กู้บ้านผ่าน โอนแล้ว จะกู้รถต่อเลย ภาระหนี้บ้านขึ้นเครดิตบูโรหรือยัง

มีคำถามว่า กู้บ้านผ่านแล้ว โอนบ้านเรียบร้อย จะกู้ซื้อรถต่อเลยได้ไหม ชื่อจะขึ้นภาระที่เป็นหนี้บ้านในเครดิตบูโรหรือยัง หรือบางคนไม่กู้รถ จะขอสินเชื่ออื่นๆ หรือ สินเชื่อบุคคล จะใช้ช่วงเวลานี้ กู้ได้ไหม กำลังมั่นใจ statement กำลังเดินสวย

ภาระหนี้ จะแสดง ใน เครดิตบูโร หรือยัง หลังกู้บ้านผ่าน และโอนบ้านแล้ว

ช่วงเวลาที่ขอสินเชื่อ กู้บ้านผ่าน ช่วงเวลานั้นแต่ละคนจะมั่นใจ ในคุณสมบัติการกู้ของตัวเอง เพราะขนาดสินเชื่อบ้านวงเงินสูง ยังกู้ผ่าน อยากคน จึงอยากใช้ช่วงเวลานี้ ยื่นกู้สินเชื่ออื่นพร้อมกันในคราวเดียว แต่กังวลว่า เพิ่งยื่นกู้บ้านผ่าน และโอนบ้านแล้ว ภาระหนี้บ้านจะขึ้นโชว์ ในประวัติเครดิตบูโรหรือยัง ในบทความนี้เราจะมาหาคำตอบกันครับ แต่อาจจะเกริ่นคำตอบให้หน่อยนึง สถานะเครดิตบูโรไม่ได้อัพเดทวันต่อวันนะครับ จะอัพเดทเป็นช่วงเวลา หาคำตอบในบทความนี้ ต่อไปครับ

เครดิตบูโร

ทำความรู้จักกับ เครดิตบูโร ให้มากขึ้น

รู้จักความเป็นมาและบทบาทหน้าที่ ความสำคัญของ กับ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด ดังนี้
บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการจัดเก็บข้อมูลบัญชีสินเชื่อและประวัติการชำระสินเชื่อทุกประเภทของบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล ที่ส่งมาจากสถาบันการเงิน และบริษัทที่เป็นสมาชิก โดยบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด เดิมมีประวัติและแนวคิดเริ่มก่อตั้งตั้งแต่ พ.ศ 2504 มีการปรับเปลี่ยนเงื่อนไข ข้อบังคับ ผู้ถือหุ้น อย่างต่อเนื่อง ให้มีความเหมาะสมหลายครั้ง จนกระทั่งมีการตราพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจข้อมูลเครดิต พ.ศ.2545 ล่าสุดมีการแก้ไขเพิ่มเติมเมื่อปี 2559

บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด จะดำเนินการจัดเก็บ ข้อมูลเครดิต 2 ส่วนคือ
1.ข้อเท็จจริงที่บ่งชี้ตัวลูกค้า และคุณสมบัติของลูกค้าที่ขอสินเชื่อ
– บุคคลธรรมดา หมายถึง ชื่อ ที่อยู่ สถานะภาพ อาชีพ เลขบัตรประชาชน เลขที่หนังสือเดินทาง
-นิติบุคคล หมายถึง ชื่อนิติบุคคล เลขทะเบียนนิติบุคคล ที่อยู่
2.ประวัติการขอ และการได้รับอนุมัติสินเชื่อ ประวัติการชำระสินเชื่อ
   บทบาทและหน้าที่ของสมาชิก ต้องส่งข้อมูลให้กับบริษัทข้อมูลเครดิตตามกำหนดเวลาอย่างถูกต้อง และทันสมัย  หากสถาบันการเงินไม่ส่งข้อมูลให้บริษัทฯ มีโทษปรับไม่เกิน 500,000 บาท และมีค่าปรับรายวันอีกไม่เกินวันละ 10,000 บาท จนกว่าปฏิบัติถูกต้อง และหากสถาบันการเงินส่งข้อมูลให้บริษัทฯมีความไม่ถูกต้องและไม่ส่งข้อมูลให้ถูกต้อง มีโทษปรับไม่เกิน 300,000 บาท และมีค่าปรับรายวันอีกวันละไม่เกิน 10,000 บาท จนกว่าปฏิบัติถูกต้อง

สมาชิกหรือสถาบันการเงิน จะนำข้อมูลเครดิตลูกค้าไปใช้ประโยชน์เฉพาะการวิเคราะห์สินเชื่อ ประกอบกับเกณฑ์ของสินเชื่อ การเงินนั้นๆ เท่านั้น และสถาบันการเงินนั้นๆ ต้องเก็บข้อมูลเครดิตของลูกค้าเป็นความลับ ห้ามเปิดเผยกับบุคคลอื่นที่ไม่เกี่ยวข้อง

รายงานประวัติการเงิน หรือสถานะของลูกหนี้ จะไม่อัพเดทวันต่อวัน จะแสดงผลย้อนหลัง 15 – 30 วัน

ด้านการรายงานการชำระของลูกค้า โดยสถาบันการเงินจะรายงานประวัติการชำระของลูกค้ารายนั้นๆ ทุกวันที่1 ของเดือน บางสถาบันการเงินอาจรายงานช่วงกลางเดือน แต่สำหรับประวัติเครดิตบูโรที่สถาบันการเงินส่งมาตรวจ หรือบุคคล หรือนิติบุคคล ขอตรวจเอง ผลประวัติทางการเงินจะแสดงย้อนหลัง 15-30 วัน ซึ่งไม่แสดงผลแบบปัจจุบัน

สถาบันทางการเงิน จะมีกำหนดอายุผลตรวจเครดิตบูโร 30-60 วัน (ขึ้นกับเกณฑ์ของสถาบันการเงิน) ตั้งแต่เริ่มลงนามตรวจเครดิตจนถึงอนุมัติสินเชื่อ และอาจให้ผู้กู้ตรวจเครดิตบูโรซ้ำอีกครั้ง เพื่อตรวจสอบการก่อหนี้ ความถี่การขอตรวจเครดิตบูโร ( Tracing ติดแท็กซิ่ง ) หรือ ประวัติการชำระ ในช่วงรอยต่อของการรายงานผลบูโรในระบบที่ย้อนหลังไม่เป็นปัจจุบัน

ตัวอย่างเช่น บุคคลขอตรวจเครดิตบูโร วันที่ 1-15 ของเดือนมีนาคม 2565 จะเห็นประวัติทางการเงินล่าสุด 31 มกราคม 2565 และหากตรวจ วันที่ 16-30 มีนาคม 2565 จะเห็นประวัติทางการเงินล่าสุด 28 กุมภาพันธ์ 2565

สรุปคือ ทำยังไงก็ได้ให้ธนาคารตรวจเครดิตบูโรคุณในช่วงครึ่งเดือนแรก เช่นคุณกู้บ้านผ่านแล้ว พยายามโอนบ้านช่วงปลายเดือน แล้วคุณก็ยื่นกู้บ้านในช่วงปลายเดือนนั้น เท่ากับว่าธนาคารใหม่ที่ควรยื่นกู้จะเช็คเครดิตบูโรคุณในช่วงปลายเดือนหรืออีกทีช่วงต้นเดือน ประวัติเครดิตบูโรก็จะไม่ขึ้นโชว์ให้เห็นว่าคุณเพิ่งโอนบ้านไป

Antonio Attorney
หลบเครดิตบูโร

แต่อย่าเพิ่งดีใจ ธนาคารอาจเช็คเครดิตบูโรอีกครั้ง เพื่อให้ช่วงเหลื่อมเวลานั้น หมดไป ธนาคารรู้ทันคุณ

ดังนั้น ผู้กู้สินเชื่อผ่านกับสถาบันการเงินสมาชิก และผู้กู้ไปโอนบ้านแล้ว ผลประวัติภาระหนี้ยังไม่ขึ้นทันที ประเด็นนี้อาจเป็นช่องว่างทางการเงิน ในการขอสินเชื่อ ซึ่งสถาบันการเงินมีแนวปฏิบัติป้องกันการขอสินเชื่อเกินความสามารถทางการเงินของผู้กู้ และเพื่อดูประวัติการชำระในช่วงรอยต่อ เช่น กำหนดอายุการตรวจเครดิตบูโรให้สั้นไม่เกิน 30 วัน และขอตรวจเครดิตบูโรซ้ำก่อนอนุมัติจริง หรือก่อนจำนอง ก็ได้


ถ้าคุณสนใจ ให้ผมเป็นที่ปรึกษาส่วนตัว ชำระค่าบริการมาที่ บัญชี ชื่อ ยุทธนา โกษากุล

KBANK 766 2 21897 3 / SCB 407 0 55631 0

แบบที่ 1 พูดคุยผ่านทางโทรศัพท์ ไม่จำกัดครั้ง คุยกันได้ตลอดชีพ ค่าบริการ 2,000 บาท ตลอดชีพ

แบบที่ 2 สามารถเจอผมได้ 1 ครั้ง คุณอาจจะพาครอบครัวหรือทีมงาน เราพูดคุยกับผมได้ ประชุมร่วมกันครับ วันนี้ขอจำกัดเวลาประมาณไม่เกิน 3 ชั่วโมงนะครับ หลังจากนั้นคุณสามารถโทรศัพท์พูดคุยกับผมได้ไม่จำกัดครั้ง แล้วคุยตลอดชีพได้เช่นเดียวกันครับ แบบที่ 2 ราคาค่าบริการ 5,000 บาทครับ

เมื่อโอนเงินแล้ว ส่งสลิปโอนเงินมาที่ LineID : @antonio ส่งสลิปมาแล้ว ไม่ต้องทักนะครับ เดี๋ยวข้อความมันจะเลื่อน ผมจะหาไม่เจอว่าใครโอนเงินมา เนื่องจาก ผมมีคนไลน์เข้ามาจำนวนมาก ส่งสลิปมาแล้วรอ ผมจะรีบติดต่อกลับนะครับ


ระวัง ภาระหนี้ที่สูง อาจจะทำให้คุณกลายเป็นหนี้เสีย

เพราะคุณ ไม่ได้ยื่นกู้ เพื่อขอสินเชื่อ การพิจารณาถึงรายได้ เทียบกับภาระหนี้ คุณพยายามหลบเลี่ยง ไม่ให้ธนาคารเห็นภาระหนี้จริงของคุณ บางครั้ง การเลี่ยงไม่ให้ธนาคารเห็นภาระหนี้เครดิตบูโร อาจจะทำให้คุณพูดได้ แต่มันก็จะสร้างปัญหาให้กับคุณในภายหลัง เพราะหากคุณยื่นกู้ตามระยะเวลาปกติ คุณอาจจะกู้ไม่ผ่านเพราะภาระหนี้คุณ เมื่อเทียบกับรายได้ จะเรียกได้ว่าเต็มสุดแล้ว คุณก็อาจจะกู้ไม่ผ่าน คุณก็กู้ผ่านแค่เฉพาะบ้านที่โอนไปแล้ว แต่นั่นมันก็อาจทำให้คุณ ไม่อยู่ในภาวะ ว่าภาระหนี้สูง สุดท้ายคุณก็จะกลายเป็นหนี้เสีย เพราะคนทั่วไป มักจะบอกว่า ผ่อนไหว ผ่อนไหว แล้วสุดท้ายก็ผ่อนไม่ไหว ผมขอแนะนำเลยนะครับ จะเสี่ยงกับการทำวิธีนี้ เพราะคุณกู้บ้านได้แล้ว โอนบ้านเรียบร้อย จะขอกู้สินเชื่อตัวอื่น ยื่นเรื่องเป็นปกติไปครับ กู้ไม่ผ่านก็ไม่เป็นไร มันน่าจะเป็นหนทางที่ดีกับชีวิตคุณมากกว่า พูดไว้ให้คิดครับ


แก้หนี้ สร้างหนี้ เราจัดการให้
ติดต่อ LineID : @antonio

ติดตามคลิปดีๆ ในแวดวงการเงิน การธนาคาร และอสังหาริมทรัพย์ ได้ที่ Youtube

และติดตามผมต่อได้ที่ Facebook/AntonioAttorney.Company

สนใจให้ผมเป็นที่ปรึกษาการเงินส่วนตัว คลิกเลยครับ

ดูคลิปพิเศษจาก Antonio https://bit.ly/3wqjila

ติดต่อ ผมที่ email : antonioattorney@gmail.com หรือ LineID : @antonio

ที่ปรึกษาสำหรับ ผู้ประกอบการ SME แก้หนี้ หรือ ขอกู้เงิน สินเชื่อ คลิกเลยครับ Antonio SME

เงินปันผลจากหุ้น นำไปพิจารณาสินเชื่อกู้ซื้อบ้านหรือคอนโดได้ไหมครับ

คำถามของคน ที่จะกู้เงินซื้อบ้าน สาย Passive Income

เงินปันผลหุ้น นำไปพิจารณาสินเชื่อกู้บ้าน หรือกู้คอนโดได้ไหม ถ้ามีรายได้ 65,000 บาท มีเงินปันผลหุ้น 50,000 บาทต่อปี (เฉลี่ยต่อเดือน 4,000 บาท/เดือน) และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หลักการใหญ่ๆ จริงแล้วธนาคารจะดู 2 มีส่วน คือรายได้หรือความสามารถในการชําระหนี้ อีกส่วนคือ ความมั่งคั่งและความมั่นคงทางการเงิน ภาษาอังกฤษเรียกว่า Wealth ส่วนนี้จะเป็นคะแนนเติมเต็มให้ผู้กู้ดูดีมากขึ้น

มุมมองธนาคาร ไม่ใช่รายได้ แต่เป็นผลตอบแทน จากการลงทุน

หากจะนำรายได้จากปันผลหุ้น มาพิจารณาประกอบนั้น โดยทั่วไป ธนาคารจะมองรายได้นี้เป็นเงินเก็บ ( Wealth ) มากกว่าเป็นรายได้ ที่คงที่ประจำของทุกๆ เดือน ซึ่งสามารถนำมาประกอบเสริมได้ แต่จะให้คิดเป็นรายได้ประจำ หรือไม่นั้นขึ้นกับเกณฑ์การพิจารณาของธนาคารฯนั้น คือไม่ฟันธง ว่าเป็นรายได้ คำตอบของผมน่าจะโน้มเอียงไปทางไม่คิดเป็นรายได้มากกว่าครับ

รายได้ลงในงบกำไรขาดทุน เงินปันผลลงในงบดุล

ถ้าผมจะสรุปแบบนักบัญชี คำว่าความสามารถในการชำระหนี้ รายได้ที่เกิดจากการประกอบกิจการ หรือรายได้ของเงินเดือน ถ้าเป็นบัญชีก็คืองบกำไรขาดทุน ส่วนเงินปันผล คือ ผลตอบแทนการลงทุน ถ้าอยู่ในรูปแบบของบัญชีคงจะอยู่ในหน้างบดุลมากกว่าครับ

เงินปันผล ขอสินเชื่อ

ก่อนปล่อยกู้ ธนาคารพิจารณาตัวเลขอะไรบ้าง

อาจต้องมีรายละเอียดเพิ่มเติมประกอบการพิจารณา คือ
หลักเกณฑ์การพิจารณาสินเชื่อ ทั่วไป
1.ประวัติทางการเงิน
2.อายุ อาชีพ ประสบการณ์
3.รายได้หลักที่ชัดเจน สามารถเฉลี่ยคงที่ทุกๆเดือน
4.รายได้อื่นๆ เช่น ค่าตำแหน่ง ค่าเดินทาง คอมมิชชั่น
5.หลักทรัพย์ที่จะซื้อ อาทิ ประเภทบ้าน เจ้าของโครงการ ราคาขาย และทำเลที่ซื้อ อยู่ใกล้ทำงาน หรือที่พักอาศัยปัจจุบัน หรือจุดประสงค์อื่นๆ

รายได้อะไรบ้าง ที่ธนาคารนำมาคิด หรือไม่คิด เป็นรายได้ ในการคำนวณวงเงินกู้

เรามาดูรายได้ที่ไม่ใช่รายได้ประจำคือ นอกจากเงินเดือน ธนาคาร มีหลักเกณฑ์ในการคิดรายได้ในส่วนนี้ให้กับผู้กู้อย่างไร
-ค่าตำแหน่ง คงที่หรือไม่ -ถ้าคงที่จะคิดให้เป็นรายได้หลักได้ **ถ้าไม่คงที่ อาจคิดเฉลี่ย 12-24 เดือน ขึ้นกับเกณฑ์ธนาคาร
-ค่าเดินทาง ค่าน้ำมันรถ จ่ายเหมาคงที่ หรือไม่ ถ้าคงที่ ธนาคารอาจคิดเป็นรายได้หลัก **ไม่คงที่อาจคิดเฉลี่ย 12-24 เดือน ขึ้นกับเกณฑ์ธนาคาร
– คอมมิชชั่นการขาย **อาจคิดเฉลี่ย 12-24 เดือน ขึ้นกับเกณฑ์ธนาคาร

เงินปันผลจากหุ้น ถ้านำมาคิดพิจารณาเป็นรายได้ ธนาคารจะขอเอกสารพิสูจน์ เพิ่มเติม ว่าเป็นเงินปันผลจากหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ หรือเงินปันผลจากหุ้นส่วนกรรมการบริษัทฯ ซึ่งที่มาของเงินปันผลหุ้น แต่ละแหล่ง ก็จะมีเอกสารประกอบการพิจารณา ต่างกัน คือ
– เงินปันผลหุ้นจากบริษัทฯ พิจารณา ชื่อบริษัทฯ ประเภทธุรกิจ ผลประกอบการ สัดส่วนการถือหุ้น การมีอำนาจลงนามหรือไม่ มติการจ่ายเงินปันผลแต่ละปี – เงินปันผลหุ้นจาก บมจ.ในตลาดหลักทรัพย์ พิจารณาชื่อ บมจ. ผลประกอบการ บมจ. ประวัติ บมจ. จำนวนหน่วยที่ถือ มติการจ่ายปันผลที่ผ่านๆ มา

ถ้านำมาคำนวณเป็นรายได้ ก็ต้องหาค่าเฉลี่ยกันอย่างน้อย 2 ปี

การนำเงินปันผลหุ้น มาแสดงเป็นรายได้เพื่อขอสินเชื่อบ้าน หรือคอนโด นั้น เบื้องต้นต้องมาคิดค่าเฉลี่ย 12-24 เดือน หรือ 36 เดือน ซึ่งอาจจะคิดรายได้หรือไม่คิดรายได้หรือไม่นี้น จะขึ้นกับหลักเกณฑ์การพิจารณาของธนาคารฯ นั้นๆ

สรุป คือ รายได้จากเงินปันผล ถึงแม้จะมีเข้ามาอย่างสม่ำเสมอทุก 6 เดือนหรือทุก 1 ปี จากการเช็คสอบข้อมูลก่อนเขียนบทความนี้ น่าจะเอามาเป็นรายได้เพื่อประกอบการพิจารณาไม่ได้ อธิบายง่ายๆแบบนี้ครับ หากคุณมีรายได้ 30,000 บาท และอีกคนมีรายได้ 20,000 บาท สองคนนี้จะกู้เงินแบงค์ได้เงินต่างกัน รายได้ 30,000 กู้เงินได้มากกว่าคนมีรายได้ 20,000 บาท เพราะฉะนั้นรายได้จากเงินปันผล จะไม่สามารถเอามาคิดรายการคำนวณวงเงินกู้ได้ แต่จะเป็นตัวช่วยเสริมให้การอนุมัติง่ายขึ้น มากกว่า เพราะถือว่าคุณมีเงินออม และเป็นคนที่มีวินัยทางการเงินสูง

สุดท้ายหวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆ พี่กำลังจะกู้เงิน ซื้อบ้านหรือคอนโด โชคดีทุกคนครับ


แก้หนี้ สร้างหนี้ เราจัดการให้
ติดต่อ LineID : @antonio

ติดตามคลิปดีๆ ในแวดวงการเงิน การธนาคาร และอสังหาริมทรัพย์ ได้ที่ Youtube

และติดตามผมต่อได้ที่ Facebook/AntonioAttorney.Company

สนใจให้ผมเป็นที่ปรึกษาการเงินส่วนตัว คลิกเลยครับ

ดูคลิปพิเศษจาก Antonio https://bit.ly/3wqjila

ติดต่อ ผมที่ email : antonioattorney@gmail.com หรือ LineID : @antonio

ที่ปรึกษาสำหรับ ผู้ประกอบการ SME แก้หนี้ หรือ ขอกู้เงิน สินเชื่อ คลิกเลยครับ Antonio SME

หนี้รถ กับ หนี้บ้าน เป็นหนี้ก้อนไหน ก่อนดี

ถ้าต้องเป็นหนี้ก้อนใหญ่ก้อนแรก หนี้รถหรือหนี้บ้าน ก้อนไหนที่เราควรเริ่ม

กู้ซื้อบ้าน กับ กู้ซื้อรถ หลายคนจะมีคำถามว่า ควรจะเป็นหนี้อะไรก่อนดี เพราะหนี้ทั้งสองประเภทนี้ เป็นหนี้ที่อาจจะเรียกว่าเป็นหนี้ก้อนใหญ่สำหรับชีวิตทีเดียว บางคนรู้สึกว่า กู้บ้านยากกว่า ต้องเตรียมตัวให้ดี ต้องพร้อมมากกว่า ใช้เวลานานเตรียมตัวนานกว่า อดทนไม่ไหว ขอสร้างหนี้ ด้วยการกู้รถก่อน ถือว่าเป็นการเรียกน้ำย่อยในการกู้เงินไปในตัว

สิ่งที่ต้องพิจารณา ก่อนเป็นหนี้

ผมจะแบ่งการพิจารณา ว่าจะเป็นหนี้บ้านหรือหนี้รถ สามารถพิจารณาได้ 2 ปัจจัยครับ 1. ดูตามความจำเป็น 2. พิจารณาทางด้านการเงิน พิจารณา จากภาระหนี้ที่เกิดขึ้น ก่อนหลัง

ถ้าคุณจะกู้ซื้อรถก่อน

ถ้าจะเลือกการมีรถก่อน ให้พิจารณา ความสำคัญ
1.ความจำเป็น ในการเดินทาง เช่น ระยะทางการเดินทางจากที่พักไปที่ทำงาน ระยะเวลาการเดินทาง ค่าใช้จ่ายของการเดินทาง
2.ลักษณะอาชีพมีความจำเป็นต้องมีรถหรือไม่
3.การใช้รถมีส่วนที่นายจ้างดูแลเท่าใด เช่น ค่าน้ำมันรถ ค่าทางด่วน ค่าบำรุงรักษารถ มีหรือไม่
4.รายได้ประจำ ที่คงที่ และรายได้อื่นๆ มีหรือไม่ เช่น ค่าคอมมิชชั่น โบนัสประจำปี อาชีพเสริมอื่นๆ เช่น ขายตรง ขายสินค้าวันหยุด
5.ญาติพี่น้อง ที่ต้องจำเป็นต้องดูแลการเดินทางเป็นประจำ เช่น บิดา มารดา ผู้ป่วย บุตรหลาน
6.รายจ่าย เดิม อาทิ ค่าเช่าบ้าน ค่าเดินทาง ผ่อนสินค้า คชจ.ในครอบครัว ประกันชีวิต(ถ้ามี) และค่ากิจกรรมสังคม
7.ค่าใข้จ่าย ต่อเนื่องจากการมีรถ

ยังไงก็ต้องเป็นหนี้ ถ้าแบบนี้สำรวจตัวเองก่อนครับ

เมื่อพิจารณาความสำคัญ ถ้าจำเป็นต้องมีรถ สิ่งที่พิจารณา ต่อไป คือ
1.ประเภทรถ เช่น รถเก๋งซีดาน รถกระบะ2 ประตู รถกระบะ 4 ประตู หรือ รถเอนกประสงค์
2.ประเภทรถใหม่ หรือรถมือสอง (รถมือสองจะมีการบวกภาษีมูลค่าเพิ่มจากค่างวดรถ)
3.ส่วนต่างเงินดาวน์ ดอกเบี้ย ค่างวด และระยะเวลาการผ่อน *** ตามเกณฑ์ ธปท. การผ่อนรถจะคล้ายกับบ้าน คือลดต้นลดดอก แต่ความเป็นจริง จะไม่ตรงกับ เกณฑ์ ธปท. โดยเฉพาะรถมือสอง ยังมีการคิดคล้ายแบบเดิม ( Flat rate ไม่ลดต้นลดดอก ) คือ ตัดค่าเป็นงวดๆ ถ้าจ่ายเกินจากค่างวด จะมีการยกยอดไปงวดถัดไป ไม่ได้ลดต้นลดดอกจริง***
4.ประมาณการค่าใช้จ่ายของการมีรถ อาทิ ค่าผ่อนงวดรถรายเดือน ค่าน้ำมัน ค่าทางด่วน ค่าซ่อมบำรุง ค่าต่อทะเบียนภาษีประจำปี ค่าเบี้ยประกันภัยทางเลือก(ประกันชั้น 1,2 หรือ3)
5.ผู้ค้ำประกัน (ถ้ามี)

หรือถ้าคุณจะกู้ซื้อบ้านก่อน

หากพิจารณาตามเหตุผลข้างต้น มีความจำเป็นต้องมีบ้านก่อน ให้คำนึงเหตุผลประกอบ เช่น
1.ผู้กู้มีความมั่นใจในอาชีพ รายได้ และโอกาสเติบโตในอาชีพการงาน เนื่องจากการผ่อนชำระบ้าน เป็นการผ่อนระยะยาว 15-35 ปี (ขึ้นกับอายุผู้กู้)
2.ผู้กู้ ยังสามารถเดินทางโดยรถสาธารณะได้ และสามารถควบคุมค่าใช้จายการเดินทางปกติได้
3.มีรายได้ของผู้กู้เพียงพอกับการผ่อนชำระ
4.รายได้รวมในครอบครัว (ถ้ามี) เช่น รายได้คู่สมรส  หรือรายได้ของบุตรหลาน คาดการณ์ในอนาคตหลังจบการศึกษา
5.ศักยภาพการผ่อนชำระจริง ซึ่งหากผู้กู้ สามารถวางแผนการผ่อนชำระบ้าน มากกว่าค่างวดปกติ 20-30% อย่างคงที่ของทุกๆเดือน จะทำให้การผ่อนมีระยะสั้นลง 5-10 ปี และดอกเบี้ยเฉลี่ยจริงจะลดลงมากๆ
6.การวางแผนการรีไฟแนนซ์  หลังผ่อนชำระตามเงื่อนไข 3-5 ปี การรีไฟแนนซ์ จะช่วยการประหยัดดอกเบี้ยจริงหรือไม่ ให้พิจารณาอัตราดอกเบี้ยลอยตัว เดิม กับดอกเบี้ยใหม่ และ ยอดคงค้าง ซึ่งหากส่วนต่างดอกเบี้ย แตกต่างกันไม่เกิน 2% และหากผู้กู้มีการผ่อนบ้านมากกว่าปกติ 20-30%  การรีไฟแนนซ์  อาจไม่มีความจำเป็น รายละเอียดในการพิจารณาขึ้นกับเงื่อนไขในอนาคต

ผลดีผลเสีย ถ้าคุณเลือกกู้ก้อนแรกผิดประเภท

สรุป การพิจารณาเลือกกู้รถ หรือบ้าน ให้พิจารณาด้านความจำเป็น มากกว่าความอยากได้ (Need > want) อีกทั้งการกู้รถหรือบ้าน นั้น หากกู้รถวงเงินสูงก่อนมีบ้าน ให้มีการผ่อนชำระค่างวดรถเป็นปกติ อย่างน้อย 3-6 งวด และมีส่วนต่างของรายได้ของการผ่อนบ้านได้ ก็สามารถจะกู้บ้านได้ แต่หากสัดส่วนการผ่อนรถที่ตึงตัว จะทำให้การขอกู้บ้านจะได้ยากขึ้น อาจต้องหาผู้กู้ร่วมที่มีศักยภาพ

สำหรับคนที่กู้บ้านก่อน การจะออกรถ ยังสามารถขอกู้รถได้ เพราะเงื่อนไข การกู้รถ ง่ายกว่าบ้าน อาจดูที่รายได้ยังพอได้ หรืออาจต้องวางเงินดาวน์สูงขึ้น และอาจต้องมีผู้ค้ำประกัน (ถ้ามี) มาประกอบการพิจารณา ซึ่งหากผู้ค้ำประกัน มีอาชีพ มีรายได้ ก็ทำให้กู้รถได้ง่ายขึ้น
(ปกติกู้รถ ไม่ตรวจบูโร ผู้ค้ำประกัน แต่ในปัจจุบัน อาจจะตรวจ)
จนท.สินเชื่อรถ มักจะถามถึง ความเป็นเจ้าบ้านหรือไม่ เป็นเจ้าของโฉนดบ้านหรือไม่ หรือมีทรัพย์อสังหาริมทรัพย์หรือไม่ เพื่อเป็นข้ออ้างว่าทำให้อนุมัติง่ายขึ้น แต่ในความเป็นจริง เป็นการสืบทรัพย์ผู้กู้โดยตรง กรณีผู้กู้ไม่สามารถผ่อนรถได้ รถถูกยึด หากขายทอดตลาดแล้วไม่พอ ก็จะง่ายในการฟ้องอายัดอสังหาริมทรัพย์ เพื่อชดใช้ส่วนต่างได้
และถึงแม้ว่า เกณฑ์ ธปท.ที่กำหนด สามารถคืนรถได้ หากไม่มีการค้างชำระ แต่ความเป็นจริง ต้องพิจารณาสินเชื่อรถให้ชัดเจนก่อนทุกครั้ง ซึ่งมีหลายกรณี หากผู้กู้จะคืนรถ ไฟแนนซ์ จะมีข้ออ้างไม่รับคืนรถ จะมีการบ่ายเบี่ยง และบางกรณี ถึงแม้ว่าจะรับคืนรถตามสภาพที่สมบูรณ์แล้วก็ตาม ไฟแนนซ์ ก็ยังจะฟ้องให้ชำระส่วนต่าง ซึ่งผู้กู้ที่คืนรถแล้ว ก็ต้องจ้างทนายไปต่อสู้กับไฟแนนซ์ ผลคือผู้กู้อาจจะชนะคดี หรือแพ้คดีก็ได้
ให้พิจารณาตามข้อกฎหมาย และข้อมูลในสัญญาสินเชื่อรถ หากผู้กู้ชนะคดี ก็ยังมีประวัติทางการคดีการเงิน ซึ่งผู้กู้ต้องเก็บเอกสารการฟ้องชนะ ไว้ชี้แจงการขอสินเชื่อครั้งต่อไป และผู้กู้จะติดประวัติการคืนรถ(ข้อมูลในกลุ่มชมรมไฟแนนซ์รถ )

การจะเลือกเป็นหนี้ ก้อนไหนก่อนดี ระหว่าง หนี้บ้าน กับ หนี้รถ คือ ดูความจำเป็น ของชีวิต และดูคุณสมบัติในการที่เรา จะเป็นลูกหนี้ และมีภาระที่ต้องผ่อนหนี้ กันไปจนจบ ทบทวน และตัดสินใจกันเองครับ หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆนะครับ แต่ถ้าคุณกู้บ้านก่อน แล้วจะกู้รถ ง่ายกว่า ครับ


แก้หนี้ สร้างหนี้ เราจัดการให้
ติดต่อ LineID : @antonio

ติดตามคลิปดีๆ ในแวดวงการเงิน การธนาคาร และอสังหาริมทรัพย์ ได้ที่ Youtube

และติดตามผมต่อได้ที่ Facebook/AntonioAttorney.Company

สนใจให้ผมเป็นที่ปรึกษาการเงินส่วนตัว คลิกเลยครับ

ดูคลิปพิเศษจาก Antonio https://bit.ly/3wqjila

ติดต่อ ผมที่ email : antonioattorney@gmail.com หรือ LineID : @antonio

ที่ปรึกษาสำหรับ ผู้ประกอบการ SME แก้หนี้ หรือ ขอกู้เงิน สินเชื่อ คลิกเลยครับ Antonio SME


เมื่อยังรัก กู้ร่วมซื้อบ้าน พอเลิกกัน ภาระหนี้ที่มี จะทำยังไงดี?

การกู้ร่วมซื้อบ้าน กับแฟน สามี ภรรยา หรือ คนรัก เป็นการสร้างความมั่นคง หรือ สร้างภาระระยะยาว? อันนี้ต้องมาพิจารณากันให้ดีๆนะครับ ผมมีข้อมูลประกอบการพิจารณา ประมาณนี้นะครับ การกู้ร่วม เพื่อหวังที่จะสร้างครอบครัว แต่สุดท้าย ปัญหาจะเกิดขึ้น ถ้า ในช่วงที่กู้ร่วม ความรักยังหวานชื่น แต่เมื่อเลิกรากัน ไม่คุยกัน ไม่มองหน้ากัน ต่างคนต่างไม่อยากรับผิดชอบหนี้ ที่ทั้งคู่ร่วมกู้กันมา ปัญหาเกิดแน่นอนครับ

เมื่อคู่รักตกลงที่จะใช้ชีวิตร่วมกันแล้ว บ้านถือเป็นปัจจัยแรกๆ ที่จะวางแผนซื้อร่วมกัน เพื่อสร้างครอบครัวให้สมบูรณ์มากขึ้น เมื่อเลือกบ้านที่ถูกใจได้แล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการยื่นขอสินเชื่อกับธนาคาร ซึ่งการกู้ร่วม ถือเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ โดยสามารถศึกษารายละเอียดของการกู้ร่วมได้ดังนี้ 

ข้อมูลการหย่าร้าง ของคู่สมรส อีกปัจจัยหนึ่ง ที่ต้องนำมาพิจารณาในการกู้ร่วม

ข้อมูลกรมการปกครองเผยว่า ในปี 2564 มีสถิติการหย่าร้างถึง 110,942 คู่ คิดเป็นสัดส่วนเกือบครึ่ง (46%) ของยอดจดทะเบียนสมรสใหม่ 240,979 คู่เลยทีเดียว

หลักเกณฑ์ ในการกู้ร่วม คุณสมบัติของคนกู้ และความสัมพันธ์

การกู้ร่วม คือ การร่วมเซ็นสัญญายื่นกู้ซื้อทรัพย์สินชิ้นเดียวกัน โดยผู้กู้ร่วมต้องเป็น คู่สมรส พ่อแม่ พี่น้อง หรือ ญาติ ตามเงื่อนไขที่ธนาคารนั้นกำหนด กู้ร่วมกันเพื่อแสดงให้ธนาคารเห็นว่าผู้ร่วมรับภาระหนี้มีความสามารถทางการเงินเพียงพอที่จะผ่อนชำระเงินต้นและดอกเบี้ยได้ ซึ่งมีข้อดีกว่าการยื่นกู้ซื้อคนเดียว เนื่องจากมีการกระจายความเสี่ยง มีความน่าเชื่อถือ มีโอกาสในการอนุมัติสินเชื่อง่ายขึ้น และอาจจะได้วงเงินอนุมัติสินเชื่อเพิ่มมากขึ้นด้วย การกู้ร่วมส่วนใหญ่เกือบทุกธนาคารจะสามารถกู้ร่วมกันได้ ไม่เกิน 3 คน

คุณสมบัติหลัก ๆ ของผู้ที่สามารถเป็นผู้กู้ร่วมได้นั้น จะต้องเป็นสายโลหิตเดียวกัน หรือมีความสัมพันธ์ในเครือญาติ หรือเป็นครอบครัวเดียวกับผู้กู้หลัก เช่น พ่อ แม่ พี่ น้อง ลูก เครือญาติ หรือคู่สมรส หากเป็นพี่น้องที่ใช้คนละนามสกุล ก็สามารถกู้ร่วมกันได้ แต่ต้องนำหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติม เช่น ทะเบียนบ้านหรือสูติบัตรที่แสดงให้เห็นว่ามีพ่อแม่เดียวกัน โดยผู้กู้ร่วมจำเป็นต้องมีคุณสมบัติ ตามที่สถาบันการเงิน/ธนาคารกำหนด เช่นเดียวกับผู้กู้หลัก คือ มีความสามารถในการชำระหนี้ ไม่มีภาระหนี้มากเกินไป และไม่มีประวัติผิดนัดชำระหนี้

สำหรับคู่รักที่ยังไม่ได้แต่งงานนั้น จะไม่สามารถยื่นเรื่องกู้ร่วมได้ ยกเว้นว่า มีการหมั้น และเตรียมพร้อมที่จะแต่งงาน ส่วนกรณีคู่รักที่แต่งงานแล้ว แต่ไม่ได้จดทะเบียนจะสามารถกู้ร่วมได้ โดยแสดงหลักฐานอื่น ๆ ประกอบ เช่น ภาพถ่ายวันแต่งงาน หรือใบลงบันทึกประจำวันจากสถานีตำรวจ ที่ระบุว่า อยู่ร่วมกันฉันสามีภรรยา แต่ไม่ได้จดทะเบียน หรือหากมีบุตรร่วมกันให้แสดงใบเกิดที่ระบุชื่อพ่อแม่ หรือใช้สำเนาทะเบียนบ้าน ที่ระบุชื่อของคู่สมรส ที่แสดงว่าปัจจุบันอยู่ด้วยกัน ซึ่งรายละเอียดของเอกสารเหล่านี้ อาจแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับนโยบายพิจารณาการให้สินเชื่อของแต่ละธนาคารด้วยเช่นกัน

กรรมสิทธิ์ ของบ้านที่กู้ร่วม ใครมีกรรมสิทธิ์ บ้าง?

เมื่อกู้ร่วมกันแล้ว กรรมสิทธิ์ในบ้านนั้น ถือเป็นกรรมสิทธิ์ร่วมกันของผู้กู้ทั้งหมด หรืออาจจะตกลงยกให้เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้กู้รายใดรายหนึ่งก็ย่อมได้ แต่สำหรับการรับผิดชอบในการชำระหนี้นั้น ถือว่ามีภาระผูกพันในการรับผิดชอบหนี้ร่วมกันของผู้กู้ ดังนั้นจึงต้องมีการวางแผนเรื่องกรรมสิทธิ์ ว่าจะให้ตกเป็นของใครคนใดคนหนึ่งหรือไม่ และวางแผนเรื่องการเงินในการผ่อนชำระด้วย เพื่อไม่ให้ผู้กู้รายใดรายหนึ่งต้องแบกรับภาระที่มากเกินไป จะได้ไม่เกิดปัญหาตามมาทีหลัง

สิทธิประโยชน์ทางภาษี ในการกู้ร่วมซื้อบ้าน

ปกติแล้วผู้ที่ซื้อบ้าน หรือคอนโดมิเนียมจะสามารถนำดอกเบี้ยที่จ่ายให้กับธนาคาร มาลดหย่อนภาษีได้สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท หากการกู้เพื่อซื้อที่อยู่อาศัยนั้นเป็นการกู้ร่วม ดอกเบี้ยที่จะนำไปหักลดหย่อนภาษีได้นั้น จะต้องถูกหารเฉลี่ยตามจำนวนผู้กู้ แม้ว่าผู้กู้หลักจะเป็นผู้ผ่อนแต่เพียงผู้เดียวก็ตาม เช่น หากกู้ร่วมกันสองคนและจ่ายดอกเบี้ยทั้งปี 100,000 บาท สามารถใช้สิทธิลดหย่อนได้คนละ 50,000 บาท โดยผู้กู้ร่วมไม่สามารถเลือกได้ว่าจะให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งใช้สิทธิลดหย่อนภาษีเพียงผู้เดียว หรือเลือกใช้สิทธิลดหย่อนมากกว่าอีกฝ่ายหนึ่งได้

เมื่อความรัก เปลี่ยนเป็นการเลิกรา ไม่พูด ไม่มองหน้ากัน แต่มีการกู้ร่วมกันไปแล้ว จะถอนชื่อออกอย่างไร

ขอถอดถอนชื่อผู้กู้ร่วม อันดับแรกคือผู้กู้ทั้งสองฝ่ายต้องตกลงไกล่เกลี่ยกันให้ได้ก่อนว่า ใครจะเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ของบ้านหลังนี้ พร้อมทั้งตกลงว่าจะจัดการเงินที่ผ่อนชำระไปแล้วอย่างไร เพื่อไม่ให้มีฝ่ายใดเสียเปรียบ เพื่อให้อีกฝ่ายยินยอมโอนกรรมสิทธิ์ให้ เพราะหากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ยอม ก็จะไม่สามารถถอดถอนชื่อผู้กู้ร่วมได้ เมื่อเจรจากันเรียบร้อย การดำเนินการจะแบ่งออกเป็น 2 กรณี คือ

– คู่รักที่จดทะเบียนสมรส แล้วเลิกรากัน ต้องจดทะเบียนหย่าให้เรียบร้อย เพื่อนำใบหย่า และสัญญาจะซื้อจะขายไปขอถอนชื่อคู่รักออกจากสัญญากู้ที่ทำไว้กับธนาคาร เพื่อให้ธนาคารเปลี่ยนรูปแบบสินเชื่อที่อยู่อาศัยและสัญญาเงินกู้ใหม่ หากเป็นการกู้ร่วมหลังจดทะเบียนสมรสกันแล้ว บ้านหลังนั้นจะถือเป็น “สินสมรส” ซึ่งจะได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมจากกรมที่ดิน
– ส่วนคู่รักที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสและเลิกรากันนั้น ขึ้นอยู่กับการตกลงกันของทั้งสองฝ่ายว่า ใครจะเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ของสินทรัพย์ที่กู้ร่วมกัน โดยสามารถไปแจ้งถอดถอนชื่อออกกับธนาคารที่ทำสัญญากู้ไว้ พร้อมแจ้งต่อธนาคารว่าต้องการให้ใครเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ต่อไป ซึ่งจะมีค่าธรรมเนียมการโอนเปลี่ยนชื่อกรรมสิทธิ์ประมาณ 5% ของราคาประเมินที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง

เมื่อ หย่า หรือ เลิกรากัน เราจะถอนชื่อออก หากธนาคารไม่ยอม ต้องทำอย่างไร

หากถึงที่สุดแล้ว เกิดมีปัญหาที่ทำให้ความสัมพันธ์ของคู่รักสิ้นสุดลง และมีความกังวลเรื่องภาระผูกพันจากการกู้ร่วมนั้น ก็ยังพอมีทางออกโดยสามารถขอถอดถอนชื่อผู้กู้ร่วมได้ โดยสามารถติดต่อทางธนาคารถึงเงื่อนไขต่างๆได้ แต่ทั้งนี้ทางธนาคารมีสิทธิไม่อนุมัติให้ถอดถอนชื่อผู้กู้ร่วมได้ เนื่องจากต้องพิจารณาความสามารถของการผ่อนชำระหนี้ของผู้กู้ที่เหลืออยู่ ว่าสามารถชำระหนี้ได้หรือไม่ หากไม่สามารถชำระหนี้ได้ อาจจะต้องหาผู้มากู้ร่วมใหม่ เช่น พ่อแม่ ญาติ แทนผู้กู้ร่วมคนเดิม นอกจากนี้ยังมีวิธีการรีไฟแนนซ์ คือเป็นการยื่นกู้ใหม่กับธนาคารใหม่ แต่ใช้ชื่อผู้กู้เพียงคนเดียว ซึ่งธนาคารก็จะตรวจสอบเอกสารและพิจารณาสินเชื่อใหม่ทั้งหมด ซึ่งหากทางธนาคารไม่อนุมัติ ทางออกสุดท้ายคืออาจจะตกลงขายบ้านนั้น ซึ่งถือว่าเป็นทางแก้ปัญหาที่ดีที่สุด เนื่องจากทั้งสองฝ่ายไม่ต้องรับภาระผ่อนอีกต่อไป

การกู้ร่วมเพื่อซื้อที่อยู่อาศัย มีข้อดีในการเพิ่มโอกาสการซื้อให้ง่ายขึ้น เพื่อสร้างครอบครัวให้สมบูรณ์มากขึ้น แต่ทั้งนี้การวางแผนในอนาคตก็เป็นเรื่องสำคัญ หากมีปัญหากระทบถึงความสัมพันธ์ในครอบครัวแล้วนั้น จะได้มีทางออกในการแก้ปัญหาเพื่อไม่ให้การเป็นภาระผูกพันในอนาคตได้


แก้หนี้ สร้างหนี้ เราจัดการให้
ติดต่อ LineID : @antonio

ติดตามคลิปดีๆ ในแวดวงการเงิน การธนาคาร และอสังหาริมทรัพย์ ได้ที่ Youtube

และติดตามผมต่อได้ที่ Facebook/AntonioAttorney.Company

สนใจให้ผมเป็นที่ปรึกษาการเงินส่วนตัว คลิกเลยครับ

ดูคลิปพิเศษจาก Antonio https://bit.ly/3wqjila

ติดต่อ ผมที่ email : antonioattorney@gmail.com หรือ LineID : @antonioattorney

ที่ปรึกษาสำหรับ ผู้ประกอบการ SME แก้หนี้ หรือ ขอกู้เงิน สินเชื่อ คลิกเลยครับ Antonio SME

แก้หนี้

เหตุผลที่ปีนี้ คุณต้องซื้อบ้าน กู้บ้าน โอนบ้าน ให้ได้ภายในปีนี้ เพราะอะไร?

ปีนี้ ถึงแม้ว่าเศรษฐกิจในภาพรวมไม่ค่อยจะดีสักเท่าไหร่ แต่ด้วยหลายเหตุปัจจัย ที่ทำให้อสังหาริมทรัพย์โดยเฉพาะบ้านหรือคอนโด คือที่อยู่อาศัย ที่หลายคนหวังไว้ว่า จะได้เป็นเจ้าของบ้านหรือคอนโดให้ได้ คลิปนี้จะมาบอกว่าเหตุผลอะไร คุณถึงต้องรีบซื้อบ้านกู้บ้านให้ผ่านภายในปีนี้


แก้หนี้ สร้างหนี้ เราจัดการให้
ติดต่อ LineID : @antonio

ติดตามคลิปดีๆ ในแวดวงการเงิน การธนาคาร และอสังหาริมทรัพย์ ได้ที่ Youtube

และติดตามผมต่อได้ที่ Facebook/AntonioAttorney.Company

สนใจให้ผมเป็นที่ปรึกษาการเงินส่วนตัว คลิกเลยครับ

ดูคลิปพิเศษจาก Antonio https://bit.ly/3wqjila

ติดต่อ ผมที่ email : antonioattorney@gmail.com หรือ LineID : @antonioattorney

ที่ปรึกษาสำหรับ ผู้ประกอบการ SME แก้หนี้ หรือ ขอกู้เงิน สินเชื่อ คลิกเลยครับ Antonio SME

แก้หนี้