เมื่ออเมริกาต้องขึ้นดอกเบี้ย จะกระทบลูกหนี้ไทยอย่างไร?

เมื่อตลาดโลกเตรียมรับมือดอกเบี้ยขาขึ้น อัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯเดือนธันวาคมปีที่แล้ววัดจากดัชนีผู้บริโภคเพิ่มขึ้นร้อยละ 7 สูงสุดในรอบ 40 ปี ขณะที่ตัวเลขจากดัชนีผู้ผลิตเพิ่มขึ้นร้อยละ 9.7 ตอกย้ำว่า เงินเฟ้อในสหรัฐฯกำลังเป็นขาขึ้น และจำเป็นต้องแก้ไขเพื่อไม่ให้ปัญหาบานปลายจนควบคุมไม่ได้

ธนาคารกลางสหรัฐฯ ได้ตระหนักถึงเรื่องนี้ และมีการส่งสัญญาณพร้อมที่จะรับมือกับอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็น สัญญาณจากประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ และรายงานการประชุมภายในจากนักเศรษฐศาสตร์ธนาคารกลางสหรัฐฯ และตลาดการเงินที่ตอบรับความจำเป็นของการปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ย ซึ่งทั้งหมดมองว่า ปัญหาเงินเฟ้อในสหรัฐฯ ควรจะแก้ไขปัญหาโดยการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย

สำหรับนักลงทุน สิ่งแรกที่ต้องตระหนักคือ การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยที่จะเกิดขึ้นจะเป็นครั้งแรกในรอบสี่ปี จากที่มีการปรับขึ้นครั้งล่าสุดปี 2018 การปรับขึ้นไม่ใช่ครั้งเดียว แต่จะเป็นการปรับขึ้นต่อเนื่องจนกว่าแรงกดดันต่ออัตราเงินเฟ้อจะผ่อนคลายลง ซึ่งอาจจะใช้เวลาตลอดทั้งปี 2022 ซึ่งในแง่การดำเนินการของเฟดกระบวนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจะมีขั้นตอนพอสมควร แต่ที่น่าห่วงคือ ตัวเลขเงินเฟ้ออาจเร่งตัวขึ้นเร็วจนเฟดต้องรีบขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่ากำหนด กว่าขั้นตอนจะเสร็จสิ้น อาจจะทำให้เกิดความสับสนและความไม่แน่นอนทางการเงินได้

ในฐานะนักธุรกิจหรือนักลงทุน ควรเตรียมตัวรับมือ และทำความเข้าใจ กับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยที่จะมีผลกระทบต่อตลาดการเงินและเศรษฐกิจ ดังนี้

1.อัตราดอกเบี้ยขาขึ้นจะเป็นแนวโน้มทั่วโลก เพราะต้นทุนเงินดอลลาร์สหรัฐฯที่แพงขึ้น ขณะเดียวกันเงินเฟ้อจะเร่งตัวทุกประเทศทั่วโลก เนื่องจากมีการเชื่อมต่อของเศรษฐกิจผ่านการค้า และการลงทุน สร้างแรงกดดันให้อัตราดอกเบี้ยในแต่ละประเทศต้องปรับขึ้น ประเทศเราก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ อัตราดอกเบี้ยของสินทรัพย์เงินบาทก็อาจจะปรับสูงขึ้นเช่นกัน

2.การปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯจะทำให้เงินดอลลาร์สหรัฐฯแข็งค่า เศรษฐกิจสหรัฐฯชะลอ ส่งผลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ซึ่งประเทศที่พึ่งพาการส่งออกอย่างไทยจะถูกกระทบมาก เกิดเงินทุนไหลออกจากเศรษฐกิจไทย กระทบค่าเงินบาท ฐานะทุนสำรองทางการ สภาพคล่องในประเทศ กดดันให้อัตราดอกเบี้ยในประเทศต้องปรับสูงขึ้น กระทบโมเมนตัมการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ

3.สำหรับนักลงทุน อัตราดอกเบี้ยที่แพงขึ้นจะกดดันให้เงินไหลออกจากตลาดหุ้น กลับไปสู่สินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงน้อยกว่า อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรจะปรับสูงขึ้น กดดันราคาพันธบัตรให้ปรับลดลง ภาคธุรกิจที่เป็นหนี้ก็จะมีภาระชำระหนี้สูงขึ้นกว่าเดิม
ในขณะที่ค่ารองชีพก็จะสูงขึ้นตามการเร่งตัวของเงินเฟ้อ ดังนั้นช่วงนี้จึงต้องเตรียมตัว ปรับพอร์ตลงทุน ปรับพฤติกรรมการใช้จ่าย รวมไปถึงการติดตามข้อมูล เพื่อเตรียมรับมือกับวัฏจักรอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นที่กำลังจะมาถึงนี้

จากปัจจัยต่างๆที่กล่าวมา เขียนข้อเดียวที่จะมีผลกระทบกับคนไทย คือเมื่ออัตราดอกเบี้ยปรับตัวสูงขึ้น คนที่เป็นหนี้ ย่อมได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน อัตราดอกเบี้ยที่สูง จะทำให้ลูกหนี้มีภาระดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น ต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้น ส่วนคนที่เป็นลูกหนี้กู้สินเชื่อบ้าน ก็จะมีการ ตัดเงินต้นในการชำระค่างวดแต่ละงวดน้อยลง ถึงแม้ ประเทศเรา จะควบคุมเงินเฟ้อได้ดีก็ตาม สุดท้ายเขาอาจจะหนีไม่พ้น ที่จำเป็นจะต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ด้วยเหตุที่ค่าเงินบาทจะอ่อนเกินไป


แก้หนี้ สร้างหนี้ เราจัดการให้
ติดต่อ LineID : @antonio

ติดตามคลิปดีๆ ในแวดวงการเงิน การธนาคาร และอสังหาริมทรัพย์ ได้ที่ Youtube

และติดตามผมต่อได้ที่ Facebook/AntonioAttorney.Company

สนใจให้ผมเป็นที่ปรึกษาการเงินส่วนตัว คลิกเลยครับ

ดูคลิปพิเศษจาก Antonio https://bit.ly/3wqjila

ติดต่อ ผมที่ email : antonioattorney@gmail.com หรือ LineID : @antonioattorney

ที่ปรึกษาสำหรับ ผู้ประกอบการ SME แก้หนี้ หรือ ขอกู้เงิน สินเชื่อ คลิกเลยครับ Antonio SME

แก้หนี้

เงินเฟ้อ ไม่น่าห่วง ผู้ว่าแบงก์ชาติ มั่นใจ คุมได้ไม่ให้เกิน 3%

สัญญาณเงินเฟ้อ ปรับตัวสูงขึ้น ตามการปรับราคาขึ้นของน้ำมัน และราคาอาหารสด เช่น เนื้อหมู และธนาคารกลางประเทศต่างๆ ก็เริ่มทยอยปรับดอกเบี้ยขึ้น ส่วนแนวโน้มดอกเบี้ยของไทยจะเป็นอย่างไร ลองหาคำตอบในคลิปนี้ครับ


แก้หนี้ สร้างหนี้ เราจัดการให้
ติดต่อ LineID : @antonio

ติดตามคลิปดีๆ ในแวดวงการเงิน การธนาคาร และอสังหาริมทรัพย์ ได้ที่ Youtube

และติดตามผมต่อได้ที่ Facebook/AntonioAttorney.Company

สนใจให้ผมเป็นที่ปรึกษาการเงินส่วนตัว คลิกเลยครับ

ดูคลิปพิเศษจาก Antonio https://bit.ly/3wqjila

ติดต่อ ผมที่ email : antonioattorney@gmail.com หรือ LineID : @antonioattorney

ที่ปรึกษาสำหรับ ผู้ประกอบการ SME แก้หนี้ หรือ ขอกู้เงิน สินเชื่อ คลิกเลยครับ Antonio SME

แก้หนี้

8 วิธี “ปรับโครงสร้างหนี้” ก่อนเป็นหนี้เสีย

8 วิธี “ปรับโครงสร้างหนี้” เปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาส อย่ารอจนหนี้เสีย เมื่อคิดว่าเริ่มจะผ่อนไม่ไหว ให้รีบติดต่อสถาบันการเงิน จะได้ไม่เสียประวัติข้อมูลเครดิต หรือ ติดต่อ Antonio Attorney Co.,LTD ได้ครับ

เราเป็นบริษัท ที่ปรึกษาการเงิน และกฎหมาย เราให้บริการ เป็นตัวแทนลูกหนี้ ในการเจรจาหนี้ นำเสนอแผน เพื่อปรับโครงสร้าหนี้ และดูแลด้านกฎหมาย ให้กับลูกหนี้ด้วยครับ

สำหรับ 8 ทางเลือกปรับโครงสร้างหนี้ ประกอบด้วย

1.ยืดหนี้ การยืดหรือขยายระยะเวลาชำระหนี้ นิยมใช้กันมากที่สุดเพื่อช่วยให้ภาระการผ่อนสอดคล้องกับรายได้ที่ลดลง เช่น สินเชื่อระยะเวลาผ่อน 10 ปี ผ่อนมาแล้ว 6 ปี เหลือ 4 ปี เริ่มผ่อนไม่ไหว จะขอขยายให้ยาวออกไป เพื่อทำให้ยอดผ่อนชำระต่อเดือนปรับลดลง สถาบันการเงินอาจพิจารณาอายุตัวของผู้กู้ประกอบด้วย ซึ่งในอดีตค่าเฉลี่ยของระยะเวลาผ่อนชำระหลังจากที่ปรับโครงสร้างหนี้อยู่ที่ประมาณ 8 ปี

2. พักชำระเงินต้น ช่วยลดภาระการผ่อนชั่วคราว โดยปกติค่างวดที่ผ่อนชำระประกอบด้วย 2 ส่วน คือ เงินต้นกับดอกเบี้ย เช่น เดิมสัญญาเงินกู้กำหนดค่าผ่อนชำระเท่ากันทุกเดือน เดือนละ 20,000 บาท ประกอบด้วยเงินต้น 8,000 บาท และดอกเบี้ย 12,000 บาท การพักชำระเงินต้นจะทำให้ค่างวดเหลือเพียง 12,000 บาท แต่การผ่อนแบบนี้เงินต้นจะไม่ลดลงในช่วงพัก จะส่งผลให้ลูกหนี้ต้องจ่ายเงินก้อนใหญ่ขึ้นในช่วงท้ายสัญญา (balloon) หรือทำให้ต้องเป็นหนี้และแบกภาระดอกเบี้ยนานขึ้น สถาบันการเงินอาจพิจารณาพักชำระเงินต้น เป็นเวลา 3–6 เดือน แต่เมื่อสถานการณ์ดีขึ้น ลูกหนี้อาจนำเงินก้อนมา “โปะ” เพื่อลดหนี้ก่อนถึงกำหนดตามสัญญา ซึ่งจะทำให้ภาระดอกเบี้ยจ่ายมีจำนวนลดลง และหนี้หมดเร็วขึ้น

3. ลดอัตราดอกเบี้ย อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ลดลง ทำให้ค่างวดที่จ่ายแต่ละเดือนแบ่งไปตัดลดเงินต้นได้มากขึ้น และเมื่อเงินต้นลด ภาระดอกเบี้ยก็จะลดลง เช่น เรากู้ยืมโดยมีอัตราดอกเบี้ย MOR+2% ต่อปี ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจทำให้ผ่อนชำระที่อัตราดอกเบี้ยเดิมไม่ไหว สามารถยื่นเรื่องขอลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ให้ต่ำลง การขอลดดอกเบี้ย ควรเป็นประเด็นหลักที่ควรจะขอให้ได้

  • สถาบันการเงินพิจารณาลดให้หรือไม่ ดูจากหลายปัจจัย เช่น ต้นทุนของสถาบันการเงินประวัติการผ่อนชำระของลูกหนี้ ประเภทสินเชื่อ และหลักประกัน เป็นต้น

4. ยกหรือผ่อนปรนดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้ 

  • สถาบันการเงินสามารถกำหนดอัตราดอกเบี้ยปรับได้ แต่ต้องไม่เป็นภาระแก่ลูกหนี้จนเกินสมควร หรือเป็นเหตุที่ทำให้ภาระหนี้สูงขึ้นมากจนชำระไม่ได้ กลายเป็นหนี้เสียในเวลาต่อมา

5. เพิ่มเงินทุนหมุนเวียน ในภาวะที่เหตุการณ์ในอนาคตมีความไม่แน่นอนสูง เงินทุนหมุนเวียน (working capital: WC) เป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยหล่อเลี้ยงธุรกิจในยามที่ลำบาก ให้มีโอกาสฟื้นกลับอย่างรวดเร็วได้ในภายหลัง แบงก์ชาติจึงสนับสนุนให้สถาบันการเงินให้สินเชื่อ WC ใหม่แก่กิจการที่มีศักยภาพ โดยแยกการจัดชั้นสินเชื่อ WC นี้ออกจากสินเชื่ออื่นซึ่งอาจจะเป็น NPL ไปแล้ว ช่วยให้กิจการยังมีบัญชีสินเชื่อสถานะปกติไว้ใช้งานได้ ซึ่ง วิธีนี้ บอกได้เลยครับ ว่ายากมาก เกิดเคสที่ ให้กู้เพิ่มยากมากครับ

  • ผู้กู้ควรเตรียมเหตุผลและประมาณการรายจ่ายที่จะเกิดขึ้นในระยะ 6–12 เดือนข้างหน้า อาทิ ค่าจ้างพนักงาน ค่าซื้อวัตถุดิบเพื่อผลิตสินค้า รวมทั้งค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ในการดำเนินงาน เช่น ค่าไฟ ค่าน้ำ ค่าเช่าสำนักงาน เป็นต้น เพื่อให้สถาบันการเงินใช้ประกอบการพิจารณาวงเงิน
  • สถาบันการเงินจะพิจารณาจากประวัติการผ่อนชำระ เช่น 1 ปีที่ผ่านมาลูกหนี้ชำระหนี้ทั้งในส่วนของเงินต้นและดอกเบี้ยเป็นจำนวนเท่าใด วงเงิน WC ที่ขอเพิ่มเติมคิดเป็นสัดส่วนเท่าใดของภาระหนี้รวม เป็นต้น

6. เปลี่ยนประเภทหนี้ หนี้ที่อัตราดอกเบี้ยแพงควรถูกเปลี่ยนประเภทเป็นหนี้ที่อัตราดอกเบี้ยถูกลง เช่น ลูกหนี้ SMEs ใช้บัตรเครดิตและบัตรกดเงินสดเป็นแหล่งเงินทุนหมุนเวียนอัตราดอกเบี้ยสูง 18% และ 28% หรือลูกหนี้มีวงเงิน O/D ใช้วงเงินเต็ม

  • สถาบันการเงินอาจพิจารณาเปลี่ยนจากสินเชื่อหมุนเวียนที่อัตราดอกเบี้ยแพงเหล่านี้ ไปเป็นสินเชื่อแบบมีกำหนดระยะเวลาชำระ (term loan) ที่ดอกเบี้ยถูกลง

7. ปิดจบด้วยเงินก้อน หากพอมีความสามารถหาเงินก้อนได้จำนวนหนึ่ง เช่น จากเงินออม จากการยืมญาติมิตร หรือจากการขายทรัพย์สิน ถึงแม้จะไม่มากเท่ายอดหนี้ที่มีอยู่ แต่ก็สามารถเจรจาขอส่วนลดให้เพียงพอต่อการปิดหนี้จบทั้งบัญชีได้ ซึ่งจะทำให้หมดภาระค่างวดรายเดือนไปอีกหนึ่งก้อน

  • สถาบันการเงินอาจกำหนดให้ชำระเสร็จสิ้นภายในระยะเวลาสั้น ๆ 6 เดือน หรือเพียง 1–2 งวด อย่างไรก็ดี การเจรจาขอปิดจบโดยมีส่วนลดจะทำได้ค่อนข้างยากในกรณีที่มีหลักประกันมูลค่าสูงกว่ายอดหนี้

8.รีไฟแนนซ์ (refinance) คือการปิดสินเชื่อจากเจ้าหนี้เดิม และย้ายไปใช้สินเชื่อของเจ้าหนี้ใหม่ที่ให้เงื่อนไขดีกว่า เช่น อัตราดอกเบี้ยถูกลง โดยนำหนี้ใหม่ไปชำระหนี้เดิมที่คงค้างอยู่

ทั้ง 8 วิธีนี้ บางข้อ อาจจะยาก แต่ ก็ต้องลองต่อรองดูครับ อะไรก็เกิดขึ้นได้ครับ แต่ถ้าเราไม่ขอ ธนาคารเจ้าหนี้ ก็คงไม่ให้ละครับ

ติดตามคลิปดีๆ ในแวดวงการเงิน การธนาคาร และอสังหาริมทรัพย์ ได้ที่ YouTube

และติดตามผมต่อได้ที่ facebook/AntonioAttorney

สนใจให้ผมเป็นที่ปรึกษาการเงินส่วนตัว คลิกเลยครับ

ติดต่อ ผมที่ email : antonioattorney@gmail.com หรือ LineID : @antonioattorney

จากนี้ไป ดอกเบี้ยประเทศไทย จะเตี้ยต่ำ แบบนี้ไปอีกนาน

เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญภาวะถดถอยขั้นรุนแรง ผู้ว่าการแบงก์ชาติชี้ว่า โครงสร้างเศรษฐกิจโลกจะเปลี่ยนไป โจทย์สำคัญจึงอยู่ที่เราจะปรับตัวเข้าสู่โครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ที่กำลังเกิดขึ้นได้เร็วแค่ไหน และหลังโควิด-19 ต้องให้ความสำคัญกับการจัดสรรทรัพยากรใหม่

ชัดเจนแล้วว่า “เศรษฐกิจไทย” กำลังเผชิญกับ “ภาวะถดถอย” ขั้นรุนแรง จนเรียกได้ว่าเป็น “วิกฤติเศรษฐกิจ” รอบใหม่ และเป็นวิกฤติที่อาจหนักกว่า “วิกฤติต้มยำกุ้ง” เมื่อปี 2540 โดยวิกฤติคราวนี้มาในรูปของ “โรคระบาด” ที่เกิดจากไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หรือ “โควิด-19” เป็นการมาแบบที่ไม่มีใครคาดคิดไว้ล่วงหน้า หลายธุรกิจจึงไม่ทันได้ตั้งตัว ที่สำคัญวิกฤติคราวนี้ไม่ใช่เพียงแค่กระทบพื้นฐานเศรษฐกิจเท่านั้น แต่กำลังเขย่า “โครงสร้างเศรษฐกิจ” ของโลกใบนี้ เพราะ “โควิด-19” บีบให้พฤติกรรมของผู้คนเปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง

อาจมีคำถามว่า หลังวิกฤติโควิดผ่านพ้นไป เศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวอย่างไร จะเป็นรูป “V Shape” “U Shape” หรือ “L Shape” ซึ่งสำนักวิจัยทางเศรษฐกิจแต่ละแห่ง มีมุมมองต่อเรื่องนี้แตกต่างกันไป แต่สำหรับธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ “แบงก์ชาติ” แล้ว …มองว่า เศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวในรูป “เครื่องหมายถูก” กล่าวคือ เป็นภาพที่เศรษฐกิจดิ่งลงมาแรง และฟื้นตัวอย่างช้าๆ โดยเฉพาะในช่วงแรกจะมีลักษณะค่อยๆ ซึมขึ้น

ดร.วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการแบงก์ชาติ บอกกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า การจะหวังให้เศรษฐกิจฟื้นตัวแบบ “V Shape” คงยาก! …เพราะการฟื้นตัวในรูปนี้ ส่วนใหญ่เกิดในกรณีที่เศรษฐกิจได้รับผลกระทบเพียงช่วงสั้นๆ ไม่ส่งผลต่อโครงสร้างเศรษฐกิจ แต่สิ่งที่เรากำลังเห็นหลังโควิด คือ โครงสร้างเศรษฐกิจโลกจะเปลี่ยนไป โจทย์สำคัญจึงอยู่ที่เราจะปรับตัวเข้าสู่โครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ที่กำลังเกิดขึ้นได้เร็วแค่ไหน ถ้าเราปรับตัวเข้ากับโครงสร้างใหม่ได้เร็ว เศรษฐกิจก็คงฟื้นตัวแบบวีเชฟได้ แต่ถ้าไม่ เศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวคล้ายกับรูปเครื่องหมายถูก

ผู้ว่าการแบงก์ชาติ ประเมินว่า หลังโควิด โครงสร้างเศรษฐกิจจะเปลี่ยนไปพอสมควร แต่คงไม่ถึงขั้นเกิดการทวนกระแสของโลกาภิวัตน์ (deglobalization) เพียงแต่จะเป็นโลกาภิวัตน์ในรูปแบบใหม่ๆ เพราะโครงสร้างเศรษฐกิจโลกยังไงก็ยังมีความเชื่อมโยงกันสูง ความเชื่อมโยงใหม่อาจมาในรูปของดิจิทัลที่มากขึ้น มีลักษณะเป็น digital based globalization …ในฝั่งของ “supply chain” ก็เช่นกัน คงเกิดการเปลี่ยนแปลงในลักษณะที่พึ่งพากันเองในภูมิภาคมากขึ้น ดังนั้นภาพของ globalization อาจจะกลายเป็น regionalization ก็เป็นได้ โดยแต่ละอุตสาหกรรมจะมีการเปลี่ยนแปลงที่แตกต่างกันออกไป

การเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้น แน่นอนว่าเป็นโจทย์ท้าทายเศรษฐกิจไทย โดย ดร.วิรไท บอกว่า สิ่งที่ประเทศไทยต้องให้ความสำคัญหลังวิกฤติโควิด คือ การจัดสรรทรัพยากรใหม่ ไม่ว่าจะเป็น ทุน คน หรือแม้แต่เครื่องจักร เราต้องมีกระบวนการในการปรับตัวเพื่อเข้าสู่เศรษฐกิจรูปแบบใหม่ ต้องพัฒนาทักษะของแรงงานให้เข้ากับยุคดิจิทัล ต้องจัดสรรทรัพยากรเพื่อให้เราปรับตัวสู่โลกใหม่ได้เร็วที่สุด เพราะยิ่งช้า ยิ่งมีต้นทุนสูง และยังกระทบต่อความสามารถการแข่งขันในระยะยาวด้วย อีกประเด็นที่ ผู้ว่าการแบงก์ชาติ ฝากไว้ คือ โลกหลังโควิด “ดอกเบี้ย” จะทรงตัวในระดับต่ำไปอีกนาน ดังนั้นการให้ความสำคัญกับการดูแลเสถียรภาพระบบการเงิน จึงเป็นเรื่องสำคัญ

เครดิตเนื้อหาบทความ จาก กรุงเทพธุรกิจ

ติดตามคลิปดีๆ ในแวดวงการเงิน การธนาคาร และอสังหาริมทรัพย์ ได้ที่ YouTube

และติดตามผมต่อได้ที่ facebook/AntonioAttorney

สนใจให้ผมเป็นที่ปรึกษาการเงินส่วนตัว คลิกเลยครับ

ติดต่อ ผมที่ email : antonioattorney@gmail.com หรือ LineID : @antonioattorney

พักหนี้ก่อนนะ ลูกหนี้เหนื่อยแล้ว แต่ดอกเบี้ยไม่ยอมเหนื่อยด้วย ไม่พักนะ

สวัสดีครับ บทความนี้ ก็จะมาเขียนเรื่องเกี่ยวกับ การพักหนี้ ถ้าเพื่อนๆ คุณผู้อ่าน ผมขอถามว่าคุณเข้าใจคำว่า การพักหนี้ เข้าใจกันว่าอย่างไร อันนี้ก็ลองตอบในใจของตัวเองดูแล้วกันครับ แต่บทความนี้ ผมก็จะขออธิบาย คำว่า การพักหนี้ การพักชำระหนี้ การพักหนี้เงินต้น เพื่อให้คุณผู้อ่าน พอจะเข้าใจ และไม่ผิดพลาด หากจำเป็นจะต้องไปตกลงปลงใจกับธนาคาร ตามผมมาครับ

เริ่มที่คำว่า การพักหนี้ คำนี้จริงๆแล้วความหมายคือ หยุดคิดดอกเบี้ย และหยุดจ่ายทั้งดอกเบี้ยและเงินต้น ซึ่งในฝั่งของลูกหนี้ มักจะเข้าใจแบบนี้ แต่กรณีแบบนี้เรียนตรงๆเลยครับ ไม่มีเจ้าหนี้รายไหนยอมให้แน่นอน เพราะรายได้ของธนาคาร คือดอกเบี้ยครับ

เพราะฉะนั้น การพักหนี้ในความหมายของลูกหนี้ มันคงไม่มีอยู่จริงกับฝั่งเจ้าหนี้นะครับ

ที่นี้ไม่ดูคำว่า การพักชำระหนี้ การพักชำระหนี้ คือไม่ต้องจ่ายหนี้ เช่น คุณผ่อนบ้านอยู่เดือนละ 10,000 บาท ในค่างวดบ้านนั้น เป็นดอกเบี้ย 7,000 บาท เป็นเงินต้นประมาณ 3,000 บาท ธนาคารใจดีให้คุณพักชำระหนี้ ไม่ต้องจ่ายหนี้เลย เป็นเวลา 6 งวด แต่ ดอกเบี้ยเดือนละ 7,000 บาท ธนาคารเขาไม่ลดให้คุณนะครับ เดือนละ 7,000 บาท X 6 เดือน เท่ากับ 42,000 บาท อันนี้ดอกเบี้ยมันไม่หายไปไหนนะครับ ดอกเบี้ยจำนวนนี้ ยังไงคุณก็จะต้องจ่าย

ลักษณะคล้ายกันนี้ แต่ธนาคารให้คุณพักชำระหนี้เฉพาะเงินต้น ในข้อสมมติฐานเดียวกัน ค่างวดบ้าน 10,000 บาท เป็นดอกเบี้ย 7,000 บาทเป็นเงินต้น 3,000 บาท เท่ากับว่า คุณจะจ่ายเฉพาะดอกเบี้ยเดือนละ 7,000 บาท ฉะนั้นเมื่อคุณจ่ายไปเรื่อยๆ 6 เดือน พอเริ่มเดือนที่ 7 ธนาคารให้กลับมาจ่ายแบบเดิมคือค่างวดเต็มๆ 10,000 บาท กรณีแบบนี้คุณจะไม่มีดอกเบี้ยตั้งพักไว้ครับ

ครับ ผมก็อธิบายให้คุณพอเข้าใจกันบ้างแล้วนะครับ เพราะฉะนั้น ในช่วงเวลานี้ สถานการณ์ โควิด-19 ที่ธนาคารจะใจดี พักชำระหนี้ให้คุณ บางธนาคารให้ชำระเฉพาะดอกเบี้ย บางธนาคารไม่ต้องชำระเลยเป็นเวลา 3 เดือน 6 เดือน อย่าดีใจไปนะครับ ถ้าคุณเข้าใจในสิ่งที่ผมเขียน

ฉะนั้นหากคุณยังมีความพร้อมที่ จะจ่ายชำระค่างวดได้เหมือนเดิม จ่ายไปเถอะครับ ค่างวดเต็มๆ แต่หากคุณพอจ่ายได้ แต่จ่ายค่างวดเต็มไม่ไหว ก็ลองดูครับจ่ายเฉพาะดอกเบี้ย ก็ยังดี แต่หากไม่ไหวจริงๆเขาพักชำระหนี้ให้ 6 เดือนโดยไม่ต้องจ่ายอะไรเลย คุณก็มาลุ้นกันต่อไปครับว่า 6 เดือนข้างหน้า คุณจะกลับมาฟื้นหรือเปล่า เป็นกำลังใจให้นะครับ สวัสดีครับ หวังว่าจะเข้าใจคำว่า การพักหนี้ และ การพักชำระหนี้ กันแล้วนะครับ

ติดตามคลิปดีๆ ในแวดวงการเงิน การธนาคาร และอสังหาริมทรัพย์ ได้ที่ YouTube

และติดตามผมต่อได้ที่ facebook/AntonioAttorney

สนใจให้ผมเป็นที่ปรึกษาการเงินส่วนตัว คลิกเลยครับ

ติดต่อ ผมที่ email : antonioattorney@gmail.com หรือ LineID : @antonioattorney