“เงินเฟ้อ” พุ่งแรง แบงก์เข้มหนัก ยอดปฏิเสธ “สินเชื่อบ้าน” สูง

ปัจจุบันสถาบันการเงินยังคงเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัย(สินเชื่อบ้าน) ทำให้ตัวเลขการการปฏิเสธสินเชื่อยังคงสูงอยู่ และยังมีแนวโน้มว่าจะสูงเพิ่มขึ้นไปอีก หลังสถานการณ์เงินเฟ้อทวีความรุนแรงมากขึ้น

ท่ามกลางสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่ยังชะลอตัว ภายหลังการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 จนถึงปัจจุบันทำให้ผู้บริโภคได้รับผลกระทบจากภาวะเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มพุ่งสูงต่อเนื่อง และมีผลต่อแผนการใช้จ่ายของผู้บริโภคอย่างเลี่ยงไม่ได้ จนนำไปสู่การก่อหนี้เพิ่มขึ้น ทั้งโดยตั้งใจและไม่ได้ตั้งใจ ซึ่งจากผลสำรวจสถานภาพแรงงานไทย กรณีศึกษากลุ่มตัวอย่างแรงงานไทยที่มีรายได้ต่ำกว่า 15,000 บาทต่อเดือน ปี 65 โดยศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย พบว่า แรงงานไทยมีหนี้ถึง 99% ส่งผลให้ปี65นี้ ภาระหนี้ครัวเรือนปรับตัวเพิ่มขึ้น 5.09% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สถานการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ แรงงานกว่า 31.5% มีการผิดนัดชำระหนี้จากสถาบันการเงิน

ผลกระทบจากการแพร่ระบากของโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจต่าง ๆ ทำให้มีการลดการจ้างงาน ลดเวลางานล่วงเวลาและบางธุรกิจมีการลดเงินเดือนของพนักงานลง เพื่อประครองให้ธุรกิจอยู่รอด ทำให้รายได้ของผู้บริโภคลดลงไปด้วย ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นนี้ทำให้สถาบันการเงินเข้มงวดในการพิจารณาปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัย(สินเชื่อบ้าน) มากขึ้นโดยเข้มงวดการพิสูจน์รายได้ของผู้ขอสินเชื่อบ้านอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะผู้ขอสินเชื่อที่ทำงานในกลุ่มธุรกิจเสี่ยงเช่น ธุรกิจท่องเที่ยว พนักงานขาย และพนักงานห้างสรรพสินค้า ฯลฯ

การเข้มงวดดังกล่าว ทำให้ตัวเลขการปฏิเสธสินเชื่อที่อยู่อาศัยในปัจจุบันยังคงอยู่ในระดับสูงเพราะนอกจากการเข้มงวดในการพิสูจน์รายได้ผู้ขอสินเชื่อแล้ว แบงก์ยังประเมินความสามารถในการก่อหนี้ของผู้บริโภคลดลง เพราะมีการนำปัจจัยเสี่ยง รายจ่ายและ ภาระหนี้ต่าง ๆ เข้ามาร่วมประเมินและคำนวณวงเงินการอนุมัติสินเชื่อ ทำให้โอกาสถูกปฏิเสธสินเชื่อของกลุ่มผู้บริโภคที่ไม่มีรายได้ประจำหรือผู้ไม่ได้เป็นพนักงานประจำสูงขึ้นโดยเฉพาะกลุ่มที่ทำธุรกิจส่วนตัว ผู้ประกอบอาชีพอิสระ ที่ไม่มีประวัติการเงินในระบบ

กลุ่มธุรกิจที่แบงก์ขึ้นลิสรายชื่อว่ามีความเสี่ยงสูง

1.ธุรกิจการบิน 2. ธุรกิจท่องเที่ยว 3.ธุรกิจโรงแรม 4.ธุรกิจอสังหาฯ และ5.ธุรกิจค้าขาย(ธุรกิจส่วนตัว) โดย 5 กลุ่มนี้ คือกลุ่มที่แบงก์ประเมินให้ความสามารถในการก่อสร้างลดลงอย่างชัดเจนดังนั้นโอกาสในการถูกปฏิเสธสินเชื่อจึงมีอยู่สูง พบว่าว่าอุปสรรคการขอสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยมาจากรายได้และอาชีพที่ไม่มั่นคงถึง59% ตามมาด้วยมีประวัติทางการเงินที่ไม่ดี (46%) และไม่มีเอกสารประกอบที่เพียงพอ(38%) สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาการเงินมีความสำคัญอันดับต้นๆ

คะแนนเครดิต (Credit Scoring)

การอนุมัติการกู้เงินสถาบันการเงินจะมีการตรวจสอบประวัติการเงินของผู้ยื่นขอสินเชื่อต่อธนาคารหรือสถาบันการเงินเพื่อนำข้อมูลจากเครดิตบูโรมาตรวจสอบคุณสมบัติต่างๆของผู้กู้ เช่น พฤติกรรมการใช้เงินและวินัยในการผ่อนชำระหนี้ การผิดนัดชำระหนี้ ฯลฯ เพื่อประกอบการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อโดยเฉพาะการขอสินเชื่อบ้านหรือคอนโดฯ ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่มีราคาสูงและใช้ระยะเวลาผ่อนชำระยาวนาน ธนาคาร/สถาบันการเงินจึงมีเกณฑ์พิจารณาจากหลายปัจจัยประกอบกันและให้เป็นคะแนน (หรือเรียกว่าเป็นเครดิตสกอร์)หากผู้ขอยื่นกู้มีประวัติการชำระหนี้ที่ดีอย่างต่อเนื่องคะแนนส่วนนี้สูงก็มีแนวโน้มที่จะได้รับการอนุมัติสูง แต่ถ้าหากผู้กู้มีประวัติการชำระหนี้ไม่ดีผ่อนชำระหนี้ไม่ตรงตามกำหนด หรือมียอดค้างชำระหนี้เป็นจำนวนมากทำให้คะแนนส่วนนี้ต่ำกว่าเกณฑ์จะส่งผลให้ธนาคาร/สถาบันการเงินมีแนวโน้มที่จะไม่อนุมัติสินเชื่อได้

นอกจากนี้ผู้บริโภคควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการเตรียมความพร้อมก่อนกู้ซื้อบ้าน/คอนโดฯ ว่าฐานเงินเดือนที่มีนั้นสามารถขอวงเงินกู้สูงสุดได้เท่าไร เป็นการวางกรอบในการเลือกซื้ออสังหาฯ ในราคาที่ไม่สร้างภาระจนเกินกำลังพร้อมเปรียบเทียบแคมเปญสินเชื่อที่มีดอกเบี้ยและเงื่อนไขที่เหมาะสม และเตรียมเอกสารต่างๆ ให้พร้อมก่อนทำการยื่นกู้ แม้เครดิตบูโรจะเป็นปัจจัยหนึ่งในการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อแต่การมีประวัติการเงินที่ดีก็ถือเป็นแต้มต่อสำคัญที่ช่วยเพิ่มโอกาสให้ได้รับการอนุมัติสินเชื่อมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาใดที่อยู่อาศัยก็ยังเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับผู้บริโภคแม้จะเป็นการเพิ่มภาระหนี้ก้อนใหญ่แต่มาพร้อมความมั่นคงในชีวิต และความคุ้มค่าของการลงทุนในระยะยาว จึงเป็นอีกเหตุผลสำคัญที่ทำให้ผู้บริโภคต้องการยื่นกู้ซื้อบ้านแม้จะมีภาระหนี้สินอยู่ก็ตาม (ฟังคลิป กู้บ้านช่วงเงินเฟ้อ)


สำหรับเจ้าของกิจการ ที่มีปัญหาขาดเงินทุนหมุนเวียน ธนาคารเริ่มคุยยากขึ้น เจ้าหน้าที่ธนาคารที่ดูแล ไม่เหมือนเดิม มาถึงตรงนี้ Antonio Attorney ทีมงานเรา พร้อมที่จะเป็นที่ปรึกษา รับหน้าที่ เจรจา แก้หนี้ ให้กับธุรกิจของคุณนะครับ สนใจติดต่อสอบถาม พูดคุยกับผมได้ ครับ 081 869 0878

หรือ ให้ผมเป็นที่ปรึกษา แบบส่วนตัว

แบบที่ 1 พูดคุยผ่านทางโทรศัพท์ ไม่จำกัดครั้ง คุยกันได้ตลอดชีพ ค่าบริการ 2,000 บาท ตลอดชีพ

แบบที่ 2 สามารถเจอผมได้ 1 ครั้ง คุณอาจจะพาครอบครัวหรือทีมงาน เราพูดคุยกับผมได้ ประชุมร่วมกันครับ วันนี้ขอจำกัดเวลาประมาณไม่เกิน 3 ชั่วโมงนะครับ หลังจากนั้นคุณสามารถโทรศัพท์พูดคุยกับผมได้ไม่จำกัดครั้ง แล้วคุยตลอดชีพได้เช่นเดียวกันครับ แบบที่ 2 ราคาค่าบริการ 5,000 บาทครับ

KBANK 766 2 21897 3 / SCB 407 0 55631 0

เมื่อโอนเงินแล้ว ส่งสลิปโอนเงินมาที่ LineID : @antonio ส่งสลิปมาแล้ว ไม่ต้องทักนะครับ เดี๋ยวข้อความมันจะเลื่อน ผมจะหาไม่เจอว่าใครโอนเงินมา เนื่องจาก ผมมีคนไลน์เข้ามาจำนวนมาก ส่งสลิปมาแล้วรอ ผมจะรีบติดต่อกลับนะครับ


แก้หนี้ สร้างหนี้ เราจัดการให้

ติดต่อ LineID : @antonio

ติดตามคลิปดีๆ ในแวดวงการเงิน การธนาคาร และอสังหาริมทรัพย์ ได้ที่ Youtube

และติดตามผมต่อได้ที่ Facebook/AntonioAttorney.Company

สนใจให้ผมเป็นที่ปรึกษาการเงินส่วนตัว คลิกเลยครับ

ดูคลิปพิเศษจาก Antonio https://bit.ly/3wqjila

ติดต่อ ผมที่ email : antonioattorney@gmail.com หรือ LineID : @antonio

ที่ปรึกษาสำหรับ ผู้ประกอบการ SME แก้หนี้ หรือ ขอกู้เงิน สินเชื่อ คลิกเลยครับ Antonio SME

เมื่อยังรัก กู้ร่วมซื้อบ้าน พอเลิกกัน ภาระหนี้ที่มี จะทำยังไงดี?

การกู้ร่วมซื้อบ้าน กับแฟน สามี ภรรยา หรือ คนรัก เป็นการสร้างความมั่นคง หรือ สร้างภาระระยะยาว? อันนี้ต้องมาพิจารณากันให้ดีๆนะครับ ผมมีข้อมูลประกอบการพิจารณา ประมาณนี้นะครับ การกู้ร่วม เพื่อหวังที่จะสร้างครอบครัว แต่สุดท้าย ปัญหาจะเกิดขึ้น ถ้า ในช่วงที่กู้ร่วม ความรักยังหวานชื่น แต่เมื่อเลิกรากัน ไม่คุยกัน ไม่มองหน้ากัน ต่างคนต่างไม่อยากรับผิดชอบหนี้ ที่ทั้งคู่ร่วมกู้กันมา ปัญหาเกิดแน่นอนครับ

เมื่อคู่รักตกลงที่จะใช้ชีวิตร่วมกันแล้ว บ้านถือเป็นปัจจัยแรกๆ ที่จะวางแผนซื้อร่วมกัน เพื่อสร้างครอบครัวให้สมบูรณ์มากขึ้น เมื่อเลือกบ้านที่ถูกใจได้แล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการยื่นขอสินเชื่อกับธนาคาร ซึ่งการกู้ร่วม ถือเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ โดยสามารถศึกษารายละเอียดของการกู้ร่วมได้ดังนี้ 

ข้อมูลการหย่าร้าง ของคู่สมรส อีกปัจจัยหนึ่ง ที่ต้องนำมาพิจารณาในการกู้ร่วม

ข้อมูลกรมการปกครองเผยว่า ในปี 2564 มีสถิติการหย่าร้างถึง 110,942 คู่ คิดเป็นสัดส่วนเกือบครึ่ง (46%) ของยอดจดทะเบียนสมรสใหม่ 240,979 คู่เลยทีเดียว

หลักเกณฑ์ ในการกู้ร่วม คุณสมบัติของคนกู้ และความสัมพันธ์

การกู้ร่วม คือ การร่วมเซ็นสัญญายื่นกู้ซื้อทรัพย์สินชิ้นเดียวกัน โดยผู้กู้ร่วมต้องเป็น คู่สมรส พ่อแม่ พี่น้อง หรือ ญาติ ตามเงื่อนไขที่ธนาคารนั้นกำหนด กู้ร่วมกันเพื่อแสดงให้ธนาคารเห็นว่าผู้ร่วมรับภาระหนี้มีความสามารถทางการเงินเพียงพอที่จะผ่อนชำระเงินต้นและดอกเบี้ยได้ ซึ่งมีข้อดีกว่าการยื่นกู้ซื้อคนเดียว เนื่องจากมีการกระจายความเสี่ยง มีความน่าเชื่อถือ มีโอกาสในการอนุมัติสินเชื่อง่ายขึ้น และอาจจะได้วงเงินอนุมัติสินเชื่อเพิ่มมากขึ้นด้วย การกู้ร่วมส่วนใหญ่เกือบทุกธนาคารจะสามารถกู้ร่วมกันได้ ไม่เกิน 3 คน

คุณสมบัติหลัก ๆ ของผู้ที่สามารถเป็นผู้กู้ร่วมได้นั้น จะต้องเป็นสายโลหิตเดียวกัน หรือมีความสัมพันธ์ในเครือญาติ หรือเป็นครอบครัวเดียวกับผู้กู้หลัก เช่น พ่อ แม่ พี่ น้อง ลูก เครือญาติ หรือคู่สมรส หากเป็นพี่น้องที่ใช้คนละนามสกุล ก็สามารถกู้ร่วมกันได้ แต่ต้องนำหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติม เช่น ทะเบียนบ้านหรือสูติบัตรที่แสดงให้เห็นว่ามีพ่อแม่เดียวกัน โดยผู้กู้ร่วมจำเป็นต้องมีคุณสมบัติ ตามที่สถาบันการเงิน/ธนาคารกำหนด เช่นเดียวกับผู้กู้หลัก คือ มีความสามารถในการชำระหนี้ ไม่มีภาระหนี้มากเกินไป และไม่มีประวัติผิดนัดชำระหนี้

สำหรับคู่รักที่ยังไม่ได้แต่งงานนั้น จะไม่สามารถยื่นเรื่องกู้ร่วมได้ ยกเว้นว่า มีการหมั้น และเตรียมพร้อมที่จะแต่งงาน ส่วนกรณีคู่รักที่แต่งงานแล้ว แต่ไม่ได้จดทะเบียนจะสามารถกู้ร่วมได้ โดยแสดงหลักฐานอื่น ๆ ประกอบ เช่น ภาพถ่ายวันแต่งงาน หรือใบลงบันทึกประจำวันจากสถานีตำรวจ ที่ระบุว่า อยู่ร่วมกันฉันสามีภรรยา แต่ไม่ได้จดทะเบียน หรือหากมีบุตรร่วมกันให้แสดงใบเกิดที่ระบุชื่อพ่อแม่ หรือใช้สำเนาทะเบียนบ้าน ที่ระบุชื่อของคู่สมรส ที่แสดงว่าปัจจุบันอยู่ด้วยกัน ซึ่งรายละเอียดของเอกสารเหล่านี้ อาจแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับนโยบายพิจารณาการให้สินเชื่อของแต่ละธนาคารด้วยเช่นกัน

กรรมสิทธิ์ ของบ้านที่กู้ร่วม ใครมีกรรมสิทธิ์ บ้าง?

เมื่อกู้ร่วมกันแล้ว กรรมสิทธิ์ในบ้านนั้น ถือเป็นกรรมสิทธิ์ร่วมกันของผู้กู้ทั้งหมด หรืออาจจะตกลงยกให้เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้กู้รายใดรายหนึ่งก็ย่อมได้ แต่สำหรับการรับผิดชอบในการชำระหนี้นั้น ถือว่ามีภาระผูกพันในการรับผิดชอบหนี้ร่วมกันของผู้กู้ ดังนั้นจึงต้องมีการวางแผนเรื่องกรรมสิทธิ์ ว่าจะให้ตกเป็นของใครคนใดคนหนึ่งหรือไม่ และวางแผนเรื่องการเงินในการผ่อนชำระด้วย เพื่อไม่ให้ผู้กู้รายใดรายหนึ่งต้องแบกรับภาระที่มากเกินไป จะได้ไม่เกิดปัญหาตามมาทีหลัง

สิทธิประโยชน์ทางภาษี ในการกู้ร่วมซื้อบ้าน

ปกติแล้วผู้ที่ซื้อบ้าน หรือคอนโดมิเนียมจะสามารถนำดอกเบี้ยที่จ่ายให้กับธนาคาร มาลดหย่อนภาษีได้สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท หากการกู้เพื่อซื้อที่อยู่อาศัยนั้นเป็นการกู้ร่วม ดอกเบี้ยที่จะนำไปหักลดหย่อนภาษีได้นั้น จะต้องถูกหารเฉลี่ยตามจำนวนผู้กู้ แม้ว่าผู้กู้หลักจะเป็นผู้ผ่อนแต่เพียงผู้เดียวก็ตาม เช่น หากกู้ร่วมกันสองคนและจ่ายดอกเบี้ยทั้งปี 100,000 บาท สามารถใช้สิทธิลดหย่อนได้คนละ 50,000 บาท โดยผู้กู้ร่วมไม่สามารถเลือกได้ว่าจะให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งใช้สิทธิลดหย่อนภาษีเพียงผู้เดียว หรือเลือกใช้สิทธิลดหย่อนมากกว่าอีกฝ่ายหนึ่งได้

เมื่อความรัก เปลี่ยนเป็นการเลิกรา ไม่พูด ไม่มองหน้ากัน แต่มีการกู้ร่วมกันไปแล้ว จะถอนชื่อออกอย่างไร

ขอถอดถอนชื่อผู้กู้ร่วม อันดับแรกคือผู้กู้ทั้งสองฝ่ายต้องตกลงไกล่เกลี่ยกันให้ได้ก่อนว่า ใครจะเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ของบ้านหลังนี้ พร้อมทั้งตกลงว่าจะจัดการเงินที่ผ่อนชำระไปแล้วอย่างไร เพื่อไม่ให้มีฝ่ายใดเสียเปรียบ เพื่อให้อีกฝ่ายยินยอมโอนกรรมสิทธิ์ให้ เพราะหากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ยอม ก็จะไม่สามารถถอดถอนชื่อผู้กู้ร่วมได้ เมื่อเจรจากันเรียบร้อย การดำเนินการจะแบ่งออกเป็น 2 กรณี คือ

– คู่รักที่จดทะเบียนสมรส แล้วเลิกรากัน ต้องจดทะเบียนหย่าให้เรียบร้อย เพื่อนำใบหย่า และสัญญาจะซื้อจะขายไปขอถอนชื่อคู่รักออกจากสัญญากู้ที่ทำไว้กับธนาคาร เพื่อให้ธนาคารเปลี่ยนรูปแบบสินเชื่อที่อยู่อาศัยและสัญญาเงินกู้ใหม่ หากเป็นการกู้ร่วมหลังจดทะเบียนสมรสกันแล้ว บ้านหลังนั้นจะถือเป็น “สินสมรส” ซึ่งจะได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมจากกรมที่ดิน
– ส่วนคู่รักที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสและเลิกรากันนั้น ขึ้นอยู่กับการตกลงกันของทั้งสองฝ่ายว่า ใครจะเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ของสินทรัพย์ที่กู้ร่วมกัน โดยสามารถไปแจ้งถอดถอนชื่อออกกับธนาคารที่ทำสัญญากู้ไว้ พร้อมแจ้งต่อธนาคารว่าต้องการให้ใครเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ต่อไป ซึ่งจะมีค่าธรรมเนียมการโอนเปลี่ยนชื่อกรรมสิทธิ์ประมาณ 5% ของราคาประเมินที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง

เมื่อ หย่า หรือ เลิกรากัน เราจะถอนชื่อออก หากธนาคารไม่ยอม ต้องทำอย่างไร

หากถึงที่สุดแล้ว เกิดมีปัญหาที่ทำให้ความสัมพันธ์ของคู่รักสิ้นสุดลง และมีความกังวลเรื่องภาระผูกพันจากการกู้ร่วมนั้น ก็ยังพอมีทางออกโดยสามารถขอถอดถอนชื่อผู้กู้ร่วมได้ โดยสามารถติดต่อทางธนาคารถึงเงื่อนไขต่างๆได้ แต่ทั้งนี้ทางธนาคารมีสิทธิไม่อนุมัติให้ถอดถอนชื่อผู้กู้ร่วมได้ เนื่องจากต้องพิจารณาความสามารถของการผ่อนชำระหนี้ของผู้กู้ที่เหลืออยู่ ว่าสามารถชำระหนี้ได้หรือไม่ หากไม่สามารถชำระหนี้ได้ อาจจะต้องหาผู้มากู้ร่วมใหม่ เช่น พ่อแม่ ญาติ แทนผู้กู้ร่วมคนเดิม นอกจากนี้ยังมีวิธีการรีไฟแนนซ์ คือเป็นการยื่นกู้ใหม่กับธนาคารใหม่ แต่ใช้ชื่อผู้กู้เพียงคนเดียว ซึ่งธนาคารก็จะตรวจสอบเอกสารและพิจารณาสินเชื่อใหม่ทั้งหมด ซึ่งหากทางธนาคารไม่อนุมัติ ทางออกสุดท้ายคืออาจจะตกลงขายบ้านนั้น ซึ่งถือว่าเป็นทางแก้ปัญหาที่ดีที่สุด เนื่องจากทั้งสองฝ่ายไม่ต้องรับภาระผ่อนอีกต่อไป

การกู้ร่วมเพื่อซื้อที่อยู่อาศัย มีข้อดีในการเพิ่มโอกาสการซื้อให้ง่ายขึ้น เพื่อสร้างครอบครัวให้สมบูรณ์มากขึ้น แต่ทั้งนี้การวางแผนในอนาคตก็เป็นเรื่องสำคัญ หากมีปัญหากระทบถึงความสัมพันธ์ในครอบครัวแล้วนั้น จะได้มีทางออกในการแก้ปัญหาเพื่อไม่ให้การเป็นภาระผูกพันในอนาคตได้


แก้หนี้ สร้างหนี้ เราจัดการให้
ติดต่อ LineID : @antonio

ติดตามคลิปดีๆ ในแวดวงการเงิน การธนาคาร และอสังหาริมทรัพย์ ได้ที่ Youtube

และติดตามผมต่อได้ที่ Facebook/AntonioAttorney.Company

สนใจให้ผมเป็นที่ปรึกษาการเงินส่วนตัว คลิกเลยครับ

ดูคลิปพิเศษจาก Antonio https://bit.ly/3wqjila

ติดต่อ ผมที่ email : antonioattorney@gmail.com หรือ LineID : @antonioattorney

ที่ปรึกษาสำหรับ ผู้ประกอบการ SME แก้หนี้ หรือ ขอกู้เงิน สินเชื่อ คลิกเลยครับ Antonio SME

แก้หนี้

ภาระหนี้สิน อุปสรรคในการกู้บ้าน ของคนรุ่นใหม่

เมื่อพูดถึงคนรุ่นใหม่ หรือกลุ่มคน Gen Y กลุ่มคนนี้จะเกิดในช่วงปี 2527 ถึง 2539 ซึ่งอยู่ในวัยที่กำลังทำงาน ร่างกาย จิตใจ และสมอง กำลังพร้อม เมื่อทุกอย่างพร้อม เริ่มทำงาน เริ่มมีเงิน ก็ต้องเริ่มสร้างหนี้ กลุ่มคนกลุ่มนี้ ส่วนใหญ่จะเริ่มจากการสร้างหนี้บัตรเครดิต ผ่านไปสักพัก จากผลสำรวจเมื่อเริ่มเข้าช่วงอายุ 31 ปี อยากที่จะมีบ้านสักหลัง การที่อยากจะกู้บ้าน ขอสินเชื่อบ้าน เริ่มจากการเตรียมตัวที่ดี เตรียมเอกสารให้พร้อม แต่ส่วนใหญ่กู้ไม่ผ่านเพราะมีภาระหนี้สินมาก เมื่อเทียบกับรายได้

Gen Y

อุปสรรคสำคัญในการยื่นกู้บ้าน ของคนกลุ่มนี้ มาขยายความคำว่าภาระหนี้สิน หนี้บัตรเครดิต เป็นหนี้ที่สร้างอุปสรรค ในการขอสินเชื่อบ้านกับคนกลุ่ม Gen Y เพราะร้อยละ 80 ทุกคนมักจะสร้างหนี้จากบัตรเครดิตเป็นหนี้แรกในชีวิต รวมถึงตัวผมเองด้วย และหนี้บัตรเครดิตนี่แหละครับ ที่มันจะเป็นอุปสรรคในการขอสินเชื่อบ้านของพวกน้องๆเหล่านี้ ถ้าเป็นเพียงหนี้ปกติ แต่มีหนี้ก้อนใหญ่แก้ไม่ยาก ค่อยๆลดภาระหนี้สินลง แต่ถ้าเป็นหนี้ก้อนใหญ่ ใหญ่เกินรายได้ที่เกิด ลามปามไปจนกลายเป็นหนี้เสีย ติดประวัติผ่อนชำระหนี้ไม่ตรงในเครดิตบูโร อันนี้ต้องพักฟื้นกันซักระยะ 3-5 ปี เตรียมตัวกันใหม่ ก็อาจจะกลับมากู้บ้านผ่านได้ วันนี้ลองมาดูข้อมูลก่อนนะครับว่า กลุ่ม Gen Y กับการเริ่มที่จะสร้างทรัพย์สินอสังหาริมทรัพย์เป็นของตัวเองมีข้อมูล ที่น่าสนใจอย่างไรบ้าง

บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด ได้เปิดเผยข้อมูลอัปเดต ณ สิ้นไตรมาสแรกปี 2563 ซึ่งเป็นช่วงที่เริ่มมีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในไทย พบว่า กลุ่มผู้บริโภคที่มีการสร้างหนี้มากที่สุด คือ กลุ่มมิลเลนเนียล หรือ Gen Y โดยมีหนี้สินรวมกันถึง 4 ล้านล้านบาท คิดเป็นหนี้เสีย (NPL) คงค้าง 2.7 แสนล้านบาท เมื่อพิจารณาเรื่องสินเชื่อบ้านที่อนุมัติใหม่ในช่วงเวลานั้น จำนวน 80,494 สัญญา พบว่าเป็นของกลุ่มมิลเลนเนียล หรือ Gen Y มากที่สุดถึง 64% และเป็นที่น่ากังวลในเรื่องปัญหาค้างชำระในอนาคต สะท้อนให้เห็นถึงสภาพคล่องในการใช้จ่ายของผู้บริโภคกลุ่มนี้ ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาด และเริ่มส่งสัญญาณเตือนให้เห็นปัญหาการวางแผนด้านการเงิน แม้จะมีกำลังซื้อสูงก็ตาม

บัตรเครดิต

ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ (DDproperty) เผยผลสำรวจความคิดเห็นของผู้บริโภคที่มีต่อตลาดที่อยู่อาศัย DDproperty’s Thailand Consumer Sentiment Study ฉบับล่าสุด พบว่า

1.กลุ่มมิลเลนเนียล อยากใช้จ่ายหลากหลาย แต่ครอบครัวต้องมาก่อน โดย 59% เผยว่ามีความตั้งใจออมเงินเพื่อวางแผนซื้อบ้านในอนาคต ในขณะที่ 46% ระบุว่าอยากออกไปท่องเที่ยวในวันหยุด

2.เตรียมความพร้อม หวังซื้อบ้านหลังแรกตอน 31 ปี เมื่อพิจารณาในด้านการครอบครองอสังหาฯ ในปัจจุบัน พบว่ายังมีสัดส่วนที่ไล่เลี่ยกัน โดยกลุ่มนี้มีที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเองแล้วถึง 57% ในขณะที่อีก 43% ยังไม่ได้เป็นเจ้าของอสังหาฯ ใดๆ ซึ่ง 2 ใน 3 ของผู้บริโภคกลุ่มนี้ (66%) เผยว่า พวกเขาได้วางแผนที่จะซื้อบ้านหลังแรกเมื่ออายุ 31 ปีขึ้นไป

3.สถานะทางการเงินสั่นคลอน อุปสรรคหลักของการมีบ้าน


ซึ่งปัญหาทางการเงินจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจในตอนนี้ ถือเป็นอุปสรรคหลักๆ ที่ทำให้ยังไม่มีแผนย้ายออกจากบ้านพ่อแม่ โดย 1 ใน 2 ของกลุ่มนี้ (50%) ยังไม่มีเงินออมมากพอที่จะไปเช่าหรือซื้อบ้านเป็นของตนเอง ในขณะที่ 41% ต้องการที่จะอยู่บ้านเดิมเพื่อดูแลพ่อแม่อย่างใกล้ชิด ตามมาด้วยกลุ่มที่ไม่คิดจะย้ายออก เพราะยังไม่ได้แต่งงาน 33% และตั้งใจจะรับช่วงต่อบ้านเดิมจากพ่อแม่อยู่แล้ว 33% จึงยังไม่มีความจำเป็นที่จะต้องซื้ออสังหาฯ เป็นของตัวเองในตอนนี้

4.การเช่าโดนใจ ตอบโจทย์ที่อยู่อาศัยแบบไร้ข้อผูกมัดระยะยาว ด้วยข้อจำกัดทางการเงินจากปัจจัยต่างๆ ส่งผลให้ชาวมิลเลนเนียล 94% ตัดสินใจเช่าแทนการซื้อที่อยู่อาศัยในตอนนี้ เนื่องจากมองว่าการเช่าบ้าน/คอนโดฯ จะมีค่าใช้จ่ายที่น้อยกว่าการซื้ออสังหาฯ นอกจากนี้ การมีสถานภาพโสดอยู่ตัวคนเดียว ก็เป็นอีกปัจจัยที่ส่งผลให้การเช่าที่อยู่อาศัยได้รับความนิยมมากกว่าการซื้อเช่นกัน

สินเชื่อบ้าน

แม้ผลกระทบจากภาพรวมเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวจากหลายปัจจัยในตอนนี้ จะทำให้แผนบริหารจัดการเงินของชาวมิลเลนเนียลต้องสะดุดลงหรือชะลอการใช้จ่ายในเรื่องที่ยังไม่จำเป็นเร่งด่วนออกไปก่อน อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคกลุ่มนี้ยังคงเป็นกำลังซื้อที่สำคัญในหลายอุตสาหกรรมในระยะยาว เพียงแต่รอดูสัญญาณบวกของสถานการณ์ต่างๆ เพื่อหาเวลาที่เหมาะสมในการออกมาใช้จ่ายแทน

การที่จะเริ่มกู้บ้าน ขอสินเชื่อบ้าน เริ่มสร้างประวัติด้วยหนี้บัตรเครดิต แล้วรักษาประวัติในการผ่อนชำระให้ดี มันก็จะเป็นผลดี แต่ถ้าเริ่มมีหนี้บัตรเครดิต และสร้างหนี้สร้างสิน จนเป็นหนี้เสีย NPL อะไรก็จะเป็นอุปสรรคในการยื่นกู้ หรือแม้กระทั่งคุณมีหนี้มากเกินไปที่ใช้คำว่ามีภาระหนี้สินล้นพ้น ตัวแบบนี้ ก็เป็นอุปสรรคเช่นกัน เดินทางสายกลางครับเริ่มตั้งแต่วันนี้ สำรวจดูนะครับว่า แต่ละคนมีบัตรเครดิตกี่ใบ และมีภาระหนี้สินเท่าไหร่ คุณอาจจะตกใจก็ได้ ถ้าเกิดคุณคิดถึงเรื่องภาระหนี้สินนี้จริงๆรีบจัดการชีวิตตัวเองให้ดี ขอให้คุณโชคดีกับภาระหนี้สินที่คุณมีอยู่

แก้หนี้ สร้างหนี้ เราจัดการให้
ติดต่อ LineID : @antonio

ติดตามคลิปดีๆ ในแวดวงการเงิน การธนาคาร และอสังหาริมทรัพย์ ได้ที่ Youtube

และติดตามผมต่อได้ที่ Facebook/AntonioAttorney.Company

สนใจให้ผมเป็นที่ปรึกษาการเงินส่วนตัว คลิกเลยครับ

ติดต่อ ผมที่ email : antonioattorney@gmail.com หรือ LineID : @antonioattorney

แก้หนี้

สินเชื่อบ้าน สินเชื่อรถ สินเชื่อบัตรเครดิต ปัญหาใหญ่ของอสังหาฯ ปีนี้

ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะการซื้อขายคอนโด ได้รับผลกระทบจากหนี้ครัวเรือน เพราะประชาชนคนไทย มีหนี้ครัวเรือนสูงเกือบ 90% ของ GDP ทั้งสินเชื่อบ้าน สินเชื่อรถ หนี้บัตรเครดิต บางคนกู้บ้านเพิ่งผ่านสักพักผ่อนบ้านไม่ได้แล้ว หลายคนเพิ่งผ่านการพักชำระหนี้ในช่วง covid ของปีที่แล้ว เป็นไปได้ยากมากครับที่ภาคอสังหาริมทรัพย์จะฟื้นตัวได้ในเร็วๆนี้

สินเชื่อบ้าน

สำหรับตลาดที่อยู่อาศัยไทยนั้น จากเริ่มแรกได้ผลกระทบทางอ้อมเพราะกำลังซื้อตกใจ ชะลอการตัดสินใจ แต่ปัจจุบันกลายเป็นอีกหนึ่งอุตสาหกรรมที่ถูกแรงปะทะโดยตรง และคาดว่าจะลากนานอย่างต่ำ 1-2 ปี หลังอัตราการปฎิเสธสินเชื่อที่อยู่อาศัย (รีเจ็กต์) เพิ่มสูงขึ้นในทุกบริษัท จากความเสี่ยงทางรายได้ ซึ่งธนาคารประเมินเข้มกว่าเก่ามาก บางบริษัทเผย บางเซ็กเมนต์มีตัวเลขดังกล่าวสูงถึงระดับ 40% ยิ่งทำให้ความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการลดลง สะท้อนจากยอดเปิดตัวตลาดคอนโดมิเนียมใหม่ ซึ่งเดิมตลอดหลายปีที่ผ่านมา กินสัดส่วนตลาดราว 65-70% ที่เหลือ 25-30% เป็นแนวราบ แต่ ณ ครึ่งปีแรกที่ผ่านมา พบมีจำนวนคอนโดฯเปิดใหม่เป็นสัดส่วนเพียง 25% ของจำนวนที่เปิดใหม่ทั้งหมดของครึ่งปีแรก 2562 เท่านั้น ขณะคาดยอดขายทั้งปี คงลดลงประมาณ 30-50% ด้วยอัตราการดูดซับที่อยู่ในระดับเพียง 40%  ข้อมูลข้างต้น ถูกประเมินโดยอสังหาฯรายใหญ่ของตลาด ซึ่งที่ผ่านมาปรับตัวอย่างหนัก เพื่อให้ผลประกอบการเป็นไปตามเป้าหมาย

คาดการณ์ว่า ปี 2564 การเปิดตัวใหม่ในตลาดคอนโดฯ คงมีไม่มาก การแข่งขันน้อยลง การซื้อขายคอนโด ก็น้อยลง เพราะประกอบการบางส่วนเริ่มมีปัญหาสภาพคล่อง ธนาคารเข้มงวดการปล่อยกู้โปรเจ็กต์ไฟแนนซ์ สำหรับการพัฒนาโครงการ เพราะเล็งเห็นความเสี่ยงของตลาด ซึ่งย่อมกระทบต่อแผนการพัฒนาของผู้ประกอบการหลายราย โดยเฉพาะรายกลาง -รายเล็ก  เพราะเดิมการปล่อยกู้ปกติ จะแบ่งเป็น 2 ขั้นตอน คือ 1. วงเงินซื้อที่ดิน และ 2. วงเงินก่อสร้าง ซึ่งจะได้รับต่อเมื่อโครงการมีความคืบหน้า และมียอดขายเกิดขึ้นมากพอตามที่ธนาคารกำหนด พบวงเงินดังกล่าวถูกลดแอลทีวี (วงเงินปล่อยกู้ต่อมูลค่า) จาก 70% เหลือเพียง 40% เท่านั้น ร้ายไปกว่านั้น บางบริษัทติดแบล็กลิสต์ธนาคาร ไม่ปล่อยกู้  ทำให้โอกาสที่จะมีคอนโดฯใหม่ เข้ามาในตลาดช่วงปีหน้านั้น ภาพเบาบาง หากจะมี ส่วนใหญ่คงเป็นโครงการที่มีที่ดินรองรับแล้ว และได้รับโปรเจ็กต์ไฟแนนซ์มาเรียบร้อยแล้วเท่านั้น

ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

ล่าสุด ของศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (EIC) จะประเมินว่าเศรษฐกิจไทยปีหน้า จะขยายตัว ราว 3.5% แต่คาดสภาวะคงไม่ต่างจากปีนี้ เพราะเป็นการขยายตัวจากฐานเศรษฐกิจที่ติดลบ ท่ามกลางยังไม่มีวัคซีนป้องกันโควิด-19 และมาตรการ การเปิด-ปิดประเทศ ไม่แน่นอน ในแง่ความกังวลของผู้ประกอบการ นอกจากการรักษาสภาพคล่องให้ดี เพื่อพยุงตัวให้อยู่รอดแล้ว ด้านกำลังซื้อของผู้คนยิ่งน่าเป็นห่วง หลังพบภาวะการเป็นหนี้ของลูกค้ากลุ่มใหญ่ตลาดบ้านและคอนโดฯ โดยคนเจนวาย (อายุ  23-38 ปี) พอกสูงขึ้น หนี้รถ หนี้บัตรเครดิตมีภระหนี้มาก ทำให้ อาจจะกู้บ้านไม่ผ่าน หรือหากผ่าน ก็อาจจะผ่อนบ้านไม่ไหว

หนี้บัตรเครดิตกลายเป็นตัวร้าย ที่ทำให้ธนาคารไม่อนุมัติสินเชื่อ ไม่นับรวมตัวเลขรีเจ็กต์ในภาคอุตสาหกรรมที่เกิดขึ้นมากราว 30-40%  และแนวโน้มเศรษฐกิจที่แย่ลง จะทำให้คนกลุ่มสาขาอาชีพอื่นๆ เกิดแผลในครัวเรือนตามมาอีกมหาศาล แม้แต่ความหวังเดียว คือ การที่ไทยจะกลับมาเปิดประเทศอีกครั้ง เพื่อฟื้นการท่องเที่ยวนั้น คาดแรงกระเพื่อมในระบบเศรษฐกิจก็คงไม่ดีเหมือนเก่า เพราะคนทั่วโลกต่างได้รับผลกระทบจากโควิดเช่นกัน ฉะนั้น การใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวดังกล่าว ก็คงไม่ดีเต็มที่เหมือนเก่า 

สร้างหนี้ แก้หนี้ ให้เราจัดการให้ …
ติดต่อ LineID : @antonio

ติดตามคลิปดีๆ ในแวดวงการเงิน การธนาคาร และอสังหาริมทรัพย์ ได้ที่YouTube

และติดตามผมต่อได้ที่ Facebook/AntonioAttorney.Company

สนใจให้ผมเป็นที่ปรึกษาการเงินส่วนตัว คลิกเลยครับ

ติดต่อ ผมที่ email : antonioattorney@gmail.com หรือ LineID : @antonioattorney

ติดภาระหนี้ กู้ร่วมบ้านแล้ว อยากจะกู้บ้านของตัวเอง ต้องทำอย่างไร

ติดตามคลิปดีๆ ในแวดวงการเงิน การธนาคาร และอสังหาริมทรัพย์ ได้ที่ YouTube

และติดตามผมต่อได้ที่ Facebook/AntonioAttorney.Company

สนใจให้ผมเป็นที่ปรึกษาการเงินส่วนตัว คลิกเลยครับ

ติดต่อ ผมที่ email : antonioattorney@gmail.com หรือ LineID : @antonioattorney