เข้าใจกฎ 4 ข้อ ก่อนลงทุนอสังหาริมทรัพย์ให้เช่า

หลายๆคน อยากลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ เพราะว่า เชื่อในทฤษฎีที่ว่า อสังหาริมทรัพย์ มีแต่จะเพิ่มมูลค่าขึ้นเรื่อยๆ ตามกาลเวลา มีหลายคนพูดกันว่า ที่ดินมีอย่างจำกัด ไม่มีใครสร้างที่ดินเพิ่มได้ ฉะนั้นยิ่งเวลาผ่านไป มูลค่าที่ดินย่อมสูงขึ้น ความเชื่อนี้ ทำให้หลายคน หลงใหล อยากที่จะลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ แต่ช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีกระแสมาแรงมาก แนะนำให้ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ประเภทคอนโดหรือบ้านให้เช่า เรามักจะมีคำพูดสวยหรู ที่นิยามคำว่า Passive Income อยู่เฉยๆ ก็มีเงินใช้ไม่ต้องทำอะไร มันโคตรง่าย แต่หลายคน ที่ยังไม่ได้ศึกษาหาข้อมูลที่เจาะลึก ก็จะได้รับความเสียหายจากการลงทุน ที่ไม่ละเอียดรอบคอบ ใช้อารมณ์ ความรู้สึก ตามกระแสกันไป หลายคนเป็นหนี้เสีย จากเป็นคนที่มีประวัติเครดิตดี กู้อะไรก็ผ่าน หน้าที่การงาน เงินเดือน รายได้ดี สุดท้าย กลายเป็นหนี้สินพะรุงพะรัง ทรัพย์สินหรืออสังหาฯ บ้าน คอนโด ที่กู้มาเพื่อปล่อยเช่า หวังว่า จะเป็นเครื่องมือผลิตเงิน สร้าง Passive Income ให้กับตัวเองได้ สุดท้ายมาเป็นเครื่องมือทำลายล้างตัวเองแทน บทความวันนี้ ผมจะมาเล่าให้ฟังนะครับว่า ก่อนที่เราคิดจะลงทุนอสังหาริมทรัพย์เพื่อเช่า รูปแบบที่เราจำเป็นต้องกู้เงินธนาคารมา ต้องพิจารณาอะไรบ้าง แบ่งเป็น 4 หัวข้อหลัก ดังนี้ครับ

1. รายได้ แน่นอนครับ คุณลงทุนอสังหาริมทรัพย์เพื่อให้เช่า รายได้คุณมาจากค่าเช่าแน่นอน ข้อนี้คงไม่ต้องอธิบายอะไรกันมาก จำไว้นะครับ เก็บค่าเช่าเดือนละเท่าไหร่ จดไว้ ข้อแรกนี้ดูเหมือนจะง่าย แต่ไม่ง่ายนะครับ เช่น หากคุณคิดว่า คุณจะให้เช่าคอนโดเดือนละเท่าไหร่ ผมบอกว่าคุณคิดผิด คุณไม่สามารถตั้งราคาเช่าเองได้ โดยไม่ดูราคาตลาดเลย คุณต้องศึกษาหาข้อมูลก่อนว่า คอนโดขนาดพื้นที่เท่ากับห้องของคุณ หรือ บ้านที่มีพื้นที่ หรือเนื้อที่ ใกล้เคียงกับบ้านของคุณ ในทำเลเดียวกัน หรือ ตึกโครงการเดียวกัน คนอื่นเขาให้เช่ากันเดือนละเท่าไหร่ คุณก็คุณก็ตั้งราคาได้แค่ประมาณนั้นละครับ


ต่อมา คุณได้ตัวเลขค่าเช่าตัวเลขหนึ่งในใจเรียบร้อย คุณอย่าเข้าใจผิดนะครับว่า พอคุณได้ตัวเลขมาแล้ว คุณสามารถเอามาตั้งเป็นตัวเลขรายได้จากค่าเช่าที่จะต้องได้ทุกเดือนทันที ผมบอกเลยครับว่า เป็นไปได้ค่อนข้างยาก ผมจะอธิบายให้คุณสัมผัสเรื่องจริงที่มันเป็นจริงๆไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน คุณจะไม่มีคนเช่าตลอด ตั้งแต่คุณเริ่มซื้อคอนโดมา หรือซื้อบ้านหลังนั้นมา ไม่ใช่ซื้อปุ๊บเดือนถัดมามีคนเช่าปั๊บทันที เป็นไปไม่ได้ หากคุณอยากมีคนเช่าเร็ว คุณอาจต้องใช้มืออาชีพ คือนายหน้า เพื่อหาคนเช่าให้คุณ คุณจะต้องเสียค่านายหน้าให้เขา 1 เดือน หากเขาหาคนเช่าให้คุณได้ 1 ปี สมมุตินะครับคุณจะให้คนเช่าเดือนละ 10,000 บาท ผมจะประมาณให้อย่างนี้นะครับ 5 ปีจะมีคนเช่าคุณ 3 ปี คือ 60 เดือน จะมีคนเช่าแค่ 36 เดือน แล้วจากการที่คุณมีคนเช่า 36 เดือนเท่ากับ 3 ปีคุณจะต้องเสียค่านายหน้าปีละ 1 ครั้งเท่ากับค่าเช่าคุณจะหายไป 3 เดือน จะเหลือแค่ 33 เดือน คุณก็เอา 33 เดือน คูณด้วยเงิน 10,000 บาท เท่ากับเป็นเงิน 300,000 บาท หารด้วย 60 เดือน เท่ากับเดือนละ 5,500 บาท เองครับ ครับนั่นแหละครับ คือค่าเช่าที่เป็นจริงที่สุด ที่คุณจะได้รับ ตอนนี้เป็นไงครับ เริ่มถอดใจในการทำธุรกิจนี้แล้วหรือยังครับ ไม่ใช่ว่าคุณมีคนเช่าเดือนละหมื่นแล้วคุณจะประมาณได้นะครับว่าคุณจะได้ค่าเช่าเดือนละหมื่นคุณลองคิดแบบเรียลลิสติกที่เป็นเรื่องจริงตามที่ผมบอกนี่แหละ สุดท้ายคุณยังสู้ต่อไปคุณก็ไปดูข้อสอง
แล้วไปดูในหัวข้อ ถัดไปครับ

2. รายจ่ายหรือค่าใช้จ่าย รายจ่ายที่เกิดจากการให้เช่า มีอะไรบ้าง เช่น ค่าอินเทอร์เน็ตรายเดือน ค่าส่วนกลาง ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง หากคุณมีบ้านเกิน 1 หลังคุณต้องเสียภาษีส่วนนี้ สุดท้ายค่าซ่อมบำรุง อันนี้ไม่ใช่งบรีโนเวทนะครับ คือค่าซ่อมบำรุง คุณต้องเผื่อไว้ว่า คุณจะซ่อมบำรุงบ้าน หรือ คอนโด ในกรณีที่มีคนเช่า เฉลี่ยเดือนละประมาณเท่าไหร่ จากสูตรที่ผมเคยศึกษามา ค่าซ่อมบำรุงส่วนนี้คุณควรจะเตรียมประมาณไว้ที่ 2% ของมูลค่าสิ่งปลูกสร้าง เช่น คอนโดคุณ ราคาประมาณ 5 ล้านบาท คุณอาจจะตีประมาณไว้สูงสุดที่ 2% คือ 100,000 บาทเฉลี่ยเท่ากับเดือนละประมาณ 8-9 พันต่อเดือน ถ้าคุณคิดว่าอาจจะมากไป ลองปรับลดลงดูครับ แต่คุณควรเผื่อค่านี้ไว้จริงๆมันเป็นต้นทุนของคุณอย่างแน่นอน ยังมีอีกหนึ่งข้อ ค่าใช้จ่ายสุดท้ายคืออะไรหรือเปล่าครับ ค่างวดผ่อนธนาคารครับ

3. Cash flow กระแสเงินสด ตั้งแต่ที่ผมบอกมาในข้อ 2 นี้ มีทุกค่าอะไรค่าอะไรต่อค่าอะไรบ้าง คุณต้องบวก แล้วรวมยอดดูครับ มันมากกว่า หรือน้อยกว่าค่าเช่าที่คุณจะได้ครับ ถ้าคุณเอาข้อ 1 ลบด้วยข้อ 2 คือ รายได้ลบด้วยค่าใช้จ่ายยังเหลือเป็นบวก คุณไปต่อครับ แต่ผมก็สงสัยนะครับว่า จะมีเป็นบวกจริงหรือเปล่า อันนี้ผมบอกเลยว่าอาจจะน้อยมากที่หายอดเป็นบวกได้ ใครได้ค่าเช่ามากกว่าค่าใช้จ่าย ไปฟังข้อ 4 ต่อครับ

4. ROI ROI คือ Return on Investment การที่คุณมาพิจารณาข้อสุดท้ายคือข้อ 4 ROI จะสามารถให้หลักการเปรียบเทียบได้ว่าคุณควรจะลงทุนกับทรัพย์สินนี้หรือเปล่า แปลเป็นภาษาไทยก็คือ ผลตอบแทนจากการลงทุนเมื่อเทียบกับเงินทุนที่คุณลงไป ผมตอบแทนจากการลงทุนก็คือข้อที่ 3 ข้อที่ 3 ตัวเลขที่คุณได้ผลลัพธ์คือ รายรับมากกว่ารายจ่ายเดือนละเท่าไหร่ ให้คุณคิดเป็นรายปีโดยเอา 12 คูณ เช่น คุณมีรายรับมากกว่ารายจ่ายเฉลี่ยเดือนละ 3,000 บาท เท่ากับปีละ 36,000 บาท ที่นี่เท่ากับคุณได้ตัวตั้งแล้วนะครับ คือ 36,000 บาท ที่นี่มาดูตัวหารกันครับ ตัวหารก็คือเงินที่คุณลงทุนไปกับทรัพย์สินชิ้นนี้

แน่นอนครับคุณกู้ธนาคาร ฉะนั้นเงินที่คุณลงทุนจริงๆ เป็นเพียงแค่เงินดาวน์ หรือเงินมัดจำเท่านั้น ไม่ใช่มูลค่าคอนโด หรือมูลค่าบ้าน คุณดาวน์ หรือมัดจำเท่าไหร่ ก็แค่นั้นล่ะครับ จำนวนเงินที่คุณลงทุน เช่น บ้านหลังนี้ราคา 5 ล้าน คุณดาวน์ไป 5% ก็เท่ากับ 250,000 บาท เงินลงทุนส่วนที่ 2 คุณมีการรีโนเวท บ้านหรือ คอนโดชิ้นนี้หรือเปล่า ถ้ามี บวกเข้าไปครับ ต่อมาต้นทุนอื่นๆที่มันเกิดขึ้น จากการที่คุณซื้อบ้าน หรือคอนโด บวกเข้าไปครับ สุดท้ายคุณจะได้จำนวนเงินอยู่ 1 ก้อน คุณเอาเงินจำนวน 36 หารด้วยต้นทุนที่คุณลงทุนไปทั้งหมด แล้วลองดูครับว่าเท่ากับกี่เปอร์เซ็นต์ เช่น ตัวเลขออกมาที่ 3%

สุดท้าย ผมจะสรุปให้ฟังแบบนี้นะครับ ตัวเลขเกิดมาจากค่า ROI เป็นจำนวนกี่เปอร์เซ็นต์ก็ตาม เมื่อคุณได้ตัวเลขผลลัพธ์ คุณจะใช้วิจารณญาณของคุณ ตัดสินใจเองว่า คุณควรจะลงทุนกับทรัพย์สินชิ้นนี้หรือเปล่า แต่ตัวเลข ROI มันไม่ใช่กำไรนะครับ ถ้าคุณมองโลกในแง่ดี ตัวเลข ROI แค่ 1-3% คุณก็อาจจะรับได้ สุดท้าย ถ้าคุณยังสามารถที่จะประคับประคองให้มันดำเนินไปได้แบบนี้เรื่อยๆคุณก็ยังมีผลตอบแทนที่เป็นบวกสม่ำเสมอถึงแม้จะน้อยก็ตาม แต่สุดท้ายคุณจะไปได้กำไรตอนที่คุณขายทรัพย์สินนั้นๆออกไป มูลค่าทรัพย์สินมันจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆตามระยะเวลา ภาระหนี้ของคุณ ที่คุณกู้มามันจะลดลงเรื่อยๆตามระยะเวลาเช่นกัน ฉะนั้นในระยะยาวคุณจะมีแต่กำไรแน่นอนครับ

แต่สุดท้ายครับ ผมถามจริงๆเถอะว่าคุณจะหาทรัพย์ที่เป็นไปตามกฎ 4 ข้อนี้ ที่ผมบอกได้จริงหรือเปล่า ผมว่าคุณอาจจะตกมาตั้งแต่ข้อที่ 3 แล้วคือ รายรับมันน้อยกว่ารายจ่าย ซึ่งเท่ากับว่าคุณไม่ควรลงทุน ก็สุดท้ายนี้้ ขอให้เพื่อนๆ ทุกคนโชคดีนะครับ กับการที่หาอสังหาริมทรัพย์ลงทุนแล้วมันจะสร้างความร่ำรวยให้คุณในอนาคตได้ตามที่คุณฝันขอให้โชคดี


แก้หนี้ สร้างหนี้ เราจัดการให้
ติดต่อ LineID : @antonio

ติดตามคลิปดีๆ ในแวดวงการเงิน การธนาคาร และอสังหาริมทรัพย์ ได้ที่ Youtube

และติดตามผมต่อได้ที่ Facebook/AntonioAttorney.Company

สนใจให้ผมเป็นที่ปรึกษาการเงินส่วนตัว คลิกเลยครับ

ดูคลิปพิเศษจาก Antonio https://bit.ly/3wqjila

ติดต่อ ผมที่ email : antonioattorney@gmail.com หรือ LineID : @antonioattorney

ที่ปรึกษาสำหรับ ผู้ประกอบการ SME แก้หนี้ หรือ ขอกู้เงิน สินเชื่อ คลิกเลยครับ Antonio SME

แก้หนี้

15 สิ่งที่ คนรวยรู้ เกี่ยวกับการหาเงิน ถ้าคุณรู้ คุณก็รวยได้

การสร้าง หรือ หาเงิน ของคนรวย คนรวยจะเข้าใจ กฏ 15 ข้อนี้ เป็นอย่างดีครับ และเนื้อหาในบทความนี้ จะเป็นระดับเนื้อหาที่ คุณต้องมีระดับความเข้าใจ ความรู้ และระดับเงินทุนบ้างแล้วพอสมควรนะครับ คุณถึงจะทำได้ครบทั้ง 15 ข้อ นี้ แต่ถ้าหากคุณยังไม่มีพื้นฐานความรู้ หรือเงินทุนมาบ้าง ก็ฟังไว้ แต่อาจจะยังเริ่มไม่ได้นะครับ ต้องใช้เวลา สะสมทุน และประสบการณ์ไปอีกสักระยะครับ แต่สำหรับคนที่พร้อมแล้ว หรือ ยังไม่พร้อมแต่อยากรู้ ก็เริ่มกันเลยครับ

1. การเสียภาษี ข้อแตกต่างระหว่าง บริษัท กับ บุคคล คือ หากคุณมีรายได้อยู่ในระดับสูง คุณรู้ไหมครับว่า ภาษีบุคคลธรรมดา ตอนนี้ เสียอยู่ที่ อัตรา 35% ส่วนภาษีนิติบุคคล เสียอยู่ที่เพียง 20% เท่านั้น เริ่มเห็นข้อแตกต่างกันบ้างหรือยังครับ

1.1 บริษัทมี รายได้ หัก ต้นทุนสินค้าหรือบริการ หัก ค่าใช้จ่าย เหลือ คือ กำไร ที่ต้องจ่ายภาษี ต้นทุนสินค้า ค่าใช้จ่าย ค่าโทรศัพท์ น้ำมันรถ ค่าน้ำ ค่าไฟ พาลูกค้าไปเลี้ยงทานข้าว ดอกเบี้ยผ่อนรถ คุณเอามาเป็นค่าใช้จ่ายได้ทั้งหมด หักแล้วเหลือกำไร ถึงค่อยเสียภาษี
1.2 บุคคลธรรมดา รายได้ หักค่าใช่จ่ายได้ 50% แต่ไม่เกิน 100,000 หักลดหย่อน หักประกันสังคม กองทุนต่าง ที่เหลือ ก็เสียภาษี ค่าใช้จ่ายไม่ได้หักตามจริง ราคาลดหย่อนก็ได้เพียงน้อยนิด สรุปคือบุคคลธรรมดารายได้ตามจริง แต่ค่าใช้จ่าย ค่าลดหย่อนไม่ตามจริง

ลองดูสิครับว่า บุคคลธรรมดาเสียเปรียบ บริษัทนะครับ แต่คุณก็อาจจะเถียงว่า เปิดบริษัท ยุ่งยาก เสียเงินค่าทำบัญชี เยอะแยะ น่ารำคาญ แต่หากคุณเข้ามาอ่านบทความนี้ แสดงว่าคุณต้องมีความต้องการที่จะรวย ถูกต้องไหมครับ นั่นแปลว่า คุณต้องมีรายได้สูง ฉะนั้นเตรียมตัวการเสียภาษีอย่างฉลาดดีกว่าไหมละครับ

2. การทำเงิน คือการสร้างระบบ ไม่ใช่การทำเงิน คือการทำงาน การทำเงินคือ คุณต้องไขปริศนา หาคำตอบ และรวบรวมชิ้นส่วนระบบย่อย ในปริศนานั้นๆ แล้วสร้างระบบของตัวเองให้ได้ ส่วนคนจน รู้อย่างเดียวคือ ทำงานเพื่อแลกกับเงิน เอาแรงกาย แรงสมอง และเวลา แลกกับผลตอบแทน ความหมายคือ คนรวย จะสร้างระบบห่วงโซ่ เพื่อสร้างเงิน แต่คนจนจะเป็นเพียงแค่ชิ้นส่วนในระบบของคุณ

ไอเดียดี แต่ปฏิบัติไม่ได้ มีค่าเท่ากับ 0

“ทุกๆ คนก็มีไอเดียดีกันทั้งนั้น ไอเดียที่ดี ก็ต้องมีการลงมือปฏิบัติที่ดีด้วย
มีไอเดียดี แต่ปฏิบัติไม่ได้จริง ก็มีค่าเท่ากับศูนย์ “

3. ยังหาเงินได้ แม้ขณะที่คุณหลับ เพราะเวลา ข้อกำหนดต่างๆ จะเป็นกำแพง หรือเพดาน กลั้นความร่ำรวยของคุณ คุณต้องไม่เป็นเครื่องจักรในการผลิตเงิน แต่คุณต้องเป็นผู้สร้างเครื่องจักรในการผลิตเงินแทน คุณควรจะเป็นผู้สร้างระบบ ไม่ใช่เป็นเพียงชิ้นส่วนในระบบ

4. คุณจะใช้ความพยายามเท่ากัน เพื่อหาเงิน 50,000 / 1,000,000 ดีละ หากคุณไขปริศนาของระบบ และคิดสร้างระบบของตัวเองขึ้นมาได้แล้ว ทำไมคุณไม่สร้างระบบ และหวังผลตอบแทนที่มันสูงไปเลยละ แทนที่จะเสียเวลา 8 ชม. เท่ากัน ขายของเพื่อได้กำไรวันละ 1,000 ทำไมไม่คิดสร้างระบบ แล้วได้เงินวันละ 10,000 แทนละ

5. ไอเดีย ความคิดที่จะมีมูลค่าได้ มันต้องสร้างเงินล้านขึ้นให้ได้ก่อน กำลังจะบอกว่า ทุกๆ คนก็มีไอเดียดีๆกันทั้งนั้น ไอเดียที่ดี ก็ต้องมีการลงมือปฏิบัติที่ดีด้วย มีไอเดียดี แต่ปฏิบัติไม่ได้จริง ก็เท่ากับมีค่าเป็นศูนย์ ลองคิดดู ทำไม? Google ชนะ Yahoo Facebook ชนะ Myspace หรือ Starbucks ยังคงชนะทุกสมรภูมิร้านกาแฟ ผมกำลังจะบอกว่า ไอเดีย คือ จุดเริ่มต้นที่ดี แต่ ความสำเร็จเกิดจากการที่คุณ สามารถทำมันได้ ตามไอเดียหรือความคิดที่คุณคิดมันขึ้นมา และทำมันได้แบบต่อเนื่อง ในระดับประสิทธิภาพสูงเป็นระยะเวลานาน นั่นคือ ความเพียรที่คุณต้องมี นี่คือสิ่งสำคัญกว่า มาทีหลังแต่รักษาระดับการให้บริการ การทำงานที่ดี ทำได้แบบไม่ตกมาตรฐาน ด้วยความเพียรพยายามที่ยาวนนาน และต่อเนื่อง อันนี้สำคัญที่สุด

6. แทนที่จะลดต้นทุน คุณต้องหาทางเพิ่มรายได้ ใช้เวลาประชุมกันหลายชั่วโมง เพื่อหาทางประหยัดเงินให้บริษัท 5,000 แทนที่จะเอาเวลาไปคิดระบบ สร้างรายได้ ดีกว่าไหม แทนที่จะเสียเวลาเพื่อประหยัดเงิน เอาเวลานั้นไปหาเงินดีกว่า รายจ่ายมีข้อจำกัดในการตัดมัน แต่รายได้ ไม่มีข้อจำกัดในการหานะครับ

7. Passive Income 100 บาท มีมูลค่ามากกว่ารายได้จากการทำงาน 1,000 บาท บางคนเถียงว่า เงิน 1,000 มันจะด้อยค่ากว่าเงิน 100 ได้อย่างไร แต่ถ้าคุณพิจารณาให้ดี เงิน 100 ที่มาจากรายได้แบบ passive คุณไม่ต้องทำงานก็ยังได้ คุณก็ยังสามารถมีรายได้จากมัน รายได้จากการทำงาน มันจะกักขังคุณด้วย อิสระ เวลา สถานที่

8. 50% ของรายได้ คุณต้องเอาไปลงทุน หากคุณเริ่มมีเงินมากพอ ที่เหลือจากการดำรงชีพ คุณควรลงทุนให้มากที่สุด หุ้น กองทุน อสังหา คุณอย่าเพิ่งเปลี่ยนแปลงชีวิตให้หรูหรามากนัก เอาเงินไปลงทุนก่อน คุณอยากรู้ไหมว่าคุณต้องมีเงินเท่าไร คุณถึงจะมีอิสระภาพทางการเงิน คำตอบคือ คุณรู้ไหม ว่าคุณจะอยู่ได้ด้วยเงินเท่าไรต่อเดือนในการเป็นอยู่ในปัจจุบัน หากคุณมีค่าใช้จ่ายต่อเดือนเท่าไร คุณต้อง คูณ2 เข้าไป แล้วส่วนเกิน คุณต้องเอาไปลงทุน และหากคุณยังทำไม่ได้ คุณต้องรีบเปลี่ยนแปลงตัวเองได้แล้ว

9. เงินเฟ้อ เงิน 1 ล้านบาท ไม่ใช่เงินมากมายอะไร หากคุณพอใจเพียงแค่นี้ ก็แย่มากละ เพราะหากคุณเข้าใจเรื่อเงินเฟ้อ คุณจะต้องการมันมากกว่านี้ ทุกวันนี้ แค่คุณฝากเงินไว้กับธนาคารเฉยๆ ผมว่าคุณก็อาจจะขาดทุนจากเงินเฟ้อแล้ว

10. กำแพงสร้างด้วยอิฐ – ความมั่งคั่งก็เหมือนกัน คุณต้องสร้างมันขึ้นมาเอง ไม่ใช่หวังแค่ถูกหวย แบบโชคช่วย รวยแค่ครั้งเดียว หลังจากนั้นก็ไม่มีรายได้อะไรเข้ามา คุณต้องสร้าง Passive Income ของคุณขึ้นมา สร้างมันด้วยก้อนอิฐทีละก้อน

11. อย่าสร้างหนี้ ถ้าหนี้นั้นจะไม่สร้างระบบให้คุณทำเงิน เรียกว่า เป็นหนี้แบบโง่ๆ คือ กู้เงินมา กิน ใช ้เที่ยว แบบนี้อย่ากู้ คุณต้องกู้มันเพื่อเสริมสร้างระบบและระบบก็ทำเงินให้คุณ

12. คนจน ซื้อ ทุกสิ่ง เพื่อสร้างสถานะให้ตัวเอง แต่คนรวย จะซื้อเพื่อวัตุประสงค์

13. เก็บเงินยากกว่าหาเงิน ถ้าคุณรู้ซึ้งคำนี้ คุณก็จะเก็บเงินได้

14. คนจน ให้ความสำคัญกับความมั่นคง ขณะที่คนรวย กำลังสร้างความมั่งคั่ง คุณอย่าคิดเพียงเพื่อมีรายได้ จากเงินเดือน คุณต้องคิดมีรายได้จากการทำธุรกิจ ที่จะสร้างความมั่งคั่ง แบบยั่งยืน

15. คุณต้องมีแหล่งรายได้อย่างน้อย 3 ทาง จึงจะรู้สึกปลอดภัย ยกตัวอย่างผมเอง ผมมีรายได้จาก ค่าโฆษณาของ Google Adsense รายได้จากการให้คำปรึกษาด้านการเงิน รายได้จากเงินเดือนของบริษัท ที่ผมมีหุ้นส่วนอยู่ และมีรายได้จากธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง ที่ผมร่วมก่อตั้ง ทุกอย่าง ผมสร้างระบบมันขึ้นมา

จากทั้งหมด 15 ข้อ หากคุณทำมันได้ครบแล้วละก็ รวยแน่นอน แบบไม่ต้องบ่นดังๆ กับเทวดาว่า ทำไม ไม่ให้ผมเกิดมาในครอบครัวที่ร่ำรวย ผมจะได้สบายแบบคนอื่นบ้าง ลองศึกษาทั้ง 15 ข้อนี้กันดีๆ นะครับ รับรอง ความรวยรอคุณอยู่ครับ หาวิธีสร้างเครื่องมือผลิตเงินให้กับตัวเองได้แล้วนะครับ


แก้หนี้ สร้างหนี้ เราจัดการให้
ติดต่อ LineID : @antonio

ติดตามคลิปดีๆ ในแวดวงการเงิน การธนาคาร และอสังหาริมทรัพย์ ได้ที่ Youtube

และติดตามผมต่อได้ที่ Facebook/AntonioAttorney.Company

สนใจให้ผมเป็นที่ปรึกษาการเงินส่วนตัว คลิกเลยครับ

ติดต่อ ผมที่ email : antonioattorney@gmail.com หรือ LineID : @antonioattorney

ที่ปรึกษาสำหรับ ผู้ประกอบการ SME แก้หนี้ หรือ ขอกู้เงิน สินเชื่อ คลิกเลยครับ Antonio SME

แก้หนี้

Passive Income จากการลงทุนอสังหาฯ วางแผนการลงทุนให้ดี ไม่มีเจ๊ง

ติดตามคลิปดีๆ ในแวดวงการเงิน การธนาคาร และอสังหาริมทรัพย์ ได้ที่ YouTube

และติดตามผมต่อได้ที่ Facebook/AntonioAttorney.Company

สนใจให้ผมเป็นที่ปรึกษาการเงินส่วนตัว คลิกเลยครับ

ติดต่อ ผมที่ email : antonioattorney@gmail.com หรือ LineID : @antonioattorney

สร้างความมั่งคั่ง มี Passive income ต้องเข้าใจ 2 งบ นี้

รายได้ เท่าค่าแรงขั้นต่ำ ก็มีเงินเก็บเป็นล้านได้ ทำ 3 ขั้นตอนนี้

บทความนี้ ผมจะมาอีกแนวหนึ่ง วันนี้จะไม่พูดเรื่องหนี้เรื่องสินนะครับ วันนี้มาพูดถึงเรื่องการเก็บออมเงิน การออมเงินเก็บเงิน ไม่ว่าคุณจะมีรายได้มาก หรือรายได้น้อย รายได้ประจำ หรือไม่ประจำ ก็สามารถเก็บออมเงินได้ ด้วย 3 ขั้นตอนนี้ครับ

ขั้นตอนแรก คือความคิดของคุณเอง สำหรับผมอาจจะใช้คำว่า mild set คุณต้องเปลี่ยนทัศนคติและความคิดของคุณใหม่ การที่คุณจะเริ่มเก็บเงินก้อนแรก เป็นเงินก้อนเล็กๆ คุณตั้งเป้าไว้ได้ครับว่า คุณอยากได้เงินเก็บเท่าไหร่ แต่ในระหว่างทางที่คุณเก็บเงิน ผมบอกได้เลยครับว่า มีคำว่าท้อแท้ในระหว่างทางแน่นอน เป้าหมายของเราคือมีเงินเก็บเท่าไหร่ นั่นคือเป้าหมายที่จะต้องไปให้ถึง ไม่ใช่มองเป้าหมาย แล้วกลับมาคิดกังวลเห็นแต่อุปสรรค แบบนี้คุณไปไม่ถึงเป้าหมายแน่ เพราะฉะนั้นข้อแรกที่สำคัญ คือความคิด คิดให้มั่นใจว่าเราต้องทำได้ เราต้องเก็บเงินได้ เราต้องมีเงินออมก้อนใหญ่ได้ เราก็จะทำได้ครับ ความคิดสำคัญที่สุดครับ

ข้อที่ 2 เริ่มลงมือปฏิบัติ ตามความคิดที่คุณตั้งใจไว้ สำหรับการเก็บออมเงิน ปัจจัยสำคัญ key success คือความสม่ำเสมอ เงินก้อนใหญ่ คือเงินก้อนเล็กรวมๆกัน เงินหลายล้าน คือเงินหลักร้อย หลักพัน หลักหมื่นรวมๆกัน ฉะนั้นคุณต้องเริ่มเก็บเงิน เก็บเล็กผสมน้อย รายได้น้อยก็เก็บน้อย รายได้มากก็เก็บมาก เก็บออมจะมากจะน้อยเก็บไปครับ

ผมมีสูตรอยู่ 2 สูตร เพราะผมเองเคยเป็นทั้งพนักงานกินเงินเดือน และปัจจุบันก็เป็นอาชีพอิสระ freelance จริงๆผมเป็นเจ้าของบริษัทนะ จะเรียกว่าเป็นฟรีแลนซ์ก็ได้ไหม? สูตร 2 สูตรนี้นะครับคือ

เก็บเงิน 10% หากคุณเป็นพนักงานกินเงินเดือน หรืออาจจะมากกว่า 10% ก็ได้นะ แต่เงินเก็บส่วนนี้คุณจะไม่เอามาใช้เลยนะครับ เก็บเอาไว้ใช้ตอนที่ถึงเวลา อย่าเพิ่งใจร้อนเอามันออกมาใช้ก่อน บางคนถามว่าแล้วเมื่อไหร่จะถึงเวลาล่ะ อันนี้ก็แล้วแต่ตั้งกฎเกณฑ์กันเอาเองครับ เช่น ปลดเกษียณแล้วถึงจะเอาเงินก้อนนี้มาใช้ หรือหลังจากปลดเกษียณก็ยังจะหางานทำเล็กๆน้อยๆ จะเอาเงินก้อนนี้ใช้เมื่ออายุ 70 ซึ่งตอนนั้นจะตายเมื่อไหร่ก็ไม่รู้นะ

ตามชื่อเรื่องบทความนี้เลยครับ ถึงคุณมีรายได้เท่ากับค่าแรงขั้นต่ำ คุณก็สามารถเก็บเงินออมได้นะ เช่น คุณมีรายได้เป็นค่าแรงรายวัน วันละ 300 บาท คุณเก็บไปเลยครับ 10% ก็คือ 30 บาท บางคนบอกว่า 300 บาท ก็ไม่พอกินไม่พอใช้อยู่แล้ว เอานะเก็บ 30 บาท เหลือใช้ 270 ผมว่าเอาเข้าจริงๆทำได้นะ 270 กับ 300 ต่างกันแค่ 30 ผมว่าถ้าเราอยากจะเก็บตังค์จริงๆ คุณจะหาวิธีการ และหาหนทางที่จะใช้มันให้เพียงพอได้นะครับ เก็บวันละ 30 เดือนนึง 26 วัน คุณจะมีเงินเก็บเดือนละ 780 ปีหนึ่ง ก็เกือบหมื่นแล้วครับ วิธีการนี้ เก็บนะครับห้ามเอามาใช้เลย จนกว่าจะถึงเวลา

สูตรที่ 2 เก็บเงิน 40 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ อันนี้ สูตรของผมเอง สูตรนี้ ใช้กับคนที่ทำอาชีพอิสระ หรือฟรีแลนซ์ ที่มีรายได้ไม่แน่นอน และไม่สม่ำเสมอ แต่วิธีการนี้สูตรนี้ คุณสามารถเอาเงินที่คุณเก็บออกมาใช้ได้ยามฉุกเฉิน จะต่างกับสูตรที่ 1 ที่ไม่เอามาใช้เลยนะครับ ยกตัวอย่างเช่น คุณได้งานมา 1 งาน คุณทำงานเสร็จ ได้เงินค่าจ้าง 40,000 บาท เก็บเลยครับ 40% เท่ากับ 16,000 บาท เดือนถัดมาคุณมีงานเข้าอีกได้เงินค่าจ้าง 30,000 บาท เก็บเลยครับ 40% เท่ากับ 12,000 บาท ฉะนั้น 2 เดือนนี้คุณจะมีเงินเก็บ 28,000 บาท และคุณจะมีเงินใช้ 2 เดือนนี้รวมกัน 42,000 บาท ยิ่งคุณมีงานเข้ามาสม่ำเสมอ และคุณมีช่วงขาดรายได้ต่อปีไม่เยอะ คุณจะยิ่งเก็บเงินได้เยอะ แต่หากคุณขาดรายได้ไปซัก 3-4 เดือน คุณก็สามารถที่จะเอาเงินเก็บก้อนนี้ เอาออกมาใช้ได้ อันนี้คือสูตรของคนที่ทำอาชีพอิสระหรือมีรายได้ไม่สม่ำเสมอนะครับ แต่ถ้าเกิดคุณไม่มีรายได้เลย 5 เดือน 6 เดือน 7 เดือน 8 เดือน แนะนำ กลับไปสมัครงานเป็นมนุษย์เงินเดือนเหมือนเดิมครับ

ครับนี่แหละคือการเก็บเงิน แบบเก็บเล็กผสมน้อยค่อยๆสะสมไปครับ พอถึงเวลาที่นานพอ คุณจะรู้ว่าสิ่งที่คุณเพียรพยายามทำมา มันทำให้คุณชื่นใจมากน้อยแค่ไหน ถ้าคุณเห็นเงินในบัญชีเงินฝากของคุณ หรือมูลค่าในพอร์ตกองทุนรวมของคุณ

ที่นี้มาดู ขั้นตอนที่ 3 คือคุณต้องเริ่มมีความรู้ และเริ่มหาวิธีการที่เขาเรียกว่าใช้เงินให้ทำงาน ใช้เงินให้ทำงานแบบปกติทั่วไปนะครับ ไม่ใช่บ้า ผมใช้คำนี้เพราะบางคนคิดว่า เงินสามารถทำงานให้คุณได้ ผลตอบแทนเดือนละ 20 30 40 50 % แบบนี้ไม่ใช่เงินทำงานแล้วครับ กรณีแบบนี้ส่วนใหญ่ก็คือลงทุนในแชร์ลูกโซ่ หรือเอาเงินไปลงทุนใน forex คิดว่าการเทรด forex คือการให้เงินทำงาน มันไม่ใช่นะครับ การให้เงินทำงานจริงๆ คือคุณอยู่เฉยๆ ไม่ต้องทำอะไรเลย เราให้เงินมันทำงานของมัน ทำไปด้วยระบบ ฉะนั้นผลตอบแทนที่จะได้ มันไม่ควรมากเกินไปกว่าที่ควรจะเป็น สำหรับผม Range จะกว้างนิดนึงนะครับประมาณ 7 – 15 % แบบนี้แค่นี้ถือว่าโอเคและดีมากแล้ว

ข้อนี้คุณควรหาความรู้ ว่าเงินที่คุณเริ่มเก็บจนเป็นก้อน มันควรจะต้องทำหน้าที่ของมันได้แล้ว คือออกไปทำงานหาผลตอบแทนให้กับคุณ ที่เรียกว่า passive income แต่อย่าเพิ่งไปฝันหวานนะครับว่า passive income ก้อนนี้ มันจะเลี้ยงดูปูเสื่อคุณไปได้จนกว่าคุณจะแก่เฒ่าจนตาย

แต่เอาเป็นว่านะครับ คุณต้องมีความรู้เพียงพอที่จะหา passive income จากเงินก้อนนี้ จะมากน้อยเท่าไร อันนั้นค่อยว่ากันตามแต่ละบุคคลแล้วกัน แต่ผมเน้นย้ำนะครับว่า ผลตอบแทนที่ได้มันควรจะเป็นผลตอบแทน ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐาน และเหตุผลที่มันควรจะเป็นไปได้เท่านั้น คุณต้องคำนึงถึงความเสี่ยงเป็นปัจจัยสำคัญ

มันก็มีไม่เยอะละครับในการลงทุน หนึ่งในช่องทางนั้นก็มีแค่ ซื้อพันธบัตรรัฐบาล ฝากออมทรัพย์ดอกเบี้ยพิเศษ ลงทุนในกองทุนรวมต่างๆมากมาย แล้วแต่ตามใจชอบ อย่างที่ผมบอก ผลตอบแทน 7 – 15 % ถือว่าหรูแล้วครับ อย่าไปหวังอะไรให้มันมากกว่านี้เลย มันแค่ฝันหวานนั่นแหละ

ครับ 3 ขั้นตอนนี้ ลองเอาไปใช้กันดู ถึงแม้เราจะมีเงินจากค่าแรงขั้นต่ำ เราก็สามารถเก็บเงินได้ จะถึงล้านหรือไม่ถึงล้าน อันนั้นขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่คุณเริ่มเก็บเงิน ผมบอกเลย ยิ่งคุณเริ่มเร็ว คุณยิ่งได้เปรียบ สำหรับวันนี้ไปแล้วครับสวัสดีครับ

ติดตามคลิปดีๆ ในแวดวงการเงิน การธนาคาร และอสังหาริมทรัพย์ ได้ที่ YouTube

และติดตามผมต่อได้ที่ facebook/AntonioAttorney

สนใจให้ผมเป็นที่ปรึกษาการเงินส่วนตัว คลิกเลยครับ

ติดต่อ ผมที่ email : antonioattorney@gmail.com หรือ LineID : @antonioattorney