ขายฝาก เงินกู้หน้าเลือด ธนาคาร ออมสิน จะให้กู้แบบขายฝาก คิดดีแล้วเหรอ?

ขายฝาก ธุรกรรมนี้ แค่ได้ยินก็รู้สึกว่า เราจะต้องเจอกับนายทุนหน้าเลือด ดอกเบี้ยแพง จ่ายไม่ตรงกำหนดก็ยึดทันที ตอนนี้มีข่าวออกมาว่า ธนาคารออมสิน อาจจะรับขายฝาก อสังหาริมทรัพย์ กับประชาชนทั่วไป แต่อาจจะมีข้อดี ก็คือว่า ธนาคารออมสินอาจจะคิดอัตราดอกเบี้ยที่ถูก ถูกกว่านายทุนนอกระบบ ที่รับขายฝากกันอยู่

ผมเองไม่เข้าใจว่า ทำไม ธนาคารออมสิน ถึงคิดจะรับขายฝาก กับประชาชนทั่วไป เพราะ การขายฝาก ถึงแม้จะมีอัตราดอกเบี้ยที่แพงกว่าสินเชื่อธนาคาร แต่การที่คนนิยมกู้กันก็เพราะ มันเร็วทันใจ ไม่ต้องมานั่งวิเคราะห์ ไม่ต้องมานั่งขอดู statement เสียเวลายุ่งยาก แต่มันก็ต้องแลกกับดอกเบี้ยที่แพงแสนแพง และเงื่อนไขในการชำระหนี้ที่ไม่ยืดหยุ่นเลย ยิ่งแปลกใจเข้าไปอีกว่า ธนาคารออมสิน จะแปลงร่างตัวเองเป็นนายทุนหน้าเลือดซะอย่างนั้น

วันนี้เรามาทำความรู้จักการขายฝากกันครับ การขายฝากคือการทำธุรกรรมที่ถูกต้องตามกฎหมายโดยมีสำนักงานที่ดินแต่ละจังหวัดแต่ละพื้นที่ ให้บริการนิติกรรมชนิดนี้ การขายฝากเปรียบเสมือน เจ้าของหลักประกันได้โอนกรรมสิทธิ์ ให้กับเจ้าหนี้ผู้รับซื้อฝากไปเรียบร้อยแล้ว โดยค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น ในการทำนิติกรรมเปรียบเสมือนการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์แปลงนั้นๆ คือมีทั้ง ค่าโอน ค่าภาษี และค่าอากร ซึ่งส่วนใหญ่ ผู้ขายฝาก หรือลูกหนี้จะเป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายดังกล่าว ทั้งหมด ซึ่งแตกต่างจากการจดจำนอง

การจดจำนองจะเสียค่าจดจำนองเพียง 1% ของมูลจำนองหรือของเงินกู้ที่ได้รับอนุมัติสินเชื่อ กรรมสิทธิในหลักประกัน ยังเป็นของผู้กู้ดั้งเดิม แต่การขายฝากกรรมสิทธิตกเป็นของผู้รับซื้อฝากหรือเจ้าหนี้เรียบร้อยตั้งแต่วันแรกแล้ว แต่หากลูกหนี้สามารถไถ่ถอนขายฝาก ได้ตามกำหนด ก็ปลดล็อคแล้วได้กรรมสิทธิ์คืนดังเช่นการปลดจำนองเช่นกัน

การขายฝาก โดยทั่วไป ผู้กู้หรือผู้ขายฝากจะต้องเสียค่าใช้จ่ายและดอกเบี้ยกันอย่างไรบ้าง ผมจะอธิบายเป็นข้อๆดังนี้ครับ

1. ค่าธรรมเนียมการโอนค่าอากรและภาษี ในการทำธุรกรรมขายฝากที่กรมที่ดินผู้ขายฝากหรือลูกหนี้จะต้องเป็นผู้รับผิดชอบ เฉพาะข้อแรกนี้ ค่าใช้จ่ายก็หนักพอสมควรแล้วครับ

2. ค่าปากถุง หรือ ศัพท์แบบสวยหรูทางการเงินก็เรียกว่า Front Fee ส่วนนี้จะหักค่าธรรมเนียมตั้งแต่ก่อนรับเงินกู้ เจ้าหนี้มักจะหักไว้เลยอัตราอยู่ที่ 3 – 5%

3. อัตราดอกเบี้ย จะอยู่ที่ประมาณ 1.25 – 2 % ต่อเดือน

4. จะมีการหักดอกเบี้ยก่อนล่วงหน้า 2-3 เดือน แล้วดอกเบี้ยส่วนที่เหลือให้ไปจดเพิ่มในมูลค่าการปลดขายฝาก หรือ นายทุนบางรายอาจจะขอให้จ่ายดอกเบี้ยทุกเดือน

5. ระยะเวลามีตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 1 ปี การต่ออายุขายฝากแต่ละครั้ง ผู้กู้จะต้องเอาเงินมาเคลียร์ดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นทั้งหมดก่อน และแม้กระทั่งอาจต้องจ่ายดอกเบี้ยล่วงหน้าอย่างน้อย 2-3 เดือนสำหรับในการต่ออายุในรอบถัดไป

การจำนองกับการขายฝาก ต่างกันตรงที่ การขายฝากไม่จำเป็นต้องมีสัญญากู้ ยึดระยะเวลาในการชำระหนี้ ณ.วันกำหนดไถ่ถอน หรือปลดขายฝากเท่านั้น หากชำระหนี้ตามจำนวนและระยะเวลาดังกล่าวไม่ได้ กรรมสิทธิ์จะตกเป็นของผู้รับซื้อฝากหรือเจ้าหนี้ทันที

ส่วนการจำนองนั้น ลูกหนี้ต้องผิดสัญญากู้ตามสัญญากู้ที่เซ็นกันไว้ เจ้าหนี้จะต้องทำการฟ้องร้องต่อศาล ให้ลูกหนี้ชำระหนี้ จนสุดท้ายขั้นตอนต่อมาก็คือ ยึดทรัพย์เพื่อไปขายทอดตลาด กระบวนการขายทอดตลาดขายได้ ขายไม่ได้ ขายได้เท่าไหร่ เหลือส่วนต่างเท่าไร ต้องไปไล่เบี้ยกับลูกหนี้กันอีกที ซึ่งการจำนอง ยุ่งยาก วุ่นวายมากครับ มีต้นทุนในการดำเนินการเพื่อติดตามหนี้ค่อนข้างสูง

ฉะนั้น นายทุนนอกระบบส่วนใหญ่จะไม่นิยมการจำนอง ผมเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่า ทำไม ธนาคารออมสิน ถึงคิดที่จะรับขายฝาก ทั้งๆที่ตัวเองเป็นธนาคารเพื่อประชาชน ก็ลองทำเป็นสินเชื่อแบบอเนกประสงค์สิครับ ซึ่งธนาคารออมสินก็มีสินเชื่อตัวนี้อยู่แล้ว ที่เรียกว่าสินเชื่อไทรทอง หลักเกณฑ์การอนุมัติ ก็ให้มันยืดหยุ่นมากกว่าเดิม แต่ที่ผมเข้าใจตอนนี้สินเชื่อไทรทอง ไม่รับหลักประกันที่เป็นที่ดินเปล่า ออมสินก็แค่ยืดหยุ่นหลักประกันในการรับประกันมากขึ้นสิครับ ที่ดินเปล่าก็รับ การอนุมัติสินเชื่อ ก็ให้มันง่ายขึ้น ลูกค้ารายไหนดูแล้วไม่เข้าท่าเข้าทาง แต่หลักประกันพอได้ ก็อาจจะอนุมัติให้สัก 50%ของราคาประเมิน ผมว่าดีกว่าการที่ออมสินจะมารับขายฝากนะครับ เพราะถ้าคิดจะช่วยกันจริงๆแล้ว ผมดูแล้วมันน่าจะสมเหตุสมผลกับคำว่า ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อประชาชน

ติดตามคลิปดีๆ ในแวดวงการเงิน การธนาคาร และอสังหาริมทรัพย์ ได้ที่ YouTube

และติดตามผมต่อได้ที่ Facebook/AntonioAttorney.Company

สนใจให้ผมเป็นที่ปรึกษาการเงินส่วนตัว คลิกเลยครับ

ติดต่อ ผมที่ email : antonioattorney@gmail.com หรือ LineID : @antonioattorney

เงินกู้นอกระบบ ใครก็แก้ไม่ได้ เพราะอะไร?

ทุกครั้ง ทุกปี ผมมักจะได้ยินข่าวที่ว่ารัฐบาล จะเข้ามาช่วยแก้ไขหนี้นอกระบบของพี่น้องประชาชนคนไทย ที่มีต้นทุนเงินกู้ ดอกเบี้ยสูงแพงลิบลิ่ว แบบขูดเลือดขูดเนื้อ รัฐบาลแล้วรัฐบาลเล่า ก็แก้ปัญหาไม่ได้สักที เครื่องมือที่ธนาคารใช้แก้ปัญหาหนี้นอกระบบ ก็คงหนีไม่พ้น ธนาคารพระเอกตัวจริงของคนยากครับ ธนาคารออมสิน รับรีไฟแนนซ์หนี้นอกระบบ เข้ามาในระบบ หลายครั้งหลายครา เอาเข้ามาได้แล้ว แต่ลูกหนี้ ก็หนีออกไปใช้เงินกู้นอกระบบกันอีก

ปัญหาหนี้นอกระบบ จริงๆแล้วเกิดจากอะไร บางคนก็บอกว่าประชาชนคนไทยกลุ่มรากหญ้าเข้าไม่ถึงระบบสถาบันการเงิน เอกสารไม่ครบ คุณสมบัติไม่พร้อม ไม่สามารถกู้เงินดอกเบี้ยต่ำๆ จากสถาบันการเงินได้

จริงๆแล้ว ปัญหานี้ ผมว่า เกิดจากความไม่รู้ทางด้านการเงิน อันนี้ข้อที่ 1 ส่วนอีกข้อที่เป็นสาเหตุ คือ นิสัยของลูกหนี้เหล่านี้ ใช้ตัวเองเป็นจุดศูนย์กลางของโลก คือ ไม่ปรับปรุง เปลี่ยนแปลง หรือยอมรับในสิ่งที่ตัวเองเป็น คนเหล่านี้กู้เงินธนาคารไม่ผ่าน ก็โทษนั่นโทษนี่ แทนที่จะปรับปรุง พัฒนาคุณสมบัติของตัวเอง ให้กู้ผ่าน แต่ก็ไม่ทำ มีแต่บ่นว่า เอาอะไรกันนักกันหนาเอกสารนู่นนี่นั่น รำคาญ!! ไปกู้เงินนอกระบบดีกว่าไม่ถึงชั่วโมงได้เงินแล้ว

นี่แหละครับ คือเหตุผลส่วนหนึ่งที่ เงินกู้นอกระบบของไทยมันไม่หมดไปซะที หรืออย่างที่บอกนะครับ รัฐบาลแต่ละชุดออกมาเพื่อช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ โดยใช้เครื่องมือคือธนาคารออมสิน รีไฟแนนซ์ เงินกู้นอกระบบให้กลับมาเข้าระบบ บางคนเป็นหนี้นอกระบบ มาขอกู้เงินกับธนาคารออมสิน ได้รับการอนุมัติเรียบร้อย เอาเงินจากแบงค์ออมสิน ไปปิดหนี้เงินกู้นอกระบบ ผ่อนกับธนาคารออมสินไปได้สักพัก เอาอีกละ จำเป็นต้องใช้เงินด่วน ก็ไปใช้บริการเงินกู้นอกระบบอีก สรุปสุดท้ายนะครับเป็นหนี้ ทั้งในระบบและนอกระบบ แล้วแบบนี้รัฐบาลไหนจะช่วยพี่น้องประชาชนได้ละครับ ถ้าพี่น้องประชาชน ไม่คิดช่วยตัวเอง และพัฒนา และพยายามเข้าใจความรู้ด้านการเงิน ให้มากกว่านี้

ครับตอนนี้ รัฐบาลชุดนี้ก็พยายามที่จะแก้ปัญหาหนี้นอกระบบกันอีกแล้ว โดยจะคิดตั้งกองทุนขึ้นมากองทุนหนึ่งเพื่อเอาไปช่วย แก้ไขหนี้นอกระบบ ให้หมดไปให้ได้

โดยรัฐบาล จะมีนโยบายช่วยเหลือประชาชนแก้ไขหนี้นอกระบบโ ดยมี 5 ข้อครอบคลุม ดังนี้

1. การจัดการเจ้าหนี้นอกระบบ มีพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินกำหนด มาช่วยควบคุม ไม่ให้เจ้าหนี้เอาเปรียบลูกหนี้มากนัก และเป็นการบีบบังคับทางอ้อมให้กับเจ้าหนี้นอกระบบมาขึ้นทะเบียนเป็นเจ้าหนี้ในระบบแทน

2. การไกล่เกลี่ยและการประนอมหนี้ ให้ลูกหนี้เขาขอไกล่เกลี่ยประนอมหนี้กับเจ้าหนี้นอกระบบ ได้โดยผ่านตัวกลาง คือธนาคารออมสิน และ ธกส.ซึ่งจะช่วยประสานงานกับคณะกรรมการไกล่เกลี่ยลูกหนี้นอกระบบที่จะมีการจัดตั้งขึ้นทั่วประเทศ

3. จัดหาแหล่งเงินกู้ในระบบ โดยการสนับสนุนให้ลูกหนี้เขาขอใช้บริการกับพิโกไฟแนนซ์ ซึ่งมีตัวแทนที่จะให้บริการนี้ กระจายอยู่ทั่วประเทศ ซึ่งพิโกไฟแนนซ์นี้มีการดูแลของ กระทรวงการคลัง

4. การฟื้นฟูศักยภาพของลูกหนี้ ข้อนี้แหละครับคือการให้องค์ความรู้ทางด้านการเงินให้กับประชาชนคนไทย เมื่อรู้และเข้าใจระบบการเงินดีขึ้น ก็จะทำให้พี่น้องประชาชนเหล่านี้ ไม่หันไปกู้เงินนอกระบบและหันมาใช้บริการ เงินกู้กับสถาบันการเงิน หรือ non Bank ที่ถูกควบคุม ดูแล โดยแบงค์ชาติ และกระทรวงการคลัง ซึ่งการให้องค์ความรู้ด้านทางด้านการเงินกับประชาชนคนไทยข้อนี้ผมถือว่าไม่ง่าย

5. สร้างภูมิคุ้มกัน ข้อนี้ เกี่ยวเนื่องกับข้อ 4 ซึ่งหากพี่น้องประชาชนมีความรู้ทางด้านการเงินเป็นอย่างดีหรือเข้าใจหลักการบริหารหนี้ส่วนบุคคล ข้อนี้ก็เปรียบเสมือนการบริหารความเสี่ยง ว่าถ้าเรามีหนี้ มีได้นะครับ แต่มันต้องบริหารหนี้ให้เป็น

นี่แหละครับ คือ ความพยายามของรัฐบาลทุกชุดที่จะแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ เพื่อช่วยพี่น้องประชาชนให้เข้าถึงระบบสถาบันการเงิน การที่คนไทยเข้าถึงระบบสถาบันการเงินได้ ผมเห็นว่ามันมีข้อดีอยู่ 1-2 ข้อคือ 1 ลูกหนี้จะได้อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำ ข้อ 2 คือลูกหนี้จะมีประวัติในการชำระหนี้กับธนาคารซึ่งเป็นผลดีกับอนาคตหากจะคิดต่อยอดธุรกิจ เนื่องจากธนาคารจะสามารถพิจารณาและวิเคราะห์จากเอกสารประกอบหรือประวัติในการผ่อนชำระที่ผ่านมาของลูกหนี้

เห็นไหมครับการเป็นหนี้ในระบบสถาบันการเงิน มันมีแต่ข้อดี ขอเพียงคุณเข้าไปในระบบให้ได้เท่านั้น หลังจากนั้นชีวิตคุณจะดีขึ้น แต่ก็นั่นแหละครับแต่ละคนมักจะถามว่า มันเข้าไม่ได้ เอกสารมันเยอะ ข้อมูลที่แบงค์ขอ จุกจิกกวนใจขี้เกียจและรำคาญ

เพื่อนๆที่มีปัญหาเข้าใช้บริการ สถาบันการเงินในระบบได้ ลองติดตามบล็อกของผมไปเรื่อยๆนะครับ หรือลองติดต่อผมได้นะครับที่ LINE ผม LINE ID @antonio เข้ามาพูดคุยสอบถามกันได้ครับ

ติดตามคลิปดีๆ ในแวดวงการเงิน การธนาคาร และอสังหาริมทรัพย์ ได้ที่ YouTube

และติดตามผมต่อได้ที่ Facebook/AntonioAttorney.Company

สนใจให้ผมเป็นที่ปรึกษาการเงินส่วนตัว คลิกเลยครับ

ติดต่อ ผมที่ email : antonioattorney@gmail.com หรือ LineID : @antonioattorney

เงินกู้ soft loan ส่วนของธนาคารออมสิน เร่งให้กู้ พร้อมผ่อนปรนเงื่อนไข สำหรับธุรกิจท่องเที่ยว

ออมสิน’ ผ่อนปรน 2 เงื่อนไข ช่วยท่องเที่ยวเข้าถึงซอฟต์โลน 10,000 ล้าน แค่หมื่นล้านจะพอไหมครับ?

เอสเอ็มอีท่องเที่ยวใจชื้น “ธนาคารออมสิน“ผ่อนปรนเงื่อนไขซอฟต์โลน 1 หมื่นล้านบาท วาง 2 หลักเกณฑ์ขอสินเชื่อ ชี้ถ้ากู้ 1-2 ล้านบาทเปิดให้หาคนค้ำประกันได้ ถ้ากู้ 5-20 ล้านบาทวางหลักทรัพย์ค้ำ 30%

การท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบตั้งแต่เกิดโควิด-19 และได้เรียกร้องขอให้รัฐบาลสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลน) เพื่อเสริมสภาพคล่องเป็นกลุ่มแรกๆ แต่จนถึงวันนี้ ยังไม่มีเม็ดเงินลงมาอุ้มธุรกิจแต่อย่างใด 

แต่ล่าสุดก็พอมีลุ้นว่าผู้ประกอบการบางส่วนกำลังจะได้รับการพิจารณาสินเชื่อ จากมาตรการซอฟต์โลน 1.5 แสนล้านบาท ภายใต้มาตรการดูแลเยียวยาผลกระทบจากไวรัสโคโรนา ระยะที่ 1 ซึ่งมีการกันวงเงินไว้ 1 หมื่นล้านบาทให้กับธนาคารออมสิน เพื่อปล่อยกู้ให้ผู้ประกอบการในธุรกิจท่องเที่ยวเป็นการเฉพาะ หลังจากเจรจากันหลายรอบจนธนาคารออมสินยอมผ่อนปรนเงื่อนไขการปล่อยสินเชื่อให้ผู้ประกอบการแล้ว

ผู้ประกอบการท่องเที่ยวในระดับเอสเอ็มอี พอจะเริ่มมีความหวังว่าจะได้รับซอฟต์โลนที่รัฐบาลกันไว้ให้ธนาคารออมสินปล่อยกู้ให้ผู้ประกอบการท่องเที่ยวหลังจากมีการเจรจาร่วมกัน และทางธนาคารออมสินก็ยอมผ่อนปรนหลักเกณฑ์ในการยื่นขอสินเชื่อให้ ได้แก่

1. กู้ในวงเงิน 1-5 ล้านบาท ผู้กู้สามารถหาคนที่ทางธนาคารเชื่อถือมาค้ำประกันให้ โดยบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ร่วมค้ำให้ 40% และธนาคารจะไม่คิดค่าวิเคราะห์โครงการ

2. กู้วงเงิน 5-20 ล้านบาท ผู้กู้ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน 30% และบสย.ร่วมค้ำให้ 40% และธนาคารจะคิดค่าวิเคราะห์โครงการ 0.25-0.50% ของวงเงินกู้

ทั้งนี้ธนาคารออมสินจะพิจารณางบการเงินย้อนหลัง 2 ปี โดยคิดอัตราดอกเบี้ย 2% เป็นเวลา 2 ปี และเมื่อได้รับสินเชื่อ ทางธนาคารก็จะหารเฉลี่ยออกเป็น 6 งวด เพื่อทยอยจ่ายเงินกู้ให้แก่ผู้ประกอบการ การผ่อนปรนดังกล่าวก็จะทำให้เอสเอ็มอีท่องเที่ยวมีโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินได้ เพราะสามารถหาคนที่น่าเชื่อถือมาช่วยค้ำประกันได้ จากเดิมที่จะต้องวางหลักทรัพย์ค้ำประกันเท่านั้น

จากเงื่อนไขที่กล่าวมา ต้องหาคนค้ำประกันที่ธนาคารออมสินสินเชื่อถือ อันนี้ไม่ชัดเจนไม่เป็นรูปธรรม สุดท้ายก็ขอดูงบการเงิน ถ้างบการเงินไม่ดีมีโอกาสไม่ผ่านอีกอยู่ดี หรือผู้ประกอบการ SME บางรายไม่ได้จดทะเบียนนิติบุคคลเอาไว้ ก็กินแห้วได้อยู่ดีล่ะครับ

ขณะนี้สทท.ได้ส่งรายชื่อผู้ขอกู้เงินล็อตแรกให้ทางธนาคารออมสินพิจารณาแล้ว 1,200 ราย มียอดวงเงินสินเชื่อรวมกว่า 4 พันล้านบาท โดยผู้ประกอบการที่ไม่ได้เป็นเอ็นพีแอล ก็จะได้รับการพิจารณาสินเชื่อออกมาก่อน ซึ่งคาดว่าภายในสัปดาห์หน้า ก็น่าจะเริ่มมีการปล่อยสินเชื่อออกมาบ้าง หลังจากรอกันมานาน

อย่างไรก็ตามจริงๆ ความต้องการซอฟต์โลนของ 13 สาขาวิชาชีพท่องเที่ยว รวมกันแล้วอยากได้สินเชื่อรวมกว่า 1.5 แสนล้านบาท การกันวงเงินไว้ 1 หมื่นล้านบาท ก็คงไม่เพียงพอต่อความต้องการ แต่เราก็อยากดูก่อนว่าเฉพาะสินเชื่อ 1 หมื่นล้านบาทท้ายสุดผู้ประกอบการจะได้ซอฟต์โลนจริงเท่าไหร่ เพราะถ้ายังไม่เกิน 1 หมื่นล้านบาท ก็คงจะไม่สามารถเรียกร้องขอให้รัฐกันวงเงินซอฟต์โลนเพิ่มได้

สำหรับมาตรการซอฟต์โลน 5 แสนล้านบาท ที่จะปล่อยสินเชื่อให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในทุกเซ็กเตอร์ โดยผ่านธนาคารพาณิชย์ต่างๆ ตราบใดที่กระทรวงการคลังหรือแบงก์ชาติ ยังไม่ได้มีนโยบายให้ธนาคารพาณิชย์ผ่อนผันหลักเกณฑ์การปล่อยสินเชื่อเอสเอ็มอีท่องเที่ยว ก็คงจะไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อก้อนนี้ได้ เพราะหลักเกณฑ์การพิจารณาการให้สินเชื่อก็เป็นเหมือนการกู้แบบปกติทั่วไป ไม่ได้มีการผ่อนปรนเงื่อนไขการปล่อยสินเชื่อเป็นกรณีพิเศษ

ผมเองจะพยายามติดตามข่าวนี้ มาลงเป็นบทความให้เพื่อนๆ ได้รับรู้รับทราบกันนะครับ ผมบอกเลยว่าธุรกิจท่องเที่ยวตอนนี้ธนาคารยังไงก็ไม่เอา ไม่รู้จะกู้เงินผ่านสักกี่ราย

ที่จะกู้ผ่าน ก็ต้องเป็นลูกค้าที่เจ๋งจริงๆ หรือมีหลักประกันคุ้มมูลหนี้มากๆนะครับ อย่างลูกค้าผมทำโรงแรมที่สมุย เซ็นสัญญากู้ไปแล้วครับ 4 ล้านแต่ยังไม่ได้เงิน เอาใจช่วยนะครับ

ติดตามคลิปดีๆ ในแวดวงการเงิน การธนาคาร และอสังหาริมทรัพย์ ได้ที่ YouTube

และติดตามผมต่อได้ที่ facebook/AntonioAttorney

สนใจให้ผมเป็นที่ปรึกษาการเงินส่วนตัว คลิกเลยครับ

ติดต่อ ผมที่ email : antonioattorney@gmail.com หรือ LineID : @antonioattorney


กำไรบาน ธอส. ออมสิน กว่า 20,000 ล้านบาท

ธนาคารของรัฐบาล ทั้ง ธนาคาร ออมสิน และ ธนาคาร อาคารสงเคราะห์ กำไรครึ่งปีแรก รวมกันกว่า สองหมื่นล้าน และมีประเด็นอะไรที่น่าสนใจอีก ลองติดตามในคลิปต่อกันเลยครับ

ติดตามผมได้อีกหนึ่งชองทางที่ YouTube