หนี้รถ กับ หนี้บ้าน เป็นหนี้ก้อนไหน ก่อนดี

ถ้าต้องเป็นหนี้ก้อนใหญ่ก้อนแรก หนี้รถหรือหนี้บ้าน ก้อนไหนที่เราควรเริ่ม

กู้ซื้อบ้าน กับ กู้ซื้อรถ หลายคนจะมีคำถามว่า ควรจะเป็นหนี้อะไรก่อนดี เพราะหนี้ทั้งสองประเภทนี้ เป็นหนี้ที่อาจจะเรียกว่าเป็นหนี้ก้อนใหญ่สำหรับชีวิตทีเดียว บางคนรู้สึกว่า กู้บ้านยากกว่า ต้องเตรียมตัวให้ดี ต้องพร้อมมากกว่า ใช้เวลานานเตรียมตัวนานกว่า อดทนไม่ไหว ขอสร้างหนี้ ด้วยการกู้รถก่อน ถือว่าเป็นการเรียกน้ำย่อยในการกู้เงินไปในตัว

สิ่งที่ต้องพิจารณา ก่อนเป็นหนี้

ผมจะแบ่งการพิจารณา ว่าจะเป็นหนี้บ้านหรือหนี้รถ สามารถพิจารณาได้ 2 ปัจจัยครับ 1. ดูตามความจำเป็น 2. พิจารณาทางด้านการเงิน พิจารณา จากภาระหนี้ที่เกิดขึ้น ก่อนหลัง

ถ้าคุณจะกู้ซื้อรถก่อน

ถ้าจะเลือกการมีรถก่อน ให้พิจารณา ความสำคัญ
1.ความจำเป็น ในการเดินทาง เช่น ระยะทางการเดินทางจากที่พักไปที่ทำงาน ระยะเวลาการเดินทาง ค่าใช้จ่ายของการเดินทาง
2.ลักษณะอาชีพมีความจำเป็นต้องมีรถหรือไม่
3.การใช้รถมีส่วนที่นายจ้างดูแลเท่าใด เช่น ค่าน้ำมันรถ ค่าทางด่วน ค่าบำรุงรักษารถ มีหรือไม่
4.รายได้ประจำ ที่คงที่ และรายได้อื่นๆ มีหรือไม่ เช่น ค่าคอมมิชชั่น โบนัสประจำปี อาชีพเสริมอื่นๆ เช่น ขายตรง ขายสินค้าวันหยุด
5.ญาติพี่น้อง ที่ต้องจำเป็นต้องดูแลการเดินทางเป็นประจำ เช่น บิดา มารดา ผู้ป่วย บุตรหลาน
6.รายจ่าย เดิม อาทิ ค่าเช่าบ้าน ค่าเดินทาง ผ่อนสินค้า คชจ.ในครอบครัว ประกันชีวิต(ถ้ามี) และค่ากิจกรรมสังคม
7.ค่าใข้จ่าย ต่อเนื่องจากการมีรถ

ยังไงก็ต้องเป็นหนี้ ถ้าแบบนี้สำรวจตัวเองก่อนครับ

เมื่อพิจารณาความสำคัญ ถ้าจำเป็นต้องมีรถ สิ่งที่พิจารณา ต่อไป คือ
1.ประเภทรถ เช่น รถเก๋งซีดาน รถกระบะ2 ประตู รถกระบะ 4 ประตู หรือ รถเอนกประสงค์
2.ประเภทรถใหม่ หรือรถมือสอง (รถมือสองจะมีการบวกภาษีมูลค่าเพิ่มจากค่างวดรถ)
3.ส่วนต่างเงินดาวน์ ดอกเบี้ย ค่างวด และระยะเวลาการผ่อน *** ตามเกณฑ์ ธปท. การผ่อนรถจะคล้ายกับบ้าน คือลดต้นลดดอก แต่ความเป็นจริง จะไม่ตรงกับ เกณฑ์ ธปท. โดยเฉพาะรถมือสอง ยังมีการคิดคล้ายแบบเดิม ( Flat rate ไม่ลดต้นลดดอก ) คือ ตัดค่าเป็นงวดๆ ถ้าจ่ายเกินจากค่างวด จะมีการยกยอดไปงวดถัดไป ไม่ได้ลดต้นลดดอกจริง***
4.ประมาณการค่าใช้จ่ายของการมีรถ อาทิ ค่าผ่อนงวดรถรายเดือน ค่าน้ำมัน ค่าทางด่วน ค่าซ่อมบำรุง ค่าต่อทะเบียนภาษีประจำปี ค่าเบี้ยประกันภัยทางเลือก(ประกันชั้น 1,2 หรือ3)
5.ผู้ค้ำประกัน (ถ้ามี)

หรือถ้าคุณจะกู้ซื้อบ้านก่อน

หากพิจารณาตามเหตุผลข้างต้น มีความจำเป็นต้องมีบ้านก่อน ให้คำนึงเหตุผลประกอบ เช่น
1.ผู้กู้มีความมั่นใจในอาชีพ รายได้ และโอกาสเติบโตในอาชีพการงาน เนื่องจากการผ่อนชำระบ้าน เป็นการผ่อนระยะยาว 15-35 ปี (ขึ้นกับอายุผู้กู้)
2.ผู้กู้ ยังสามารถเดินทางโดยรถสาธารณะได้ และสามารถควบคุมค่าใช้จายการเดินทางปกติได้
3.มีรายได้ของผู้กู้เพียงพอกับการผ่อนชำระ
4.รายได้รวมในครอบครัว (ถ้ามี) เช่น รายได้คู่สมรส  หรือรายได้ของบุตรหลาน คาดการณ์ในอนาคตหลังจบการศึกษา
5.ศักยภาพการผ่อนชำระจริง ซึ่งหากผู้กู้ สามารถวางแผนการผ่อนชำระบ้าน มากกว่าค่างวดปกติ 20-30% อย่างคงที่ของทุกๆเดือน จะทำให้การผ่อนมีระยะสั้นลง 5-10 ปี และดอกเบี้ยเฉลี่ยจริงจะลดลงมากๆ
6.การวางแผนการรีไฟแนนซ์  หลังผ่อนชำระตามเงื่อนไข 3-5 ปี การรีไฟแนนซ์ จะช่วยการประหยัดดอกเบี้ยจริงหรือไม่ ให้พิจารณาอัตราดอกเบี้ยลอยตัว เดิม กับดอกเบี้ยใหม่ และ ยอดคงค้าง ซึ่งหากส่วนต่างดอกเบี้ย แตกต่างกันไม่เกิน 2% และหากผู้กู้มีการผ่อนบ้านมากกว่าปกติ 20-30%  การรีไฟแนนซ์  อาจไม่มีความจำเป็น รายละเอียดในการพิจารณาขึ้นกับเงื่อนไขในอนาคต

ผลดีผลเสีย ถ้าคุณเลือกกู้ก้อนแรกผิดประเภท

สรุป การพิจารณาเลือกกู้รถ หรือบ้าน ให้พิจารณาด้านความจำเป็น มากกว่าความอยากได้ (Need > want) อีกทั้งการกู้รถหรือบ้าน นั้น หากกู้รถวงเงินสูงก่อนมีบ้าน ให้มีการผ่อนชำระค่างวดรถเป็นปกติ อย่างน้อย 3-6 งวด และมีส่วนต่างของรายได้ของการผ่อนบ้านได้ ก็สามารถจะกู้บ้านได้ แต่หากสัดส่วนการผ่อนรถที่ตึงตัว จะทำให้การขอกู้บ้านจะได้ยากขึ้น อาจต้องหาผู้กู้ร่วมที่มีศักยภาพ

สำหรับคนที่กู้บ้านก่อน การจะออกรถ ยังสามารถขอกู้รถได้ เพราะเงื่อนไข การกู้รถ ง่ายกว่าบ้าน อาจดูที่รายได้ยังพอได้ หรืออาจต้องวางเงินดาวน์สูงขึ้น และอาจต้องมีผู้ค้ำประกัน (ถ้ามี) มาประกอบการพิจารณา ซึ่งหากผู้ค้ำประกัน มีอาชีพ มีรายได้ ก็ทำให้กู้รถได้ง่ายขึ้น
(ปกติกู้รถ ไม่ตรวจบูโร ผู้ค้ำประกัน แต่ในปัจจุบัน อาจจะตรวจ)
จนท.สินเชื่อรถ มักจะถามถึง ความเป็นเจ้าบ้านหรือไม่ เป็นเจ้าของโฉนดบ้านหรือไม่ หรือมีทรัพย์อสังหาริมทรัพย์หรือไม่ เพื่อเป็นข้ออ้างว่าทำให้อนุมัติง่ายขึ้น แต่ในความเป็นจริง เป็นการสืบทรัพย์ผู้กู้โดยตรง กรณีผู้กู้ไม่สามารถผ่อนรถได้ รถถูกยึด หากขายทอดตลาดแล้วไม่พอ ก็จะง่ายในการฟ้องอายัดอสังหาริมทรัพย์ เพื่อชดใช้ส่วนต่างได้
และถึงแม้ว่า เกณฑ์ ธปท.ที่กำหนด สามารถคืนรถได้ หากไม่มีการค้างชำระ แต่ความเป็นจริง ต้องพิจารณาสินเชื่อรถให้ชัดเจนก่อนทุกครั้ง ซึ่งมีหลายกรณี หากผู้กู้จะคืนรถ ไฟแนนซ์ จะมีข้ออ้างไม่รับคืนรถ จะมีการบ่ายเบี่ยง และบางกรณี ถึงแม้ว่าจะรับคืนรถตามสภาพที่สมบูรณ์แล้วก็ตาม ไฟแนนซ์ ก็ยังจะฟ้องให้ชำระส่วนต่าง ซึ่งผู้กู้ที่คืนรถแล้ว ก็ต้องจ้างทนายไปต่อสู้กับไฟแนนซ์ ผลคือผู้กู้อาจจะชนะคดี หรือแพ้คดีก็ได้
ให้พิจารณาตามข้อกฎหมาย และข้อมูลในสัญญาสินเชื่อรถ หากผู้กู้ชนะคดี ก็ยังมีประวัติทางการคดีการเงิน ซึ่งผู้กู้ต้องเก็บเอกสารการฟ้องชนะ ไว้ชี้แจงการขอสินเชื่อครั้งต่อไป และผู้กู้จะติดประวัติการคืนรถ(ข้อมูลในกลุ่มชมรมไฟแนนซ์รถ )

การจะเลือกเป็นหนี้ ก้อนไหนก่อนดี ระหว่าง หนี้บ้าน กับ หนี้รถ คือ ดูความจำเป็น ของชีวิต และดูคุณสมบัติในการที่เรา จะเป็นลูกหนี้ และมีภาระที่ต้องผ่อนหนี้ กันไปจนจบ ทบทวน และตัดสินใจกันเองครับ หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆนะครับ แต่ถ้าคุณกู้บ้านก่อน แล้วจะกู้รถ ง่ายกว่า ครับ


แก้หนี้ สร้างหนี้ เราจัดการให้
ติดต่อ LineID : @antonio

ติดตามคลิปดีๆ ในแวดวงการเงิน การธนาคาร และอสังหาริมทรัพย์ ได้ที่ Youtube

และติดตามผมต่อได้ที่ Facebook/AntonioAttorney.Company

สนใจให้ผมเป็นที่ปรึกษาการเงินส่วนตัว คลิกเลยครับ

ดูคลิปพิเศษจาก Antonio https://bit.ly/3wqjila

ติดต่อ ผมที่ email : antonioattorney@gmail.com หรือ LineID : @antonio

ที่ปรึกษาสำหรับ ผู้ประกอบการ SME แก้หนี้ หรือ ขอกู้เงิน สินเชื่อ คลิกเลยครับ Antonio SME


ยกเลิกประกัน MRTA ที่พ่วงมากับ สินเชื่อบ้านได้ไหม

ปัจจุบัน เวลาที่เราขอสินเชื่อบ้านกับธนาคาร ส่วนใหญ่เกือบ 100% ธนาคาร จะบีบ แกมบังคับเรา ให้ทำประกันสินเชื่อ MRTA เพื่อคุ้มครอง ในกรณีที่เราเสียชีวิต ถามว่า มันดีไหม ตอบว่าดีครับ มักจะมีคนถามผมว่า ทำประกัน MRTA ดีไหม ผมก็มักจะตอบว่า

สำหรับผู้กู้ขอสินเชื่อบ้าน หรือสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ย่อมมีภาระในการผ่อนบ้าน เป็นระยะเวลานาน เพื่อป้องกันความเสี่ยง จากเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ที่อาจเกิดขึ้นกับผู้กู้ ระหว่างการผ่อนชำระ สถาบันการเงินจึงเสนอให้ ผู้กู้ทำประกันชีวิต เพื่อคุ้มครองสินเชื่อที่อยู่อาศัย เนื่องจากเป็นการลดความเสี่ยงการผิดนัดชำระหนี้ของผู้กู้ โดยสถาบันการเงิน มักจะมีส่วนลดดอกเบี้ย ให้กับผู้กู้ ที่ทำประกัน MRTA โดยอาจมีการปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ให้ร้อยละ 0.2 – 0.5 ต่อปี เพื่อเป็นแรงจูงใจให้ผู้กู้ตัดสินใจทำประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อ หลายคนอาจมองว่าเบี้ยประกันที่ต้องชำระนั้นเป็นการเพิ่มภาระค่าใช้จ่าย แต่จริง ๆ แล้วประกันคุ้มครองสินเชื่อหรือประกัน MRTA ช่วยทำให้ผู้กู้ มั่นใจว่าหากต้องจากไปก่อนวัยอันควร ภาระหนี้สินที่ได้ก่อไว้จะไม่ทำให้คนในครอบครัวต้องเดือดร้อน

MRTA คืออะไร?

MRTA ย่อมาจาก Mortgage Reducing Term Assurance คือ รูปแบบประกันชีวิตเพื่อคุ้มครองสินเชื่อที่อยู่อาศัย ซึ่งจะทำหน้าที่จ่ายชำระหนี้สินให้กับสถาบันการเงินแทนผู้กู้เมื่อผู้กู้เสียชีวิตหรือทุพพลภาพ โดยคำว่า Reducing ซึ่งหมายถึง วงเงินความคุ้มครองของประกันรูปแบบนี้ จะทยอยลดลงสอดคล้องกับยอดคงค้างเงินกู้ที่ลดลงเรื่อย ๆ จากการชำระหนี้ในแต่ละงวด และเมื่อประกัน MRTA ครบอายุสัญญามูลค่าความคุ้มครองก็จะหมดไป

MRTA มีประโยชน์อย่างไร?

ประกันชีวิตลักษณะนี้ออกแบบมาเพื่อช่วยลดผลกระทบทางการเงินที่มาพร้อมกับหนี้สิน หากผู้กู้ที่ได้ทำประกัน MRTA ไว้แล้วได้เสียชีวิตลง บริษัทประกันจะชำระหนี้สินให้กับกับสถาบันการเงินเจ้าหนี้ในวงเงินตามมูลค่าความคุ้มครองที่มีอยู่ ณ เวลานั้น ในกรณีที่ความคุ้มครองของประกันมีสูงกว่ายอดหนี้คงค้าง เงินส่วนที่เหลือจากการชำระหนี้นั้น จะตกเป็นของทายาทหรือผู้รับผลประโยชน์ที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์ แต่ถ้าผู้กู้ผ่อนสินเชื่อที่อยู่อาศัยหมดก่อนที่ความคุ้มครองตามกรมธรรม์ MRTA จะสิ้นสุดลง ผู้กู้สามารถเลือกรับเงินสดตามมูลค่าเวนคืนจากบริษัทประกันได้

ในกรณีที่ผู้กู้ขอเปลี่ยนสถาบันการเงินใหม่ระหว่างการผ่อนชำระเงินกู้ (Refinance) ประกัน MRTA ที่เคยทำไว้ ไม่จำเป็นต้องเวนคืนกรมธรรม์ เพียงแค่แจ้งเปลี่ยนชื่อผู้รับประโยชน์เป็นสถาบันการเงินเจ้าหนี้ใหม่ซึ่งจะช่วยให้ประหยัดค่าเบี้ยประกัน MRTA ได้มากกว่าการต้องทำประกัน MRTA ฉบับใหม่ ทั้งต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่บริษัทประกันกำหนดไว้

การทำประกัน MRTA นั้น ไม่จำเป็นต้องทำเต็มวงเงินหรือระยะเวลาการกู้เสมอไป สามารถเลือกวงเงินคุ้มครองและระยะเวลาคุ้มครองได้ ขึ้นอยู่กับการประเมินความเสี่ยงและความจำเป็นของผู้กู้ ในส่วนอัตราค่าเบี้ยประกันขึ้นอยู่กับเพศ อายุ ระยะเวลาความคุ้มครอง ยิ่งมีระยะเวลาคุ้มครองยาวค่าเบี้ยประกันก็จะสูงขึ้นตาม สำหรับการจ่ายชำระค่าเบี้ยประกัน MRTA จะเป็นการจ่ายค่าเบี้ยประกันเพียงครั้งเดียว ซึ่งสถาบันการเงินที่ให้กู้มักจะอนุมัติวงเงินกู้เพิ่มเติมให้กับผู้กู้นำไปจ่ายค่าเบี้ยประกัน โดยให้ผ่อนค่าเบี้ยประกันรวมไปกับค่างวดการผ่อนสินเชื่อบ้าน นอกจากนี้หากผู้กู้ทำประกัน MRTA ที่มีระยะเวลาคุ้มครองตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป สามารถนำเบี้ยประกันชีวิตส่วนนี้มาลดหย่อนภาษีได้อีกด้วย

ใครควรทำประกัน MRTA?

สำหรับผู้ที่ควรทำประกัน MRTA คือ ผู้ที่เป็นเสาหลักของครอบครัว เป็นผู้ที่หารายได้หลักซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบการผ่อนชำระสินเชื่อบ้าน ซึ่งจะเป็นการป้องกันภาระหนี้สินที่จะตกเป็นของครอบครัว แต่ผู้ที่มีทุนประกันชีวิต ผู้ที่มีทรัพย์สินมากเพียงพอต่อการชำระหนี้ หรือคนโสดที่ไม่มีคนในครอบครัวที่ต้องรับภาระหนี้ต่อ ก็ไม่จำเป็นที่ต้องทำประกัน MRTA เนื่องจากการขอสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยนั้น ทางสถาบันการเงินจะมีบ้านหรืออสังหาริมทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันอยู่แล้ว

ทั้งนี้การทำประกัน MRTA ไม่มีผลต่อการอนุมัติสินเชื่อของสถาบันการเงิน ซึ่งผู้กู้สามารถพิจารณาเลือกทำประกันโดยพิจารณาตามความเสี่ยงและความสามารถในการชำระเบี้ยประกันได้ตามความจำเป็นของตนเอง

จากคำถาม ที่ว่า สินเชื่อบ้าน 2,600,000 บาท ธนาคารให้ทำ ประกัน MRTA 238,000 บาท คุ้มครอง 15 ปี ( ถือว่าไม่แพงนะครับเนี่ย ปกติเรทที่ คิดกันประมาณ 8-12% ของวงเงินที่อนมุติ )

คำถามคือ 
1.ถ้ายกเลิกประกันได้หรือไม่
2.เงินค่าเบี้ยจะคืนลูกค้าหรือธนาคาร

1) กรณียกเลิกประกัน MRTA สามารถยกเลิกได้ภายใน 30 วัน *** ปกติธนาคาร / บริษัทประกัน จะแจ้งลูกค้าให้ยกเลิกได้ภายใน 7-15 วัน
การยกเลิกให้ติดต่อเจ้าหน้าที่ธนาคารฯ หรือ ติดต่อกับ จนท.บริษัทฯประกัน ที่ดูแลทีม/ สาขา นั้น หรือ ติดต่อ บริษัทประกัน

ผลกระทบการยกเลิกประกัน มักจะมีผลต่อดอกเบี้ย และเงื่อนไขพิเศษ เช่น
1. ดอกเบี้ยปรับขึ้น 0.50-1.0% ตามเงื่อนไขของโปรแกรมสินเชื่อบ้าน
2. เงื่อนไขพิเศษ เช่น ฟรีจำนอง ฟรีประเมิน ลูกค้าต้องจ่ายส่วนนี้ภายในเงื่อนไขที่สัญญากำหนด
3. ธนาคารจะคิดค่าธรรมเนียมยกเลิกกรมธรรม์ ประมาณ 500-1,000 บาท หรือตามเงื่อนไขปัจจุบันของแต่ละธนาคาร
4. หาก บังเอิญลูกค้า มีความเสี่ยงกรณีเกิดเหตุไม่คาดคิด ทายาท บุตรหลาน อาจรับภาระผ่อนสินเชื่อดังกล่าวไม่ได้



2) หรือ กรณีเกินกำหนด 30 วัน ลูกค้า ยังมีสิทธิ์ยกเลิกได้ ทุกเวลา แต่ส่วนใหญ่ มักจะแนะนำให้ผ่อนชำระ ไปก่อน 3-5 ปี เพื่อให้มูลค่าเงินสดในกรมธรรม์ มีมูลค่าเพียงพอ และเป็นหลักประกันลดความเสี่ยงให้กับลูกค้าและธนาคาร
ผลกระทบการยกเลิกเกินระยะเวลาที่กำหนด คือ
1.ดอกเบี้ยปรับขึ้น 0.50-1.0% ตามเงื่อนไขของโปรแกรมสินเชื่อบ้าน
2.เงื่อนไขพิเศษ เช่น ฟรีจำนอง ฟรีประเมิน ลูกค้าต้องจ่ายส่วนนี้ภายในเงื่อนไขที่สัญญากำหนด
3.มูลค่าเงินสดของกรมธรรม์ ในระยะเวลาก่อนปีที่ 3-5 งวด มีค่าต่ำไม่เป็นประโยชน์กับลูกค้า เพราะการที่ธนาคารออกเงินแทนลูกค้าจ่ายค่าเบี้ยประกัน เต็มจำนวน แต่มูลค่าเวนคืนกรมธรรม์ ได้น้อยกว่า *** ทำให้ต้องมีส่วนต่างเงินกู้ ชำระคืนธนาคาร
4.ลูกค้า มีความเสี่ยงกรณีเกิดเหตุไม่คาดคิด ทายาท บุตรหลาน อาจรับภาระผ่อนสินเชื่อดังกล่าวไม่ได้

2. ( ตอบคำถามข้อที่ 2) เงินค่าเบี้ยจะคืนลูกค้าหรือธนาคาร
การทำประกันคุ้มครองวงเงิน MRTA เป็นการลดความเสี่ยงให้กับลูกค้า และลดความเสี่ยงธนาคาร การฟ้องร้องกรณีลูกค้าเกิดเหตุสุดวิสัยกรณีที่ ลูกค้าผู้เอาประกัน เกิด อุบัติเหตุ เสียชีวิต หรือ ทุพพลภาพ
การยกเลิกประกันท MRTA ในเบื้องต้นจะคืนธนาคารก่อน และหากมีส่วนต่างไม่พอ ลูกค้าต้องจ่ายเพิ่ม เช่นกรณี บ้านราคา 2.60ลบ. แต่ทำประกันคุ้มครองไม่เต็มจำนวน ถ้าเกิดเหตุ หลักจากธนาคารได้ชดเชยจากบริษัทประกันแล้ว ลูกค้า/ทายาท ผู้เกี่ยวข้องต้องชำระส่วนต่างจากหนี้ที่คงค้างด้วย
แต่ในกรณี ลูกค้า/ผู้เอาประกัน จ่ายชำระยอดมากกว่าที่ธนาคารกำหนด และถ้าเกิดเหตุ หลังจากธนาคารได้รับชดเชยความเสียหายแล้ว หากมีส่วนเหลื่อมที่เกินจากยอดเงินคงค้าง และส่วนเหลื่อมจากมูลค่าตามกรมธรรม์ จะคืนให้กับลูกค้า/หรือทายาท

กล่าวโดยสรุป ผมก็ยังคง ยืนยันหนักแน่นว่า การทำประกัน MRTA ทำไว้ดีครับ แต่ไม่ต้องใช้ และผู้ถาม ก็ได้รับคำตอบไปแล้วว่า ทำอล้วยกเลิกได้ แต่คุณจะต้องเสียโอกาส ประโยชน์ หรือ ค่าธรรมเนียมอะไรบ้าง

การทำ ประกันคุ้มครองสินเชื่อ MRTA มีประโยชน์ครับ แต่คุณต้องศึกษารายละเอียดต่างๆ เช่น คุ้มครองแบบเต็มวงเงิน หรือ ความคุ้มครองลดตามเงินต้น มีการคุ้มครองกี่ปี  ต้องดูให้ละเอียดนะครับ ทำไว้เถอะครับ แต่ไม่ต้องใช้ 


แก้หนี้ สร้างหนี้ เราจัดการให้
ติดต่อ LineID : @antonio

ติดตามคลิปดีๆ ในแวดวงการเงิน การธนาคาร และอสังหาริมทรัพย์ ได้ที่ Youtube

และติดตามผมต่อได้ที่ Facebook/AntonioAttorney.Company

สนใจให้ผมเป็นที่ปรึกษาการเงินส่วนตัว คลิกเลยครับ

ดูคลิปพิเศษจาก Antonio https://bit.ly/3wqjila

ติดต่อ ผมที่ email : antonioattorney@gmail.com หรือ LineID : @antonioattorney

 

ที่ปรึกษาสำหรับ ผู้ประกอบการ SME แก้หนี้ หรือ ขอกู้เงิน สินเชื่อ คลิกเลยครับ Antonio SME

แม่ถูกศาลตัดสินคดีบัตรเครดิต พ่อหรือลูกจะยื่นขอสินเชื่อได้หรือไม่ หรือต้องรอให้หมดอายุความ 2 ปี

ความกังวล ความรู้ และความเชื่อ กับเครดิตบูโร แบบผิดๆ ทำให้คนจะขอกู้เงิน วิตกจริตไปไกล เกินกว่าเหตุ

จากชื่อบทความนี้ อ่านแล้ว อาจจะงง นะครับ ถ้าแม่ เป็นหนี้เสียบัตรเครดิต แล้วถูกฟ้อง ต่อมา ลูกหรือสามี จะขอสินเชื่อจากธนาคารได้ไหม เราจะมาแตกประเด็น แยกย่อยให้เข้าใจ แบบนี้นะครับ

ประเด็นที่ต้องพิจารณา

  1.  เรื่อง อายุความ 2 ปี คำถามคือ ต้องรอหมดอายุความ 2 ปีก่อนหรือเปล่า ประเด็นนี้ ไม่เกี่ยวกับเครดิตบูโร กรณีหนี้บัตรเครดิต หากเจ้าหนี้ไม่ติดตามหนี้ แล้วใช้สิทธิทางศาล ฟ้องลูกหนี้ภายใน 2 ปี นับจากที่ลูกหนี้ผิดนัด จะหมดอายุความในการใช้สิทธิฟ้องได้ ประเด็นนี้คืออายุความ ในการใช้สิทธิในการฟ้อง มีอายุความ 2 ปี และ อายุความอีกส่วนคือ อายุความหลังจากถูกฟ้องศาล ซึ่งในส่วนนี้คือสิทธิ์ของเจ้าหนี้ ที่จะสามารถบังคับคดี ตามยึดทรัพย์ลูกหนี้ได้ ภายหลังจากที่มีคำพิพากษาภายใน 10 ปี พูดง่ายๆคือ หลังพิพากษาแล้ว 10 ปี เจ้าหนี้ต้องตามยึดทรัพย์สินของลูกหนี้ให้ได้ ถ้าเลยระยะเวลาแล้ว ตามไม่ได้ ตามไม่เจอ ถือว่าหมดสิทธิในการบังคับคดียึดทรัพย์กับลูกหนี้รายนั้น   ฉะนั้นจากคำถามที่ว่าต้องรอ อายุความหมด 2 ปีหรือเปล่า ไม่เกี่ยวกันเลยครับคนละเรื่อง เพราะ คำตอบชั้นที่ 1 ถึงอายุความหมด แต่ประวัติในเครดิตบูโรอาจจะยังไม่ลบก็ได้ ไม่เกี่ยวกัน ชั้นที่ 2 อายุความขอกรณี ของแม่ เป็นหนี้ ก็ไม่เกี่ยวกับ ประวัติเครดิตบูโรของลูก อยู่ดี
  2.  กรณีคู่สมรส หรือบุตร จะขอสินเชื่อ หากไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเป็นผู้กู้ร่วมหรือค้ำประกัน หรือไม่มีชื่อในส่วนของเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมในทรัพย์ที่ถูกอายัดบังคับคดี จะไม่มีผลใดๆ คือ ชื่อของคุณ จะไม่ปรากฏ เกี่ยวข้องในประวัติที่เป็นหนี้เสียในเครดิตบูโรเลยครับ

คู่สมรสหรือบุตร สามารถขอสินเชื่อได้ตามความสามารถด้านรายได้ อายุ ประสบการณ์ ของผู้กู้ และเงื่อนไขของธนาคารนั้นๆ ตามหลักการคือ ประวัติเสียของแม่ ไม่เกี่ยวกับลูก หรือ คนในครอบครัว ยกเว้นแต่ว่า คุณแม่ติด Fraud ในภาษาทั่วไปคือ มีประวัติที่ไม่ดี คือ มีการยื่นขอสินเชื่อมาก่อนในอดีต และเคยทำเอกสารหรือมีการปลอมแปลงเอกสารอันเป็นเท็จเพื่อยื่นขอสินเชื่อกับสถาบันการเงิน แบบนี้อาจจะติดประวัติ Fraud ทั้งตระกูลเลยก็ได้ เช่น บุคคลใดที่นามสกุลเดียวกับคนที่เคยติดประวัติ ธนาคารก็จะเพ่งเล็งเป็นกรณีพิเศษ หรือบุคคลใดที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านเดียวกับคนที่มีประวัติ Fraud ธนาคารก็จะเพ่งเล็งเป็นพิเศษเช่นกัน

สิ่งที่ควรระมัดระวัง คือ

-ไม่ควรไปขอสินเชื่อกับธนาคารเจ้าหนี้ของมารดาที่ถูกฟ้อง
-ไม่ควรมีรายได้ที่เกี่ยวข้องกับคุณแม่ หรือกิจการของคุณแม่ ที่ถูกฟ้อง เป็นหลัก แหล่งที่มา หรือรายได้ของคุณ ความเกี่ยวเนื่องกับ กิจการหรือธุรกิจของคุณแม่ เป็นแหล่งที่มาของรายได้ของคุณอย่างชัดเจน แบบนี้ธนาคารอาจจะสงสัย และ ธนาคารอาจจะสืบข้อมูลกิจการ หรือสืบประวัติคดีการเงินของกรรมการ(แม่) ได้ ซึ่งอาจจะเจอหรือไม่เจอก็ได้ เพราะบางคดีความที่โดนพิพากษาแล้วก็ไม่ขึ้นประวัติใน blacklist ระบบเช็คแบล็คลิส กับระบบเช็คเครดิตบูโรเป็นคนละระบบกัน ผมจะมาเล่าให้ฟังในหัวข้อต่อๆ ไปนะครับ

แต่สุดท้ายนะครับ ในหลักการใหญ่ผมขอสรุปว่า ถ้าพ่อหรือแม่ เคยมีประวัติหนี้เสีย ลูกจะขอสินเชื่อ ธนาคารจะวิเคราะห์จากข้อมูลและคุณสมบัติของผู้กู้ คือ ลูก มากกว่าครับ แต่ก็อาจจะมีบ้างที่บางธนาคารจุกจิกเกินไป ก็เคยเห็นมาแล้ว ทำให้ลูกกู้ไม่ผ่านก็มี แต่โดยส่วนใหญ่ การที่คุณมีคุณพ่อหรือคุณแม่เป็นหนี้เสีย คุณยังสามารถกู้ขอสินเชื่อกับธนาคารได้ครับ การเป็นหนี้เสียมันไม่ได้ถ่ายทอดทางพันธุกรรม ว่าพ่อหรือแม่ของเราเป็นหนี้เสีย เราก็จะกลายเป็นคนทึ่เป็นหนี้เสียเหมือนกัน มันไม่ใช่ มันไม่ใช่โรคเบาหวาน ที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ขอให้โชคดีนะครับ


แก้หนี้ สร้างหนี้ เราจัดการให้
ติดต่อ LineID : @antonio

ติดตามคลิปดีๆ ในแวดวงการเงิน การธนาคาร และอสังหาริมทรัพย์ ได้ที่ Youtube

และติดตามผมต่อได้ที่ Facebook/AntonioAttorney.Company

สนใจให้ผมเป็นที่ปรึกษาการเงินส่วนตัว คลิกเลยครับ

ดูคลิปพิเศษจาก Antonio https://bit.ly/3wqjila

ติดต่อ ผมที่ email : antonioattorney@gmail.com หรือ LineID : @antonioattorney

ที่ปรึกษาสำหรับ ผู้ประกอบการ SME แก้หนี้ หรือ ขอกู้เงิน สินเชื่อ คลิกเลยครับ Antonio SME

 

เป็น YouTuber ขอสินเชื่อได้ไหม ธนาคารจะให้กู้ พิจารณาอะไรบ้าง?

YouTuber เป็นอาชีพที่หลายคนอยากเป็น หลายคนมองว่าเป็นงานที่สนุก ผมเอง ก็เป็นยูทูปเปอร์ อาชีพยูทูปเบอร์ สร้างรายได้ส่วนหนึ่งให้กับผม แต่รายได้ทั้งหมดทั้งมวลของผม อาจจะเรียกได้ว่าเป็นการต่อยอดจากการเป็นยูทูปเบอร์นั้นเอง หลายคนจะถามว่าเป็น YouTuber กู้เงินธนาคารได้ไหม จะขอสินเชื่อผ่านหรือเปล่า ผมขอตอบในฐานะที่ผมเคยทำสำเร็จมาแล้ว คือ กู้ได้ครับ แล้วก็มียูทูปเปอร์หลายคนที่มาปรึกษากับผม ก็กู้ได้นะครับ

อาชีพยูทูปเบอร์ ถ้าหลายๆ ปีก่อน หากคุณเดินเข้าไป ขอกู้เงินธนาคารแล้วบอกว่าคุณมีอาชีพเป็นยูทูปเบอร์ เจ้าหน้าที่ธนาคารหลายคน คงจะงง และไม่เข้าใจ แต่ตอนนี้ผมบอกได้เลยว่า ใครไม่รู้จักอาชีพนี้ คงอยากถามว่า ไปอยู่ที่ไหนของโลกใบนี้มา ถึงแม้จะเป็นอาชีพที่สังคมยอมรับมากขึ้น แต่ก็ไม่ได้แปลว่าจะกู้ได้กับทุกคนนะครับ เปรียบเสมือนคนอาชีพอาชีพหนึ่ง ทุกคนที่ทำอาชีพนั้น จะกู้ผ่านกันทุกคน มันก็ไม่ใช่ ฉะนั้นคุณต้องมีการเตรียมตัวที่ดี และอาชีพยูทูปเบอร์จะยากกว่าอาชีพทั่วไป อาชีพใหม่รายได้แบบใหม่ คุณต้องเตรียมตัวนำเสนอ ข้อมูลต้องแน่น เอกสารต้องพร้อม

เรามาเข้าใจกันก่อนว่า ยูทูปเปอร์จะมีแหล่งรายได้ หรือที่มาของรายได้จากอะไรบ้าง

ข้อมูลเบื้องต้น Youtuber มีรายได้จาก 

  1.  รายได้ จาก Google Adsense คือ รายได้ที่เกิดจากการที่คนดูคลิปของคุณที่ลงในช่อง YouTube ของคุณ หากมีคนดูเยอะ คุณก็จะมีรายได้ในส่วนนี้ 
  2.  รายได้ จาก Google Adsense ในส่วนที่เป็นสมาชิกพิเศษ อย่างช่องของผม สมาชิกพิเศษ จะได้ฟังคลิปที่วิเคราะห์เจาะลึก ในการแก้ไขหนี้ การเจรจาปรับโครงสร้างหนี้ ผมจะคิดค่าสมาชิกเป็นรายเดือน เดือนละ 300 บาท YouTube จะเป็นคนเก็บเงิน แล้วโอนให้ผมในส่วนนี้ 70% ของ 300 บาท เผื่อใครสนใจสมัครสมาชิก คลิกตามลิงค์นี้ได้เลยครับ กดครับ   รายได้จาก Google Adsense ที่ได้จากโฆษณาที่แทรกอยู่ในคลิป ซึ่งรายได้ทั้ง2 ส่วนนี้ จะโอนเงินเข้าบัญชีธนาคาร ที่ผมลงทะเบียนไว้กับ YouTube ทุกเดือนครับ ประมาณวันที่ 21-23 ของทุกเดือน ผมจะได้เงินโอนเข้าบัญชี ซึ่งในส่วนนี้ ผมจะได้เงินในรูปของ เงินบาท ที่แปลงค่าเงินจาก US Dollar แล้วครับ ยิ่งค่าเงินบาท อ่อนผมยิ่งได้เงินเยอะครับ คล้ายๆ กับ ธุรกิจทำส่งออกเลยครับ   จากรายได้ทั้งส่วนนี้ ผมสามารถ Print Statement เป็นเอกสารประกอบการยื่นกู้ได้แบบชัดเจนครับ
  3. ได้รับเงินจาก สปอนซ์สินค้า หรือค่าจ้างพิเศษ เช่น ให้รีวิวสินค้า หรือ ทำคลิปที่เป็นการโฆษณาให้กับสินค้า หรือ บริการ ที่มีเอเจนซี่มาว่าจ้าง ซึ่งในส่วนนี้ ผมเองก็เคยมีติดต่อเข้ามาหลายเจ้า ส่วนตัวผมไม่ค่อยชอบให่ใครมากำหนดกฎเกณฑ์อะไรเท่าไร เลยไม่รับครับ รำคาญ ซึ่งรายได้ในส่วนนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นบริษัท ที่มาว่าจ้าง ซึ่งจะต้องมีเอกสาร ใบเสร็จรับเงินชัดเจน หรือ เอกสารการรับเงิน อาทิ ใบหัก ณ.ที่จ่าย รายได้ในส่วนนี้ชัดเจนแน่นอนครับ 
  4. รายได้อื่นๆ ที่ต่อยอดทางธุรกิจ จากการเป็น YouTuber เช่น ของผมเอง ทำช่องเกี่ยวกับการเงิน ก็เลยต่อยอดเปิดบริษัท เป็นที่ปรึกษากาารเงิน แก้ไขหนี้ให้กับ ผู้ประกอบการธุรกิจ SME อันนี้ก็มีรายได้ชัดเจนครับ

เอาจริงๆ รายได้ของ Youtuber ผมว่าค่อยข้างชัดเจนนะครับ สำคัญที่สุดคือ คุณต้องมีรายได้ที่เสถียร ความหมายคือ รายได้ควรจะคงที่แบบต่อเนื่องกันมาเป็นปีๆ นะครับ กู้ได้แน่นอน

เอกสารที่สำคัญ ในการยื่นกู้ของ YouTuber 

  1.  เอกสารที่ยืนยันตัวตนของคุณชัดเจนว่าคุณเป็นเจ้าของช่อง เช่น ของผม ได้จดทะเบียนการค้าอิเลคโทรนิคไว้ หรือ คุณ Print เอกสารรายได้ ที่ YouTube โอนเงินให้คุณทุกๆ เดือนก็ได้ครับ
  2.  รายการเดินบัญชีธนาคารฯ หรือ Statement อันนี้ ผมบอกได้เลยครับว่า ชัดเจนแน่นอน เพราะมีการโอนเงินมาจาก YouTube ที่อเมริกาเข้าบัญชีเราเลยครับ เอาไปเทียบรายการโอนเงินตรงกับ เอกสารข้อแรกที่ผมบอกเลยครับ จำนวนเงินโอน และยอดเข้า วันที่ ตรงกันแน่นอน
  3.  เอกสารการยื่นภาษีเงิน ได้ ภงด.90 ( อันนี้ผมยังไม่เคยยื่นเลยนะเนี่ย )

ประเภทสินเชื่อที่ขอ

  • กลุ่มสินเชื่อไม่มีหลักประกัน อาทิ บุคคล บัตรเครดิต มีโอกาสได้รับการพิจารณาสูง *** ขึ้นกับเงื่อนไขของแต่ละธนาคาร
  • กลุ่มสินเชื่อมีหลักประกัน เช่น กู้บ้าน สินเชื่อที่อยู่อาศัย ส่วนนี้ อาจมีการพิจารณาค่อนข้างละเอียด เนื่องจากระยะเวลาการผ่อนชำระระยะยาว เพราะอย่างไรก็ตาม ธนาคารอาจจมองได้ว่า คุณอาจจะดังได้ไม่นานในแวดวง YouTuber 
  • กลุ่มสินเชื่อรถยนต์ มีโอกาสผ่านสูง

ปัจจัยอื่นๆ ประกอบการพิจารณา เช่น 

  • ประสบการณ์ Youtuber กี่ปี รับรายได้ต่อเนื่องหรือไม่ คือ รายได้คงที่ มีเสถียรภาพไหม?
  • การรับรายได้เป็นเงินโอน หรือเงินสด และชี้แจงได้หรือไม่
  • การคำนวณรายได้ คิดรายได้เฉลี่ย 12 เดือน หรือ 24 เดือน อันนี้แล้วแต่นโยบายของแต่ละธนาคารครับ
  • แผนงาน หรือผังรายการ ประจำเดือน ปี มีความชัดเจนหรือไม่
  • ประเภทเนื้อหา Youtube เป็นกลุ่มบุคคลทั่วไป หรือเฉพาะ คือ อยากรู้ว่า ช่องจะยืนยาวไหม?

ครับ สรุปในความเห็นของผมนะ ถ้ามองในแง่ของเอกสาร ข้อมูลด้านรายได้ อาชีพ YouTuber ค่อนข้างที่จะมีเอกสาร ข้อมูลอ้างอิงได้ชัดเจนเลยครับ สามารถ Print เอกสารายละเอียด รายได้ส่วนแบ่งจาก Google Adsense ได้แบบย้อนหลัง เหมือนขอ Statement ธนาคารเลยครับ เมื่อเอามาเทียบกับ บัญชีโอนเงินรายได้ อันนี้ยิ่งชัดเจนเข้าไปอีก และหากคุณมีการยื่นเสียภาษีกับ สรรพากรอีก ยิ่งแน่นเลย แต่ที่ผมว่า ธนาคารกังวลคือ ช่อง YouTube ของคุณ จะอยู่ไปได้อีกยาวนานแค่ไหน นั่นเองครับ 


แก้หนี้ สร้างหนี้ เราจัดการให้
ติดต่อ LineID : @antonio

ติดตามคลิปดีๆ ในแวดวงการเงิน การธนาคาร และอสังหาริมทรัพย์ ได้ที่ Youtube

และติดตามผมต่อได้ที่ Facebook/AntonioAttorney.Company

สนใจให้ผมเป็นที่ปรึกษาการเงินส่วนตัว คลิกเลยครับ

ดูคลิปพิเศษจาก Antonio https://bit.ly/3wqjila

ติดต่อ ผมที่ email : antonioattorney@gmail.com หรือ LineID : @antonioattorney

ที่ปรึกษาสำหรับ ผู้ประกอบการ SME แก้หนี้ หรือ ขอกู้เงิน สินเชื่อ คลิกเลยครับ Antonio SME

 

หนี้ คำนี้ คุณรู้จัก และเข้าใจดีแค่ไหน

คำว่า หนี้ แบ่งประเภทของ หนี้ คือ หนี้ดี และ หนี้ไม่ดี หลายคน จะมีความรู้สึกและฝังใจ กับคำว่า หนี้ จึงอาจแปลกใจกับคำว่า หนี้ดี มันมีด้วยเหรอ การเป็นหนี้แล้วมันดียังไง วันนี้เราจะมาทำความเข้าใจ คำว่า หนี้ดี และ หนี้ไม่ดี

ไม่มีใครอยากเป็น หนี้ แต่บางครั้ง เราก็อาจมีเหตุความจำเป็น ที่จะต้องใช้เงินในจำนวนที่มากกว่าเงินออม ที่สะสมไว้ เช่น ซื้อบ้านเพื่ออยู่อาศัย ลงทุนทำธุรกิจ ซื้อรถยนต์ ค่าเล่าเรียน เป็นต้น

การก่อหนี้ บางที สมารถให้ประโยชน์ต่อตนเองและครอบครัว ตรงกันข้าม หากขาดการวางแผนที่ดี และขาดวินัยทางการเงิน โอกาสเกิดภาวะหนี้สินล้นพ้นตัว จนประสบปัญหาทางการเงิน และถูกฟ้องดำเนินคดี ก็มีโอกาสสูงเช่นกัน

ผมอยากจะบอกว่า ปัจจัยที่แบ่งคำว่า หนี้ดี กับ หนี้ไม่ดี ถ้าคุณเข้าใจ เรียนรู้ และมีความรู้ทางการเงิน คุณจะไม่กลัวคำว่า หนี้ เลย เพราะหนี้ สร้างคุณประโยชน์ สร้างความสุขให้กับตัวคุณและครอบครัว ได้อย่างมากมาย

คุณ สนิทกับ หนี้ มากน้อยแค่ไหน

คนส่วนใหญ่ไม่อยากมีหนี้ แต่รู้จัก “หนี้” เป็นอย่างดี บางคนเรียกว่าสนิทสนมกับหนี้มาก หากเป็นหนี้ที่ดี รวมไปถึงสามารถบริหารจัดการหนี้ได้ มีวินัยทางการเงิน ก็ไม่ถือว่าการก่อหนี้เป็นเรื่องที่ผิด แต่หากเป็นการก่อหนี้ที่ไม่จำเป็น ฟุ่มเฟือยตามกระแส “ของมันต้องมี” และไม่มีวินัยการจัดการหนี้ที่ดี ย่อมส่งผลเสียได้ ดังนั้น จึงต้องทำความเข้าใจว่า หนี้ดี และ หนี้ไม่ดี เป็นอย่างไร

หนี้ดี คืออะไร

หนี้ดี คือ หนี้ที่สามารถทำให้เกิดรายได้ หรือสามารถสร้างผลประโยชน์ได้มากขึ้นในอนาคต ได้มากกว่ารายจ่าย เช่น การลงทุนต่อยอดทางธุรกิจ ที่สามารถทำกำไรได้เยอะกว่าเดิม แต่ในขณะเดียวกัน หนี้ดี สามารถเปลี่ยนเป็นหนี้ไม่ดีได้เช่นกัน หากขาดการวางแผนและขาดวินัยทางการเงิน เช่น จะซื้อคอนโด คำนวนราคาผ่อนแล้วผ่อนไหว ไม่กระทบกับเงินเก็บ ทำเลดี ติดรถไฟฟ้า เดินทางสะดวก จะปล่อยเช่าก็ได้ราคาดี ครอบคลุมค่าผ่อนพร้อมดอกเบี้ย หรือจะขายก็ขายได้ ได้ราคาดีเช่นกัน หนี้ดี คือหนี้ที่ควรจะมี เพราะทำให้มีรายได้เพิ่มมากขึ้น เพื่อช่วยสร้างความมั่นคงทางการเงิน และเป็นการสร้างทรัพย์สินที่ดีในอนาคตอีกด้วย

หนี้ไม่ดี คืออะไร

หนี้ไม่ดี คือ หนี้ที่ไม่สร้างรายได้ หนี้ที่กู้มาเพื่อใช้จ่าย เช่น หนี้บัตรเครดิต ส่วนใหญ่เกิดมาจากพฤติกรรมการใช้จ่ายเงินที่เกินกำลัง ขาดการวางแผนทางการเงิน และแก้ปัญหาการเงินอย่างผิดวิธี ต้องการซื้อสินค้าหรือใช้จ่ายตามกระแสที่ไม่จำเป็นมากเกินไป จึงต้องหันไปพึ่งพาบัตรเครดิต เป็นการเอาเงินในอนาคตมาใช้ก่อน หากเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน เช่น ค่ารักษาพยาบาล ค่าซ่อมรถ หรือ ตกงาน ทำให้ขาดสภาพคล่องทางการเงินได้ และยังแก้ปัญหาโดยการทำบัตรเครดิตเพิ่มไปเรื่อยๆ ทำให้ท้ายที่สุด รายจ่ายหนี้สูงกว่ารายได้ ดังนั้นหนี้ไม่ดี ไม่ควรจะมีเด็ดขาด

และหนี้ไม่ดี อีกประเภทคือ กู้มาเพื่อจ่ายหนี้เดิม ผมบอกได้เลยครับว่า เกิน 80% ของคนไทยเป็นหนี้เสีย แบบเกินแก้ เพราะกู้หนี้ มาจ่ายหนี้ ครับ

แยกแยะ หนี้ ให้เป็น

ดังนั้น ก่อนจะเป็นหนี้ ต้องแยกให้ออกระหว่าง ความจำเป็น และความอยาก ก่อนใช้เงินทุกครั้ง การวางแผนทางการเงินที่ดี มีวินัยทางการเงิน และไม่ก่อหนี้สินจนเกินตัว จะช่วยทำให้มีอนาคตทางการเงินที่มั่นคงได้

ผมจะสรุปแบบนี้นะครับ หนี้ดี คือ หนี้ ที่สร้างรายได้ให้กับคุณ หนี้ดีคือหนี้ ที่คุณกู้ยืมเงินคนอื่น เพื่อมาซื้อทรัพย์สิน หรือประกอบธุรกิจ ช่วยให้ได้ผลประโยชน์ออกดอกออกผล มีกำไรส่วนต่าง เอาไปชำระดอกเบี้ยให้กับเจ้าหนี้ได้ และยังเหลือกำไรให้กับตัวคุณ แบบนี้ครับเรียกว่า หนี้ดี

ส่วนหนี้ที่ เรียกว่าหนี้ไม่ดี คือ กู้มาเพื่อสร้างภาระ สร้างความเครียด สร้างความล่มจม บางครั้งผมเห็นบางครอบครัว แตกแยก เพราะหนี้ นี่แหละ เพราะคุณไม่ตระหนัก ถึงผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้น จากการสร้างหนี้ให้กับตัวเอง สุดท้าย ผมจะบอกว่า คิดเยอะๆครับ ก่อนที่จะสร้างหนี้ และหาความรู้ทางด้านการเงินให้กับตัวเองเยอะๆ โชคดีทุกคนครับ


แก้หนี้ สร้างหนี้ เราจัดการให้
ติดต่อ LineID : @antonio

ติดตามคลิปดีๆ ในแวดวงการเงิน การธนาคาร และอสังหาริมทรัพย์ ได้ที่ Youtube

และติดตามผมต่อได้ที่ Facebook/AntonioAttorney.Company

สนใจให้ผมเป็นที่ปรึกษาการเงินส่วนตัว คลิกเลยครับ

ดูคลิปพิเศษจาก Antonio https://bit.ly/3wqjila

ติดต่อ ผมที่ email : antonioattorney@gmail.com หรือ LineID : @antonioattorney

ที่ปรึกษาสำหรับ ผู้ประกอบการ SME แก้หนี้ หรือ ขอกู้เงิน สินเชื่อ คลิกเลยครับ Antonio SME