ทริปสำรวจภูเก็ต ผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรม อสังหาฯ จะยืนระยะได้นานแค่ไหน กับปัญหาหนี้!!!

ภูเก็ตเดี้ยง ธุรกิจโรงแรม ท่องเที่ยว หนี้เสียยกเกาะ จ่ายหนี้ ธนาคารไม่ไหวแล้ว ???

ครับ เมื่อสัปดาห์ก่อน ผมได้มีโอกาสบินลงไปภูเก็ต เพื่อขอเข้าพบ นักธุรกิจ จะเรียกได้ว่าขาใหญ่ของภูเก็ตก็ได้นะครับ แต่ละท่านก็มีกิจการใหญ่โตกันทั้งนั้น ผมได้มีโอกาสเข้าพบ แนะนำตัว แนะนำบริษัท และแลกเปลี่ยนความคิดเห็น มุมมอง ปัญหาด้านเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และด้านการเงิน กับผู้ประกอบการรายใหญ่ สุดท้ายนะครับ ความคิดของผมก็เปลี่ยนไป หลังจากที่ได้คุยกับท่านเหล่านั้น เพราะมันอาจจะไม่ใช่แบบที่เป็นข่าว

เดินทางด้วย Vietjet ครับ

คนแรกที่เราได้มีโอกาสเข้าพบ เป็นนักธุรกิจหนุ่มไฟแรง อายุยังไม่เยอะเลยครับ แต่ว่าผมไม่ขอเปิดเผยว่าเป็นใครแล้วกัน แต่ว่ามีตำแหน่ง แห่งหนในสมาคมโรงแรม และก็เป็นเจ้าของกิจการโรงแรม ตระกูลเก่าแก่ของภูเก็ต จะเรียกว่าเป็น landlord ระดับใหญ่ของภูเก็ต ก็ว่าได้ มุมมองที่ได้รับนะครับ ธุรกิจโรงแรมภูเก็ต อาจจะเรียกได้ว่า แย่สุดๆในรอบตั้งแต่เปิดเกาะรับนักท่องเที่ยวก็ว่าได้ อัตราการเข้าพักเฉลี่ยจากปัจจุบันจนถึงช่วงประมาณต้นปีหน้า ซึ่งมันเลยช่วง High season และช่วง Peak season ไปแล้ว เชื่อไหมครับว่าประมาณการอัตราการเข้าพักหรือเรียกว่า occupancy rate แค่ 10% เท่านั้น และส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวคนไทยเท่านั้น บอกเลยครับว่า ปริมาณนักท่องเที่ยวของคนไทย สร้างรายได้แบบไม่สามารถหล่อเลี้ยงคนในจังหวัดภูเก็ตได้

ป่าตองครับ

หลายคนคือคนไทย มักจะมีเสียงบ่นมาดังๆว่า โรงแรม หรือธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวที่ภูเก็ตไม่ค่อยสนใจหรือแคร์คนไทยสักเท่าไหร่ เรียกง่ายๆ ว่าไม่เห็นหัวคนไทยนะครับ แต่มักจะบ่นว่า ทีตอนนี้ลำบาก ฝรั่งไม่เที่ยว สนใจคนไทยขึ้นมาทันที เอาเป็นว่าประเด็นนี้ก็ถ่ายทอดให้ฟังแล้วกันครับ แต่ผมไม่เสริมแต่งอะไรทั้งสิ้น

ป่าตองครับ

นั่งสนทนากันอยู่ ใช้เวลาพอสมควร สรุปให้ฟังนะครับว่า โรงแรมที่เป็นคนของคนภูเก็ตดั้งเดิม ถามว่ากระทบไหม คำตอบแน่นอนครับ กระทบแน่นอน แต่ก็ยังอยู่ได้ เพราะกู้เงินไม่เยอะ ส่วนใหญ่จะมีเงินกู้ค่อนข้างน้อย

แต่โรงแรมขนาดกลางหรือขนาดเล็ก อันนี้กระทบเต็มๆ ใครที่มีเงินกู้เยอะๆไม่รอดแน่นอน รวมถึงธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว อันนี้เรียกว่าตาย ไม่ฟื้นครับ กระทบกันไปจนถึง แรงงานภาคการท่องเที่ยวทั้งจังหวัดภูเก็ต หดหู่ครับ แต่สรุปสุดท้ายก็คือ โรงแรมใหญ่ๆ ที่ใช้เงินกู้ไม่เยอะ ยังอยู่ได้

ช่วงปิดเกาะ ก็ปล่อยพนักงานกลับบ้าน เบิกเงินประกันสังคมเอา พอเปิดเกาะ ก็เรียกตัวกลับมาทำงาน แต่ว่าใช้คนไม่เยอะเพราะอัตราการเข้าพักแค่ 10% เรียกตัวกลับมาแค่พอใช้งาน เงินกู้ธนาคาร ก็ใช้เงินสะสมที่มีอยู่ ทยอยจ่ายหนี้ ปรับโครงสร้างหนี้ เจรจากันไป ก็ยังพออยู่ได้

ในระหว่างที่ผมคุยด้วยนะครับ จับความรู้สึกได้เลยว่าผู้ประกอบการโรงแรมรายใหญ่ในภูเก็ตจริงๆ ก็ยังคงนิ่งสงบ เหมือนมีความรู้สึกว่าเขาก็คิดเพียงแค่ว่า มันเป็นแค่ช่วงเวลาเลวร้ายเท่านั้น สุดท้ายมันก็จะจบไป แล้วภูเก็ตก็จะกลับมาเหมือนเดิม คือมีความหวังนั่นละครับ

บรรยากาศ ในตัวเมือง

จากการที่ผม ขับรถสำรวจรอบเกาะภูเก็ต เงียบสงบ ป่าตอง ย่านเลียบหาดทั้งหลาย เหมือนเป็นเมืองร้าง เห็นแล้วขนลุกครับ คือภูเก็ตฟื้นนะครับผมว่าฟื้นแน่ แต่ว่ากว่าจะฟื้นคงใช้เวลานาน ใครที่ดำน้ำอึดกว่าคนนั้นชนะ ใครที่ทนไม่ไหวก็จมน้ำตาย ผมเปรียบให้เพื่อนๆเห็นภาพนะครับ เหมือนคนที่ตายแล้วฟื้นนะครับ ถ้าตายไปแล้วหัวใจหยุดเต้นแค่ 2-3 ชั่วโมง แล้วฟื้น แบบนี้เราก็เคยเห็นกันบ่อยๆ แต่หากคนตายกันข้ามวัน 3-4 วัน 4-5 วัน แล้วฟื้น ผมว่าสภาพร่างกายมันจะเน่าเปื่อยไปก่อน ฟื้นขึ้นมา วิญญาณคงไม่นอมกลับเข้าร่าง เพราะร่างกายมันเน่าเปื่อยไปแล้ว หวังว่าภูเก็ตคงจะฟื้นได้เร็วนะครับ แล้วผมก็คิดว่าอย่างนั้น

ทานขนมจีนก่อนครับ มื้อเช้า

ผมมองเห็นโอกาสใหม่ๆ สำหรับคนที่จะทำธุรกิจในจังหวัดภูเก็ต เพราะมันอาจจะเรียกได้ว่าล้างไพ่กันใหม่เลยก็ว่าได้ นี่แหละครับเป็นจังหวะที่เหมาะสำหรับคนไหนที่อยากทำธุรกิจที่ภูเก็ต หลังวิกฤตครั้งนี้ล่ะครับ ผมว่าเริ่มได้เลยสำหรับผู้ประกอบการ SME ทั้งหลาย

หมี่กรอบเย็นตาโฟ ร้านบะหมี่แปะเถว

ก่อนกลับ ได้มีโอกาสได้ไปดื่ม และทานข้าวเย็นกับ FC phuket พี่ที่ผมเคารพ ซึ่งเราก็เพิ่งรู้จักกัน แต่รู้สึกว่าคุยกันถูกคอ พี่เค้าทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ขายให้กับชาวต่างประเทศเท่านั้น วันที่เรานัดทานข้าวกัน พี่เขาเพิ่งลงเสาเอกโครงการใหม่อีกโครงการหนึ่งที่เปิดตัว ดูเขาก็ยังเฉยๆนะครับ จากที่พูดคุยกัน เหมือนประมาณว่า จากข่าวที่ออก ภูเก็ตแย่แล้ว ขายโรงแรมทิ้งยกเกาะ

FC Phuket ขนไวน์มา   ขอบคุณมากครับ

คนภูเก็ตฟังแล้วก็ขำนะ จะเรียกว่าแกล้งเจ็บ แกล้งจน เพื่อเป็นเงื่อนไขในการเจรจาหนี้หรือเปล่า อันนี้ ผมไม่รู้ ????

ติดตามคลิปดีๆ ในแวดวงการเงิน การธนาคาร และอสังหาริมทรัพย์ ได้ที่ YouTube

และติดตามผมต่อได้ที่ facebook/AntonioAttorney

สนใจให้ผมเป็นที่ปรึกษาการเงินส่วนตัว คลิกเลยครับ

ติดต่อ ผมที่ email : antonioattorney@gmail.com หรือ LineID : @antonioattorney

เงินกู้ soft loan มุมมองที่แตกต่าง จากฝั่งลูกหนี้(ที่กำลังจะตาย) กับฝั่งเจ้าหนี้ ที่จำเป็นต้องเลือก

แบงค์ชาติอาจปรับเปลี่ยนเงื่อนไขปล่อยกู้ ซอฟท์โลน บสย. พร้อมเข้ามาช่วยค้ำประกันหนี้ เนื่องจากมาตรการต่างๆที่ผ่านมา แบงก์ชาติยอมรับเองว่า ไม่ได้เอาปัญหา หรือความต้องการของลูกหนี้เป็นตัวตั้งโจทย์

ที่ผ่านมา นโยบายปล่อยกู้ soft loan แบงค์ชาติมีนโยบายให้สินเชื่อกับผู้ประกอบการที่ไม่เป็นหนี้เสียก่อน 31 ธันวาคม 62 นั่นหมายความว่า ลูกหนี้ที่จะได้สินเชื่อ soft loan ต้องเป็นลูกหนี้ที่ดี แต่เกิดปัญหาภาวะเศรษฐกิจจากวิกฤตโควิดเท่านั้น คือพูดง่ายๆว่ากิจการดีมาตลอด ยอดขายดี บริหารจัดการดี สุดท้ายคือประวัติในการชำระหนี้ดี

คือไม่ได้แปลว่าถ้าเป็นหนี้เสียกันมาก่อนหน้านี้แล้วโดน covid ซ้ำเข้าไปอีก กรณีแบบนี้ไม่เข้าเงื่อนไขที่จะปล่อยกู้ได้ครับ

แบงค์ชาติมีนโยบายเพียงแต่ จะช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับวิกฤต แต่ยังเป็นธุรกิจที่มีผลประกอบการดี ก่อนโควิดจะมา

ฉะนั้นผู้ประกอบการรายไหน ที่บอกว่าช่วยแต่เฉพาะลูกค้ารายใหญ่ รายเล็กรายน้อยไม่เห็นหัว ผมก็เข้าใจในมุมมองของลูกหนี้นะ แต่ถ้าในมุมมองของธนาคาร ธุรกิจของคุณมันเริ่มส่ออาการให้เห็นก่อนที่เขาจะมาด้วยซ้ำ แล้วยิ่งลูกหนี้รายไหนจ่ายชำระหนี้ไม่ตรง อันนี้เลิกฝันได้เลยครับว่า จะได้เงินกู้ Soft Loan มาช่วย

ใจเขาใจเรา พูดง่ายๆคือ ฝั่งเจ้าหนี้ ก็ต้องเห็นใจลูกหนี้ว่า เป็นหนี้เสียเพราะอะไร ถ้าลูกหนี้ได้เงินกู้เพื่อเสริมสภาพคล่องกิจการจะกลับมาดีจริงๆใช่ไหม ซึ่งธนาคารอาจจะมองว่า ถึงอย่างไร ลูกหนี้ได้เงินกู้เสริมสภาพคล่องไป มันก็กลายเป็นเงินที่ละลายลงแม่น้ำไม่เกิดประโยชน์อะไรขึ้นมา

ส่วนฝั่งลูกหนี้ ก็บอกว่า ถ้าได้เงินกู้ soft loan มา ดอกเบี้ยก็ถูก แล้วยังเอามาเสริมสภาพคล่องให้กับกิจการ แต่ลองนึกและถามตัวเองจริงๆ ดูนะครับว่า เอาแบบไม่มีอคตินะครับ ด้วยใจเป็นกลาง ว่า

ที่ผ่านมา กิจการของเราที่ไปไม่รอด คือการขาดสภาพคล่องจริงหรือเปล่า หรือเหตุผลอื่นๆเช่น ที่ผ่านมาเราเอาเงินกู้ไปใช้ผิดประเภท ลูกค้าเราไม่มี ลูกค้าหาย ลูกหนี้การค้ามีเยอะแต่เราเก็บหนี้ไม่ได้ ต่างๆนานาเหล่านี้ มันคือปัญหาการขาดสภาพคล่องจริงหรือไม่ หรือมันคือปัญหาจากตัวเราเอง ที่บริหารธุรกิจผิดพลาด

ติดตามคลิปดีๆ ในแวดวงการเงิน การธนาคาร และอสังหาริมทรัพย์ ได้ที่ YouTube

และติดตามผมต่อได้ที่ facebook/AntonioAttorney

สนใจให้ผมเป็นที่ปรึกษาการเงินส่วนตัว คลิกเลยครับ

ติดต่อ ผมที่ email : antonioattorney@gmail.com หรือ LineID : @antonioattorney

พนักงานธนาคารอนาคตมืดมน นโยบายลดจำนวนสาขาลง ใช้คนน้อยลง ใช้เทคโนโลยีมากขึ้น

ธนาคาร ปรับตัวขนาดใหญ่ เดิม ลูกค้าใช้บริการผ่านมือถือมากขึ้น และที่ผ่านมาในช่วงวิกฤตโควิด ยิ่งทำให้จำนวนธุรกรรมทางการเงินผ่านมือถือมากขึ้น ผมว่าธนาคารเอง ก็คงเล็งเห็นช่วงเวลาที่ควรจะต้องปรับตัว สิ่งที่ธนาคารมองก็คือ การลดจำนวนสาขาลงไปจนกระทั่งถึงการลดจำนวนพนักงานลง แต่อาจต้องค่อยเป็นค่อยไปครับ เรามาดูกันว่านโยบายของแต่ละธนาคารเป็นอย่างไรบ้างในเรื่องนี้

นายอารักษ์ สุธีวงศ์ ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) กล่าวว่า หลังวิกฤติโควิดผ่านพ้นไป คาดว่าธนาคารพาณิชย์ต่างๆ จะปรับลดจำนวนสาขาลงอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปในช่วงวิกฤติโควิดซึ่งถือเป็นตัวเร่งสำคัญ โดยในส่วนของธนาคารไทยพาณิชย์ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ประกาศยุทธศาสตร์ SCB Transformation ได้ปรับลดสาขารูปแบบดั้งเดิมไปจนำนวนมาก ซึ่งปัจจุบันเหลือสาขารวมทั้งสิ้น 911 สาขา แต่ธนาคารได้เพิ่มจุด Touchpoint อื่นๆ ทดแทน เช่น SCB Express ที่เน้นให้บริการผ่านเครื่องอัตโนมัติ หรือ SCB Investment Center ศูนย์บริหารความมั่งคั่ง ที่มุ่งเน้นให้คำปรึกษาด้านการเงินและการลงทุน เป็นต้น

อย่างไรก็ตามจำนวนและอัตราการปรับลดลงของสาขานั้น ขึ้นกับหลายปัจจัย ทั้งนี้ ธนาคารจะใช้เรื่องความพึงพอใจในบริการ และ customer experience เป็นปัจจัยสำคัญในการพิจารณาการออกแบบโครงข่ายและช่องทางการให้บริการของธนาคาร

โดยธนาคารมุ่งเน้นการให้บริการในลักษณะ omni-channel ซึ่งลูกค้าสามารถเลือกใช้บริการจากช่องทางการให้บริการที่ต้องการได้ ไม่ว่าจะเป็นผ่านสาขาของธนาคาร ผ่านช่องทางของพันธมิตร เช่น เซเว่นอีเลฟเว่น หรือผ่านช่องทางดิจิทัลอย่าง SCB EASY ซึ่งโดยรวมแล้วถึงแม้จำนวนสาขาของธนาคารอาจจะมีจำนวนลดลง แต่การเข้าถึงบริการทางการเงินผ่านช่องทางต่างๆ จะสามารถเข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้น

นายวีรวัฒน์ ปัณฑวังกูร รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ธนาคารยังคงให้ความสำคัญกับความหลากหลายของช่องทาง หรือแพลตฟอร์ม ต่าง ๆ ที่ลูกค้าใช้บริการ (Multi-Channels) เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าในทุกที่ที่ลูกค้าต้องการใช้บริการทางการเงิน โดยลูกค้ายังมีพฤติกรรมใช้งานทั้งผ่านสาขาและผ่านดิจิทัลอยู่

“แนวทางของธนาคารอยู่ที่เราจะ lean เรื่องช่องทางการบริการผ่านสาขา ให้มีจำนวนที่เหมาะสมผ่านการควบรวมสาขาเพื่อ maximize productivity และทรัพยากร รวมถึงเรื่องพนักงานด้วยที่เมื่อควบรวมแล้ว พนักงานจะ pool อยู่ที่สาขา และจัดวางกำลังคนใหม่โดยที่เราไม่ต้องใช้วิธีลดพนักงานปัจจุบันเลย ในเวลาเดียวกัน ธนาคารจะเร่ง reskill พนักงานให้พร้อมรับมือกับหน้างานใหม่ๆ ให้พนักงานสามารถสร้าง value ให้กับตัวเองและองค์กรต่อไปได้”

นายฐากร ปิยะพันธ์ ประธานกรรมการกรุงศรี คอนซูมเมอร์ และผู้บริหารสายงานดิจิทัลแบงกิ้งและนวัตกรรม ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กล่าวว่า เชื่อว่า ช่องทางสาขายังมีความจำเป็น เพราะเป็นบริการแบบเจอหน้ากัน ซึ่งเป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่บริการออนไลน์ไม่สามารถที่จะทดแทนได้ โดย การพูดคุย ให้คำแนะนำ ให้ข้อมูลรายละเอียดต่างๆ การให้บริการแบบ Face-To-Face ยังมีความจำเป็น

แต่บางธุรกรรมที่ควรนะจะผลักดันให้ไปทำบนออนไลน์ให้มากที่สุดคือ การชำระบิล หรือ การโอนเงิน เพราะสามารถทำได้อยู่แล้วบนมือถือ แต่พฤติกรรม ความคุ้นชินของลูกค้าบางกลุ่มยังอยากมาทำที่ธนาคาร ซึ่งหลังจากโควิด คงต้องรอดูว่า พฤติกรรมเปลี่ยนไปมากน้อยอย่างไรบ้าง

นายทวีลาภ ฤทธาภิรมย์ กรรมการผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพสาขา กล่าวว่า ในอนาคตคงเห็นจำนวนสาขาของธนาคารพาณิชย์ ทยอยลดลง โดยเป็นการปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจและพฤติกรรมของผู้บริโภค แต่อย่างไรก็ตามมองว่าสาขายังมีความจำเป็น เพราะสาขา ถือเป็นช่องทางสื่อสารของทุกคนระดับ ให้เข้าถึงบริการทางการเงินได้ เช่นช่วงโควิด-19 ระบาด ช่องทางสาขา ก็เป็นช่องทางที่จำเป็น ที่ช่วยเหลือลูกค้าได้ ในการให้บริการทางการเงิน หรือช่วยเหลือให้ได้รับมาตรการของรัฐต่างๆ

“อนาคตสาขาก็จะค่อยๆปรับเปลี่ยนไป แต่คงไม่ได้เปลี่ยนไปเร็วมาก แต่จะค่อยๆปรับ อาจมีลดลงบ้าง ไปสู่ดิจิทัล แต่ก็คงไม่ได้เปลี่ยนเร็วนัก เพราะวันนี้ การให้บริการธนาคารมีลูกค้าหลายกลุ่ม ที่ยังมีความไม่เข้าใจที่ต้องวิ่งมาธนาคาร ยังอยู่บนโลกใบเดิม ดังนั้นการปรับก็ยังไม่ได้ถูกเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงแน่นอน แต่จะค่อยๆเปลี่ยนมากกว่า”

นายนริศ สถาผลเดชา ผู้บริหารสูงสุด ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีเอ็มบี ธนาคารทหารไทย หรือ TMB Analytics กล่าวว่า หากดูภาพรวมสาขาของทั้งระบบธนาคารพาณิชย์ พบว่า ณ สิ้นเดือนมี.ค. สาขาทั้งระบบอยู่ที่ 6,436 สาขา โดยปรับลดลง 72 สาขา จากสิ้นปี 2562 ที่มีสาขารวมอยู่ที่ 6,508 สาขา และลดลง 256 สาขา จากช่วงเดียวกันปีก่อน ที่มีสาขา 6,692 สาขา  

หากดูสาขาของ5 แบงก์ใหญ่ พบว่า ธนาคารไทยพาณิชย์ลดลงมากที่สุด ที่ 113 สาขา หากเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ถัดมาคือ กรุงไทย 54 สาขา และ กสิกรไทย ลดลง 40 สาขา ขณะที่ธนาคารกรุงเทพลดลง15 สาขา กรุงศรีอยุธยา ลดลง11 สาขา

นายนริศ กล่าวว่า  หลังโควิด-19 น่าจะเห็นทิศทางการปรับลดลงของสาขา และเอทีเอ็มชัดเจนขึ้นแน่นอน เพราะคนเปลี่ยนพฤติกรรมไปสู่โมบายแบงกิ้งมากขึ้น ที่อนาคตจะเติบโตก้าวกระโดด จะเห็นสาขารูปแบบเก่าเปลี่ยนไปค่อนข้างมาก โดยเฉพาะเคาน์เตอร์ รับฝากถอน โอนจ่าย ที่จะหายไป แต่คนจะไปเพิ่มในส่วนการให้บริการทางการเงินที่ซับซ้อนมากขึ้น

ครับ สำหรับพี่น้องที่เป็นพนักงานธนาคาร จะตั้งใจทำงานแล้วก็ ความเห็นผมนะครับ ถ้าเราเริ่มรู้สึกว่าตำแหน่งงานของเรามันจะมาแทนที่ด้วยเทคโนโลยีผมว่าก็เริ่มเตรียมตัวเตรียมใจ ขยับขยายคิดการอื่นก็ได้บ้างแล้วนะครับ ขอให้โชคดีครับ

ติดตามคลิปดีๆ ในแวดวงการเงิน การธนาคาร และอสังหาริมทรัพย์ ได้ที่ YouTube

และติดตามผมต่อได้ที่ facebook/AntonioAttorney

สนใจให้ผมเป็นที่ปรึกษาการเงินส่วนตัว คลิกเลยครับ

ติดต่อ ผมที่ email : antonioattorney@gmail.com หรือ LineID : @antonioattorney

กู้เงินด่วน ผ่านแอพพลิเคชั่น ทำไมสามารถวิเคราะห์สินเชื่อได้รวดเร็ว มีหลักการการทำงานอย่างไร?

สมัยก่อน ตอนที่เรามีความจำเป็นต้องใช้เงิน ก็คงต้องแบกหน้า ไปขอยืมเพื่อน ขอยืมญาติพี่น้อง ในบางครั้ง เงินกู้ที่เราต้องการ เป็นเงินไม่มาก และใช้เวลาในการคืนสั้น ซึ่งบางครั้ง หากมีใคร ที่เราสามารถกู้เงินด่วนได้ แต่ต้องเสียดอกเบี้ยเป็นการตอบแทน เราก็พร้อม เพราะสบายใจกว่า

ปัจจุบัน การกู้เงินด่วน ผ่านแอพพลิเคชั่น ของ ธนาคาร และ นอนแบงค์ มีให้เลือกหลากหลายเจ้าหนี้ การขออนุมัติเงินกู้ด่วน ที่วิเคราะห์และพิจารณาสินเชื่อด้วย Big data ผ่านการคัดกรองจาก AI

การกู้เงินด่วน ที่ใช้ Big data และ AI เป็นผู้วิเคราะห์ มีแบบ 2 กรณี กรณีแรก AI วิเคราะห์แล้วนำเสนอสินเชื่อให้ผู้กู้ตอบรับ กรณีที่ 2 ผู้กู้ส่งความต้องการขอสินเชื่อผ่านแอพพลิเคชั่น ซึ่งทั้งสองกรณีนี้ กรณีแรกแค่ตอบรับก็ได้วงเงินสินเชื่อทันที แต่กรณีที่ 2 ถึงแม้ว่าจะใช้ Big data และ AI เป็นผู้วิเคราะห์ แต่แอพพลิเคชั่น ในเมืองไทยตอนนี้ ก็ยังจะต้องวิเคราะห์จากเอกสารซึ่งผู้ขอกู้จะต้องถ่ายรูปและส่งเข้าไปในส่วนกลางของธนาคารเพื่อประกอบและ วิเคราะห์ ซึ่งก็อาจจะยังไม่ใช้ AI วิเคราะห์แบบ 100%

จุดเด่นของบริการเงินกู้ด่วน คือสามารถทำได้ง่ายๆ แค่ปลายนิ้ว อนุมัติเร็ว ไม่ต้องใช้เอกสารมากมาย ไม่ต้องใช้หลักทรัพย์หรือคนค้ำประกัน เป็นบริการที่ช่วยแก้เพนพ้อยท์ของหลายๆ คนที่ต้องการกู้ยืมเงินจำนวนไม่มาก เพื่อเพิ่มสภาพคล่องแบบเร่งด่วน

ตัวอย่างการใช้ AI ในการพิจารณาสินเชื่อที่ถูกพูดถึงในระดับโลก คือ การปล่อยกู้ด่วนของ MYBank ธนาคารภายใต้การสนับสนุนของ Ant Financial ที่มีมหาเศรษฐีอย่าง Jack Ma แห่งอาณาจักรอาลีบาบา สนับสนุนอยู่เบื้องหลังอีกทอดหนึ่ง ความพิเศษของ MYBank คือการให้ AI ประมวลผลร่วมกับคลาวด์ และ Big Data ของ Alibaba ทำให้สามารถตัดสินใจว่าจะอนุมัติหรือไม่อนุมัติได้ภายในเวลา 3 นาที ยิ่งไปกว่านั้น ยังคิดดอกเบี้ยได้ในอัตราเพียง 1% ซึ่งถือว่าเป็นดอกเบี้ยที่ต่ำมาก เมื่อเทียบกับสถาบันการเงินอื่นๆ ที่ยังใช้ระบบบริหารจัดการสินเชื่อแบบเดิมซึ่งมีต้นทุนสูงกว่า

ระบบการทำงานที่มีประสิทธิภาพนี้ ทำให้ MYBank สามารถปล่อยกู้ให้กับบริษัทขนาดเล็กได้มากถึง 16 ล้านแห่ง คิดเป็นมูลค่า 2 ล้านล้านหยวน หรือราว 290,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ภายในเวลา 4 ปีนับตั้งแต่เปิดให้บริการ 

แต่ในเมืองไทย เงินกู้ด่วน ที่ปล่อยกู้ด้วยความร่วมมือกันระหว่าง ธนาคาร กับ ผู้ให้บริการแอพพลิเคชั่น เช่น Grab ซึ่ง AI สามารถวิเคราะห์ได้ว่าผู้ให้บริการขับขี่หรือผู้ขับแท็กซี่ผ่าน grab มีรายได้เฉลี่ยต่อวันเท่าไหร่ และมีความขยัน ตั้งใจในการทำงานมากน้อยแค่ไหน ซึ่งตรงนี้ถือว่าเป็น Big data ซึ่ง AI สามารถเอาไปวิเคราะห์ได้อย่างแม่นยำ และวิเคราะห์ช่วงเวลาที่ลูกค้าต้องการเงิน และวงเงินเท่าไหร่ เมื่อเทียบกับรายได้ที่สามารถทำได้ต่อวัน

ในการปล่อยเงินกู้ ดอกเบี้ยก็ถือว่าไม่แพง เมื่อเทียบกับสินเชื่อบุคคล แต่มีข้อเสียคือในความคิดของผม ผมว่าโหด และเขี้ยวกว่าพวกแขกอินเดีย เพราะใช้ระบบตัดเงินรายวัน ซึ่งเมื่อเทียบตัวเลขทางด้าน financial ถือว่าอัตราดอกเบี้ยค่อนข้างสูงมากทีเดียวครับ

อย่างไรก็ตาม ผมว่าฟินเทค ที่หลายคนบอกว่าจะมา disrupt ระบบธนาคาร ก็คงมาแย่งคู่แข่ง แย่งลูกค้าเฉพาะรายย่อยเท่านั้นล่ะครับ ส่วนลูกค้ารายใหญ่ ธุรกิจ sme ขนาดกลาง ยังไงก็ต้องใช้คน ใช้ สัญชาตญาณของเจ้าหน้าที่สินเชื่อ ใช้การสัมผัสรับรู้รูป รส กลิ่น เสียง เพื่อที่จะวิเคราะห์พิจารณาในการอนุมัติสินเชื่อรายใหญ่ๆแบบโบราณเหมือนเดิมนะครับ

ติดตามคลิปดีๆ ในแวดวงการเงิน การธนาคาร และอสังหาริมทรัพย์ ได้ที่ YouTube

และติดตามผมต่อได้ที่ facebook/AntonioAttorney

สนใจให้ผมเป็นที่ปรึกษาการเงินส่วนตัว คลิกเลยครับ

ติดต่อ ผมที่ email : antonioattorney@gmail.com หรือ LineID : @antonioattorney

ตอบทุกคำถาม กับสินเชื่อ Soft Loan 5 แสนล้าน ช่วย SME สู้โควิด

คำถามที่ 1. แบงค์ชาติเอาเงินจากไหน มาปล่อยกู้ Soft Loan

ทำความเข้าใจกันง่ายๆนะครับ แบงค์ชาติไม่ได้กู้เงินมาจากไหน เพียงแต่ในตลาดเงิน มีสภาพคล่องเหลืออยู่เยอะ ซึ่งเงินประมาณ 5 แสนล้าน มันกระจัดกระจายอยู่ทั่วไปในตลาดเงินในประเทศ เปรียบเสมือนแบงค์ชาติ รวบรวมเงินที่กระจัดกระจาย ในลิ้นชักโต๊ะทำงาน ในกล่องหลังตู้เย็น เอามาให้ลูกไปโรงเรียน ละมั้งครับ

คำถามที่ 2. จะรู้ได้อย่างไรว่า SME ได้รับเงินกู้อย่างทั่วถึง

แบงค์ชาติจะเฝ้าดู และให้ธนาคารพาณิชย์รายงานผลการปฏิบัติการ และจะมีการประเมินผลของโครงการเป็นระยะๆ โดยให้อันดับความสำคัญในการกระจายตัว ของการปล่อยสินเชื่อ ในทุกภาคส่วน และเฝ้าดูอย่างใกล้ชิด

คำถามที่ 3. หากลูกหนี้สินเชื่อ SME เคยขอความช่วยเหลือจากธนาคาร ในมาตรการอื่นๆ จะขอวงเงินสินเชื่อ Soft Loan เพิ่มอีกได้หรือไม่

คำถามนี้ แบงค์ชาติตอบว่า ได้นะครับ แต่ธนาคารพาณิชย์ควรจัดลำดับความสำคัญ ให้กับลูกหนี้รายอื่น ที่ยังไม่เคยได้รับการช่วยเหลือก่อน ความหมายคือได้ถ้าเงินไม่หมดก่อน

คำถามที่ 4. ขอกู้มากกว่า 20% ได้หรือไม่

แบงค์ชาติตอบว่า ขอกู้เพิ่มมากกว่า 20% ได้ครับ แต่สินเชื่อ Soft Loan นี้ จัดให้พิเศษกับธุรกิจ sme คิดดอกเบี้ย 2% ไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ย 6 เดือนแรก แต่ได้วงเงินเพียง 20% ของภาระหนี้เดิมที่มีอยู่เท่านั้น แต่หากลูกหนี้ อยากได้วงเงินมากกว่า 20% ก็ถือว่าเป็นการกู้ยืมเงินปกติผ่านธนาคารที่เป็นเจ้าหนี้ของ SME รายนั้น

คำถามที่ 5. ทำไมมาตรการ Soft Loan นี้ ไม่ครอบคลุมไปถึง ผู้ประกอบการ ธุรกิจ ที่เป็นหนี้เสีย NPL

มาตรการ Soft Loan นี้ เพื่อช่วยพยุงกิจการของธุรกิจ ที่มีศักยภาพในการประกอบกิจการ เพื่อช่วยให้การทำธุรกิจดำเนินไปได้โดยต่อเนื่อง ซึ่งมีผลกับการจ้างงาน และการสร้างการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ ส่วนผู้ประกอบการรายไหนที่เป็น NPL ก็สามารถปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับธนาคารได้ แต่ในส่วนนี้ สำหรับผม ผมคิดว่ามันก็เป็นเงื่อนไขปกติอยู่แล้วนะครับ ธุรกิจที่เป็นหนี้เสีย บางครั้งหนี้เสียก่อนที่จะมีการแพร่ระบาดเชื้อโควิดด้วยซ้ำ เท่ากับว่า ธุรกิจอาจมีปัญหาไม่ใช่มาจากผลกระทบจากโควิด นั่นเอง แบงคชาติอาจจะบอกว่าอย่ามั่ว

ครับ สำหรับผู้ประกอบการ ธุรกิจ SME รายไหน ที่มีคุณสมบัติในการขอสินเชื่อ Soft Loan ก้อนนี้ได้ รีบไปติดต่อธนาคารเจ้าหนี้เดิมของท่านเถอะครับ อย่ามัวแต่สงสัยเลย

ติดตามคลิปดีๆ ในแวดวงการเงิน การธนาคาร และอสังหาริมทรัพย์ ได้ที่ YouTube

และติดตามผมต่อได้ที่ facebook/AntonioAttorney

สนใจให้ผมเป็นที่ปรึกษาการเงินส่วนตัว คลิกเลยครับ

ติดต่อ ผมที่ email : antonioattorney@gmail.com หรือ LineID : @antonioattorney