เงินกู้ soft loan มุมมองที่แตกต่าง จากฝั่งลูกหนี้(ที่กำลังจะตาย) กับฝั่งเจ้าหนี้ ที่จำเป็นต้องเลือก

แบงค์ชาติอาจปรับเปลี่ยนเงื่อนไขปล่อยกู้ ซอฟท์โลน บสย. พร้อมเข้ามาช่วยค้ำประกันหนี้ เนื่องจากมาตรการต่างๆที่ผ่านมา แบงก์ชาติยอมรับเองว่า ไม่ได้เอาปัญหา หรือความต้องการของลูกหนี้เป็นตัวตั้งโจทย์

ที่ผ่านมา นโยบายปล่อยกู้ soft loan แบงค์ชาติมีนโยบายให้สินเชื่อกับผู้ประกอบการที่ไม่เป็นหนี้เสียก่อน 31 ธันวาคม 62 นั่นหมายความว่า ลูกหนี้ที่จะได้สินเชื่อ soft loan ต้องเป็นลูกหนี้ที่ดี แต่เกิดปัญหาภาวะเศรษฐกิจจากวิกฤตโควิดเท่านั้น คือพูดง่ายๆว่ากิจการดีมาตลอด ยอดขายดี บริหารจัดการดี สุดท้ายคือประวัติในการชำระหนี้ดี

คือไม่ได้แปลว่าถ้าเป็นหนี้เสียกันมาก่อนหน้านี้แล้วโดน covid ซ้ำเข้าไปอีก กรณีแบบนี้ไม่เข้าเงื่อนไขที่จะปล่อยกู้ได้ครับ

แบงค์ชาติมีนโยบายเพียงแต่ จะช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับวิกฤต แต่ยังเป็นธุรกิจที่มีผลประกอบการดี ก่อนโควิดจะมา

ฉะนั้นผู้ประกอบการรายไหน ที่บอกว่าช่วยแต่เฉพาะลูกค้ารายใหญ่ รายเล็กรายน้อยไม่เห็นหัว ผมก็เข้าใจในมุมมองของลูกหนี้นะ แต่ถ้าในมุมมองของธนาคาร ธุรกิจของคุณมันเริ่มส่ออาการให้เห็นก่อนที่เขาจะมาด้วยซ้ำ แล้วยิ่งลูกหนี้รายไหนจ่ายชำระหนี้ไม่ตรง อันนี้เลิกฝันได้เลยครับว่า จะได้เงินกู้ Soft Loan มาช่วย

ใจเขาใจเรา พูดง่ายๆคือ ฝั่งเจ้าหนี้ ก็ต้องเห็นใจลูกหนี้ว่า เป็นหนี้เสียเพราะอะไร ถ้าลูกหนี้ได้เงินกู้เพื่อเสริมสภาพคล่องกิจการจะกลับมาดีจริงๆใช่ไหม ซึ่งธนาคารอาจจะมองว่า ถึงอย่างไร ลูกหนี้ได้เงินกู้เสริมสภาพคล่องไป มันก็กลายเป็นเงินที่ละลายลงแม่น้ำไม่เกิดประโยชน์อะไรขึ้นมา

ส่วนฝั่งลูกหนี้ ก็บอกว่า ถ้าได้เงินกู้ soft loan มา ดอกเบี้ยก็ถูก แล้วยังเอามาเสริมสภาพคล่องให้กับกิจการ แต่ลองนึกและถามตัวเองจริงๆ ดูนะครับว่า เอาแบบไม่มีอคตินะครับ ด้วยใจเป็นกลาง ว่า

ที่ผ่านมา กิจการของเราที่ไปไม่รอด คือการขาดสภาพคล่องจริงหรือเปล่า หรือเหตุผลอื่นๆเช่น ที่ผ่านมาเราเอาเงินกู้ไปใช้ผิดประเภท ลูกค้าเราไม่มี ลูกค้าหาย ลูกหนี้การค้ามีเยอะแต่เราเก็บหนี้ไม่ได้ ต่างๆนานาเหล่านี้ มันคือปัญหาการขาดสภาพคล่องจริงหรือไม่ หรือมันคือปัญหาจากตัวเราเอง ที่บริหารธุรกิจผิดพลาด

ติดตามคลิปดีๆ ในแวดวงการเงิน การธนาคาร และอสังหาริมทรัพย์ ได้ที่ YouTube

และติดตามผมต่อได้ที่ facebook/AntonioAttorney

สนใจให้ผมเป็นที่ปรึกษาการเงินส่วนตัว คลิกเลยครับ

ติดต่อ ผมที่ email : antonioattorney@gmail.com หรือ LineID : @antonioattorney

หนี้สาธารณะของไทย ยังกู้ต่อได้อีก ใส่เต็มๆ ใส่ยาวๆ กันเลย

ตอนนี้ ทุกรัฐบาลทั่วโลก ต่างอัดฉีดเงินเข้าระบบ ส่งเงินตรงถึงมือประชาชน ทุกระดับชนชั้น รวมถึงรัฐบาลไทยเอง และแบงค์ชาติ ก็ได้ออก พรก. กู้เงิน 1.9 ล้านล้านบาท ซึ่งหลายคนก็เป็นห่วง ว่าหนี้สินของประเทศมันจะยิ่งพอกพูนขึ้นไปอีกมากน้อยแค่ไหน ตอนนี้ หนี้สาธารณะของไทยอยู่ที่ 40% ของ GDP นักวิชาการยังสนับสนุนให้กู้ได้อีกจนถึง 60% ของ GDP ลองดูกันว่าที่ผ่านมา รัฐบาลไทยที่ผ่านพ้นในช่วงวิกฤตต่างๆ กู้เงินกันมาเท่าไหร่กันบ้าง

(1) ช่วงวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2541 ที่ภาครัฐกู้เงินกว่า 1 ล้านล้านบาทภายใต้ 3 พ.ร.ก. คือ พ.ร.ก. กู้เงินจากต่างประเทศเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ 2 แสนล้านบาท พ.ร.ก. กู้เงินเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของระบบสถาบันการเงิน 3 แสนล้านบาท และ พ.ร.ก. ช่วยเหลือกองทุนฟื้นฟูฯ 2 ฉบับ วงเงิน 5 แสนล้านบาท และ 7.8 แสนล้านบาท 

(2) ช่วงวิกฤตการเงินโลกปี 2552 ที่ภาครัฐต้องออก พ.ร.ก. กู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงของเศรษฐกิจ (ไทยเข้มแข็ง) 4 แสนล้านบาท และ 

(3) ช่วงหลังน้ำท่วมครั้งใหญ่ปี 2554 ภาครัฐได้ออก พ.ร.ก. กู้เงินเพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ 3.5 แสนล้านบาท และ พ.ร.ก. soft loan ของแบงก์ชาติอีก 3 แสนล้านบาท 

การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 (COVID-19) เกิดขึ้นทั่วโลกแค่ช่วงไม่กี่เดือนมานี้ ประเทศที่ไม่คิดว่าจะเกี่ยวข้องเพราะอยู่ไกลคนละซีกโลกจากจีนที่เป็นจุดเริ่มต้นการระบาดกลับเจอหนักยิ่งกว่า ประเทศที่เหมือนจะคุมสถานการณ์ได้ก็กลับน่าเป็นห่วงขึ้นอีก เราจึงเห็นภาครัฐทั่วโลกระดมสรรพกำลังเครื่องมือการเงินการคลังเพื่อเยียวยาและช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อนอย่างเต็มที่ วันนี้จึงอยากชวนท่านผู้อ่านตั้งคำถามว่า ภาครัฐจะระดมยิงกระสุนปืนบาซูการบกับวิกฤตโควิดได้อีกมากแค่ไหน และเท่าไรถึงจะเพียงพอ?

สังเกตได้ว่าภาครัฐทั่วโลกยิงบาซูกาขนาดใหญ่ออกมาไล่เลี่ยกัน เพราะเริ่มเห็นแล้วว่า วิกฤตโควิดส่งผลกระทบเร็ว แรง และลึกกว่าวิกฤตที่เคยเจอมา เพราะทำให้เกิดวิกฤตสุขภาพของผู้คนที่ไปโยงให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจที่ทุกภาคส่วนได้รับผลกระทบ จากมาตรการล็อคดาวน์หยุดกิจกรรมชั่วคราวเพื่อลดการระบาด ล่าสุด ณ ต้นเดือน เม.ย. 63 นี้ วงเงินมาตรการทางการคลังที่หลายประเทศประกาศออกมามีขนาดใหญ่กว่าร้อยละ 10 ของ GDP และใหญ่กว่าที่เคยใช้ในวิกฤตครั้งก่อนๆ แล้ว เช่น อังกฤษ (18%) ฝรั่งเศส (15%) เยอรมัน (14%) อิตาลี (13%) สหรัฐฯ ญี่ปุ่น  (11%) ทั้งนี้ยังไม่รวมวงเงินมาตรการการเงินอื่นๆ ที่ค่อนข้างสูงมาก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการเพิ่มสภาพคล่องในตลาดการเงิน 

ในกรณีไทย ถ้าดูขนาดมาตรการดูแลและเยียวยา COVID-19 ระยะที่ 3 วงเงิน 1.9 ล้านล้านบาท คิดเป็น 10% ของ GDP ก็นับว่าเป็นวงเงินที่ใหญ่กว่าวิกฤตในอดีตเช่นกัน ซึ่งรวมเอา พ.ร.ก. กู้เงินเพื่อการเยียวยาและดูแลเศรษฐกิจ 1 ล้านล้านบาท พ.ร.ก. soft loan เน้นดูแลธุรกิจ SMEs ของแบงก์ชาติ 5 แสนล้านบาท และ พ.ร.ก. ดูแลเสถียรภาพภาคการเงินของแบงก์ชาติอีก 4 แสนล้านบาทไว้ด้วยกัน เพื่อดูแลทั้งภาคเศรษฐกิจจริงและภาคการเงิน

ภาครัฐแต่ละประเทศจะเร่งทำอะไรเพิ่มได้อีกแค่ไหนขึ้นกับพื้นที่เครื่องมือนโยบายที่ยังเหลือ หลังจากที่ได้ทุ่มทรัพยากรกู้เงินเพื่อแก้ปัญหาวิกฤตรอบก่อนๆ ไว้ ด้านเครื่องมือการคลัง กรณีประเทศที่ยังไม่ทันได้สะสางคืนหนี้เดิมที่ภาครัฐเคยก่อไว้ ก็อาจเห็นเครื่องมือการคลังติดเพดานหนี้สาธารณะที่สูงอยู่แล้วตั้งแต่ก่อนรับมือกับ COVID-19 เช่น อิตาลี สเปน ญี่ปุ่น สหรัฐฯ กรณีประเทศที่มีวินัยได้ทยอยสะสางหนี้เก่าให้ฐานะการคลังเข้มแข็งพร้อมรับมือวิกฤตครั้งใหม่ได้เต็มที่ ก็จะสามารถช่วยดูแลเยียวยาประชาชนได้มาก เช่น เยอรมัน ด้านเครื่องมือการเงิน บางประเทศใช้เครื่องมือพิเศษที่เคยใช้มาก่อนหน้านี้ เช่น การอัดฉีดสภาพคล่องเข้าระบบเศรษฐกิจการเงิน (quantitative easing : QE) ในขนาดใหญ่ขึ้น เช่น สหรัฐ (กลับมาใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ยใกล้ศูนย์อย่างรวดเร็ว และเพิ่ม QE “whatever it take”) สหภาพยุโรป (ยังคงนโยบายอัตราดอกเบี้ยติดลบ แต่เพิ่ม QE โดยมองว่า “Extraordinary times require extraordinary action.”) ธนาคารกลางบางประเทศเริ่มใช้เครื่องมือใหม่หลังเครื่องมืออัตราดอกเบี้ยเข้าใกล้ 0% เช่น ออสเตรเลีย (ลดดอกเบี้ยเหลือ 0.25% และเริ่มใช้ yield curve control คุมอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรอายุ 3 ปี) และนิวซีแลนด์ (ลดดอกเบี้ยเหลือ 0.25% และเริ่มใช้ QE) จึงพอเห็นได้ว่าตอนนี้พื้นที่ของเครื่องมือการเงินการคลังแต่ละประเทศเหลือไม่เท่ากัน ภาครัฐจะยิงกระสุนใหม่ได้แค่ไหนอาจต้องดูยอดคงค้างภาระเก่าของภาครัฐด้วย ซึ่งดูได้จากระดับหนี้สาธารณะและขนาดงบดุลของธนาคารกลางที่ใช้ทำ QE ว่าจะสร้างภาระใหม่เพื่อออกมาตรการเพิ่มได้อีกแค่ไหน

สำหรับไทย เครื่องมือนโยบายน่าจะยังใช้ได้อีกพอสมควร พื้นที่การคลังยังเหลือภายใต้เพดานหนี้สาธารณะ 60% ของ GDP ที่ไทยใช้มานานและไม่เคยสูงเกินเพดานนี้ อีกทั้งยังไม่ค่อยใช้เครื่องมือการเงินพิเศษเหมือนในหลายประเทศด้านเครื่องมือการคลัง ยังดีที่ประเทศไทยมีวินัยการคลังช่วยคุมให้ภาครัฐก่อหนี้ใหม่ก้อนใหญ่ได้แค่บางโอกาสที่จำเป็นฉุกเฉินจริงๆ ทำให้หนี้สาธารณะต่อ GDP ของไทยยังต่ำอยู่มากเมื่อเทียบกับประเทศอื่น แม้ในอดีตภาครัฐไทยเคยต้องรับภาระชดใช้ความเสียหายในภาคการเงินสมัยวิกฤตต้มยำกุ้งไว้สูงมาก ทำให้หนี้สาธารณะพุ่งจาก 15% ของ GDP จนใกล้ 60% ของ GDP ในช่วงต้นวิกฤต แม้ปัจจุบันจะยังเคลียร์หนี้ก้อนนี้ไม่หมด แต่ก็ทยอยจ่ายคืนจนหนี้ลดลงไปมากแล้ว หนี้สาธารณะตอนนี้จึงเหลือราวๆ 40% ของ GDP ด้านเครื่องมือการเงิน แม้เครื่องมืออัตราดอกเบี้ยนโยบายจะเหลือใช้ได้อีกไม่มากหลังลดดอกเบี้ยจนต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ แต่เร็วๆ นี้ก็เริ่มเห็นเครื่องมือใหม่ออกมาเสริมให้การปรับลดดอกเบี้ยผ่านไปยังระบบสถาบันการเงินได้ผลมากขึ้น ทั้งมาตรการการเงินช่วยเสริมสภาพคล่องและเร่งปรับโครงสร้างหนี้ให้ลูกหนี้ พ.ร.ก. soft loan สินเชื่อใหม่ดอกเบี้ยต่ำ การลดอัตราเงินนำส่งเข้ากองทุนฟื้นฟูฯ ช่วยให้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้สถาบันการเงินลดลงทันที 0.4% 

ถึงตอนนี้วิกฤตโควิดได้สร้างแผลบาดลึกไปทั่วโลกและยังไม่มีใครฟันธงได้ว่าจะยาวนานแค่ไหน การที่ผู้คน “อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ” ยอมเจ็บแล้วจะจบหรือไม่? ภาครัฐยิงบาซูกาแล้วจะพอใช้หรือไม่? จึงยังเป็นคำถามที่ตอบได้ยาก ภาครัฐคงต้องติดตามประเมินสถานการณ์วันนี้และวันหน้าเพื่อปรับมาตรการให้เพียงพอรองรับ แต่ที่สำคัญคือ เราต่างมีส่วนช่วยลดความรุนแรงและช่วงเวลาของวิกฤตครั้งนี้ได้ด้วยการไม่ประมาท ตั้งการ์ดป้องกันเชื้อไวรัสให้ดี ซึ่งจะช่วยลดภาระรายจ่ายประเทศ ช่วยให้ทรัพยากรเงินดูแลเยียวยาที่มีจำกัดและมีต้นทุน ใช้ตรงกลุ่มผู้เดือดร้อนได้เร่งด่วนจริงๆ เราทุกคนจึงช่วยลดผลกระทบของวิกฤตครั้งนี้ได้ ด้วยการเว้นระยะห่างทางสังคมและรักษาสุขอนามัย ปรับตัวหาช่องทางสร้างรายได้ ช่วยผู้ที่เดือดร้อนกว่าในวิสัยที่ทำได้ ก็จะช่วยภาครัฐให้ยิงบาซูกาออกมาพอใช้ได้ในทางอ้อม

ผู้เรียบเรียง Antonio Attorney

เครดิตผู้เขียน

ดร.ฐิติมา ชูเชิด 
ฝ่ายนโยบายการเงิน

ติดตามคลิปดีๆ ในแวดวงการเงิน การธนาคาร และอสังหาริมทรัพย์ ได้ที่ YouTube

และติดตามผมต่อได้ที่ facebook/AntonioAttorney

สนใจให้ผมเป็นที่ปรึกษาการเงินส่วนตัว คลิกเลยครับ

ติดต่อ ผมที่ email : antonioattorney@gmail.com หรือ LineID : @antonioattorney

หนี้แค่หลักร้อย หลักพัน ถ้าคุณไม่จ่ายหนี้ ก็ติดประวัติเครดิตบูโรนะครับ

สำหรับท่านที่มีหนี้ ไม่ว่าจะเป็นบัตรเครดิต สินเชื่อเงินสด หรือ บัตรกดเงินสด ที่บางท่านได้ปิดหนี้ ปิดบัตรไปแล้ว แต่ยังอาจจะมียอดหนี้คงค้าง ซึ่งปัญหานี้ อาจจะทำให้ท่านติดประวัติเครดิตบูโรได้นะครับ ลองฟังคลิปนี้ดูนะครับ
สนใจติดต่อ ที่ปรึกษาการเงินส่วนตัว ที่ LineID : @antonio ครับ
รายละเอียด คลิกเลยครับ

 

 

รับเงินเดือนเงินสด กู้บ้าน ขอสินเชื่อบ้าน ไม่ผ่าน ธนาคารไม่อนุมติ

ปัญหากู้สินเชื่อบ้านไม่ผ่าน สำหรับคนที่รับเงินเดือนเป็นเงินสด ไม่มีสลิปเงินเดือนคาร์บอน เงินเดือนไม่ได้โอนเข้าบัญชี ลองมาฟังคลิปทั้งสองคลิปนี้ดูครับ ว่าคุณต้องเตรียมตัวอย่างไรกันบ้าง เพื่อที่จะให้การยื่นกู้สินเชื่อบ้านของคุณ ยื่นแล้ว ธนาคารจะอนุมัติให้ผ่าน ลองฟังดูครับ

คลิปที่สอง คลิกเลยครับ

และเพื่อนๆ ท่านใด ที่อยากมีที่ปรึกษาการเงิน เป็นการส่วนตัว คลิกที่นี่ครับ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้เลยครับ

พ่อค้าแม่ค้า ขายของตลาดนัด การกู้ซื้อบ้านขอสินเชื่อบ้าน ไม่ง่ายเลย มีวิธีทำยังไงดี

พ่อค้า แม่ค้า ตลาดนัด การที่อยากจะมีบ้านสักหลัง มันช่างยากเย็นเหลือเกิน กู้ซื้อบ้าน ขอสินเชื่อบ้าน ธนาคารไหนก็ไม่เคยปล่อย กู้ไม่ผ่านเลยสักที จะมีวิธีการ และการเตรียมตัว เตรียมเอกสารยังไง ในการยื่นกู้ ถึงจะผ่านง่ายๆ 
บางทีปัญหา มันเกิดจาก เพื่อนๆ เตรียมตัว เตรียมเอกสาร รวบรวมข้อมูลมาไม่ดี และมากเพียงพอ อีกเรื่องที่สำคัญคือ เวลาในการเตรียมตัว และจำทำยังไง เพื่อทำให้ธนาคาร เข้าใจ และมั่นใจในการปล่อยกู้ เพื่อซื้อบ้านได้นะครับ ลองฟังคลิปนี้กันดูครับ เผื่อเพื่อนๆ จะได้คำตอบ
สำหรับท่าน ที่มีปัญหาในการกู้ซื้อบ้าน ขอสินเชื่อธนาคาร คุยกับเราครับ เผื่อเราหาทางออกให้เพื่อนๆ ได้ครับ ที่ LineID : @antonio