ปรึกษา แบบส่วนตัว


แบบที่ 1 พูดคุยผ่านทางโทรศัพท์ ไม่จำกัดครั้ง คุยกันได้ตลอดชีพ ค่าบริการ 2,000 บาท ตลอดชีพ

แบบที่ 2 สามารถเจอผมได้ 1 ครั้ง คุณอาจจะพาครอบครัวหรือทีมงาน เราพูดคุยกับผมได้ ประชุมร่วมกันครับ วันนี้ขอจำกัดเวลาประมาณไม่เกิน 3 ชั่วโมงนะครับ หลังจากนั้นคุณสามารถโทรศัพท์พูดคุยกับผมได้ไม่จำกัดครั้ง แล้วคุยตลอดชีพได้เช่นเดียวกันครับ แบบที่ 2 ราคาค่าบริการ 5,000 บาทครับ

KBANK 766 2 21897 3 / SCB 407 0 55631 0

เมื่อโอนเงินแล้ว ส่งสลิปโอนเงินมาที่ LineID : @antonio ส่งสลิปมาแล้ว ไม่ต้องทักนะครับ เดี๋ยวข้อความมันจะเลื่อน ผมจะหาไม่เจอว่าใครโอนเงินมา เนื่องจาก ผมมีคนไลน์เข้ามาจำนวนมาก ส่งสลิปมาแล้วรอ ผมจะรีบติดต่อกลับนะครับ


แก้หนี้ สร้างหนี้ เราจัดการให้
ติดต่อ LineID : @antonio

ติดตามคลิปดีๆ ในแวดวงการเงิน การธนาคาร และอสังหาริมทรัพย์ ได้ที่ Youtube

และติดตามผมต่อได้ที่ Facebook/AntonioAttorney.Company

สนใจให้ผมเป็นที่ปรึกษาการเงินส่วนตัว คลิกเลยครับ

ดูคลิปพิเศษจาก Antonio https://bit.ly/3wqjila

ติดต่อ ผมที่ email : antonioattorney@gmail.com หรือ LineID : @antonio

ที่ปรึกษาสำหรับ ผู้ประกอบการ SME แก้หนี้ หรือ ขอกู้เงิน สินเชื่อ คลิกเลยครับ Antonio SME

ติดเครดิตบูโร ต้องรออีกกี่ปี ถึงจะหลุด

บทความนี้ จะอธิบายให้คุณเข้าใจ เครดิตบูโร คืออะไร ถ้าคุณเข้าใจเกี่ยวกับเครดิตบูโร คืออะไร มีหน้าที่อะไร คุณจะเตรียมตัว ให้ตัวคุณเองมีประวัติในระบบของเครดิตบูโร เตรียมให้ดี เตรียมให้พร้อม กู้กี่ครั้งก็ผ่าน หากคุณเข้าใจในเงื่อนไขรายละเอียดของเครดิตบูโร คุณจะเข้าใจว่า ติดเครดิตบูโร ถึงจะกู้ได้

คำถามจาก ผู้ที่มีปัญหา ติดเครดิตบูโร

คำถาม มีบัตรเครดิต 2 ใบ ประนอมหนี้ปิดบัญชี จ่ายงวดสุดท้าย 34 พค. 60 และ 31 สค.61 ต้องรอ 3 ปี จึงจะหลุด Blacklist จะนับจากบัตรแรกที่จ่ายเกิน 3 ปีแล้ว หรือ ใบที่ 2 ยังไม่พ้นครบกำหนด 3 ปี

คำตอบ ง่ายๆเลยครับ หากคุณอยากรู้ว่าคุณจะติดประวัติไปอีกนานแค่ไหนหลังจากที่คุณปิดหนี้ที่เป็นหนี้เสียตัวนั้น หลังจากปิดแล้วประมาณ 1-2 เดือน คุณควรหาเวลาไปเช็คเครดิตบูโรดู แล้วนับบรรทัดที่รายงานสถานะบัญชีของคุณ บรรทัดละ 1 เดือน นับไปครับได้กี่บรรทัด นั่นแหละครับคือบรรทัดละ 1 เดือน เวลาที่คุณจะมีชื่ออยู่ในระบบเครดิตบูโร เดือนถัดไปจะหายไปทีละบรรทัด ทีละบรรทัด และหลังจากที่คุณปิดหนี้แล้ว ให้คุณเช็คสอบ โดยการเช็คเครดิตบูโรอีกครั้ง เช็คว่าเจ้าหนี้ได้ปิดยอดหนี้และเปลี่ยนสถานะบัญชีให้คุณแล้วหรือยัง คนปิดหนี้ไปแล้ว บางคน ปิดเป็นปีไม่เคยเช็ค เจ้าหนี้ไม่ปิดยอดให้ไม่เปลี่ยนสถานะบัญชีให้ เคยเจอมาแล้วครับ

ปิดหนี้แล้วทำไมต้องรอ 3 ปี เครดิตบูโร ถึงจะล้างรายชื่อ

หลังจากที่คุณปิดบัญชีเรียบร้อยแล้ว เครดิตบูโรจะเก็บประวัติการชำระหนี้ของคุณไว้อีกอย่างน้อย 3 ปี หรือ 36 งวด และในส่วนของสินเชื่อบางประเภท อาจจะเก็บไว้ 60 งวดหรือ 5 ปี

ติดเครดิตบูโร ไม่ใช่ติดแบล็คลิสต์

หลายคนเข้าใจผิด มักจะชอบพูดกันว่า ติดเครดิตบูโรกู้ไม่ได้ คนบอกว่าติดแบล็คลิสกู้ไม่ได้ ผมจะขออนุญาตใช้บทความนี้อธิบายให้ฟังนะครับ ติดเครดิตบูโรกู้ไม่ได้ หลายคนเข้าใจว่าเครดิตบูโร ส่งชื่อลูกหนี้ไปให้กับธนาคาร แล้วหมายหัวลูกหนี้รายนั้นว่า ติดเครดิตบูโรทำให้กู้ไม่ผ่าน ต้องอธิบายแบบนี้นะครับ เครดิตบูโรคือหน่วยงานที่เก็บรวบรวมประวัติการจ่ายหนี้ของลูกหนี้ทั่วประเทศ ฉะนั้นการเก็บประวัติการชำระหนี้ จะเก็บทั้งประวัติดี และประวัติไม่ดี เครดิตบูโร ไม่มีหน้าที่ตัดสินว่า ลูกหนี้รายนั้นจะกู้ผ่านหรือไม่ผ่าน การจะกู้ผ่านหรือไม่ผ่าน ขึ้นอยู่กับธนาคาร ที่คุณไปขอยื่นกู้ขอสินเชื่อ เขาจะพิจารณาจากประวัติการผ่อนชำระหนี้ของคุณ เจ้าหน้าที่ธนาคารเหล่านั้นเองก็มักจะพูดว่าที่กู้ไม่ผ่านเพราะติดประวัติเครดิตบูโร นั่นก็คือคุณมีประวัติที่ชำระหนี้ไม่ตรงนั้นเอง ไม่ได้กู้ไม่ผ่านเพราะเครดิตบูโรส่งชื่อคุณให้ธนาคาร ว่าคุณเป็นลูกหนี้ที่ไม่ดี สรุปเครดิตบูโรมีหน้าที่เพียงเก็บรวบรวมประวัติการชำระหนี้ ของลูกหนี้เท่านั้นครับ

ส่วนคำว่าติดแบล็คลิสต์ อันนี้ความหมายค่อนข้างรุนแรง ผมอธิบายแยกเป็น 2 ส่วน แบบนี้ครับ ส่วนแรก คือคุณมีประวัติที่ไม่ดีกับธนาคารนั้นๆ รายชื่อคุณก็จะถูกส่งไปที่เครดิตบูโรถึงประวัติการชำระหนี้ที่ไม่ดีของคุณ แล้วสมมติผ่านมาหลายปี คุณรวบรวมเงินไปชำระหนี้ก้อนนั้นได้ หลังจากชำระหนี้แล้ว 3 ปีหรือ 5 ปีแล้วแต่ประเภทสินเชื่อ เครดิตบูโรก็จะลบประวัติของคุณออกจากระบบ แต่ธนาคารนั้นจะบันทึกรายชื่อคุณว่ามีรายชื่อเป็น Blacklist สำหรับธนาคารของเขา ถึงแม้ว่าคุณจะชำระหนี้หมดแล้วก็ตาม คุณจะไม่มีสิทธิ์และไม่มีโอกาส ในการกู้ธนาคารนั้นอีกเลย ส่วนที่ 2 ติดแบล็คลิสต์ ในความหมาย คือ ธนาคารจะมีระบบฐานข้อมูลที่เรียกศัพท์ภายในธนาคารรู้กันว่า ระบบถัง หรือเรียกว่า รายชื่อลงถัง ส่วนนี้ ลูกค้าจะติดประวัติในการถูกฟ้องร้องดำเนินคดี ถูกฟ้องถูกบังคับคดี ถูกยึดทรัพย์อายัดทรัพย์ หากคุณโดนแบบนี้ เขาเรียกว่า ติดแบล็คลิสต์เช่นกัน ฉะนั้นคำว่าติดแบล็คลิสต์มีอยู่จริง แต่ ติดเครดิตบูโร ไม่มีครับ

บทความนี้เหมาะกับผู้มีเอกสารเครดิตบูโรในมือ คุณจะเข้าใจง่ายขึ้น

หากจะต้องอธิบายเรื่องราวรายละเอียด เพื่อให้คนกู้ หรือลูกหนี้เข้าใจ จำเป็นต้องมีภาพประกอบ ภาพแรกคือลูกค้าที่มีประวัติในการผ่อนชำระดีครับ ลูกค้าที่มีประวัติในการผ่อนชำระดี จะมีสถานะ 10 คือเป็นบัญชีปกติ

ตัวอย่างเครดิตบูโรแบบเป็นหนี้ปกติ

รายงานเครดิตบูโร ตัวอย่างนี้ คือ เป็นลูกหนี้สถานะปกติ ผ่อนชำระตรงทุกงวด

ตัวอย่างเครดิตบูโรแบบสถานะปกติ

ตัวอย่างนี้ การผ่อนชำระปกติ ถึงแม้จะมีการจ่ายล่าช้าสูงสุด 90 วัน แต่ก็ยังมีสถานะปกติ แต่กรณีนี้ จะกู้ธนาคารไม่น่าจะผ่าน เพราะมีการจ่ายล่าช้า

การดูรายงาน สถานะบัญชีของเครดิตบูโร ดังนี้

  • สถานะบัญชี เลข 10 คือ สถานะปกติ
  • สถานะบัญชี เลข 11 คือ สถานะปิดบัญชี
  • สถานะบัญชี เลข 12 คือ สถานะพักชำระหนี้ ตามนโยบายของรัฐ
  • สถานะบัญชี เลข 20 คือ สถานะมีหนี้ค้างเกิน 90 วัน
  • สถานะบัญชี เลข 30 คือ สถานะอยู่ในกระบวนการทางกฏหมาย
  • สถานะบัญชี เลข 31 คือ สถานะอยู่ในระหว่างชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามยอม
  • สถานะบัญชี เลข 32 คือ สถานะศาลพิพากษายกฟ้อง เนื่องจากคดีขาดอายุความ
  • สถานะบัญชี เลข 33 คือ สถานะปิดบัญชี เนื่องจากตัดหนี้เป็นสูญ
  • สถานะบัญชี เลข 40 คือ สถานะอยู่ระหว่างชำระสินเชื่อ เพื่อปิดบัญชี
  • สถานะบัญชี เลข 41 คือ สถานะเจ้าของข้อมูลขอตรวจสอบรายการ
  • สถานะบัญชี เลข 42 คือ สถานะโอนหรือขายหนี้
  • สถานะบัญชี เลข 43 คือ สถานะปิดบัญชีขณะโอนหรือขายหนี้

ตัวอย่างสถานะบัญชี ที่เป็นหนี้เสีย

ติดเครดิตบูโร

ตัวอย่างนี้เป็นหนี้เสีย กู้อย่างไรก็ไม่น่าจะผ่าน เลิกหวัง และฝันลมๆแล้งๆ

บัญชีนี้ ก่อนปิดหนี้ มีสถานะค้างชำระหนี้ 90 วัน ถือว่ายังไม่เป็นหนี้เสีย แต่ในมุมมองการพิจารณาสินเชื่อ สำหรับบัญชีนี้ถึงแม้จะปิดบัญชีไปแล้ว กู้ผ่านไม่ง่ายครับ ถ้าให้ผมแนะนำ บัญชีนี้ไม่ควรปิดบัญชี ควรจะกลับมาจ่ายชำระให้เป็นปกติ อย่างน้อยไปอีก 1 ปี จะดีกว่า เพราะธนาคารจะได้เห็นพฤติกรรมการชำระหนี้ที่เคยจ่ายไม่ตรง กลับมาจ่ายหนี้ให้ตรง อีกอย่างน้อย 1 ปี แล้วค่อยยื่นกู้ น่าจะดูดีกว่า

ติดเครดิตบูโร

ตัวอย่างนี้ยิ่งอาการหนัก เพราะค้างชำระหนี้มากกว่า 300 วัน ถึงแม้จะปิดบัญชีไปแล้วก็ตาม ก็กู้ไม่ผ่านแน่นอน หลายคนมักจะถามว่าหลังจากปิดบัญชีแล้ว จะต้องรอนานแค่ไหนถึงจะกลับมากู้ได้ ผมให้คุณดูตัวอย่างนี้ ลองนับบรรทัดที่มีรายงาน ตามลำดับเวลาเดือนและปี เดือนละ 1 บรรทัด เหลืออยู่กี่บรรทัด ก็เท่ากับจำนวนเดือนที่เหลืออยู่ในระบบ เครดิตบูโรจะเก็บบันทึกข้อมูลของคุณไว้ สำหรับตัวอย่างนี้เหลือ 33 บรรทัด ก็เท่ากับ 33 เดือนครับ ที่คุณจะมีชื่อติดอยู่ในเครดิตบูโร จะมีล้างข้อมูลออกไปเมื่อครบ 33 เดือน

ตอบคำถาม เรื่องเครดิตบูโร ปิดแล้วต้องรออีก กี่เดือน กี่ปี

จากคำถาม ผมสรุปคำตอบให้แบบนี้นะครับ คุณจะมีชื่อติดอยู่ในประวัติเครดิตบูโร แบบบันทึกประวัติการผ่อนชำระหนี้ไม่ตรง ถึงแม้จะปิดหนี้ไปแล้วก็ตาม เครดิตบูโรจะบันทึกประวัติคุณไว้ ประมาณ 36 เดือน อย่างที่ผมบอกนะครับ คุณต้องเช็คเครดิตบูโรดู แล้วนับบรรทัดละ 1 เดือน นั่นแหละครับ คุณจะติดไปอีกประมาณระยะเวลาเท่านั้น หากคุณชำระปิดหนี้ เป็นอันดับเรียงทีละเจ้าหนี้ ก็ให้นับเจ้าหนี้รายสุดท้าย ที่คุณปิด นับบรรทัด ความหมายคือ บรรทัดละ 1 เจ้าหนี้ รายสุดท้ายที่คุณปิด ระยะเวลาตามจำนวนบรรทัดนั่นแหละครับ ก็คืออีกจำนวนเดือนที่คุณจะติดไปในระบบเครดิตบูโร ส่วนเจ้าหนี้ที่คุณปิดไปก่อนหน้านี้ก็จะค่อยๆหายไปจากระบบเครดิตบูโร เรียงลำดับจาก ระยะเวลาการปิดหนี้ จากตัวอย่างที่ผมยกมาให้ทั้งหมดนี้ หวังว่าคุณจะเข้าใจ ในระบบการจัดเก็บข้อมูล ของเครดิตบูโรมากขึ้นนะครับ

ปิดหนี้แล้วทำไม ไม่ลบประวัติให้เลยทันที

หลายคน สงสัย ไม่เข้าใจ และไม่พอใจ หน่วยงานเครดิตบูโร ด้วยเหตุผล คนทั่วไปที่เป็นหนี้เสีย แต่ปิดหนี้เรียบร้อยแล้ว ทำไมเครดิตบูโรต้องเก็บประวัติที่เคยผ่อนชำระล่าช้า หรือเคยผ่อนชำระไม่ตรง ทั้งๆที่ปิดหนี้ไปแล้ว ทำไมต้องเก็บประวัติที่ไม่ดีของลูกหนี้เอาไว้ด้วย เปรียบเสมือน ต้องการให้ลูกหนี้ ติดคุกทางการเงิน ไม่สามารถ กู้หรือขอสินเชื่อ กับสถาบันการเงินได้ ผมจะอธิบายเหตุผลแบบนี้ครับ ถ้าหากลูกหนี้ ที่เคยมีประวัติการผ่อนชำระหนี้ไม่ตรง แล้วปิดหนี้แล้ว เครดิตบูโรลบประวัติที่เคยไม่ดีทิ้งไปเลยทั้งหมด จะมีประโยชน์อะไรครับ ที่จะจัดตั้งหน่วยงานเครดิตบูโรขึ้นมา การมีเครดิตบูโร สถาบันการเงิน หรือสมาชิกของเครดิตบูโร ต้องการที่จะเห็นประวัติของลูกหนี้แต่ละราย ในการชำระหนี้ เพื่อเอาไว้พิจารณาประวัติการชำระหนี้ของลูกหนี้ รายนั้นที่มาขอกู้ ถ้าปิดหนี้แล้วลบประวัติออกทันที จะเกิดอะไรขึ้นครับ เช่น ยอดหนี้ที่เคยค้างชำระมานาน เกิน 300 วัน ก็คือ 1 ปีขึ้นไปที่ไม่ได้จ่ายหนี้เลย วันดีคืนดีอยากจะกู้เงิน ก็ไปหยิบยืมเงิน กู้เงินนอกระบบมาปิดหนี้ ปิดหนี้เสร็จเรียบร้อยเครดิตบูโรลบประวัติที่เคยเป็นหนี้เสียออก ก็กลับมากู้ใหม่ได้อีก แบบนี้จะมีเครดิตบูโรไว้ทำไมครับ เครดิตบูโร คือ หน่วยงานที่เก็บประวัติการผ่อนชำระของลูกหนี้ ทั้งประวัติผ่อนชำระตรง ก็เก็บไว้ 36 เดือน ประวัติการผ่อนชำระที่ไม่ตรง ก็เก็บประวัติไว้ 36 เดือนเช่นกัน

ติดเครดิตบูโร ต้องโทษตัวเอง อย่าโทษคนอื่นมัน ยุติธรรมแล้ว สำหรับเจ้าหนี้กับลูกหนี้

ครับ เครดิตบูโรเก็บประวัติการผ่อนชำระหนี้ ของคุณ ทั้งประวัติดี ก็เก็บ 36 งวด ประวัติไม่ดี ก็เก็บ 36 งวด ผมว่า มันก็ยุติธรรมดีนะครับ ทั้งประวัติดี และไม่ดี เก็บหมด ฉะนั้น อย่าไปว่าเครดิตบูโรเลยครับ กรรมดี กรรมไม่ดี เราก็ต้องยอมรับ สิ่งที่เราทำเอาไว้ครับ แค่ 36 เดือนเองครับ

ถ้าคุณสนใจ ให้ผมเป็นที่ปรึกษาส่วนตัว ชำระค่าบริการมาที่ บัญชี ชื่อ ยุทธนา โกษากุล

KBANK 766 2 21897 3 / SCB 407 0 55631 0

แบบที่ 1 พูดคุยผ่านทางโทรศัพท์ ไม่จำกัดครั้ง คุยกันได้ตลอดชีพ ค่าบริการ 2,000 บาท ตลอดชีพ

แบบที่ 2 สามารถเจอผมได้ 1 ครั้ง คุณอาจจะพาครอบครัวหรือทีมงาน เราพูดคุยกับผมได้ ประชุมร่วมกันครับ วันนี้ขอจำกัดเวลาประมาณไม่เกิน 3 ชั่วโมงนะครับ หลังจากนั้นคุณสามารถโทรศัพท์พูดคุยกับผมได้ไม่จำกัดครั้ง แล้วคุยตลอดชีพได้เช่นเดียวกันครับ แบบที่ 2 ราคาค่าบริการ 5,000 บาทครับ

เมื่อโอนเงินแล้ว ส่งสลิปโอนเงินมาที่ LineID : @antonio ส่งสลิปมาแล้ว ไม่ต้องทักนะครับ เดี๋ยวข้อความมันจะเลื่อน ผมจะหาไม่เจอว่าใครโอนเงินมา เนื่องจาก ผมมีคนไลน์เข้ามาจำนวนมาก ส่งสลิปมาแล้วรอ ผมจะรีบติดต่อกลับนะครับ


แก้หนี้ สร้างหนี้ เราจัดการให้
ติดต่อ LineID : @antonio

ติดตามคลิปดีๆ ในแวดวงการเงิน การธนาคาร และอสังหาริมทรัพย์ ได้ที่ Youtube

และติดตามผมต่อได้ที่ Facebook/AntonioAttorney.Company

สนใจให้ผมเป็นที่ปรึกษาการเงินส่วนตัว คลิกเลยครับ

ดูคลิปพิเศษจาก Antonio https://bit.ly/3wqjila

ติดต่อ ผมที่ email : antonioattorney@gmail.com หรือ LineID : @antonio

ที่ปรึกษาสำหรับ ผู้ประกอบการ SME แก้หนี้ หรือ ขอกู้เงิน สินเชื่อ คลิกเลยครับ Antonio SME