เงินกู้ soft loan มุมมองที่แตกต่าง จากฝั่งลูกหนี้(ที่กำลังจะตาย) กับฝั่งเจ้าหนี้ ที่จำเป็นต้องเลือก

แบงค์ชาติอาจปรับเปลี่ยนเงื่อนไขปล่อยกู้ ซอฟท์โลน บสย. พร้อมเข้ามาช่วยค้ำประกันหนี้ เนื่องจากมาตรการต่างๆที่ผ่านมา แบงก์ชาติยอมรับเองว่า ไม่ได้เอาปัญหา หรือความต้องการของลูกหนี้เป็นตัวตั้งโจทย์

ที่ผ่านมา นโยบายปล่อยกู้ soft loan แบงค์ชาติมีนโยบายให้สินเชื่อกับผู้ประกอบการที่ไม่เป็นหนี้เสียก่อน 31 ธันวาคม 62 นั่นหมายความว่า ลูกหนี้ที่จะได้สินเชื่อ soft loan ต้องเป็นลูกหนี้ที่ดี แต่เกิดปัญหาภาวะเศรษฐกิจจากวิกฤตโควิดเท่านั้น คือพูดง่ายๆว่ากิจการดีมาตลอด ยอดขายดี บริหารจัดการดี สุดท้ายคือประวัติในการชำระหนี้ดี

คือไม่ได้แปลว่าถ้าเป็นหนี้เสียกันมาก่อนหน้านี้แล้วโดน covid ซ้ำเข้าไปอีก กรณีแบบนี้ไม่เข้าเงื่อนไขที่จะปล่อยกู้ได้ครับ

แบงค์ชาติมีนโยบายเพียงแต่ จะช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับวิกฤต แต่ยังเป็นธุรกิจที่มีผลประกอบการดี ก่อนโควิดจะมา

ฉะนั้นผู้ประกอบการรายไหน ที่บอกว่าช่วยแต่เฉพาะลูกค้ารายใหญ่ รายเล็กรายน้อยไม่เห็นหัว ผมก็เข้าใจในมุมมองของลูกหนี้นะ แต่ถ้าในมุมมองของธนาคาร ธุรกิจของคุณมันเริ่มส่ออาการให้เห็นก่อนที่เขาจะมาด้วยซ้ำ แล้วยิ่งลูกหนี้รายไหนจ่ายชำระหนี้ไม่ตรง อันนี้เลิกฝันได้เลยครับว่า จะได้เงินกู้ Soft Loan มาช่วย

ใจเขาใจเรา พูดง่ายๆคือ ฝั่งเจ้าหนี้ ก็ต้องเห็นใจลูกหนี้ว่า เป็นหนี้เสียเพราะอะไร ถ้าลูกหนี้ได้เงินกู้เพื่อเสริมสภาพคล่องกิจการจะกลับมาดีจริงๆใช่ไหม ซึ่งธนาคารอาจจะมองว่า ถึงอย่างไร ลูกหนี้ได้เงินกู้เสริมสภาพคล่องไป มันก็กลายเป็นเงินที่ละลายลงแม่น้ำไม่เกิดประโยชน์อะไรขึ้นมา

ส่วนฝั่งลูกหนี้ ก็บอกว่า ถ้าได้เงินกู้ soft loan มา ดอกเบี้ยก็ถูก แล้วยังเอามาเสริมสภาพคล่องให้กับกิจการ แต่ลองนึกและถามตัวเองจริงๆ ดูนะครับว่า เอาแบบไม่มีอคตินะครับ ด้วยใจเป็นกลาง ว่า

ที่ผ่านมา กิจการของเราที่ไปไม่รอด คือการขาดสภาพคล่องจริงหรือเปล่า หรือเหตุผลอื่นๆเช่น ที่ผ่านมาเราเอาเงินกู้ไปใช้ผิดประเภท ลูกค้าเราไม่มี ลูกค้าหาย ลูกหนี้การค้ามีเยอะแต่เราเก็บหนี้ไม่ได้ ต่างๆนานาเหล่านี้ มันคือปัญหาการขาดสภาพคล่องจริงหรือไม่ หรือมันคือปัญหาจากตัวเราเอง ที่บริหารธุรกิจผิดพลาด

ติดตามคลิปดีๆ ในแวดวงการเงิน การธนาคาร และอสังหาริมทรัพย์ ได้ที่ YouTube

และติดตามผมต่อได้ที่ facebook/AntonioAttorney

สนใจให้ผมเป็นที่ปรึกษาการเงินส่วนตัว คลิกเลยครับ

ติดต่อ ผมที่ email : antonioattorney@gmail.com หรือ LineID : @antonioattorney

กู้เงินด่วน ผ่านแอพพลิเคชั่น ทำไมสามารถวิเคราะห์สินเชื่อได้รวดเร็ว มีหลักการการทำงานอย่างไร?

สมัยก่อน ตอนที่เรามีความจำเป็นต้องใช้เงิน ก็คงต้องแบกหน้า ไปขอยืมเพื่อน ขอยืมญาติพี่น้อง ในบางครั้ง เงินกู้ที่เราต้องการ เป็นเงินไม่มาก และใช้เวลาในการคืนสั้น ซึ่งบางครั้ง หากมีใคร ที่เราสามารถกู้เงินด่วนได้ แต่ต้องเสียดอกเบี้ยเป็นการตอบแทน เราก็พร้อม เพราะสบายใจกว่า

ปัจจุบัน การกู้เงินด่วน ผ่านแอพพลิเคชั่น ของ ธนาคาร และ นอนแบงค์ มีให้เลือกหลากหลายเจ้าหนี้ การขออนุมัติเงินกู้ด่วน ที่วิเคราะห์และพิจารณาสินเชื่อด้วย Big data ผ่านการคัดกรองจาก AI

การกู้เงินด่วน ที่ใช้ Big data และ AI เป็นผู้วิเคราะห์ มีแบบ 2 กรณี กรณีแรก AI วิเคราะห์แล้วนำเสนอสินเชื่อให้ผู้กู้ตอบรับ กรณีที่ 2 ผู้กู้ส่งความต้องการขอสินเชื่อผ่านแอพพลิเคชั่น ซึ่งทั้งสองกรณีนี้ กรณีแรกแค่ตอบรับก็ได้วงเงินสินเชื่อทันที แต่กรณีที่ 2 ถึงแม้ว่าจะใช้ Big data และ AI เป็นผู้วิเคราะห์ แต่แอพพลิเคชั่น ในเมืองไทยตอนนี้ ก็ยังจะต้องวิเคราะห์จากเอกสารซึ่งผู้ขอกู้จะต้องถ่ายรูปและส่งเข้าไปในส่วนกลางของธนาคารเพื่อประกอบและ วิเคราะห์ ซึ่งก็อาจจะยังไม่ใช้ AI วิเคราะห์แบบ 100%

จุดเด่นของบริการเงินกู้ด่วน คือสามารถทำได้ง่ายๆ แค่ปลายนิ้ว อนุมัติเร็ว ไม่ต้องใช้เอกสารมากมาย ไม่ต้องใช้หลักทรัพย์หรือคนค้ำประกัน เป็นบริการที่ช่วยแก้เพนพ้อยท์ของหลายๆ คนที่ต้องการกู้ยืมเงินจำนวนไม่มาก เพื่อเพิ่มสภาพคล่องแบบเร่งด่วน

ตัวอย่างการใช้ AI ในการพิจารณาสินเชื่อที่ถูกพูดถึงในระดับโลก คือ การปล่อยกู้ด่วนของ MYBank ธนาคารภายใต้การสนับสนุนของ Ant Financial ที่มีมหาเศรษฐีอย่าง Jack Ma แห่งอาณาจักรอาลีบาบา สนับสนุนอยู่เบื้องหลังอีกทอดหนึ่ง ความพิเศษของ MYBank คือการให้ AI ประมวลผลร่วมกับคลาวด์ และ Big Data ของ Alibaba ทำให้สามารถตัดสินใจว่าจะอนุมัติหรือไม่อนุมัติได้ภายในเวลา 3 นาที ยิ่งไปกว่านั้น ยังคิดดอกเบี้ยได้ในอัตราเพียง 1% ซึ่งถือว่าเป็นดอกเบี้ยที่ต่ำมาก เมื่อเทียบกับสถาบันการเงินอื่นๆ ที่ยังใช้ระบบบริหารจัดการสินเชื่อแบบเดิมซึ่งมีต้นทุนสูงกว่า

ระบบการทำงานที่มีประสิทธิภาพนี้ ทำให้ MYBank สามารถปล่อยกู้ให้กับบริษัทขนาดเล็กได้มากถึง 16 ล้านแห่ง คิดเป็นมูลค่า 2 ล้านล้านหยวน หรือราว 290,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ภายในเวลา 4 ปีนับตั้งแต่เปิดให้บริการ 

แต่ในเมืองไทย เงินกู้ด่วน ที่ปล่อยกู้ด้วยความร่วมมือกันระหว่าง ธนาคาร กับ ผู้ให้บริการแอพพลิเคชั่น เช่น Grab ซึ่ง AI สามารถวิเคราะห์ได้ว่าผู้ให้บริการขับขี่หรือผู้ขับแท็กซี่ผ่าน grab มีรายได้เฉลี่ยต่อวันเท่าไหร่ และมีความขยัน ตั้งใจในการทำงานมากน้อยแค่ไหน ซึ่งตรงนี้ถือว่าเป็น Big data ซึ่ง AI สามารถเอาไปวิเคราะห์ได้อย่างแม่นยำ และวิเคราะห์ช่วงเวลาที่ลูกค้าต้องการเงิน และวงเงินเท่าไหร่ เมื่อเทียบกับรายได้ที่สามารถทำได้ต่อวัน

ในการปล่อยเงินกู้ ดอกเบี้ยก็ถือว่าไม่แพง เมื่อเทียบกับสินเชื่อบุคคล แต่มีข้อเสียคือในความคิดของผม ผมว่าโหด และเขี้ยวกว่าพวกแขกอินเดีย เพราะใช้ระบบตัดเงินรายวัน ซึ่งเมื่อเทียบตัวเลขทางด้าน financial ถือว่าอัตราดอกเบี้ยค่อนข้างสูงมากทีเดียวครับ

อย่างไรก็ตาม ผมว่าฟินเทค ที่หลายคนบอกว่าจะมา disrupt ระบบธนาคาร ก็คงมาแย่งคู่แข่ง แย่งลูกค้าเฉพาะรายย่อยเท่านั้นล่ะครับ ส่วนลูกค้ารายใหญ่ ธุรกิจ sme ขนาดกลาง ยังไงก็ต้องใช้คน ใช้ สัญชาตญาณของเจ้าหน้าที่สินเชื่อ ใช้การสัมผัสรับรู้รูป รส กลิ่น เสียง เพื่อที่จะวิเคราะห์พิจารณาในการอนุมัติสินเชื่อรายใหญ่ๆแบบโบราณเหมือนเดิมนะครับ

ติดตามคลิปดีๆ ในแวดวงการเงิน การธนาคาร และอสังหาริมทรัพย์ ได้ที่ YouTube

และติดตามผมต่อได้ที่ facebook/AntonioAttorney

สนใจให้ผมเป็นที่ปรึกษาการเงินส่วนตัว คลิกเลยครับ

ติดต่อ ผมที่ email : antonioattorney@gmail.com หรือ LineID : @antonioattorney

สินเชื่อ Soft Loan กู้วิกฤตโควิด ช่วย SME ให้รอด

Soft loan สินเชื่อที่ออกโดยแบงค์ชาติ เป็นพรก.กู้เงิน 5 แสนล้าน ช่วยเหลือ สนับสนุนผู้ประกอบการ sme ดอกเบี้ย 2% ผ่อน 2 ปีฟรีดอกเบี้ย 6 เดือนแรก

ย้ำนะครับ ให้กู้กับลูกหนี้สินเชื่อธุรกิจเท่านั้น และต้องมีวงเงินอยู่กับธนาคารอยู่แล้ว และต้องเป็นลูกหนี้ดีด้วย ย้ำนะครับ

บริษัทที่จะขอกู้ Soft Loan ได้ ต้องเป็นบริษัทที่ไม่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ไม่เป็นหนี้เสีย และไม่เป็นบริษัทที่ให้บริการทางด้านการเงิน สุดท้ายคือ ต้องมีเงินกู้ไม่เกิน 500 ล้านบาท

ธนาคารต้องไม่คิดค่าธรรมเนียมในการขอสินเชื่อ soft loan ในครั้งนี้ แต่ในเรื่องจริงเท่าที่ผมทราบมามีการเก็บค่าฟรี 2-4%

soft loan ลูกหนี้เดิม สามารถขอวงเงินสินเชื่อ ได้ไม่เกิน 20% ของภาระหนี้ ที่มีอยู่กับสถาบันการเงิน แต่หากจะขอวงเงินเพิ่มมากกว่า ก็จะเป็นการพิจารณาแต่ละกรณีกรณีไป ระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้

ลูกหนี้หลายคน ได้รับการปฏิเสธสินเชื่อ soft loan จากธนาคาร โดยให้เหตุผลว่าเงินหมดแล้ว แบงค์ชาติยืนยันว่า ยังเหลืออยู่ ฉะนั้นธุรกิจ sme รายไหนที่มีวงเงินอยู่กับธนาคารนั้นๆแล้วถูกปฏิเสธ แจ้งไปที่แบงค์ชาติเลยครับ

สินเชื่อ soft loan ในครั้งนี้ แบงค์ชาติมีนโยบายให้กู้กับลูกหนี้ ที่มีภาระหนี้เดิมอยู่กับธนาคารนั้นๆเท่านั้น เนื่องจากจะใช้เวลาในการพิจารณาที่ค่อนข้างเร็ว เพราะธนาคารจะทราบ คุณสมบัติและประวัติของลูกหนี้รายนั้นอยู่แล้ว

การจะทำประกัน ในการขอสินเชื่อ soft loan นี้ การทำประกันไม่มีผลกับการอนุมัติหรือไม่อนุมัติ

ได้สินเชื่อ soft loan จากธนาคารออมสินแล้ว ขอสินเชื่อ soft loan จากธนาคารอื่นที่เรายังเป็นหนี้อยู่ได้ไหม คำตอบคือได้ครับ

หมายเหตุ สินเชื่อ soft loan ก้อนแรก แบงค์ชาติใส่เงินผ่านธนาคารออมสิน 1.5 แสนล้าน

วงเงินสินเชื่อ soft loan นี้ ไม่นับรวมสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ฉะนั้นความหมายคือ นับรวมเฉพาะลูกหนี้ที่มีสินเชื่อเพื่อธุรกิจเท่านั้น ไม่ครอบคลุมไปถึงลูกหนี้ที่เป็นสินเชื่อที่อยู่อาศัย

พูดง่ายๆคือ ถ้าคุณเป็นลูกหนี้เฉพาะกู้ซื้อบ้านกับธนาคาร แล้วจะขอวงเงินสินเชื่อ soft loan นี้ไม่ได้ครับ

แต่ถ้าคุณ เป็นลูกหนี้สินเชื่อบ้าน 2 ล้านบาท และเป็นสินเชื่อธุรกิจกับธนาคารนั้นด้วย 5 ล้านบาท แบบนี้คุณมีสิทธิ์ขอสินเชื่อ soft loan ได้ที่ 20% ของหนี้สินเชื่อธุรกิจ 5 ล้านบาทเท่านั้น

ข้อนี้สำคัญ หากคุณเป็นหนี้สินเชื่อธุรกิจ 3 ธนาคาร 1 ธนาคาร เป็นหนี้เสีย อีก 2 ธนาคารเป็นหนี้ดี คุณสามารถขอสินเชื่อ soft loan กับ 2 ธนาคารที่คุณมีสถานะเป็นลูกหนี้ที่ดีได้เท่านั้น เคลียร์นะครับ

ตามนี้เลยครับ สงสัยมีข้อร้องเรียน หรือไม่ได้รับความเป็นธรรมจากธนาคารเจ้าหนี้ของเรา 1213 โทรได้เลยครับ

ครับ สำหรับผู้ประกอบการธุรกิจ sme ที่มีปัญหา ขอวงเงินสินเชื่อ soft loan ก้อนนี้ไม่ได้ และธุรกิจเริ่มถึงทางตัน

Antonio Attorney บริษัทที่ปรึกษาด้านการเงิน และกฎหมาย พร้อม ที่จะเป็นที่ปรึกษา แนะนำให้คุณรอด จากวิกฤตในครั้งนี้

ติดตามคลิปดีๆ ในแวดวงการเงิน การธนาคาร และอสังหาริมทรัพย์ ได้ที่ YouTube

และติดตามผมต่อได้ที่ facebook/AntonioAttorney

สนใจให้ผมเป็นที่ปรึกษาการเงินส่วนตัว คลิกเลยครับ

ติดต่อ ผมที่ email : antonioattorney@gmail.com หรือ LineID : @antonioattorney

ตอบทุกคำถาม กับสินเชื่อ Soft Loan 5 แสนล้าน ช่วย SME สู้โควิด

คำถามที่ 1. แบงค์ชาติเอาเงินจากไหน มาปล่อยกู้ Soft Loan

ทำความเข้าใจกันง่ายๆนะครับ แบงค์ชาติไม่ได้กู้เงินมาจากไหน เพียงแต่ในตลาดเงิน มีสภาพคล่องเหลืออยู่เยอะ ซึ่งเงินประมาณ 5 แสนล้าน มันกระจัดกระจายอยู่ทั่วไปในตลาดเงินในประเทศ เปรียบเสมือนแบงค์ชาติ รวบรวมเงินที่กระจัดกระจาย ในลิ้นชักโต๊ะทำงาน ในกล่องหลังตู้เย็น เอามาให้ลูกไปโรงเรียน ละมั้งครับ

คำถามที่ 2. จะรู้ได้อย่างไรว่า SME ได้รับเงินกู้อย่างทั่วถึง

แบงค์ชาติจะเฝ้าดู และให้ธนาคารพาณิชย์รายงานผลการปฏิบัติการ และจะมีการประเมินผลของโครงการเป็นระยะๆ โดยให้อันดับความสำคัญในการกระจายตัว ของการปล่อยสินเชื่อ ในทุกภาคส่วน และเฝ้าดูอย่างใกล้ชิด

คำถามที่ 3. หากลูกหนี้สินเชื่อ SME เคยขอความช่วยเหลือจากธนาคาร ในมาตรการอื่นๆ จะขอวงเงินสินเชื่อ Soft Loan เพิ่มอีกได้หรือไม่

คำถามนี้ แบงค์ชาติตอบว่า ได้นะครับ แต่ธนาคารพาณิชย์ควรจัดลำดับความสำคัญ ให้กับลูกหนี้รายอื่น ที่ยังไม่เคยได้รับการช่วยเหลือก่อน ความหมายคือได้ถ้าเงินไม่หมดก่อน

คำถามที่ 4. ขอกู้มากกว่า 20% ได้หรือไม่

แบงค์ชาติตอบว่า ขอกู้เพิ่มมากกว่า 20% ได้ครับ แต่สินเชื่อ Soft Loan นี้ จัดให้พิเศษกับธุรกิจ sme คิดดอกเบี้ย 2% ไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ย 6 เดือนแรก แต่ได้วงเงินเพียง 20% ของภาระหนี้เดิมที่มีอยู่เท่านั้น แต่หากลูกหนี้ อยากได้วงเงินมากกว่า 20% ก็ถือว่าเป็นการกู้ยืมเงินปกติผ่านธนาคารที่เป็นเจ้าหนี้ของ SME รายนั้น

คำถามที่ 5. ทำไมมาตรการ Soft Loan นี้ ไม่ครอบคลุมไปถึง ผู้ประกอบการ ธุรกิจ ที่เป็นหนี้เสีย NPL

มาตรการ Soft Loan นี้ เพื่อช่วยพยุงกิจการของธุรกิจ ที่มีศักยภาพในการประกอบกิจการ เพื่อช่วยให้การทำธุรกิจดำเนินไปได้โดยต่อเนื่อง ซึ่งมีผลกับการจ้างงาน และการสร้างการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ ส่วนผู้ประกอบการรายไหนที่เป็น NPL ก็สามารถปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับธนาคารได้ แต่ในส่วนนี้ สำหรับผม ผมคิดว่ามันก็เป็นเงื่อนไขปกติอยู่แล้วนะครับ ธุรกิจที่เป็นหนี้เสีย บางครั้งหนี้เสียก่อนที่จะมีการแพร่ระบาดเชื้อโควิดด้วยซ้ำ เท่ากับว่า ธุรกิจอาจมีปัญหาไม่ใช่มาจากผลกระทบจากโควิด นั่นเอง แบงคชาติอาจจะบอกว่าอย่ามั่ว

ครับ สำหรับผู้ประกอบการ ธุรกิจ SME รายไหน ที่มีคุณสมบัติในการขอสินเชื่อ Soft Loan ก้อนนี้ได้ รีบไปติดต่อธนาคารเจ้าหนี้เดิมของท่านเถอะครับ อย่ามัวแต่สงสัยเลย

ติดตามคลิปดีๆ ในแวดวงการเงิน การธนาคาร และอสังหาริมทรัพย์ ได้ที่ YouTube

และติดตามผมต่อได้ที่ facebook/AntonioAttorney

สนใจให้ผมเป็นที่ปรึกษาการเงินส่วนตัว คลิกเลยครับ

ติดต่อ ผมที่ email : antonioattorney@gmail.com หรือ LineID : @antonioattorney

ลงทุนทุนอสังหาฯ แบบไหน ได้ผลตอบแทนดีกว่ากัน ระหว่าง กู้ กับ ไม่กู้

วันนี้ เรามาคุย เรื่องการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ เพราะมีคำถามเข้ามาถึงผมเป็นจำนวนมาก ว่า เราควรลงทุนอสังหาริมทรัพย์ แบบกู้เงิน หรือกู้บ้าง หรือใช้เงินสดทั้งหมด แบบไหนแต่ผลตอบแทนที่ดีกว่ากัน

ก่อนอื่นเรามาตั้งหลัก เงื่อนไขแบบเดียวกันก่อนนะครับเงื่อนไข คือ ปัจจัยมีคนเช่า และขายได้ แบบไม่ติดขัดนะครับ

มาทำความเข้าใจกันก่อน ผมจะยกตัวอย่างแบบง่ายๆ เช่นนะครับ สมมุติว่า คุณมีเงินอยู่ 500 บาท คุณจะทำธุรกิจขายเครื่องฟอกอากาศ ซึ่งต้นทุนในการซื้อของคุณคือ 500 บาท คือราคาเครื่องที่คุณซื้อมาจาก supplier นะครับ แต่คุณจะขายได้ 1,000 บาท เท่ากับว่าคุณได้กำไร 100% ( กำไร/ต้นทุน = 500/500 )

ทีนี้มาดูกัน

ตัวอย่างที่ 1 คุณลงทุน 500 บาท ซื้อเครื่องมาขาย 1,000 บาท ได้กำไร 500 บาท เท่ากับว่าคุณได้กำไร 100% แบบนี้เยี่ยมนะครับ (กำไร/ต้นทุน = 500/500 เท่ากับ 100%)

ตัวอย่างที่ 2 คุณลงทุน 500 บาท คุณสั่งซื้อมา 2 เครื่อง เท่ากับเป็นต้นทุน 1,000 บาท แต่คุณมีทุนแค่ 500 บาท คุณจำเป็นต้องไปยืมเงินคุณแม่ของคุณมา 500 คุณสัญญากับแม่ว่าถ้าขายได้จะให้ดอกเบี้ยแม่ 50 บาท ปรากฏว่าคุณขายได้ 2 เครื่อง เครื่องละ 1,000 บาท เท่ากับคุณได้เงินจากการขาย 2,000 บาท คุณจะมีกำไร เครื่องละ 500 บาท 2 เครื่องเท่ากับ 1,000 บาท แต่อย่าลืมนะครับว่า คุณมีดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายคุณแม่คุณ 50 บาท เพราะฉะนั้นเท่ากับว่า คุณจะมีกำไร 950 บาท คุณลงทุน 500 บาท (กำไร/ต้นทุน = 950/500 เท่ากับ 190%) คุณได้กำไรมากกว่า ตัวอย่างที่ 1

ดูจากตัวอย่างที่ 1 และจากตัวอย่างที่ 2 ดูนะครับ คุณเริ่มสังเกต เห็นอะไรบ้างแล้วหรือเปล่า ถ้าคุณลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ด้วยการลงเงินของตัวเองทั้งหมด 100 เปอร์เซ็น เวลาคุณจะมาคิดกำไร คุณต้องเอาต้นทุนทั้งหมดคือเงินของคุณที่ลงไป เอาไปหารกำไร ตัวหารมันมากเพราะฉะนั้นอัตราสัดส่วนกำไรของคุณจะน้อยกว่า

ในกรณีที่คุณกู้เงิน สมมุติว่า คุณซื้อคอนโด โดยที่ไม่ต้องดาวน์เลยสักบาท คุณขายได้กำไร สมมุติว่าคุณได้กำไรจากการขายส่วนต่าง และได้กำไรจากค่าเช่าในระหว่างทาง ต้นทุนของคุณก็คือ ดอกเบี้ยที่คุณต้องเสียให้กับธนาคาร สรุปก็คือ ถ้าขายได้กำไรเท่ากัน คนที่กู้เงินธนาคารมา จะมีผลตอบแทนในการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ ได้สูงกว่า คนที่เอาเงินส่วนตัวลง

แต่อย่างที่ผมบอกนะครับ เงื่อนไขคือซื้อ ต้นทุนเท่ากัน และขายได้เท่ากัน และต้องขายได้ด้วยนะครับ

แต่ถ้าคุณขายไม่ได้ คนที่ลงเงินตัวเอง 100% ไม่เดือดร้อนครับ เก็บค่าเช่าไปเรื่อยๆ หรือถ้าไม่มีคนเช่าก็อยู่สบายๆ เสียแต่ค่าส่วนกลางเท่านั้น

ในทางกลับกัน คนที่ลงทุนด้วยการกู้ 100% หากไม่มีคนเช่า คุณต้องเสียค่าส่วนกลาง และค่างวดผ่อนคอนโด ซึ่งในนั้นมันจะมีดอกเบี้ยแฝงอยู่ด้วย ถ้าคุณผ่อนไหว ก็ผ่อนไป

สุดท้าย ถ้าขายออก ก็แฮปปี้ครับ ถ้าขายไม่ออกติดมือ ก็ตัวใครตัวมัน หรือเลวร้ายและยิ่งไปกว่านั้น ขายไม่ออก ผ่อนไม่ไหว ติดต่อ บริษัทผมได้เลยครับ เราดูแลให้กับคนที่ เป็นหนี้ และอยากเป็นหนี้ จ่ายค่างวดธนาคารไม่ไหว รีบเจรจาก่อนครับ ขอให้โชคดี

ติดตามคลิปดีๆ ในแวดวงการเงิน การธนาคาร และอสังหาริมทรัพย์ ได้ที่ YouTube

และติดตามผมต่อได้ที่ facebook/AntonioAttorney

สนใจให้ผมเป็นที่ปรึกษาการเงินส่วนตัว คลิกเลยครับ

ติดต่อ ผมที่ email : antonioattorney@gmail.com หรือ LineID : @antonioattorney