ติดเครดิตบูโร ต้องรออีกกี่ปี ถึงจะหลุด

บทความนี้ จะอธิบายให้คุณเข้าใจ เครดิตบูโร คืออะไร ถ้าคุณเข้าใจเกี่ยวกับเครดิตบูโร คืออะไร มีหน้าที่อะไร คุณจะเตรียมตัว ให้ตัวคุณเองมีประวัติในระบบของเครดิตบูโร เตรียมให้ดี เตรียมให้พร้อม กู้กี่ครั้งก็ผ่าน หากคุณเข้าใจในเงื่อนไขรายละเอียดของเครดิตบูโร คุณจะเข้าใจว่า ติดเครดิตบูโร ถึงจะกู้ได้

คำถามจาก ผู้ที่มีปัญหา ติดเครดิตบูโร

คำถาม มีบัตรเครดิต 2 ใบ ประนอมหนี้ปิดบัญชี จ่ายงวดสุดท้าย 34 พค. 60 และ 31 สค.61 ต้องรอ 3 ปี จึงจะหลุด Blacklist จะนับจากบัตรแรกที่จ่ายเกิน 3 ปีแล้ว หรือ ใบที่ 2 ยังไม่พ้นครบกำหนด 3 ปี

คำตอบ ง่ายๆเลยครับ หากคุณอยากรู้ว่าคุณจะติดประวัติไปอีกนานแค่ไหนหลังจากที่คุณปิดหนี้ที่เป็นหนี้เสียตัวนั้น หลังจากปิดแล้วประมาณ 1-2 เดือน คุณควรหาเวลาไปเช็คเครดิตบูโรดู แล้วนับบรรทัดที่รายงานสถานะบัญชีของคุณ บรรทัดละ 1 เดือน นับไปครับได้กี่บรรทัด นั่นแหละครับคือบรรทัดละ 1 เดือน เวลาที่คุณจะมีชื่ออยู่ในระบบเครดิตบูโร เดือนถัดไปจะหายไปทีละบรรทัด ทีละบรรทัด และหลังจากที่คุณปิดหนี้แล้ว ให้คุณเช็คสอบ โดยการเช็คเครดิตบูโรอีกครั้ง เช็คว่าเจ้าหนี้ได้ปิดยอดหนี้และเปลี่ยนสถานะบัญชีให้คุณแล้วหรือยัง คนปิดหนี้ไปแล้ว บางคน ปิดเป็นปีไม่เคยเช็ค เจ้าหนี้ไม่ปิดยอดให้ไม่เปลี่ยนสถานะบัญชีให้ เคยเจอมาแล้วครับ

ปิดหนี้แล้วทำไมต้องรอ 3 ปี เครดิตบูโร ถึงจะล้างรายชื่อ

หลังจากที่คุณปิดบัญชีเรียบร้อยแล้ว เครดิตบูโรจะเก็บประวัติการชำระหนี้ของคุณไว้อีกอย่างน้อย 3 ปี หรือ 36 งวด และในส่วนของสินเชื่อบางประเภท อาจจะเก็บไว้ 60 งวดหรือ 5 ปี

ติดเครดิตบูโร ไม่ใช่ติดแบล็คลิสต์

หลายคนเข้าใจผิด มักจะชอบพูดกันว่า ติดเครดิตบูโรกู้ไม่ได้ คนบอกว่าติดแบล็คลิสกู้ไม่ได้ ผมจะขออนุญาตใช้บทความนี้อธิบายให้ฟังนะครับ ติดเครดิตบูโรกู้ไม่ได้ หลายคนเข้าใจว่าเครดิตบูโร ส่งชื่อลูกหนี้ไปให้กับธนาคาร แล้วหมายหัวลูกหนี้รายนั้นว่า ติดเครดิตบูโรทำให้กู้ไม่ผ่าน ต้องอธิบายแบบนี้นะครับ เครดิตบูโรคือหน่วยงานที่เก็บรวบรวมประวัติการจ่ายหนี้ของลูกหนี้ทั่วประเทศ ฉะนั้นการเก็บประวัติการชำระหนี้ จะเก็บทั้งประวัติดี และประวัติไม่ดี เครดิตบูโร ไม่มีหน้าที่ตัดสินว่า ลูกหนี้รายนั้นจะกู้ผ่านหรือไม่ผ่าน การจะกู้ผ่านหรือไม่ผ่าน ขึ้นอยู่กับธนาคาร ที่คุณไปขอยื่นกู้ขอสินเชื่อ เขาจะพิจารณาจากประวัติการผ่อนชำระหนี้ของคุณ เจ้าหน้าที่ธนาคารเหล่านั้นเองก็มักจะพูดว่าที่กู้ไม่ผ่านเพราะติดประวัติเครดิตบูโร นั่นก็คือคุณมีประวัติที่ชำระหนี้ไม่ตรงนั้นเอง ไม่ได้กู้ไม่ผ่านเพราะเครดิตบูโรส่งชื่อคุณให้ธนาคาร ว่าคุณเป็นลูกหนี้ที่ไม่ดี สรุปเครดิตบูโรมีหน้าที่เพียงเก็บรวบรวมประวัติการชำระหนี้ ของลูกหนี้เท่านั้นครับ

ส่วนคำว่าติดแบล็คลิสต์ อันนี้ความหมายค่อนข้างรุนแรง ผมอธิบายแยกเป็น 2 ส่วน แบบนี้ครับ ส่วนแรก คือคุณมีประวัติที่ไม่ดีกับธนาคารนั้นๆ รายชื่อคุณก็จะถูกส่งไปที่เครดิตบูโรถึงประวัติการชำระหนี้ที่ไม่ดีของคุณ แล้วสมมติผ่านมาหลายปี คุณรวบรวมเงินไปชำระหนี้ก้อนนั้นได้ หลังจากชำระหนี้แล้ว 3 ปีหรือ 5 ปีแล้วแต่ประเภทสินเชื่อ เครดิตบูโรก็จะลบประวัติของคุณออกจากระบบ แต่ธนาคารนั้นจะบันทึกรายชื่อคุณว่ามีรายชื่อเป็น Blacklist สำหรับธนาคารของเขา ถึงแม้ว่าคุณจะชำระหนี้หมดแล้วก็ตาม คุณจะไม่มีสิทธิ์และไม่มีโอกาส ในการกู้ธนาคารนั้นอีกเลย ส่วนที่ 2 ติดแบล็คลิสต์ ในความหมาย คือ ธนาคารจะมีระบบฐานข้อมูลที่เรียกศัพท์ภายในธนาคารรู้กันว่า ระบบถัง หรือเรียกว่า รายชื่อลงถัง ส่วนนี้ ลูกค้าจะติดประวัติในการถูกฟ้องร้องดำเนินคดี ถูกฟ้องถูกบังคับคดี ถูกยึดทรัพย์อายัดทรัพย์ หากคุณโดนแบบนี้ เขาเรียกว่า ติดแบล็คลิสต์เช่นกัน ฉะนั้นคำว่าติดแบล็คลิสต์มีอยู่จริง แต่ ติดเครดิตบูโร ไม่มีครับ

บทความนี้เหมาะกับผู้มีเอกสารเครดิตบูโรในมือ คุณจะเข้าใจง่ายขึ้น

หากจะต้องอธิบายเรื่องราวรายละเอียด เพื่อให้คนกู้ หรือลูกหนี้เข้าใจ จำเป็นต้องมีภาพประกอบ ภาพแรกคือลูกค้าที่มีประวัติในการผ่อนชำระดีครับ ลูกค้าที่มีประวัติในการผ่อนชำระดี จะมีสถานะ 10 คือเป็นบัญชีปกติ

ตัวอย่างเครดิตบูโรแบบเป็นหนี้ปกติ

รายงานเครดิตบูโร ตัวอย่างนี้ คือ เป็นลูกหนี้สถานะปกติ ผ่อนชำระตรงทุกงวด

ตัวอย่างเครดิตบูโรแบบสถานะปกติ

ตัวอย่างนี้ การผ่อนชำระปกติ ถึงแม้จะมีการจ่ายล่าช้าสูงสุด 90 วัน แต่ก็ยังมีสถานะปกติ แต่กรณีนี้ จะกู้ธนาคารไม่น่าจะผ่าน เพราะมีการจ่ายล่าช้า

การดูรายงาน สถานะบัญชีของเครดิตบูโร ดังนี้

  • สถานะบัญชี เลข 10 คือ สถานะปกติ
  • สถานะบัญชี เลข 11 คือ สถานะปิดบัญชี
  • สถานะบัญชี เลข 12 คือ สถานะพักชำระหนี้ ตามนโยบายของรัฐ
  • สถานะบัญชี เลข 20 คือ สถานะมีหนี้ค้างเกิน 90 วัน
  • สถานะบัญชี เลข 30 คือ สถานะอยู่ในกระบวนการทางกฏหมาย
  • สถานะบัญชี เลข 31 คือ สถานะอยู่ในระหว่างชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามยอม
  • สถานะบัญชี เลข 32 คือ สถานะศาลพิพากษายกฟ้อง เนื่องจากคดีขาดอายุความ
  • สถานะบัญชี เลข 33 คือ สถานะปิดบัญชี เนื่องจากตัดหนี้เป็นสูญ
  • สถานะบัญชี เลข 40 คือ สถานะอยู่ระหว่างชำระสินเชื่อ เพื่อปิดบัญชี
  • สถานะบัญชี เลข 41 คือ สถานะเจ้าของข้อมูลขอตรวจสอบรายการ
  • สถานะบัญชี เลข 42 คือ สถานะโอนหรือขายหนี้
  • สถานะบัญชี เลข 43 คือ สถานะปิดบัญชีขณะโอนหรือขายหนี้

ตัวอย่างสถานะบัญชี ที่เป็นหนี้เสีย

ติดเครดิตบูโร

ตัวอย่างนี้เป็นหนี้เสีย กู้อย่างไรก็ไม่น่าจะผ่าน เลิกหวัง และฝันลมๆแล้งๆ

บัญชีนี้ ก่อนปิดหนี้ มีสถานะค้างชำระหนี้ 90 วัน ถือว่ายังไม่เป็นหนี้เสีย แต่ในมุมมองการพิจารณาสินเชื่อ สำหรับบัญชีนี้ถึงแม้จะปิดบัญชีไปแล้ว กู้ผ่านไม่ง่ายครับ ถ้าให้ผมแนะนำ บัญชีนี้ไม่ควรปิดบัญชี ควรจะกลับมาจ่ายชำระให้เป็นปกติ อย่างน้อยไปอีก 1 ปี จะดีกว่า เพราะธนาคารจะได้เห็นพฤติกรรมการชำระหนี้ที่เคยจ่ายไม่ตรง กลับมาจ่ายหนี้ให้ตรง อีกอย่างน้อย 1 ปี แล้วค่อยยื่นกู้ น่าจะดูดีกว่า

ติดเครดิตบูโร

ตัวอย่างนี้ยิ่งอาการหนัก เพราะค้างชำระหนี้มากกว่า 300 วัน ถึงแม้จะปิดบัญชีไปแล้วก็ตาม ก็กู้ไม่ผ่านแน่นอน หลายคนมักจะถามว่าหลังจากปิดบัญชีแล้ว จะต้องรอนานแค่ไหนถึงจะกลับมากู้ได้ ผมให้คุณดูตัวอย่างนี้ ลองนับบรรทัดที่มีรายงาน ตามลำดับเวลาเดือนและปี เดือนละ 1 บรรทัด เหลืออยู่กี่บรรทัด ก็เท่ากับจำนวนเดือนที่เหลืออยู่ในระบบ เครดิตบูโรจะเก็บบันทึกข้อมูลของคุณไว้ สำหรับตัวอย่างนี้เหลือ 33 บรรทัด ก็เท่ากับ 33 เดือนครับ ที่คุณจะมีชื่อติดอยู่ในเครดิตบูโร จะมีล้างข้อมูลออกไปเมื่อครบ 33 เดือน

ตอบคำถาม เรื่องเครดิตบูโร ปิดแล้วต้องรออีก กี่เดือน กี่ปี

จากคำถาม ผมสรุปคำตอบให้แบบนี้นะครับ คุณจะมีชื่อติดอยู่ในประวัติเครดิตบูโร แบบบันทึกประวัติการผ่อนชำระหนี้ไม่ตรง ถึงแม้จะปิดหนี้ไปแล้วก็ตาม เครดิตบูโรจะบันทึกประวัติคุณไว้ ประมาณ 36 เดือน อย่างที่ผมบอกนะครับ คุณต้องเช็คเครดิตบูโรดู แล้วนับบรรทัดละ 1 เดือน นั่นแหละครับ คุณจะติดไปอีกประมาณระยะเวลาเท่านั้น หากคุณชำระปิดหนี้ เป็นอันดับเรียงทีละเจ้าหนี้ ก็ให้นับเจ้าหนี้รายสุดท้าย ที่คุณปิด นับบรรทัด ความหมายคือ บรรทัดละ 1 เจ้าหนี้ รายสุดท้ายที่คุณปิด ระยะเวลาตามจำนวนบรรทัดนั่นแหละครับ ก็คืออีกจำนวนเดือนที่คุณจะติดไปในระบบเครดิตบูโร ส่วนเจ้าหนี้ที่คุณปิดไปก่อนหน้านี้ก็จะค่อยๆหายไปจากระบบเครดิตบูโร เรียงลำดับจาก ระยะเวลาการปิดหนี้ จากตัวอย่างที่ผมยกมาให้ทั้งหมดนี้ หวังว่าคุณจะเข้าใจ ในระบบการจัดเก็บข้อมูล ของเครดิตบูโรมากขึ้นนะครับ

ปิดหนี้แล้วทำไม ไม่ลบประวัติให้เลยทันที

หลายคน สงสัย ไม่เข้าใจ และไม่พอใจ หน่วยงานเครดิตบูโร ด้วยเหตุผล คนทั่วไปที่เป็นหนี้เสีย แต่ปิดหนี้เรียบร้อยแล้ว ทำไมเครดิตบูโรต้องเก็บประวัติที่เคยผ่อนชำระล่าช้า หรือเคยผ่อนชำระไม่ตรง ทั้งๆที่ปิดหนี้ไปแล้ว ทำไมต้องเก็บประวัติที่ไม่ดีของลูกหนี้เอาไว้ด้วย เปรียบเสมือน ต้องการให้ลูกหนี้ ติดคุกทางการเงิน ไม่สามารถ กู้หรือขอสินเชื่อ กับสถาบันการเงินได้ ผมจะอธิบายเหตุผลแบบนี้ครับ ถ้าหากลูกหนี้ ที่เคยมีประวัติการผ่อนชำระหนี้ไม่ตรง แล้วปิดหนี้แล้ว เครดิตบูโรลบประวัติที่เคยไม่ดีทิ้งไปเลยทั้งหมด จะมีประโยชน์อะไรครับ ที่จะจัดตั้งหน่วยงานเครดิตบูโรขึ้นมา การมีเครดิตบูโร สถาบันการเงิน หรือสมาชิกของเครดิตบูโร ต้องการที่จะเห็นประวัติของลูกหนี้แต่ละราย ในการชำระหนี้ เพื่อเอาไว้พิจารณาประวัติการชำระหนี้ของลูกหนี้ รายนั้นที่มาขอกู้ ถ้าปิดหนี้แล้วลบประวัติออกทันที จะเกิดอะไรขึ้นครับ เช่น ยอดหนี้ที่เคยค้างชำระมานาน เกิน 300 วัน ก็คือ 1 ปีขึ้นไปที่ไม่ได้จ่ายหนี้เลย วันดีคืนดีอยากจะกู้เงิน ก็ไปหยิบยืมเงิน กู้เงินนอกระบบมาปิดหนี้ ปิดหนี้เสร็จเรียบร้อยเครดิตบูโรลบประวัติที่เคยเป็นหนี้เสียออก ก็กลับมากู้ใหม่ได้อีก แบบนี้จะมีเครดิตบูโรไว้ทำไมครับ เครดิตบูโร คือ หน่วยงานที่เก็บประวัติการผ่อนชำระของลูกหนี้ ทั้งประวัติผ่อนชำระตรง ก็เก็บไว้ 36 เดือน ประวัติการผ่อนชำระที่ไม่ตรง ก็เก็บประวัติไว้ 36 เดือนเช่นกัน

ติดเครดิตบูโร ต้องโทษตัวเอง อย่าโทษคนอื่นมัน ยุติธรรมแล้ว สำหรับเจ้าหนี้กับลูกหนี้

ครับ เครดิตบูโรเก็บประวัติการผ่อนชำระหนี้ ของคุณ ทั้งประวัติดี ก็เก็บ 36 งวด ประวัติไม่ดี ก็เก็บ 36 งวด ผมว่า มันก็ยุติธรรมดีนะครับ ทั้งประวัติดี และไม่ดี เก็บหมด ฉะนั้น อย่าไปว่าเครดิตบูโรเลยครับ กรรมดี กรรมไม่ดี เราก็ต้องยอมรับ สิ่งที่เราทำเอาไว้ครับ แค่ 36 เดือนเองครับ

ถ้าคุณสนใจ ให้ผมเป็นที่ปรึกษาส่วนตัว ชำระค่าบริการมาที่ บัญชี ชื่อ ยุทธนา โกษากุล

KBANK 766 2 21897 3 / SCB 407 0 55631 0

แบบที่ 1 พูดคุยผ่านทางโทรศัพท์ ไม่จำกัดครั้ง คุยกันได้ตลอดชีพ ค่าบริการ 2,000 บาท ตลอดชีพ

แบบที่ 2 สามารถเจอผมได้ 1 ครั้ง คุณอาจจะพาครอบครัวหรือทีมงาน เราพูดคุยกับผมได้ ประชุมร่วมกันครับ วันนี้ขอจำกัดเวลาประมาณไม่เกิน 3 ชั่วโมงนะครับ หลังจากนั้นคุณสามารถโทรศัพท์พูดคุยกับผมได้ไม่จำกัดครั้ง แล้วคุยตลอดชีพได้เช่นเดียวกันครับ แบบที่ 2 ราคาค่าบริการ 5,000 บาทครับ

เมื่อโอนเงินแล้ว ส่งสลิปโอนเงินมาที่ LineID : @antonio ส่งสลิปมาแล้ว ไม่ต้องทักนะครับ เดี๋ยวข้อความมันจะเลื่อน ผมจะหาไม่เจอว่าใครโอนเงินมา เนื่องจาก ผมมีคนไลน์เข้ามาจำนวนมาก ส่งสลิปมาแล้วรอ ผมจะรีบติดต่อกลับนะครับ


แก้หนี้ สร้างหนี้ เราจัดการให้
ติดต่อ LineID : @antonio

ติดตามคลิปดีๆ ในแวดวงการเงิน การธนาคาร และอสังหาริมทรัพย์ ได้ที่ Youtube

และติดตามผมต่อได้ที่ Facebook/AntonioAttorney.Company

สนใจให้ผมเป็นที่ปรึกษาการเงินส่วนตัว คลิกเลยครับ

ดูคลิปพิเศษจาก Antonio https://bit.ly/3wqjila

ติดต่อ ผมที่ email : antonioattorney@gmail.com หรือ LineID : @antonio

ที่ปรึกษาสำหรับ ผู้ประกอบการ SME แก้หนี้ หรือ ขอกู้เงิน สินเชื่อ คลิกเลยครับ Antonio SME

คุ้มไหมกับการติดเครดิตบูโร แต่ได้ส่วนลดหนี้เยอะมากๆ

กรณีเป็นหนี้ธนาคาร แล้วไม่จ่ายรอจนให้ธนาคารโทรมาไกล่เกลี่ย และเสนอส่วนลด เราจะได้ส่วนลดเยอะ คุ้มกับเครดิตที่เสียไป หรือเรียกภาษาชาวบ้านว่า ติดเครดิตบูโร คุ้มหรือไม่ จากข้อมูลดังกล่าว ผมสรุปเองเลยว่า ปัญหาส่วนใหญ่จะมาจาก การเป็นหนี้บัตรเครดิต หรือสินเชื่อบุคคลนะครับ ไม่ใช่หนี้บ้าน หรือ หนี้รถนะครับ ที่จะมีส่วนลดเงินต้นให้

ติดเครดิตบูโร แต่ได้ลดหนี้ คุ้มที่จะแลกไหม

จากคำถามที่ว่า หากลูกหนี้ได้ขอ hair cut ได้ส่วนลดหนี้เยอะๆ จ่ายหนี้น้อยกว่า คุ้มหรือไม่ กับการต้องติดประวัติเครดิตบูโร ทำให้มีประวัติ หนี้เสีย เทียบกับการ สู้ต่อ ผ่อนหนี้ไป ไม่ต้องบ่น  ผ่อน แบบมองไม่เห็นฝั่ง แต่เครดิตบูโรยังดีอยู่( ดีอยู่จริงไหม จะมาบอกในลำดับต่อไป )…คุ้มไหม

ปัจจัย สำคัญในการพิจารณาคือ คุณยังจ่ายหนี้ ต่อเดือน ไหวไหม

คำถามที่ว่าคุ้มไหมที่ติดเครดิตบูโรแต่จ่ายหนี้ลดลง ผมจะให้ข้อสังเกตและพิจารณาดังนี้นะครับ อย่าเอาคำว่า “คุ้มไหม” มาเป็นตัวตั้งครับ เราต้องเอาความสามารถในการชำระหนี้ของเรา ที่มีอยู่ ว่าเราจ่ายได้หรือไม่ ควรพิจารณาความสามารถในการชำระหนี้เป็นตัวตั้งมากกว่า

ไม่ไหว อย่าฝืนผ่อนต่อ

มีน้องหลายคน ที่ LINE มาพูดคุยสอบถามกับผม ให้ข้อมูลว่า เป็นหนี้เยอะ ผ่อนไม่ไหว จ่ายได้แค่ขั้นต่ำ หมุนไปเรื่อย ไม่รู้เมื่อไหร่จะหมดแรง ตอนนี้เหนื่อยมาก ผมก็ได้ขอข้อมูลของเขาเพิ่มเติม ให้ช่วยเขียนลิสต์รายชื่อเจ้าหนี้มาทั้งหมด และภาระผ่อนหนี้แต่ละเดือน สุดท้ายขอทราบเงินเดือนหรือรายได้ต่อเดือน ได้ข้อมูลมาแทบเป็นลมตกใจ บอกที่ผ่านมาน้องอยู่มาได้ยังไง หลายคนบอกว่ากู้ไปเรื่อยๆ ตอนนี้กู้ไม่ได้แล้ว ภาระหนี้เต็ม ก็หยิบยืมเงินเพื่อนฝูง ญาติพี่น้อง คนในครอบครัว มาหมุนหนี้ สุดท้ายตอนนี้เริ่มถึงทางตัน  

นั่นแหละครับ ผมถึงบอกว่า กับคำถามที่ว่า คุ้มหรือไม่ กับการติดประวัติเครดิตบูโร คุณควรจะเอาความสามารถในการชำระหนี้ มาเป็นตัวตั้ง ในการตัดสินใจมากกว่า ว่าเรากลัวติดประวัติเครดิตบูโร เป็นคนเครดิตเสีย เอาจริงๆนะ คุณยังสามารถจะรักษาเครดิตได้อยู่หรือเปล่า อันนั้นคือ ปัจจัยที่คุณจะต้องมาพิจารณามากกว่า

เอาเป็นว่า มาถึงตรงนี้ หากคุณไม่เชื่อผม คุณยังคงคิดว่าอยากจะผ่อนต่อไปเรื่อยๆ ผมตั้งข้อสังเกต แบบนี้นะครับ แบ่งเป็น 2 กรณี นะครับ คือ 1) พยายามผ่อนไปเรื่อยๆ 2) หยุดจ่าย เก็บเงินก้อน รอทุบ หรือขอแฮร์คัท

กรณีที่ 1 ถ้าคุณผ่อนไหว ไม่อยากเสียเครดิต ก็ผ่อนไปเรื่อยๆครับ พยายามค่อยๆลดหนี้ ไม่สร้างหนี้เพิ่ม พยายามเพิ่มรายได้ลดรายจ่าย ใช้หนี้ให้มากขึ้น ตัดหนี้เงินต้น ให้มากขึ้น คุณหมดหนี้แน่นอนครับ แต่จะใช้ระยะเวลานานเท่าไหร่ไม่รู้ แต่กลัวว่า คุณจะหมดแรงไปเสียก่อน อันนี้ คุณต้องคุยกับตัวเองดูนะครับ

กรณีที่ 2 หยุดจ่าย เก็บเงินก้อน รอแฮร์คัท อันนี้ หลักสำคัญที่สุด คือคุณต้องเก็บเงิน เก็บเงิน และเก็บเงิน เพื่อรวบรวมเงินก้อนใหญ่ไว้รอทุบกับเจ้าหนี้

ก่อนที่คุณจะตัดสินใจเลือกใช้หนี้แบบกรณีที่ 1 หรือ กรณีที่ 2 พิจารณาสิ่งที่ผมกำลังจะบอกคุณ แบบนี้ครับ

สิ่งที่ควรพิจารณาในเบื้องต้น
1.จำนวนมูลหนี้ทั้งหมด คือ มีหนี้มากน้อยแค่ไหน และมีภาระหนี้ที่ต้องจ่ายต่อเดือนเท่าไร เมื่อเทียบกับรายได้ ถ้าวางแผนดีๆ คุณจะรอดหรือเปล่า ถ้ารอด รักษาสถานะเครดิตบูโรไว้ครับ แต่คุณต้องมีวินัยการเงินค่อนข้างสูง
2.อายุปัจจุบันผู้กู้ ถ้าอายุยังน้อยการรักษาเครดิตไว้ก็เป็นเรื่องที่ดี แต่หากอายุเยอะ ไม่จำเป็นต้องรักษาเครดิตละครับ ผมแนะนำ มาขยายความคำว่าอายุน้อยรักษาเครดิตไว้ก็ดี แต่การที่คุณจะพยายามรักษาเครดิต แต่หากคุณจ่ายหนี้ไม่ตรง สักงวด สองงวดเกือบทุกบัตร คุณต้องใช้เวลานานอย่างน้อย 1-2 ปี คุณถึงจะกู้ได้อยู่ดีนะครับ เพราะถือว่า คุณมีประวัติไม่ดี เหมือนกัน
3.อาชีพงานปัจจุบัน ธุรกิจที่คุณทำอยู่ยังไปต่อได้ไหม หรืองานที่คุณทำอยู่ บริษัทคุณมีความมั่นคงมากน้อยแค่ไหน ถ้าดูแล้ว ไปต่อได้ คุณอาจจะเลือกรักษาเครดิตไว้ กัดฟัน จ่ายหนี้ต่อไป
4.รายได้ปัจจุบันและรายได้เสริม(ถ้ามี) คุณต้องพยายาม เพิ่มรายได้ หารายได้ปัจจุบัน และรายได้เสริมในอนาคตหากคุณขยันมากพอ และสามารถชำระหนี้ที่คุณต้องการรักษาสถานะมันไว้ได้ ก็ลุยเลยครับ ถ้าคุณกลัวการติดเครดิตบูโร
5.ทรัพย์สินตนเองและคู่สมรสจดทะเบียน คุณมีทรัพย์สินมากพอ ที่เจ้าหนี้จะไม่ให้ส่วนลดหรือเปล่า เพราะเขามองว่าคุณมีทรัพย์สินอยู่
6.ความมีวินัยการออมเงิน ถ้าคุณพร้อมและยอมที่จะแลกกับการเสียประวัติเครดิตบูโรคุณต้องมีเงินออมเพียงพอ ที่จะขอชำระหนี้แบบ Hair Cut ได้ คือคุณต้องมีเงินก้อน แต่อีกวิธีคือ ถ้าคุณยังมีเครดิตพอ สามารถหยิบยืมเพื่อนฝูงญาติพี่น้องเป็นเงินก้อนมาตัดหนี้ได้ ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งครับ
7.สถาบันการเงินที่เป็นเจ้าหนี้ อันนี้ผมอาจจะแยกย่อยไปได้เลยว่าธนาคารไหนให้ส่วนลดมาก ธนาคารไหนให้ส่วนลดน้อย หรือธนาคารไหนไม่ให้ส่วนลดเลย ต้องดูด้วยครับว่าหากคุณเป็นลูกหนี้กับธนาคารที่มันไม่มีนโยบายให้ส่วนสด ขอยังไงคุณก็ไม่ได้ครับ ด้วยในปัจจุบัน สถาบันการเงิน/ธนาคาร มีการจัดระบบการตามหนี้ ทวงหนี้ อย่างเป็นระบบและความเร็วในการทวงหนี้มีมากขึ้น ซึ่งหากไม่ชำระหนี้ ละคุณเพียงเพื่อรอให้ธนาคารโทรมาและหวังส่วนลดนั้น บางรายอาจจะไม่สำเร็จการต่อรองทุกรายนะครับ ขึ้นกับเจ้าหนี้ หรือ เงื่อนไขของธนาคารนั้นๆ ด้วย
อีกทั้ง ธนาคารอาจมีการขายโอนหนี้ให้บริษัทฯ ติดตามหนี้ ซึ่งการต่อรองอาจมีความยากขึ้น

สิ่งที่ควรพิจารณาในเบื้องต้น
1.จำนวนมูลหนี้ทั้งหมด คือ มีหนี้มากน้อยแค่ไหน และมีภาระหนี้ที่ต้องจ่ายต่อเดือนเท่าไร
2.อายุปัจจุบันผู้กู้ ถ้าอายุยังน้อยการรักษาเครดิตไว้ก็เป็นเรื่องที่ดี แต่หากอายุเยอะ ไม่จำเป็นต้อวรักษาเครดิตละครับ ผมแนะนำ มาขยายความคำว่าอายุน้อยรักษาเครดิตไว้ก็ดี แต่การที่คุณจะพยานามรักษาเครดิต แต่หากคุณจ่ายหนี้ไม่ตรง สักงวด สองงวดเกือบทุกบัตร คุณต้องใช้เวลานานอย่างน้อย 1-2 ปีคุณถึงจะกู้ได้อยู่ดีนะครับ เพราะถือว่า คุณมีประวัติไม่ดี เหมือนกัน
3.อาชีพงานปัจจุบัน ธุรกิจที่คุณทำอยู่ยังไปต่อได้ไหม หรืองานที่คุณทำอยู่บริษัทคุณมีความมั่นคงมากน้อยแค่ไหน ถ้าดูแล้ว ไปต่อได้ คุณอาจจะเลือกรักษาเครดิตไว้ กัดฟัน จ่ายหนี้ต่อไป
4.รายได้ปัจจุบันและรายได้เสริม(ถ้ามี) คุณต้องพยายาม เพิ่มรายได้ หารายได้ปัจจุบันและรายได้เสริมในอนาคตหากคุณขยัน มากเพียงพอ และสามารถชำระหนี้ที่คุณต้องการรักษาสถานะมันไว้ได้ ก็ลุยเลยครับ ถ้าคุณกลัวการติดเครดิตบูโร
5.ทรัพย์สินตนเองและคู่สมรสจดทะเบียน คุณมีทรัพย์สินมากพอ ที่เจ้าหนี้จะไม่ให้ส่วนลดหรือเปล่า เพราะเขามองว่าคุณมีทรัพย์สินอยู่
6.ความมีวินัยการออมเงิน ถ้าคุณพร้อมและยอมที่จะแลกกับการเสียประวัติเครดิตบูโรคุณต้องมีเงินออมเพียงพอ ที่จะขอชำระหนี้แบบhair cut ได้ คือคุณต้องมีเงินก้อน แต่อีกวิธีคือ คุณยังมีเครดิตพอ สามารถหยิบยืมเพื่อนฝูงญาติพี่น้องเป็นเงินก้อนมาตัดหนี้ได้
7.สถาบันการเงินที่เป็นเจ้าหนี้ อันนี้ผมอาจจะแยกย่อยไปได้เลยว่าธนาคารไหนให้ส่วนลดมาก ธนาคารไหนให้ส่วนลดน้อย หรือธนาคารไหนไม่ให้ส่วนลดเลย ต้องดูด้วยครับว่าหากคุณเป็นลูกหนี้กับธนาคารที่มันไม่มีนโยบายให้ส่วนล ขอยังไงคุณก็ไม่ได้ครับด้วยในปัจจุบัน สถาบันการเงิน/ธนาคาร มีการจัดระบบการตามหนี้ ทวงหนี้ อย่างเป็นระบบและความเร็วในการทวงหนี้ ซึ่งหากไม่ชำระหนี้ เพื่อรอให้ธนาคารโทรมาและหวังส่วนลดนั้น ไม่มีความสำเร็จการต่อรองทุกราย ขึ้นกับเจ้าหน้าที่ หรือ เงื่อนไขของธนาคารนั้น
อีกทั้ง ธนาคารอาจมีการขายโอนหนี้ให้บริษัทฯ ติดตามหนี้ ซึ่งการต่อรองอาจมีความยากขึ้น

ด้วยในปัจจุบัน สถาบันการเงิน/ธนาคาร มีการจัดระบบการตามหนี้ ทวงหนี้ อย่างเป็นระบบและความเร็วในการทวงหนี้ ซึ่งหากไม่ชำระหนี้ เพื่อรอให้ธนาคารโทรมา และหวังส่วนลดนั้น ไม่มีความสำเร็จการต่อรองทุกราย ขึ้นกับเจ้าหนี้ หรือ เงื่อนไขของธนาคารนั้น
อีกทั้ง ธนาคารอาจมีการขายโอนหนี้ให้บริษัทฯ ติดตามหนี้ ซึ่งการต่อรองอาจมีความยากขึ้น อันนี้ คือ จากประสบการณ์ตรงของผมเลยนะ แต่สาเหตุที่คุณจะต้องตัดสินใจอย่างที่ผมบอกมันคือความสามารถที่คุณจะชำระหนี้ต่อได้ไหม อยู่ดีละครับ จ่ายไม่ไหวพยายามจ่ายต่อสุดท้ายคุณก็ หนี้เสียอยู่ดี

ปัจจัย 2 ข้อที่คุณจะ Hair Cut หนี้และได้ส่วนลดไม่มาก

1. คุณมีหน้าที่การงานดีอาชีพมั่นคง รายได้ดี หรือเจ้าหนี้มีข้อมูลว่าคุณมีทรัพย์สิน มากมาย พร้อมที่จะถูกเจ้าหนี้อายัดหรือยึดทรัพย์ไปขายทอดตลาดได้ แบบนี้คุณจะมีโอกาสได้ส่วนลดไม่มาก หรืออาจไม่ได้เลย

2. ขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละสถาบันการเงินที่เป็นเจ้าหนี้ของคุณ


ดังนั้นลูกหนี้ ควรพิจารณาความคุ้มได้คุ้มเสีย ให้รอบด้าน คือ
-กรณี มีหนี้มาก แต่รายได้ อาชีพไม่แน่นอน อายุมากไม่มีทรัพย์สิน และไม่คิดจะกู้ การปล่อยไม่ชำระ จะเป็นประโยชน์ เพราะถ้ายื้อไม่มีประโยชน์ ทรัพย์สิน เงินทอง ที่มี หรือการยืมญาติ ยืมหนี้นอกระบบ มาใช้หนี้ในระบบ ยิ่งทำให้ลำบากมากขึ้น
-กรณี หนี้ไม่มาก อายุไม่มาก อาชีพ รายได้ ยังเพียงพอในการชำระหนี้ ควรพยายามใช้หนี้ และมีวินัยการใช้หนี้ การเก็บเงิน จะเป็นประโยชน์มากกว่าปล่อยประวัติให้เสีย เพราะบางอาชีพ บางบริษัทฯ เช่น บริษัทมหาชน สถาบันการเงิน จะตรวจประวัติทางการเงิน ประวัติคดีการเงิน
-กรณี มีความสามารถการชำระหนี้ได้ แต่ค่อนข้างตึงตัว และยังมีรายได้ชัดเจน ประวัติยังดีไม่เสีย หากมีทรัพย์บ้านปลอดภาระ ไปกู้เอนกประสงค์ มาปิดหนี้ รายอื่นๆ ให้เหลือหนี้รายเดียว ก็อาจคือทางรอด


-หรือ กรณี ไม่มีความสามารถการชำระหนี้ ให้เลือกเจ้าหนี้ตามลำดับความสำคัญ ที่มีผลกระทบกับบุคคลคู่สมรสก่อน หากมีทรัพย์ปลอดภาระร่วมกัน ควรขายหรือโอน ก่อนที่เจ้าหนี้ จะมีโนติส หรือ ฟ้องศาล จากนั้น พิจารณาเจ้าหนี้เป็นรายๆ การต่อรองขึ้นกับ เจ้าหนี้และเงื่อนไขของธนาคารนั้นฯ ด้วย

ผมขอแทรก ข้อมูลเพื่อประกอบการพิจารณาอีกนิดนึงนะครับ ผมเห็นข้อมูลในโลกอินเตอร์เน็ตค่อนข้างเยอะ ว่าถ้าเรา hair cut หนี้ เราจะติดประวัติเครดิตบูโร เราจะกลับไปกู้ธนาคารนั้นอีกไม่ได้แล้ว ผมอยากจะบอกว่า หากคุณค้างชำระหนี้กับธนาคารนั้นๆ เช่นบัตรเครดิตธนาคารที่คุณถือบัตรอยู่ คุณจ่ายไม่ตรง แล้วคุณยังหวังว่าคุณจะกลับไปกู้ธนาคารนั้นได้อีก ผมก็บอกไปเลยว่าไม่ได้เหมือนกัน เป็นเพียงข้อมูลเพื่อประกอบการพิจารณานะครับ ตัดสินใจกันเอาเอง

สุดท้ายละผมจะมาสรุปแบบนี้ การที่จะตัดสินใจขอ hair cut หนี้ และเป็นการเสียประวัติหรือไม่ คุ้มไหม

1. บอกเลยครับว่าการที่คุณเป็นหนี้ที่จ่ายไม่ตรงเป็นปกติ ประวัติมีเครดิตบูโรคุณก็ไม่ดีเหมือนกัน คุณก็อาจจะไปกู้ที่อื่นไม่ได้เหมือนกัน อยู่ดี แต่หากคุณจ่ายหนี้แบบแฮร์คัทขอลดต้นลดดอก ประวัติในบัญชีของคุณก็ไม่ดีเหมือนกัน

2. ปัจจัยที่จะนำมาพิจารณาในการเลือกชำระหนี้ คือความสามารถในการชำระหนี้ของคุณ หากคุณไม่มีความสามารถในการชำระหนี้ คุณไม่มีสิทธิ์เลือก เพราะผมจะถามคุณว่า ถ้าคุณยังอยากจะชำระหนี้ต่อคุณจะเอาเงินที่ชำระหนี้มาจากไหน ตอบผมให้ได้ ถ้าตอบไม่ได้ แสดงว่ายังไงก็ตามคุณก็ต้องเลือกวิธีการหยุดจ่ายหนี้แล้วขอ hair cut จ่ายหนี้แบบลดต้นลดดอก อยู่ดี

3. คุณเตรียมพร้อมทำตัวให้เบาหรือยัง ก่อนที่จะเข้าสู่โหมดไม่จ่ายแล้วขอ hair cut นั่นคือคุณต้องไม่มีพันธะอะไรทรัพย์สินอะไรให้เขายึดเลย

ผมเองผ่านจุดนั้นมาแล้ว ผมทำตัวให้เบา ไม่มีทรัพย์สินอะไรให้ยึด แม้กระทั่งบัตร ATM ผมผมยังไม่มี บัตรเครดิตไม่ได้ใช้ ไม่ได้ทำงานประจำ ไม่มีเงินเดือนไม่มีประกันสังคม สุดท้ายผมมุดดินอยู่ 12 ปี ตอนนี้ผมโผล่ขึ้นมาแล้วครับ เมื่อปีที่แล้ว ผมกู้ซื้อรถไป 2 คัน ผ่านเรียบร้อย นั่นคือบทสรุปของผม   ขอให้ลูกหนี้ทุกคน โชคดีครับ


แก้หนี้ สร้างหนี้ เราจัดการให้
ติดต่อ LineID : @antonio

ติดตามคลิปดีๆ ในแวดวงการเงิน การธนาคาร และอสังหาริมทรัพย์ ได้ที่ Youtube

และติดตามผมต่อได้ที่ Facebook/AntonioAttorney.Company

สนใจให้ผมเป็นที่ปรึกษาการเงินส่วนตัว คลิกเลยครับ

ดูคลิปพิเศษจาก Antonio https://bit.ly/3wqjila

ติดต่อ ผมที่ email : antonioattorney@gmail.com หรือ LineID : @antonioattorney

ที่ปรึกษาสำหรับ ผู้ประกอบการ SME แก้หนี้ หรือ ขอกู้เงิน สินเชื่อ คลิกเลยครับ Antonio SME

โครงการบ้านล้านหลัง ของ ธอส รอมีภาคสอง ติดเครดิตบูโร ก็กู้ได้

หลังจากที่ ธนาคาร อาคารสงเคราะห์ ได้ออกโครงการบ้านล้านหลัง ร่วมกับ เจ้าของบริษัท โครงการ อสังหาริมทรัพย์ ออกขายบ้าน คอนโด ราคาไม่เกินล้านบาท โดย ธอส. สนับสนุนการปล่อยสินเชื่อรายย่อย ดอกเบี้ยถูก ผ่อนนาน ซึ่งได้รับการตอบรับ และยื่นกู้จากประชาชนจำนวนมาก จนล้นจำนวนโควต้า ที่ธนาคารได้จัดเตรียมวงเงินกู้ได้ คาดว่า ธนาคารจะมีโครงการบ้านล้านหลังภาคสอง แน่นอน สำหรับคนติดเครดิตบูโร ก็ยื่นกู้ได้นะครับ แต่จะผ่านไม่ผ่าน ก็ต้องดูอย่างอื่นประกอบด้วยนะครับ

ติดตามคลิปดีๆ ในแวดวงการเงิน การธนาคาร และอสังหาริมทรัพย์ ได้ที่ YouTube

สนใจให้ผมเป็นที่ปรึกษาการเงินส่วนตัว คลิกเลยครับ

เครดิตบูโรแบบไหน ที่กู้ธนาคารได้

เรื่องเครดิตบูโร ผมเขียนมาหลายบทความแล้ว แต่ก็จะมาเขียนอีกสักบทความครับ เอาให้แบบละเอียดในแง่ของการดูว่า สถานะบัญชีแบบไหน ที่จะกู้เงิน ขอสินเชื่อธนาคารผ่านบ้าง เพื่อนๆ จะได้ดูเป็น เวลาไปเช็คเครดิตบูโร ได้เอกสารมาแล้ว ว่าสถานะเครดิตของเราเป็นอย่างไร

smartselectimage_2018-07-03-21-39-12990653934.png

ผมคงไม่เกริ่นแล้วนะครับว่า เครดิตบูโร คืออะไร และทำหน้าที่ยังไง ถ้าใครยังไม่เข้าใจ คลิกบทความนี้ ลองกดลิงค์เข้าไปดูนะครับ ทีนี้กลับมาที่บทความนี้ต่อครับ ผมจะมาแยกแยะสถานะบัญชี ของเครดิตบูโร ที่เขาเก็บประวัติการผ่อนชำระหนี้ของลูกหนี้ แบ่งเป็นสถานะหนี้อะไร อย่างไรบ้าง ดังนี้

  • สถานะบัญชี เลข 10 คือ สถานะปกติ
  • สถานะบัญชี เลข 11 คือ สถานะปิดบัญชี
  • สถานะบัญชี เลข 12 คือ สถานะพักชำระหนี้ ตามนโยบายของรัฐ
  • สถานะบัญชี เลข 20 คือ สถานะมีหนี้ค้างเกิน 90 วัน
  • สถานะบัญชี เลข 30 คือ สถานะอยู่ในกระบวนการทางกฏหมาย
  • สถานะบัญชี เลข 31 คือ สถานะอยู่ในระหว่างชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามยอม
  • สถานะบัญชี เลข 32 คือ สถานะศาลพิพากษายกฟ้อง เนื่องจากคดีขาดอายุความ
  • สถานะบัญชี เลข 33 คือ สถานะปิดบัญชี เนื่องจากตัดหนี้เป็นสูญ
  • สถานะบัญชี เลข 40 คือ สถานะอยู่ระหว่างชำระสินเชื่อ เพื่อปิดบัญชี
  • สถานะบัญชี เลข 41 คือ สถานะเจ้าของข้อมูลขอตรวจสอบรายการ
  • สถานะบัญชี เลข 42 คือ สถานะโอนหรือขายหนี้
  • สถานะบัญชี เลข 43 คือ สถานะปิดบัญชีขณะโอนหรือขายหนี้

ในการที่เราจะได้รับการอนุมัติสินเชื่อจากธนาคาร สถานะหนี้ของเรา จะต้องมีอยู่แค่ 3 สถานะเท่านั้น คือ หมายเลย 10 หมายเลข 11 และหมายเลข 43 ทีนี้เรามาไล่ดูกันทีละอัน เท่าที่ผมจะมายกตัวอย่างได้นะครับ

pic21361723966.jpg

สถานะบัญชี ปกติ หมายเลข 10 ดูรายละเอียดตามภาพนะครับ จะเห็นว่าประวัติจะเป็นการจ่ายตรงตลอด ไม่มีค้างชำระหนี้เกิน 30 วันเลย อันนี้ ยื่นกู้ผ่านแน่นอน ในแง่เฉพาะประวัติในเครดิตบูโรนะ ส่วนเรื่องรายได้ หลักประกันไปว่ากันอีกขั้นตอนนะครับ

pic31916740016.jpg

แต่สถานะบัญชีปกติอีกแบบ คือ บัญชีปกติ แต่มีการจ่ายล่าช้าบ้าง เกิน 30 วัน แต่ไม่เกิน 60 วัน หรือ เกิน 60 วัน แต่ไม่เกิน 90 วัน จ่ายตรงบ้าง ไม่ตรงบ้าง สถานะก็จะยังขึ้นเป็นหมายเลข 10 สถานะปกติอยู่ แต่แบบนี้ ก็อาจจะกู้ไม่ผ่านนะครับ เพราะเท่ากับว่า จ่ายชำระหนี้ไม่ตรงตามกำหนด แต่ยังไม่โดนธนาคารบอกยกเลิกวงเงินกู้

pic42103001783.jpg

สถานะบัญชี หมายเลข 11 ก็คือ ปิดบัญชี แบบนี้ จะเห็นได้ว่า ก่อนที่จะมีการปิดบัญชี มีการจ่ายชำระหนี้ไม่ตรงอยู่พอสมควร ในช่วง 5-6 เดือนสุดท้ายก่อนปิดบัญชี กรณีแบบนี้ ธนาคาร อาจจะให้กู้ หรือ ไม่ให้กู้ก็ได้ ถึงแม้ว่าจะมีการปิดบัญชีไปเรียบร้อย แต่ธนาคารถือว่า ก่อนที่คุณจะปิดบัญชี คุณควรชำระหนี้ให้ตรงจะดีกว่า

สถานะบัญชี หมายเลข 43 ปิดบัญชีในระหว่างการโอนหนี้หรือขายหนี้ ก็จะมีลักษณะคล้ายๆ กัน กับ หมายเลข 11 ครับ

pic6175811625.jpg

อันนี้หนักเลย สถานะบัญชี 20 คือ ค้างชำระเกิน 90 วัน กรณีแบบนี้ กู้ไม่ผ่านแน่นอน ไม่ต้องอธิบายอะไรมาก กรณีแบบนี้ หากลูกหนี้ ชำระหนี้เสร็จสิ้นแล้ว สถานะบัญชี จาก หมายเลข 20 ก็จะเปลี่ยนมาเป็นหมายเลข 11 ครับ แต่ประวัติการชำระหนี้ เครดิตบูโรก็จะเก็บประวัติไว้ไปอีก 3 ปี แบบนี้ละครับ ที่เขาชอบเรียกกันว่า ติดเครดิตบูโร หรือ ติดแบล็คลิส ครับ

สุดท้ายนี้ เพื่อนๆ ก็ลองศึกษาข้อมูลดูนะครับว่า การดูสถานะเครดิตบูโร คืออะไรยังไง ผมอยากจะเตือนเพื่อนๆ บางคน ที่อาจจะโดนหลอกได้นะครับ เพราะจะมีบางคนอวดอ้างว่า สามารถ ลบประวัติ ล้างประวัติ แก้ประวัติ เครดิตบูโรได้ ถ้าท่านเชื่อ ผมว่าเตรียมตัวโดนหลอกเสียเงินแน่นอนครับ

ติดตามคลิปดีๆ ในแวดวงการเงิน การธนาคาร และอสังหาริมทรัพย์ ได้ที่ YouTube

และติดตามผมต่อได้ที่ facebook/AntonioAttorney

สนใจให้ผมเป็นที่ปรึกษาการเงินส่วนตัว คลิกเลยครับ

ติดต่อ ผมที่ email : antonioattorney@gmail.com หรือ LineID : @antonio

บริษัท รับปิดหนี้ก่อน แล้วยื่นกู้ซื้อบ้านเงินเหลือ มีจริงไหม

ติดเครดิตบูโร ติดหนี้ แต่อยากได้บ้าน มีบริษัท รับปิดหนี้ ปิดหนี้ให้ก่อน แล้วยื่นกู้ให้ด้วย แถมเงินเหลือ มีจริงไหม ลองฟังข้อมูลในคลิปนะครับ
สนใจให้ผมเป็นที่ปรึกษาการเงินส่วนตัว คลิกเลยครับ  ติดตามผมต่อได้ที่ YouTube