กู้เงินด่วน ผ่านแอพพลิเคชั่น ทำไมสามารถวิเคราะห์สินเชื่อได้รวดเร็ว มีหลักการการทำงานอย่างไร?

สมัยก่อน ตอนที่เรามีความจำเป็นต้องใช้เงิน ก็คงต้องแบกหน้า ไปขอยืมเพื่อน ขอยืมญาติพี่น้อง ในบางครั้ง เงินกู้ที่เราต้องการ เป็นเงินไม่มาก และใช้เวลาในการคืนสั้น ซึ่งบางครั้ง หากมีใคร ที่เราสามารถกู้เงินด่วนได้ แต่ต้องเสียดอกเบี้ยเป็นการตอบแทน เราก็พร้อม เพราะสบายใจกว่า

ปัจจุบัน การกู้เงินด่วน ผ่านแอพพลิเคชั่น ของ ธนาคาร และ นอนแบงค์ มีให้เลือกหลากหลายเจ้าหนี้ การขออนุมัติเงินกู้ด่วน ที่วิเคราะห์และพิจารณาสินเชื่อด้วย Big data ผ่านการคัดกรองจาก AI

การกู้เงินด่วน ที่ใช้ Big data และ AI เป็นผู้วิเคราะห์ มีแบบ 2 กรณี กรณีแรก AI วิเคราะห์แล้วนำเสนอสินเชื่อให้ผู้กู้ตอบรับ กรณีที่ 2 ผู้กู้ส่งความต้องการขอสินเชื่อผ่านแอพพลิเคชั่น ซึ่งทั้งสองกรณีนี้ กรณีแรกแค่ตอบรับก็ได้วงเงินสินเชื่อทันที แต่กรณีที่ 2 ถึงแม้ว่าจะใช้ Big data และ AI เป็นผู้วิเคราะห์ แต่แอพพลิเคชั่น ในเมืองไทยตอนนี้ ก็ยังจะต้องวิเคราะห์จากเอกสารซึ่งผู้ขอกู้จะต้องถ่ายรูปและส่งเข้าไปในส่วนกลางของธนาคารเพื่อประกอบและ วิเคราะห์ ซึ่งก็อาจจะยังไม่ใช้ AI วิเคราะห์แบบ 100%

จุดเด่นของบริการเงินกู้ด่วน คือสามารถทำได้ง่ายๆ แค่ปลายนิ้ว อนุมัติเร็ว ไม่ต้องใช้เอกสารมากมาย ไม่ต้องใช้หลักทรัพย์หรือคนค้ำประกัน เป็นบริการที่ช่วยแก้เพนพ้อยท์ของหลายๆ คนที่ต้องการกู้ยืมเงินจำนวนไม่มาก เพื่อเพิ่มสภาพคล่องแบบเร่งด่วน

ตัวอย่างการใช้ AI ในการพิจารณาสินเชื่อที่ถูกพูดถึงในระดับโลก คือ การปล่อยกู้ด่วนของ MYBank ธนาคารภายใต้การสนับสนุนของ Ant Financial ที่มีมหาเศรษฐีอย่าง Jack Ma แห่งอาณาจักรอาลีบาบา สนับสนุนอยู่เบื้องหลังอีกทอดหนึ่ง ความพิเศษของ MYBank คือการให้ AI ประมวลผลร่วมกับคลาวด์ และ Big Data ของ Alibaba ทำให้สามารถตัดสินใจว่าจะอนุมัติหรือไม่อนุมัติได้ภายในเวลา 3 นาที ยิ่งไปกว่านั้น ยังคิดดอกเบี้ยได้ในอัตราเพียง 1% ซึ่งถือว่าเป็นดอกเบี้ยที่ต่ำมาก เมื่อเทียบกับสถาบันการเงินอื่นๆ ที่ยังใช้ระบบบริหารจัดการสินเชื่อแบบเดิมซึ่งมีต้นทุนสูงกว่า

ระบบการทำงานที่มีประสิทธิภาพนี้ ทำให้ MYBank สามารถปล่อยกู้ให้กับบริษัทขนาดเล็กได้มากถึง 16 ล้านแห่ง คิดเป็นมูลค่า 2 ล้านล้านหยวน หรือราว 290,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ภายในเวลา 4 ปีนับตั้งแต่เปิดให้บริการ 

แต่ในเมืองไทย เงินกู้ด่วน ที่ปล่อยกู้ด้วยความร่วมมือกันระหว่าง ธนาคาร กับ ผู้ให้บริการแอพพลิเคชั่น เช่น Grab ซึ่ง AI สามารถวิเคราะห์ได้ว่าผู้ให้บริการขับขี่หรือผู้ขับแท็กซี่ผ่าน grab มีรายได้เฉลี่ยต่อวันเท่าไหร่ และมีความขยัน ตั้งใจในการทำงานมากน้อยแค่ไหน ซึ่งตรงนี้ถือว่าเป็น Big data ซึ่ง AI สามารถเอาไปวิเคราะห์ได้อย่างแม่นยำ และวิเคราะห์ช่วงเวลาที่ลูกค้าต้องการเงิน และวงเงินเท่าไหร่ เมื่อเทียบกับรายได้ที่สามารถทำได้ต่อวัน

ในการปล่อยเงินกู้ ดอกเบี้ยก็ถือว่าไม่แพง เมื่อเทียบกับสินเชื่อบุคคล แต่มีข้อเสียคือในความคิดของผม ผมว่าโหด และเขี้ยวกว่าพวกแขกอินเดีย เพราะใช้ระบบตัดเงินรายวัน ซึ่งเมื่อเทียบตัวเลขทางด้าน financial ถือว่าอัตราดอกเบี้ยค่อนข้างสูงมากทีเดียวครับ

อย่างไรก็ตาม ผมว่าฟินเทค ที่หลายคนบอกว่าจะมา disrupt ระบบธนาคาร ก็คงมาแย่งคู่แข่ง แย่งลูกค้าเฉพาะรายย่อยเท่านั้นล่ะครับ ส่วนลูกค้ารายใหญ่ ธุรกิจ sme ขนาดกลาง ยังไงก็ต้องใช้คน ใช้ สัญชาตญาณของเจ้าหน้าที่สินเชื่อ ใช้การสัมผัสรับรู้รูป รส กลิ่น เสียง เพื่อที่จะวิเคราะห์พิจารณาในการอนุมัติสินเชื่อรายใหญ่ๆแบบโบราณเหมือนเดิมนะครับ

ติดตามคลิปดีๆ ในแวดวงการเงิน การธนาคาร และอสังหาริมทรัพย์ ได้ที่ YouTube

และติดตามผมต่อได้ที่ facebook/AntonioAttorney

สนใจให้ผมเป็นที่ปรึกษาการเงินส่วนตัว คลิกเลยครับ

ติดต่อ ผมที่ email : antonioattorney@gmail.com หรือ LineID : @antonioattorney

FinTech แผลงฤทธิ์ ปล่อยกู้ P2P หนี้เสียบาน

อันนี้เป็นเรื่องราวใหญ่โตครับ แต่ที่ประเทศจีนนะครับ ประเทศที่สังคมไร้เงินสด เป็นสังคมขนาดใหญ่ทีเดียวครับ แต่ระบบ Digital ด้านการเงิน ที่เรียกว่า FinTech เริ่มออกอาการนะครับ สำหรับการปล่อยกู้แบบ P2P เรื่องราวเป็นอย่างไร ลองติดตามดูนะครับ

ติดตามผมได้ที่ช่องทาง YouTube ครับ

แบงค์ไม่ปล่อยกู้ ก็ไม่สน ฟินเทค FinTech อาละวาด ปล่อยกู้กันเองแบบ P2P ไม่พึ่งธนาคาร สำหรับสินเชื่อธุรกิจ SME

30351354524_667da0180b_b

ตอนนี้กลุ่ม Start Up ด้านการเงินที่เราเรียกกันว่า ฟินเทค FinTech หลายๆกลุ่ม ที่พยายามจะทำการปล่อยกู้เงิน ปล่อยสินเชื่อกันเองโดยผ่านตัวกลางคือ ฟินเทคเหล่านี้ โดยไม่ต้องพึ่งพาการปล่อยกู้ของธนาคาร หรือที่เรียกว่า การปล่อยกู้แบบ P2P ( Peer to Peer Lending ) 
P2P คือการปล่อยกู้กันเองระหว่าง ผู้กู้ กับ ผู้ให้กู้ โดนผ่านตัวกลาง คือ FinTech ซึ่งกระบวนการ หรือธุรกรรมประเภทนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย ธปท เองก็จะเข้ามาควบคุมกำกับ และดูแลอยู่ คาดว่าปีหน้า 2561 จะได้ข้อสรุปว่า สามารถทำได้รึเปล่า
กลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่น่าจะเป็นกลุ่มธุรกิจ SME และสินเชื่อที่ปล่อย จะเป็นสินเชื่อในลักษณะที่ไม่มีหลักประกัน Clean Loan กลุ่มลูกค้าเหล่านี้ ส่วนใหญ่ ผมว่า น่าจะเป็นกลุ่มพ่อค้า นักธุรกิจ ระดับกลางๆ ถึงเล็ก ที่มีปัญหาในการขอสินเชื่อกับธนาคาร เพราะส่วนใหญ่ไม่มีหลักประกันให้กับธนาคาร
การขอสินเชื่อเหล่านี้ ผู้กู้ต้องการกู้เงิน ก็จะเข้าไปใส่ข้อมูลของตนเอง ผ่านแอพหรือเว็บไซต์ที่ให้บริการ แล้วก็จะมีกลุ่มนักลงทุน หรือ ผู้ให้กู้ เข้ามาดูข้อมูลวิเคราะห์สินเชื่อเพื่อพิจารณาว่าจะให้ หรือ ไม่ให้กู้ ต่อไป
ส่วนเรื่องอัตราดอกเบี้ย จะสูงหรือต่ำ ขึ้นอยู่กับผู้ให้กู้ ประเมิน กันเอง กลุ่ม ฟินเทคเหล่านี้ มีเพียงหน้าที่เป็นตัวกลาง เชื่อมโยงข้อมูลให้เท่านั้น ในแง่ของรูปแบบธุรกิจ FinTech เหล่านี้ แสดงความมั่นใจในบริการนี้ว่า จะมีหนี้เสีย NPL ไม่เกิน 2% อันนี้ผมตอบเลยว่า ผมไม่เชื่อ ขนาดธนาคาร มีนักวิเคราะห์สินเชื่อเก่งๆ ประสบการณ์สูง และระบบประมวลข้อมูลอย่างดี ตอนนี้ NPL โดยรวมยังเกิน 3% เลยครับ ส่วนใครจะลองไปกู้ ผมว่าก็น่าสนใจดีนะครับ อย่างน้อยก็อยากรู้ว่า ผู้ให้กู้ เขามีหลักการพิจารณาให้กู้อย่างไร แต่ถ้าให้ผมแนะนำนะครับ การปล่อยกู้แบบไม่มีหลักประกัน สำหรับผม ตัวใครตัวมันครับ
สำหรับเพื่อนๆ ที่มีปัญหาในการกู้เงิน อยากมีที่ปรึกษาการเงินส่วนตัว คลิกครับ