ทำไม การบินไทยต้องยื่นฟื้นฟูกิจการ ทั้งศาลไทย และศาลสหรัฐอเมริกา

อย่างที่เรารู้กันอยู่นะครับตอนนี้ ว่า การบินไทย สายการบินแห่งชาติของประเทศไทย ได้ยื่นขอฟื้นฟูกิจการตามกฎหมายล้มละลายของประเทศไทย การยื่นฟื้นฟูกิจการ ผมขอสรุปสั้นๆ คือ เมื่อศาลรับคำร้อง เจ้าหนี้ทุกรายจะต้องหยุดนิ่ง คือพูดง่ายๆคืออยู่เฉยๆ ห้ามทวงหนี้ ห้ามบังคับคดี ห้ามฟ้อง ที่ฟ้องไปแล้วก็ให้หยุด ภาษาชาวบ้านก็จะประมาณนี้

หลังจากนั้น ศาลก็จะมาพิจารณาว่าจะรับคำร้องหรือไม่ ถ้ารับคำร้อง ก็ต้องมาดูว่าการบินไทยจะจ่ายหนี้คืนเจ้าหนี้อย่างไร ก็ต้องมาประชุมปรึกษาหารือกันระหว่างลูกหนี้ เจ้าหนี้ และศาล เนื้อหาสาระก็จะเป็นประมาณนี้นะครับ

ทีนี้มาดูกันว่าทำไม การบินไทยต้องฟ้องทั้งในศาลไทย และศาลที่สหรัฐอเมริกา ผมสรุปสั้นๆ ก่อนที่จะไปดูเนื้อหารายละเอียดกันนะครับว่า การบินไทยมีทรัพย์สินคือเครื่องบิน ซึ่งเป็นหลักประกันในการกู้เงินจากต่างประเทศ ทรัพย์สินคือเครื่องบินเรียกว่าสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเจ้าหนี้ต่างประเทศสามารถยึดได้หากอยู่นอกราชอาณาจักรไทย พอเริ่มเข้าใจกันบ้างนะครับ ที่นี่ไปดูรายละเอียดกันดีกว่า ว่า การยื่นฟื้นฟูกิจการในศาลไทยกับสหรัฐอเมริกา แตกต่างกันอย่างไร

กระบวนพิจารณาเกี่ยวกับการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ของไทยและสหรัฐอเมริกา

1. คำถาม: ทำไมการยื่นคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการของบริษัทลูกหนี้ในประเทศไทยจึงอาจไม่เพียงพอต่อการระงับการบังคับชำระหนี้จากเจ้าหนี้?

เจ้าหนี้จะเป็นเจ้าหนี้ไทยหรือเจ้าหนี้ต่างประเทศยังสามารถดำเนินการฟ้องร้องและหรือบังคับคดีเกี่ยวกับทรัพย์สินของบริษัทลูกหนี้ไทยที่ตั้งอยู่ในต่างประเทศได้ เพราะผลตามกฎหมายไทยไม่ได้มีผลคุ้มครองไปถึงทรัพย์สินที่ตั้งอยู่ในต่างประเทศ

แต่เจ้าหนี้ในไทยจะต้องหยุดตามคำสั่งรับคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการไว้พิจารณาตามมาตรา 90/9 จะเกิดสภาวะพักการชำระหนี้หรือสภาวะหยุดนิ่ง (automatic stay หรือ moratorium)

2. คำถาม: บริษัทที่จดทะเบียนในประเทศไทยไปยื่นคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการในประเทศสหรัฐอเมริกาได้หรือไม่?

คำตอบคือได้ หลักการของอเมริกาคือ หากลูกหนี้ มีทรัพย์สินอยู่ในสหรัฐอเมริกา และมีหนี้สิน สามารถร้องขอยื่นฟื้นฟูกิจการต่อศาลสหรัฐอเมริกาได้ คำว่าทรัพย์สินคือคุณแค่มีเงินฝากก็ถือเป็นทรัพย์สินในสหรัฐอเมริกาแล้ว มาดูรายละเอียดให้หายกันครับ

คำตอบ: เงื่อนไขในการยื่นคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการในสหรัฐอเมริกา ไม่ได้คำนึงถึงสัญชาติของลูกหนี้ คงพิจารณาจากจุดเกาะเกี่ยวหรือจุดเกี่ยวพันกับประเทศสหรัฐอเมริกาว่า ลูกหนี้พักอาศัยหรือมีภูมิลำเนาหรือมีสถานประกอบธุรกิจหรือมีทรัพย์สินอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกาหรือไม่ ตามกฎหมายล้มละลายของสหรัฐอเมริกา (US Bankruptcy Code) มาตรา 109 ซึ่งประเด็นจุดเกาะเกี่ยวเรื่องทรัพย์สิน ในคดีที่ผ่านๆ มา ศาลสหรัฐอเมริกาแปลความอย่างกว้างว่า แค่มีเงินในบัญชีเงินฝากที่สหรัฐอเมริกาก็ถือว่า มีทรัพย์สินในสหรัฐอเมริกาแล้ว เพราะฉะนั้น หากบริษัทลูกหนี้มีทรัพย์สินในสหรัฐอเมริกาแล้ว ก็ยื่นคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการได้ แต่หากไม่มี ก็สามารถเปิดบัญชีเงินฝากและฝากเงิน ก็ถือว่ามีจุดเกาะเกี่ยวเรื่องทรัพย์สินในสหรัฐอเมริกา และสามารถยื่นคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการในสหรัฐอเมริกา

3. คำถาม: การยื่นคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการในประเทศสหรัฐอเมริกาสำคัญอย่างไร?

คำตอบ: การยื่นคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการในสหรัฐอเมริกาก็จะเกิดสภาวะพักการชำระหนี้แก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ในสหรัฐอเมริกาเป็นหลัก การที่จะก่อให้เกิดสภาวะพักการชำระหนี้แก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ในประเทศอื่นๆ นอกสหรัฐอเมริกา ต้องใช้กระบวนพิจารณาในส่วนที่เรียกว่า การล้มละลายหรือการฟื้นฟูกิจการข้ามชาติ ในหมวด 15 (Chapter 15) ซึ่งกระบวนการเริ่มจากผู้จัดการทรัพย์สินหรือตัวแทนของคดีฟื้นฟูกิจการที่สหรัฐอเมริกาไปยื่นคำร้องขอให้ประเทศต่างๆ ที่บริษัทลูกหนี้มีทรัพย์สินตั้งอยู่รับรองว่ามีกระบวนการฟื้นฟูกิจการเกิดขึ้นที่สหรัฐอเมริกาแล้ว ขอให้เกิดสภาวะพักการชำระหนี้ในประเทศนั้นๆ ด้วย เหตุที่ผู้จัดการทรัพย์สินของสหรัฐอเมริกาสามารถกระทำดังกล่าวได้เนื่องจากประเทศสหรัฐอเมริกามีการอนุวัติกฎหมายแม่แบบว่าด้วยการล้มละลายข้ามชาติของคณะกรรมาธิการกฎหมายการค้าระหว่างประเทศแห่งสหประชาชาติ (UNCITRAL) เป็นกฎหมายภายในประเทศ อย่างไรก็ตาม ศาลของประเทศผู้ถูกร้องขอจะรับรองกระบวนการฟื้นฟูกิจการในสหรัฐอเมริกาและก่อให้เกิดสภาวะพักการชำระหนี้ตามที่ผู้แทนจากสหรัฐอเมริการ้องขอหรือไม่ย่อมขึ้นอยู่กับกฎหมายล้มละลายภายในประเทศนั้นๆ ด้วย

แท้จริงแล้ว หากหวังผลเฉพาะในส่วนบทบัญญัติเรื่องการล้มละลายหรือการฟื้นฟูกิจการข้ามชาติ ไม่จำเป็นเสมอไปว่าต้องไปยื่นที่สหรัฐอเมริกาเนื่องจากมีประเทศหรือรัฐกว่า 40 ประเทศ ที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายล้มละลายของตนเองให้มีในส่วนของการล้มละลายหรือฟื้นฟูกิจการข้ามชาติด้วย เช่น สหราชอาณาจักร แคนาดา ออสเตรเลีย สิงคโปร์ ญี่ปุ่น สาธารณรัฐเกาหลี เป็นต้น

อนึ่ง ในส่วนของประเทศไทยยังไม่มีการอนุมัติกฎหมายล้มละลายข้ามชาติเข้าเป็นกฎหมายภายใน แม้คณะรัฐมนตรีจะรับหลักการในเรื่องนี้ตั้งแต่ปลายเดือนธันวาคม 2559 แล้วก็ตาม

4. สรุปกระบวนพิจารณาเกี่ยวกับการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ตามหมวด 11 แห่งกฎหมายล้มละลายของสหรัฐอเมริกา (Chapter 11 Reorganization of the US Bankruptcy Code)

4.1 การเริ่มกระบวนพิจารณา: โดยการยื่นคำร้องขอโดยลูกหนี้หรือเจ้าหนี้เป็นผู้ยื่นคำร้องขอก็ได้ คดีส่วนใหญ่ลูกหนี้เป็นผู้ยื่นคำร้องขอ

4.2 หากลูกหนี้เป็นผู้ยื่นคำร้องขอจะเป็นไปตามเงื่อนไขในมาตรา 301 ซึ่งไม่มีหลักเกณฑ์ว่าลูกหนี้ต้องมีหนี้สินล้นพ้นตัวหรือไม่สามารถที่จะชำระหนี้ตามกำหนดได้ ขอเพียงแค่ลูกหนี้มีหนี้ และไม่มีหลักเกณฑ์เรื่องจำนวนหนี้ขั้นต่ำ หมายความว่ามีหนี้เป็นจำนวนเท่าใดก็ได้

อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ ลูกหนี้ที่ยื่นคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการมักมีปัญหาเรื่องกระแสเงินสดไม่พอชำระหนี้หรือมีทรัพย์สินไม่พอกับหนี้สิน เพราะเงื่อนไขข้อหนึ่งในการที่ศาลจะมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนหรือไม่คือ การที่ผู้ร้องขอต้องยื่นคำร้องขอโดยสุจริตตามมาตรา 1129 (a)(3)

4.3 คดีเริ่มต้นเมื่อศาลมีคำสั่งรับคำร้องขอ ผลประการหนึ่งคือ จะเกิด an order for relief (ถ้าแปลตรงตัวจะแปลว่า คำสั่งที่ช่วยบรรเทาลูกหนี้จากภาระหนี้ที่มีทั้งหมด หากแปลเทียบเคียงกับกฎหมายไทยคือ คำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ) ผลอีกประการหนึ่งคือ เกิดสภาวะพักการชำระหนี้ตามมาตรา 362 ซึ่งมีเนื้อหาเทียบเคียงได้กับมาตรา 90/12 ตามพระราชบัญญัติล้มละลายฯ)

4.4. การยื่นคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการ ผู้ร้องขอจะยื่นแผนฟื้นฟูกิจการมาพร้อมคำร้องขอก็ได้ ตามมาตรา 1121(a) ซึ่งกรณีนี้จะช่วยให้กระบวนการเร็วขึ้น หรือผู้ร้องขอจะค่อยมาจัดทำแผนฟื้นฟูกิจการภายหลังคดีเริ่มต้นแล้วก็ได้ โดยกฎหมายให้โอกาสลูกหนี้เป็นผู้จัดทำแผนฟื้นฟูก่อนในช่วง 120 วันแรกนับจากวันเริ่มต้นคดี ตามมาตรา 1121 (b) ภายหลังจากนั้น หากลูกหนี้ยังไม่ยื่นแผนฟื้นฟูกิจการ ผู้มีส่วนได้เสียคนอื่นๆ โดยส่วนใหญ่คือ เจ้าหนี้ มีสิทธิที่จะยื่นแผนฟื้นฟูกิจการให้ที่ประชุมเจ้าหนี้พิจารณาได้

4.5 หลักเกณฑ์ที่ศาลใช้พิจารณาว่าจะมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนหรือไม่ เป็นไปตามมาตรา 1129 เงื่อนไขสำคัญ ได้แก่ เจ้าหนี้แต่ละกลุ่มยอมรับแผนตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดตามมาตรา 1126 เจ้าหนี้แต่ละรายได้รับชำระหนี้ไม่น้อยกว่าสัดส่วนที่จะได้รับชำระหนี้หากลูกหนี้เข้าสู่กระบวนการล้มละลาย การยื่นคำร้องขอเป็นไปโดยสุจริต ภายหลังศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนแล้วลูกหนี้มีแนวโน้มที่จะไม่ล้มละลายหรือไม่ต้องเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการอีกเว้นแต่เป็นกรณีที่ระบุไว้ในแผน เป็นต้น

ข้อสังเกตเกี่ยวกับระยะเวลาดำเนินการตามแผนตามมาตรา 1123 คือ กฎหมายไม่ได้กำหนดไว้ว่าเป็นระยะเวลาเท่าใด แล้วแต่ลูกหนี้และเจ้าหนี้ตกลงกัน แต่ตามกฎหมายไทยตามมาตรา 90/42 (9) กำหนดระยะเวลาดำเนินการตามแผนไว้ไม่เกิน 5 ปี ระยะเวลาดำเนินการตามแผนขยายได้อีกไม่เกิน 2 ครั้ง ครั้งละไม่เกิน 1 ปี ตามมาตรา 90/63 วรรคสอง อนึ่ง ระยะเวลาชำระหนี้จริงอาจยาวกว่าระยะเวลาดำเนินการตามแผนได้ ระยะเวลาดำเนินการตามแผนคือ ระยะเวลาที่บริษัทลูกหนี้ต้องบริหารกิจการภายใต้การกำกับของศาลล้มละลายกลางและเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ สังกัดสำนักฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ กรมบังคับคดี กระทรวงยุติธรรม

4.6 เมื่อศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนตามมาตรา 1129 ถือเป็นวันที่คดีฟื้นฟูกิจการสิ้นสุดไปจากศาลเลย เพราะลูกหนี้จะหลุดพ้นจากหนี้ทั้งปวงที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนตามมาตรา 1141 (d)(1)(A) โดยบริษัทลูกหนี้และเจ้าหนี้ต้องผูกมัดตามแผนและลูกหนี้มีหน้าที่ต้องชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ตามเงื่อนไขและระยะเวลาที่ระบุไว้ในแผนนอกศาล 

ตรงนี้เป็นจุดที่เป็นประโยชน์อีกจุดหนึ่งของการยื่นคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการที่ประเทศสหรัฐอเมริกาเนื่องจากระยะเวลาภายใต้กระบวนการฟื้นฟูกิจการจะสั้นกว่าของไทยเป็นอย่างมาก เนื่องจากตามกฎหมายไทย   เมื่อศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนแล้ว บริษัทลูกหนี้ยังต้องดำเนินการตามแผนภายในระยะเวลาดำเนินการตามแผนซึ่งไม่เกิน 5 ปี เว้นแต่มีการขยาย ให้แล้วเสร็จหรือไม่แล้วเสร็จ เมื่อศาลมีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการตามมาตรา 90/75 จึงทำให้คดีฟื้นฟูกิจการสิ้นสุดลง.

ครับก็ถือว่าเป็นเนื้อหาสาระที่ดี ผมก็ถอดข้อความเหล่านี้มาจาก บทความของ ดร.กนก จุลมนต์ ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นประจำกองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา และรองเลขาธิการสำนักอบรมศึกษากฎหมายเนติบัณฑิตยสภา ค่อยๆ อ่านทำความเข้าใจกันนะครับ

ติดตามคลิปดีๆ ในแวดวงการเงิน การธนาคาร และอสังหาริมทรัพย์ ได้ที่ YouTube

และติดตามผมต่อได้ที่ facebook/AntonioAttorney

สนใจให้ผมเป็นที่ปรึกษาการเงินส่วนตัว คลิกเลยครับ

ติดต่อ ผมที่ email : antonioattorney@gmail.com หรือ LineID : @antonioattorney

ขายอพาร์ทเมนท์ 5 ชั้น 235 ตรว. กรุงเทพกรีฑา ใกล้ทางด่วน รถไฟฟ้า พื้นที่ 5 พันกว่า ตรม.

ขายอพาร์ทเมนท์ 5 ชั้น เนื้อที่ 235 ตารางวา พื้นที่ใช้สอย 5,250 ตารางเมตร

ทำเลกรุงเทพกรีฑา อพาร์ทเมนท์ตั้งอยู่ใกล้ สนามกอล์ฟกรุงเทพกรีฑา พื้นที่ทำเลข้างเคียงดี เป็นย่านหมู่บ้านที่พักอาศัย สภาพแวดล้อมน่าอยู่ และร่มรื่น

การเดินทางสะดวกทั้งทางรถยนต์ เดินทางได้ทั้ง ถ. กรุงเทพกรีฑา ศรีนครินทร์ พัฒนาการ ใกล้จุดขึ้นลงทางด่วนศรีรัช ใกล้รถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงค์ และใกล้รถไฟฟ้าสายสีเหลือง

ราคาเสนอขาย 40 ล้านบาท สนใจต่อรองได้ครับ ติดต่อ 081 424 9898

LINE ID @antonioattorney

ฝากขายทรัพย์ กดลิงค์ https://antonioattorney.com/นายหน้าอสังหา-โบรกเกอร์/

เงินกู้ soft loan ส่วนของธนาคารออมสิน เร่งให้กู้ พร้อมผ่อนปรนเงื่อนไข สำหรับธุรกิจท่องเที่ยว

ออมสิน’ ผ่อนปรน 2 เงื่อนไข ช่วยท่องเที่ยวเข้าถึงซอฟต์โลน 10,000 ล้าน แค่หมื่นล้านจะพอไหมครับ?

เอสเอ็มอีท่องเที่ยวใจชื้น “ธนาคารออมสิน“ผ่อนปรนเงื่อนไขซอฟต์โลน 1 หมื่นล้านบาท วาง 2 หลักเกณฑ์ขอสินเชื่อ ชี้ถ้ากู้ 1-2 ล้านบาทเปิดให้หาคนค้ำประกันได้ ถ้ากู้ 5-20 ล้านบาทวางหลักทรัพย์ค้ำ 30%

การท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบตั้งแต่เกิดโควิด-19 และได้เรียกร้องขอให้รัฐบาลสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลน) เพื่อเสริมสภาพคล่องเป็นกลุ่มแรกๆ แต่จนถึงวันนี้ ยังไม่มีเม็ดเงินลงมาอุ้มธุรกิจแต่อย่างใด 

แต่ล่าสุดก็พอมีลุ้นว่าผู้ประกอบการบางส่วนกำลังจะได้รับการพิจารณาสินเชื่อ จากมาตรการซอฟต์โลน 1.5 แสนล้านบาท ภายใต้มาตรการดูแลเยียวยาผลกระทบจากไวรัสโคโรนา ระยะที่ 1 ซึ่งมีการกันวงเงินไว้ 1 หมื่นล้านบาทให้กับธนาคารออมสิน เพื่อปล่อยกู้ให้ผู้ประกอบการในธุรกิจท่องเที่ยวเป็นการเฉพาะ หลังจากเจรจากันหลายรอบจนธนาคารออมสินยอมผ่อนปรนเงื่อนไขการปล่อยสินเชื่อให้ผู้ประกอบการแล้ว

ผู้ประกอบการท่องเที่ยวในระดับเอสเอ็มอี พอจะเริ่มมีความหวังว่าจะได้รับซอฟต์โลนที่รัฐบาลกันไว้ให้ธนาคารออมสินปล่อยกู้ให้ผู้ประกอบการท่องเที่ยวหลังจากมีการเจรจาร่วมกัน และทางธนาคารออมสินก็ยอมผ่อนปรนหลักเกณฑ์ในการยื่นขอสินเชื่อให้ ได้แก่

1. กู้ในวงเงิน 1-5 ล้านบาท ผู้กู้สามารถหาคนที่ทางธนาคารเชื่อถือมาค้ำประกันให้ โดยบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ร่วมค้ำให้ 40% และธนาคารจะไม่คิดค่าวิเคราะห์โครงการ

2. กู้วงเงิน 5-20 ล้านบาท ผู้กู้ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน 30% และบสย.ร่วมค้ำให้ 40% และธนาคารจะคิดค่าวิเคราะห์โครงการ 0.25-0.50% ของวงเงินกู้

ทั้งนี้ธนาคารออมสินจะพิจารณางบการเงินย้อนหลัง 2 ปี โดยคิดอัตราดอกเบี้ย 2% เป็นเวลา 2 ปี และเมื่อได้รับสินเชื่อ ทางธนาคารก็จะหารเฉลี่ยออกเป็น 6 งวด เพื่อทยอยจ่ายเงินกู้ให้แก่ผู้ประกอบการ การผ่อนปรนดังกล่าวก็จะทำให้เอสเอ็มอีท่องเที่ยวมีโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินได้ เพราะสามารถหาคนที่น่าเชื่อถือมาช่วยค้ำประกันได้ จากเดิมที่จะต้องวางหลักทรัพย์ค้ำประกันเท่านั้น

จากเงื่อนไขที่กล่าวมา ต้องหาคนค้ำประกันที่ธนาคารออมสินสินเชื่อถือ อันนี้ไม่ชัดเจนไม่เป็นรูปธรรม สุดท้ายก็ขอดูงบการเงิน ถ้างบการเงินไม่ดีมีโอกาสไม่ผ่านอีกอยู่ดี หรือผู้ประกอบการ SME บางรายไม่ได้จดทะเบียนนิติบุคคลเอาไว้ ก็กินแห้วได้อยู่ดีล่ะครับ

ขณะนี้สทท.ได้ส่งรายชื่อผู้ขอกู้เงินล็อตแรกให้ทางธนาคารออมสินพิจารณาแล้ว 1,200 ราย มียอดวงเงินสินเชื่อรวมกว่า 4 พันล้านบาท โดยผู้ประกอบการที่ไม่ได้เป็นเอ็นพีแอล ก็จะได้รับการพิจารณาสินเชื่อออกมาก่อน ซึ่งคาดว่าภายในสัปดาห์หน้า ก็น่าจะเริ่มมีการปล่อยสินเชื่อออกมาบ้าง หลังจากรอกันมานาน

อย่างไรก็ตามจริงๆ ความต้องการซอฟต์โลนของ 13 สาขาวิชาชีพท่องเที่ยว รวมกันแล้วอยากได้สินเชื่อรวมกว่า 1.5 แสนล้านบาท การกันวงเงินไว้ 1 หมื่นล้านบาท ก็คงไม่เพียงพอต่อความต้องการ แต่เราก็อยากดูก่อนว่าเฉพาะสินเชื่อ 1 หมื่นล้านบาทท้ายสุดผู้ประกอบการจะได้ซอฟต์โลนจริงเท่าไหร่ เพราะถ้ายังไม่เกิน 1 หมื่นล้านบาท ก็คงจะไม่สามารถเรียกร้องขอให้รัฐกันวงเงินซอฟต์โลนเพิ่มได้

สำหรับมาตรการซอฟต์โลน 5 แสนล้านบาท ที่จะปล่อยสินเชื่อให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในทุกเซ็กเตอร์ โดยผ่านธนาคารพาณิชย์ต่างๆ ตราบใดที่กระทรวงการคลังหรือแบงก์ชาติ ยังไม่ได้มีนโยบายให้ธนาคารพาณิชย์ผ่อนผันหลักเกณฑ์การปล่อยสินเชื่อเอสเอ็มอีท่องเที่ยว ก็คงจะไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อก้อนนี้ได้ เพราะหลักเกณฑ์การพิจารณาการให้สินเชื่อก็เป็นเหมือนการกู้แบบปกติทั่วไป ไม่ได้มีการผ่อนปรนเงื่อนไขการปล่อยสินเชื่อเป็นกรณีพิเศษ

ผมเองจะพยายามติดตามข่าวนี้ มาลงเป็นบทความให้เพื่อนๆ ได้รับรู้รับทราบกันนะครับ ผมบอกเลยว่าธุรกิจท่องเที่ยวตอนนี้ธนาคารยังไงก็ไม่เอา ไม่รู้จะกู้เงินผ่านสักกี่ราย

ที่จะกู้ผ่าน ก็ต้องเป็นลูกค้าที่เจ๋งจริงๆ หรือมีหลักประกันคุ้มมูลหนี้มากๆนะครับ อย่างลูกค้าผมทำโรงแรมที่สมุย เซ็นสัญญากู้ไปแล้วครับ 4 ล้านแต่ยังไม่ได้เงิน เอาใจช่วยนะครับ

ติดตามคลิปดีๆ ในแวดวงการเงิน การธนาคาร และอสังหาริมทรัพย์ ได้ที่ YouTube

และติดตามผมต่อได้ที่ facebook/AntonioAttorney

สนใจให้ผมเป็นที่ปรึกษาการเงินส่วนตัว คลิกเลยครับ

ติดต่อ ผมที่ email : antonioattorney@gmail.com หรือ LineID : @antonioattorney


จากนี้ไป ดอกเบี้ยประเทศไทย จะเตี้ยต่ำ แบบนี้ไปอีกนาน

เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญภาวะถดถอยขั้นรุนแรง ผู้ว่าการแบงก์ชาติชี้ว่า โครงสร้างเศรษฐกิจโลกจะเปลี่ยนไป โจทย์สำคัญจึงอยู่ที่เราจะปรับตัวเข้าสู่โครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ที่กำลังเกิดขึ้นได้เร็วแค่ไหน และหลังโควิด-19 ต้องให้ความสำคัญกับการจัดสรรทรัพยากรใหม่

ชัดเจนแล้วว่า “เศรษฐกิจไทย” กำลังเผชิญกับ “ภาวะถดถอย” ขั้นรุนแรง จนเรียกได้ว่าเป็น “วิกฤติเศรษฐกิจ” รอบใหม่ และเป็นวิกฤติที่อาจหนักกว่า “วิกฤติต้มยำกุ้ง” เมื่อปี 2540 โดยวิกฤติคราวนี้มาในรูปของ “โรคระบาด” ที่เกิดจากไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หรือ “โควิด-19” เป็นการมาแบบที่ไม่มีใครคาดคิดไว้ล่วงหน้า หลายธุรกิจจึงไม่ทันได้ตั้งตัว ที่สำคัญวิกฤติคราวนี้ไม่ใช่เพียงแค่กระทบพื้นฐานเศรษฐกิจเท่านั้น แต่กำลังเขย่า “โครงสร้างเศรษฐกิจ” ของโลกใบนี้ เพราะ “โควิด-19” บีบให้พฤติกรรมของผู้คนเปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง

อาจมีคำถามว่า หลังวิกฤติโควิดผ่านพ้นไป เศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวอย่างไร จะเป็นรูป “V Shape” “U Shape” หรือ “L Shape” ซึ่งสำนักวิจัยทางเศรษฐกิจแต่ละแห่ง มีมุมมองต่อเรื่องนี้แตกต่างกันไป แต่สำหรับธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ “แบงก์ชาติ” แล้ว …มองว่า เศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวในรูป “เครื่องหมายถูก” กล่าวคือ เป็นภาพที่เศรษฐกิจดิ่งลงมาแรง และฟื้นตัวอย่างช้าๆ โดยเฉพาะในช่วงแรกจะมีลักษณะค่อยๆ ซึมขึ้น

ดร.วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการแบงก์ชาติ บอกกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า การจะหวังให้เศรษฐกิจฟื้นตัวแบบ “V Shape” คงยาก! …เพราะการฟื้นตัวในรูปนี้ ส่วนใหญ่เกิดในกรณีที่เศรษฐกิจได้รับผลกระทบเพียงช่วงสั้นๆ ไม่ส่งผลต่อโครงสร้างเศรษฐกิจ แต่สิ่งที่เรากำลังเห็นหลังโควิด คือ โครงสร้างเศรษฐกิจโลกจะเปลี่ยนไป โจทย์สำคัญจึงอยู่ที่เราจะปรับตัวเข้าสู่โครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ที่กำลังเกิดขึ้นได้เร็วแค่ไหน ถ้าเราปรับตัวเข้ากับโครงสร้างใหม่ได้เร็ว เศรษฐกิจก็คงฟื้นตัวแบบวีเชฟได้ แต่ถ้าไม่ เศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวคล้ายกับรูปเครื่องหมายถูก

ผู้ว่าการแบงก์ชาติ ประเมินว่า หลังโควิด โครงสร้างเศรษฐกิจจะเปลี่ยนไปพอสมควร แต่คงไม่ถึงขั้นเกิดการทวนกระแสของโลกาภิวัตน์ (deglobalization) เพียงแต่จะเป็นโลกาภิวัตน์ในรูปแบบใหม่ๆ เพราะโครงสร้างเศรษฐกิจโลกยังไงก็ยังมีความเชื่อมโยงกันสูง ความเชื่อมโยงใหม่อาจมาในรูปของดิจิทัลที่มากขึ้น มีลักษณะเป็น digital based globalization …ในฝั่งของ “supply chain” ก็เช่นกัน คงเกิดการเปลี่ยนแปลงในลักษณะที่พึ่งพากันเองในภูมิภาคมากขึ้น ดังนั้นภาพของ globalization อาจจะกลายเป็น regionalization ก็เป็นได้ โดยแต่ละอุตสาหกรรมจะมีการเปลี่ยนแปลงที่แตกต่างกันออกไป

การเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้น แน่นอนว่าเป็นโจทย์ท้าทายเศรษฐกิจไทย โดย ดร.วิรไท บอกว่า สิ่งที่ประเทศไทยต้องให้ความสำคัญหลังวิกฤติโควิด คือ การจัดสรรทรัพยากรใหม่ ไม่ว่าจะเป็น ทุน คน หรือแม้แต่เครื่องจักร เราต้องมีกระบวนการในการปรับตัวเพื่อเข้าสู่เศรษฐกิจรูปแบบใหม่ ต้องพัฒนาทักษะของแรงงานให้เข้ากับยุคดิจิทัล ต้องจัดสรรทรัพยากรเพื่อให้เราปรับตัวสู่โลกใหม่ได้เร็วที่สุด เพราะยิ่งช้า ยิ่งมีต้นทุนสูง และยังกระทบต่อความสามารถการแข่งขันในระยะยาวด้วย อีกประเด็นที่ ผู้ว่าการแบงก์ชาติ ฝากไว้ คือ โลกหลังโควิด “ดอกเบี้ย” จะทรงตัวในระดับต่ำไปอีกนาน ดังนั้นการให้ความสำคัญกับการดูแลเสถียรภาพระบบการเงิน จึงเป็นเรื่องสำคัญ

เครดิตเนื้อหาบทความ จาก กรุงเทพธุรกิจ

ติดตามคลิปดีๆ ในแวดวงการเงิน การธนาคาร และอสังหาริมทรัพย์ ได้ที่ YouTube

และติดตามผมต่อได้ที่ facebook/AntonioAttorney

สนใจให้ผมเป็นที่ปรึกษาการเงินส่วนตัว คลิกเลยครับ

ติดต่อ ผมที่ email : antonioattorney@gmail.com หรือ LineID : @antonioattorney

หนี้สาธารณะของไทย ยังกู้ต่อได้อีก ใส่เต็มๆ ใส่ยาวๆ กันเลย

ตอนนี้ ทุกรัฐบาลทั่วโลก ต่างอัดฉีดเงินเข้าระบบ ส่งเงินตรงถึงมือประชาชน ทุกระดับชนชั้น รวมถึงรัฐบาลไทยเอง และแบงค์ชาติ ก็ได้ออก พรก. กู้เงิน 1.9 ล้านล้านบาท ซึ่งหลายคนก็เป็นห่วง ว่าหนี้สินของประเทศมันจะยิ่งพอกพูนขึ้นไปอีกมากน้อยแค่ไหน ตอนนี้ หนี้สาธารณะของไทยอยู่ที่ 40% ของ GDP นักวิชาการยังสนับสนุนให้กู้ได้อีกจนถึง 60% ของ GDP ลองดูกันว่าที่ผ่านมา รัฐบาลไทยที่ผ่านพ้นในช่วงวิกฤตต่างๆ กู้เงินกันมาเท่าไหร่กันบ้าง

(1) ช่วงวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2541 ที่ภาครัฐกู้เงินกว่า 1 ล้านล้านบาทภายใต้ 3 พ.ร.ก. คือ พ.ร.ก. กู้เงินจากต่างประเทศเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ 2 แสนล้านบาท พ.ร.ก. กู้เงินเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของระบบสถาบันการเงิน 3 แสนล้านบาท และ พ.ร.ก. ช่วยเหลือกองทุนฟื้นฟูฯ 2 ฉบับ วงเงิน 5 แสนล้านบาท และ 7.8 แสนล้านบาท 

(2) ช่วงวิกฤตการเงินโลกปี 2552 ที่ภาครัฐต้องออก พ.ร.ก. กู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงของเศรษฐกิจ (ไทยเข้มแข็ง) 4 แสนล้านบาท และ 

(3) ช่วงหลังน้ำท่วมครั้งใหญ่ปี 2554 ภาครัฐได้ออก พ.ร.ก. กู้เงินเพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ 3.5 แสนล้านบาท และ พ.ร.ก. soft loan ของแบงก์ชาติอีก 3 แสนล้านบาท 

การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 (COVID-19) เกิดขึ้นทั่วโลกแค่ช่วงไม่กี่เดือนมานี้ ประเทศที่ไม่คิดว่าจะเกี่ยวข้องเพราะอยู่ไกลคนละซีกโลกจากจีนที่เป็นจุดเริ่มต้นการระบาดกลับเจอหนักยิ่งกว่า ประเทศที่เหมือนจะคุมสถานการณ์ได้ก็กลับน่าเป็นห่วงขึ้นอีก เราจึงเห็นภาครัฐทั่วโลกระดมสรรพกำลังเครื่องมือการเงินการคลังเพื่อเยียวยาและช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อนอย่างเต็มที่ วันนี้จึงอยากชวนท่านผู้อ่านตั้งคำถามว่า ภาครัฐจะระดมยิงกระสุนปืนบาซูการบกับวิกฤตโควิดได้อีกมากแค่ไหน และเท่าไรถึงจะเพียงพอ?

สังเกตได้ว่าภาครัฐทั่วโลกยิงบาซูกาขนาดใหญ่ออกมาไล่เลี่ยกัน เพราะเริ่มเห็นแล้วว่า วิกฤตโควิดส่งผลกระทบเร็ว แรง และลึกกว่าวิกฤตที่เคยเจอมา เพราะทำให้เกิดวิกฤตสุขภาพของผู้คนที่ไปโยงให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจที่ทุกภาคส่วนได้รับผลกระทบ จากมาตรการล็อคดาวน์หยุดกิจกรรมชั่วคราวเพื่อลดการระบาด ล่าสุด ณ ต้นเดือน เม.ย. 63 นี้ วงเงินมาตรการทางการคลังที่หลายประเทศประกาศออกมามีขนาดใหญ่กว่าร้อยละ 10 ของ GDP และใหญ่กว่าที่เคยใช้ในวิกฤตครั้งก่อนๆ แล้ว เช่น อังกฤษ (18%) ฝรั่งเศส (15%) เยอรมัน (14%) อิตาลี (13%) สหรัฐฯ ญี่ปุ่น  (11%) ทั้งนี้ยังไม่รวมวงเงินมาตรการการเงินอื่นๆ ที่ค่อนข้างสูงมาก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการเพิ่มสภาพคล่องในตลาดการเงิน 

ในกรณีไทย ถ้าดูขนาดมาตรการดูแลและเยียวยา COVID-19 ระยะที่ 3 วงเงิน 1.9 ล้านล้านบาท คิดเป็น 10% ของ GDP ก็นับว่าเป็นวงเงินที่ใหญ่กว่าวิกฤตในอดีตเช่นกัน ซึ่งรวมเอา พ.ร.ก. กู้เงินเพื่อการเยียวยาและดูแลเศรษฐกิจ 1 ล้านล้านบาท พ.ร.ก. soft loan เน้นดูแลธุรกิจ SMEs ของแบงก์ชาติ 5 แสนล้านบาท และ พ.ร.ก. ดูแลเสถียรภาพภาคการเงินของแบงก์ชาติอีก 4 แสนล้านบาทไว้ด้วยกัน เพื่อดูแลทั้งภาคเศรษฐกิจจริงและภาคการเงิน

ภาครัฐแต่ละประเทศจะเร่งทำอะไรเพิ่มได้อีกแค่ไหนขึ้นกับพื้นที่เครื่องมือนโยบายที่ยังเหลือ หลังจากที่ได้ทุ่มทรัพยากรกู้เงินเพื่อแก้ปัญหาวิกฤตรอบก่อนๆ ไว้ ด้านเครื่องมือการคลัง กรณีประเทศที่ยังไม่ทันได้สะสางคืนหนี้เดิมที่ภาครัฐเคยก่อไว้ ก็อาจเห็นเครื่องมือการคลังติดเพดานหนี้สาธารณะที่สูงอยู่แล้วตั้งแต่ก่อนรับมือกับ COVID-19 เช่น อิตาลี สเปน ญี่ปุ่น สหรัฐฯ กรณีประเทศที่มีวินัยได้ทยอยสะสางหนี้เก่าให้ฐานะการคลังเข้มแข็งพร้อมรับมือวิกฤตครั้งใหม่ได้เต็มที่ ก็จะสามารถช่วยดูแลเยียวยาประชาชนได้มาก เช่น เยอรมัน ด้านเครื่องมือการเงิน บางประเทศใช้เครื่องมือพิเศษที่เคยใช้มาก่อนหน้านี้ เช่น การอัดฉีดสภาพคล่องเข้าระบบเศรษฐกิจการเงิน (quantitative easing : QE) ในขนาดใหญ่ขึ้น เช่น สหรัฐ (กลับมาใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ยใกล้ศูนย์อย่างรวดเร็ว และเพิ่ม QE “whatever it take”) สหภาพยุโรป (ยังคงนโยบายอัตราดอกเบี้ยติดลบ แต่เพิ่ม QE โดยมองว่า “Extraordinary times require extraordinary action.”) ธนาคารกลางบางประเทศเริ่มใช้เครื่องมือใหม่หลังเครื่องมืออัตราดอกเบี้ยเข้าใกล้ 0% เช่น ออสเตรเลีย (ลดดอกเบี้ยเหลือ 0.25% และเริ่มใช้ yield curve control คุมอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรอายุ 3 ปี) และนิวซีแลนด์ (ลดดอกเบี้ยเหลือ 0.25% และเริ่มใช้ QE) จึงพอเห็นได้ว่าตอนนี้พื้นที่ของเครื่องมือการเงินการคลังแต่ละประเทศเหลือไม่เท่ากัน ภาครัฐจะยิงกระสุนใหม่ได้แค่ไหนอาจต้องดูยอดคงค้างภาระเก่าของภาครัฐด้วย ซึ่งดูได้จากระดับหนี้สาธารณะและขนาดงบดุลของธนาคารกลางที่ใช้ทำ QE ว่าจะสร้างภาระใหม่เพื่อออกมาตรการเพิ่มได้อีกแค่ไหน

สำหรับไทย เครื่องมือนโยบายน่าจะยังใช้ได้อีกพอสมควร พื้นที่การคลังยังเหลือภายใต้เพดานหนี้สาธารณะ 60% ของ GDP ที่ไทยใช้มานานและไม่เคยสูงเกินเพดานนี้ อีกทั้งยังไม่ค่อยใช้เครื่องมือการเงินพิเศษเหมือนในหลายประเทศด้านเครื่องมือการคลัง ยังดีที่ประเทศไทยมีวินัยการคลังช่วยคุมให้ภาครัฐก่อหนี้ใหม่ก้อนใหญ่ได้แค่บางโอกาสที่จำเป็นฉุกเฉินจริงๆ ทำให้หนี้สาธารณะต่อ GDP ของไทยยังต่ำอยู่มากเมื่อเทียบกับประเทศอื่น แม้ในอดีตภาครัฐไทยเคยต้องรับภาระชดใช้ความเสียหายในภาคการเงินสมัยวิกฤตต้มยำกุ้งไว้สูงมาก ทำให้หนี้สาธารณะพุ่งจาก 15% ของ GDP จนใกล้ 60% ของ GDP ในช่วงต้นวิกฤต แม้ปัจจุบันจะยังเคลียร์หนี้ก้อนนี้ไม่หมด แต่ก็ทยอยจ่ายคืนจนหนี้ลดลงไปมากแล้ว หนี้สาธารณะตอนนี้จึงเหลือราวๆ 40% ของ GDP ด้านเครื่องมือการเงิน แม้เครื่องมืออัตราดอกเบี้ยนโยบายจะเหลือใช้ได้อีกไม่มากหลังลดดอกเบี้ยจนต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ แต่เร็วๆ นี้ก็เริ่มเห็นเครื่องมือใหม่ออกมาเสริมให้การปรับลดดอกเบี้ยผ่านไปยังระบบสถาบันการเงินได้ผลมากขึ้น ทั้งมาตรการการเงินช่วยเสริมสภาพคล่องและเร่งปรับโครงสร้างหนี้ให้ลูกหนี้ พ.ร.ก. soft loan สินเชื่อใหม่ดอกเบี้ยต่ำ การลดอัตราเงินนำส่งเข้ากองทุนฟื้นฟูฯ ช่วยให้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้สถาบันการเงินลดลงทันที 0.4% 

ถึงตอนนี้วิกฤตโควิดได้สร้างแผลบาดลึกไปทั่วโลกและยังไม่มีใครฟันธงได้ว่าจะยาวนานแค่ไหน การที่ผู้คน “อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ” ยอมเจ็บแล้วจะจบหรือไม่? ภาครัฐยิงบาซูกาแล้วจะพอใช้หรือไม่? จึงยังเป็นคำถามที่ตอบได้ยาก ภาครัฐคงต้องติดตามประเมินสถานการณ์วันนี้และวันหน้าเพื่อปรับมาตรการให้เพียงพอรองรับ แต่ที่สำคัญคือ เราต่างมีส่วนช่วยลดความรุนแรงและช่วงเวลาของวิกฤตครั้งนี้ได้ด้วยการไม่ประมาท ตั้งการ์ดป้องกันเชื้อไวรัสให้ดี ซึ่งจะช่วยลดภาระรายจ่ายประเทศ ช่วยให้ทรัพยากรเงินดูแลเยียวยาที่มีจำกัดและมีต้นทุน ใช้ตรงกลุ่มผู้เดือดร้อนได้เร่งด่วนจริงๆ เราทุกคนจึงช่วยลดผลกระทบของวิกฤตครั้งนี้ได้ ด้วยการเว้นระยะห่างทางสังคมและรักษาสุขอนามัย ปรับตัวหาช่องทางสร้างรายได้ ช่วยผู้ที่เดือดร้อนกว่าในวิสัยที่ทำได้ ก็จะช่วยภาครัฐให้ยิงบาซูกาออกมาพอใช้ได้ในทางอ้อม

ผู้เรียบเรียง Antonio Attorney

เครดิตผู้เขียน

ดร.ฐิติมา ชูเชิด 
ฝ่ายนโยบายการเงิน

ติดตามคลิปดีๆ ในแวดวงการเงิน การธนาคาร และอสังหาริมทรัพย์ ได้ที่ YouTube

และติดตามผมต่อได้ที่ facebook/AntonioAttorney

สนใจให้ผมเป็นที่ปรึกษาการเงินส่วนตัว คลิกเลยครับ

ติดต่อ ผมที่ email : antonioattorney@gmail.com หรือ LineID : @antonioattorney