SCB ไทยพาณิชย์ ธนาคารของนักสู้ รวดเร็ว หนักแน่น รุนแรง

วันนี้ ผมจะเขียนบทความถึง ธนาคารไทยพาณิชย์ SCB เพราะมีกระแสดราม่า ที่เอาเรื่องของการเมือง มาเกี่ยวข้องกับแวดวงธุรกิจ ในประเด็นนี้ผมคงไม่กล่าวถึง แต่จะมาเล่าให้ฟังว่า ธนาคารไทยพาณิชย์หรือ SCB ในมุมมองของผม ในฐานะที่ผมทำธุรกิจเป็นที่ปรึกษาด้านการเงินมานาน อยากจะมาเล่าคาแรคเตอร์ของธนาคารแห่งนี้ให้ฟัง

ถ้าจะพูดถึง ธนาคารไทยพาณิชย์ งานที่ผมต้องติดต่อธุรกิจด้วย มี 2 ประเภทคือ

1. หาเงินกู้ให้กับลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นสินเชื่อธุรกิจหรือสินเชื่อเพื่อการเคหะหรือกู้ซื้อบ้าน

2. เจรจาหนี้ คือลูกค้าผมเป็นหนี้ ธนาคารไทยพาณิชย์ มาจ้างผมให้เป็นที่ปรึกษา และเข้าไปเจรจาหนี้ ให้กับลูกค้า

มาดูในด้านการปล่อยเงินกู้ของไทยพาณิชย์กันครับ ถ้าพูดถึงสินเชื่อธุรกิจ ไทยพาณิชย์เป็นแบงค์ที่ ค่อนข้างที่จะสู้ สู้ในที่นี้ความหมายคือ ยืดหยุ่นกฎเกณฑ์ในการปล่อยกู้มากพอสมควร แต่ก็ต้องแลกมาด้วยอัตราดอกเบี้ยที่แพงกว่าแบงค์ใหญ่ในระดับเดียวกัน เช่น ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงไทย หลายปีก่อน น่าจะเกือบ 7-8 ปีที่แล้ว ธนาคารไทยพาณิชย์ ลุยสินเชื่อ SMEs แบบบ้า ทะลุทะลวงมาก สินเชื่อ 3 เท่า 5 เท่า ลุยกันแหลก ลูกค้าผมก็ได้วงเงินกู้กันมาหลายราย  

ส่วนการปล่อยกู้สินเชื่อ กู้บ้าน กู้คอนโด ไทยพาณิชย์เป็นที่ขึ้นชื่อลือชาครับว่า ค่าประเมินหลักประกันแพงที่สุด แพงกว่าทุกธนาคาร ไทยพาณิชย์ใช้บริษัทประเมิน เป็นบริษัทในเครือคือ บริษัท สยามพิธิวัฒน์ จำกัด ซึ่งอย่างที่บอกครับ ราคาประเมินแพงกว่าชาวบ้านชาวช่องๆ ทาวน์เฮ้าส์ธนาคารอื่นประเมินกัน 2,000 กว่าบาท ไทยพาณิชย์ล่อไป 3,000 กว่าบาท บ้านเดี่ยวธนาคารอื่นประเมินกัน 3,000 กว่าบาท ธนาคารไทยพาณิชย์กดไป 5,000 กว่าบาท อีกครั้งในอดีต ลูกค้าที่ไปยื่นกู้เกือบทุกเคสเจ้าหน้าที่ marketing จะไม่ทำการ Pre approved ก่อนแต่จะส่งประเมินก่อนเลย ผลก็คือ ลูกค้าเสียเงินค่าประเมินสุดท้ายกู้ไม่ผ่าน marketing โดนด่าเละ แต่ผมเองลูกค้าหลายราย ที่ไม่สามารถขอวงเงินกู้จากธนาคารอื่นได้ แต่มาถึงมือไทยพาณิชย์ ธนาคารไทยพาณิชย์สามารถจัดให้ได้ครับ อันนี้ต้องขอชมเชยครับ แต่ก็ติงนิดนึงครับ อัตราดอกเบี้ยไม่ธรรมดา คือแพงครับ

ที่นี้มาดูงานของผมที่ต้องติดต่อ กับ ธนาคาร ไทยพาณิชย์ ในด้านการเจรจาหนี้กันบ้าง ผมว่าในด้านการเจรจาหนี้เกือบทุกธนาคารในประเทศไทยก็เขี้ยวกันหมดละครับ แต่ถ้าผม จะจัดอันดับความเขี้ยวของ level ธนาคารใหญ่ในประเทศไทยคือ ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารกรุงไทย และธนาคารกสิกรไทย ผมยกให้ 2 แบงค์ครับในระดับความเขี้ยวที่สุด พอๆกัน คือ BBL กับ SCB บอกเป็นตัวย่อ น่าจะไม่ยากนะครับ

SCB มีนโยบายในการแก้หนี้ คือ รวดเร็ว รุนแรง ตัดสินใจเร็ว และชัดเจนมาก อธิบายให้ฟังแบบนี้ครับ รวดเร็ว รุนแรง คือ ฟ้องเร็วครับ เป็นหนี้เสียบปุ๊บฟ้อง หรือที่บอกว่าตัดสินใจเร็ว และชัดเจนคือ บางครั้งเป็นหนี้เสียปุ๊ปดูแล้ว ธุรกิจลูกค้า ไปไม่รอดขายหนี้ทิ้ง ทันทีครับ ไม่รอช้าไม่อ้ำอึ้ง นี่คือลักษณะการทำงานในส่วนของการบริหารหนี้ ของ ธนาคารไทยพาณิชย์ ครับ

ส่วนในขั้นตอนการเจรจา ผมเองมีลูกค้ารายล่าสุดที่เข้าไปเจรจากับ ไทยพาณิชย์ เป็นวงเงินที่ค่อนข้างใหญ่ ต้องขอบอกเลยครับว่า surprise ผมมาก เพราะไทยพาณิชย์ใจดีมาก และเงื่อนไขที่เสนอไปก็รับเกือบหมด แถมยืดหยุ่น ให้มากกว่าที่คิดด้วยครับ อันนี้ต้องบอกเลยว่าขอชมเชยไทยพาณิชย์ที่เข้าใจลูกค้าและเข้าใจภาวะเศรษฐกิจที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

ครับ ผมก็ได้อธิบายคาแรคเตอร์ของ ธนาคารไทยพาณิชย์ ในมุมมองที่ผมได้พบ ติดต่อ และมีปฏิสัมพันธ์ด้วย ไปแล้ว คราวนี้เรามาดูกันว่า ธนาคารไทยพาณิชย์ มีตัวตน และมีความมั่นคงในฐานะที่เป็นธนาคารใหญ่ลำดับต้นๆของไทยอย่างไร

“ธนาคารไทยพาณิชย์” หรือ “SCB” ธนาคารแห่งแรกของประเทศไทยที่มีอายุรวมถึง 114 ปี

ธนาคารไทยพาณิชย์ มีผู้เปิดใช้บัญชีเงินฝากหลากหลายประเภท ปัจจุบันธนาคารได้เน้น ให้ผู้เปิดบัญชีใช้แอป SCB easy ซึ่งเป็นคู่แข่งสำคัญของ K Plusจากกสิกรไทย

– จำนวนผู้ใช้งาน SCB EASY แอพพลิเคชั่น Moblie Banking ของธนาคารจำนวน 10.5 ล้านราย
– ยอดธุรกรรม เฉลี่ย 135 ล้านรายการ/เดือน
– จํานวนลูกค้าบุคคล 16.4 ล้านราย

สินทรัพย์ ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2563
– ธนาคารมีสินทรัพย์รวม 3,111 พันล้านบาท
– มีเงินฝาก 2,255 พันล้านบาท
– มีสินเชื่อ 2,144 พันล้านบาท

รายได้และกำไร ของธนาคารไทยพาณิชย์ ณ สิ้นปี 2562 ดังนี้

– รายได้รวม จำนวน 166,098 ล้านบาท
– มีกำไรสุทธิ 40,436 ล้านบาท

ขณะที่ครึ่งแรกปี 2563 มีรายได้รวม จำนวน 73,917 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ  17,611 ล้านบาท

ธนาคารไทยพาณิชย์ นับเป็นธนาคารขนาดใหญ่อีกแห่งหนึ่งในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ของไทย ตามระบบธนาคารพาณิชย์ที่มีธนาคารจดทะเบียนในตลลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย 11 แห่ง โดยข้อมูลเมื่อวันที่ 31 ธ.ค. 62 ระบุว่า ธนาคารไทยพาณิชย์มีส่วนแบ่งการตลาดต่างๆ ดังต่อไปนี้

– สินทรัพย์ คิดเป็น 16.5% ของระบบธนาคารพาณิชย์
– สินเชื่อ คิดเป็น 17.1% ของระบบธนาคารพาณิชย์
– เงินรับฝาก คิดเป็น 17.3% ของระบบธนาคารพาณิชย์
– กำไรสุทธิ คิดเป็น 19.4% ของระบบธนาคารพาณิชย์

ครับ จากข้อมูลข้างต้น อาจกล่าวได้ว่า ไทยพาณิชย์ เป็นธนาคารที่มีความมั่นคงแข็งแรง และเรียกได้ว่าเป็นขาใหญ่ของระบบธนาคารของประเทศไทย ในส่วนของผมเอง ที่ต้องติดต่อธุรกิจกับไทยพาณิชย์ ไม่ว่าจะเป็นพาลูกค้าไปกู้เงิน หรือเข้าไปเจรจาหนี้ให้กับลูกค้า สรุปได้เลยครับว่า เจอทั้งประสบการณ์ที่ดีและประสบการณ์ที่ไม่ดี กับธนาคารไทยพาณิชย์ คละเคล้าปนเปกันไปครับ บางครั้งเจ้าหน้าที่คนนี้ดี บางครั้งเจ้าหน้าที่อีกคนไม่ดี อาจจะบอกไม่ได้ว่า ธนาคารไม่ดี หรือธนาคารดี แต่ข้อสรุปสุดท้าย ผมไม่ได้บอกว่าไทยพาณิชย์ดีหรือไม่ดีนะ ผมแค่จะเล่าให้ฟังในบทความนี้ว่า ลักษณะหรือคาแรคเตอร์ของ ธนาคารไทยพาณิชย์ในมุมมองของนักการเงิน เป็นอย่างไร สวัสดีครับ

ติดตามคลิปดีๆ ในแวดวงการเงิน การธนาคาร และอสังหาริมทรัพย์ ได้ที่ YouTube

และติดตามผมต่อได้ที่ Facebook/AntonioAttorney.Company

สนใจให้ผมเป็นที่ปรึกษาการเงินส่วนตัว คลิกเลยครับ

ติดต่อ ผมที่ email : antonioattorney@gmail.com หรือ LineID : @antonioattorney

ภูเก็ต กู้อะไรก็ไม่ผ่าน จากสวยกลายเป็นศพ

ภูเก็ต คนไทยทุกคนได้ยินชื่อภูเก็ต ไม่ต้องนึกถึงอะไรมากครับ นึกถึงแต่นักท่องเที่ยวฝรั่งเต็มเกาะ เศรษฐกิจภูเก็ต ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศรองจากกรุงเทพฯ สร้างรายได้และสร้างผลตอบแทนในรูปแบบของภาษี เข้าประเทศมากมาย แต่ตอนนี้ ภูเก็ต เป็นอะไรที่ธนาคารกลัว และไม่อยากยุ่งเกี่ยว ด้วย ใครทำงานอยู่บนเกาะภูเก็ตจะกู้เงินธนาคารตอนนี้ผมบอกเลยครับว่าคุณเลิกฝันได้เลย ไม่มีทางกู้ได้แน่นอน ทำไมผมถึงพูดแบบนั้น ลองมาหาคำตอบ และข้อมูลที่ผมจะนำเสนอดูครับว่า ที่บอกว่าจากสวยกลายเป็นศพ คืออะไร

ภูเก็ตขึ้นชื่อว่าเป็นจังหวัดที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาปีนึงหลายสิบล้านคน มีค่าครองชีพสูง คนไทยเอง ไม่กล้าไปเที่ยว ส่วนใหญ่ได้คำตอบว่า เหตุผลที่ไม่กล้าไปเที่ยวที่ภูเก็ตเพราะ 1) ค่าครองชีพสูง 2) โรงแรม สถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ไม่ค่อยต้อนรับ และดูแลคนไทย ได้เท่าเทียมกับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ

นั่นคือเหตุผลที่ว่า เม็ดเงินจากนักท่องเที่ยวคนไทยเอง ไม่สามารถหล่อเลี้ยงระบบเศรษฐกิจของภูเก็ตได้ สถานการณ์แบบนี้คาดเดาได้เลยครับว่า ถ้าจากนี้ไปอีก 6 เดือน สถานการณ์นักท่องเที่ยวยังไม่เข้าประเทศแบบนี้ ภูเก็ตน่าจะจมลงทะเลอันดามันในไม่ช้า (ผมก็พูดซะเว่อร์)

เมื่อประมาณ 2-3 เดือนที่แล้ว ภูเก็ตเปิดล็อกดาวน์หลังจากที่ปิดเมืองไป ผมได้มีโอกาสลงไปสำรวจสภาพธุรกิจ และได้พบกับนักธุรกิจ ผู้หลักผู้ใหญ่ในเกาะ ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเละ แต่ระดับนักธุรกิจใหญ่ๆ ที่เป็นคนเมืองภูเก็ตจริงๆดั้งเดิม เจ้าของโรงแรมระดับ 4-5 ดาว มีทำเลที่ตั้งโรงแรมถือว่าดีเยี่ยม ซึ่งโรงแรมเหล่านี้ จะบริหารโดยเชนต่างประเทศ แต่ไม่ได้แปลว่า เป็นโรงแรมของชาวต่างชาติ ส่วนใหญ่จะเป็นโรงแรมของคนพื้นที่ ที่เป็นคนรวยดั้งเดิมของภูเก็ต นักธุรกิจกลุ่มนี้ไม่ค่อยได้รับผลกระทบเท่าไหร่เพราะจากที่พูดคุยกัน โรงแรมส่วนใหญ่ประเภทนี้ ไม่ค่อยได้กู้เงินจากธนาคารสักเท่าไหร่นัก ถึงกู้ ก็กู้ไม่มาก จึงจะพอถูๆไถๆไปได้ ผู้หลักผู้ใหญ่ภูเก็ตบอกว่า ปีหน้าทั้งปีหมายถึงปี 64 Occupancy rate ของภูเก็ตน่าจะไม่เกิน 10% เพราะรายได้ท่องเที่ยวจากคนไทยที่เป็นนักท่องเที่ยวไม่สามารถหล่อเลี้ยงคนทั้งเกาะภูเก็ตได้อย่างแน่นอน

สมาคมโรงแรมภูเก็ต (Phuket Hotels Association – PHA) ร่วมกับ ซีไนน์ โฮเทลเวิร์คส (C9 Hotelworks) โชว์ตัวเลขผู้โดยสารขาเข้าลดดิ่ง คนตกงาน 50,000 ตำแหน่ง ชี้อุตสาหกรรมโรงแรมในภูเก็ตกำลังถึงจุดแตกหัก และจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนทางเศรษฐกิจอย่างมากจากรัฐบาล เพื่อให้สามารถอยู่รอดในช่วงไฮซีซั่น (High Season)

ข้อมูลจาก บริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. ก็แสดงให้เห็นว่า ผู้โดยสารขาเข้ามีจำนวนลดลงถึง 65% เมื่อเทียบเป็นรายปี ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงกรกฎาคมของปีนี้ นอกจากนั้น สิ่งที่ชัดเจนคือห้องพัก 86,000 ห้องในสถานประกอบการที่พักที่จดทะเบียนในภูเก็ตไม่สามารถคุ้มทุนได้จริง หรือแม้กระทั่งรักษากระแสเงินสดให้เป็นบวกต่อนโยบายกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศเท่านั้น (Domestic Tourism)

ดังนั้น หากไม่มีการสนับสนุนจากรัฐบาล หรือไม่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวจากต่างประเทศเข้ามา จะสร้างความสูญเสียอย่างมาก รวมถึงจะมีการว่างงานถึง 50,000 ตำแหน่งในภาคโรงแรมในปีนี้

นายแอนโทนี ลาร์ค ประธานสมาคม โรงแรมภูเก็ต กล่าวว่า “ตัวเลขการเข้าพัก (Occupancy) โรงแรมในภูเก็ตตอนนี้เป็นเลขหลักเดียว อุปสงค์การท่องเที่ยวภายในประเทศไม่มากพอที่จะสามารถป้องกันการสูญเสียที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และทำให้วิกฤตการณ์ทางการเงินของเจ้าของและผู้ประกอบการลดลงอย่างรวดเร็ว ดังนั้น เราจึงขอสนับสนุนการเปิดเมือง (Reopening) ที่ปลอดภัย ปฏิบัติได้จริง และมีกลยุทธ์สำหรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ

ประการแรก ต้องมีการเจรจาเชิงรุกระหว่างภาครัฐและเอกชนมากขึ้น ต้องดำเนินการตามขั้นตอนเพื่อให้เกิดความร่วมมือ ประการที่สอง ธนาคารแห่งประเทศไทย (BoT) ต้องพิจารณามาตรการเงินกู้ระยะสั้นเพื่อช่วยเหลือโรงแรมในการดำเนินงานเพื่อรับมือกับพายุเศรษฐกิจและรักษาตำแหน่งงานในภาคธุรกิจ เพราะหากปราศจากการปกป้องและดูแลพนักงานก็จะไม่มีการฟื้นตัวเช่นกัน

ครับเรามาลุ้นกันนะครับว่า ปีหน้าภูเก็ตจะเปิดต้อนรับนักท่องเที่ยวได้เหมือนเดิมหรือเปล่า แต่ช่วงไฮซีซั่นสิ้นปีนี้คงได้แต่นั่งมองตาปริบๆสำหรับผู้ประกอบการบนเกาะภูเก็ต เพราะคงไม่มีนักท่องเที่ยวเข้ามา

ส่วนการขอสินเชื่อ คนเกาะภูเก็ต จะกู้อะไรก็ไม่น่าจะผ่านครับ กู้บ้าน กู้รถ สินเชื่อธุรกิจ หรือทำบัตรเครดิต ผมว่าน่าจะไม่ได้รับการอนุมัติสินเชื่อสักประเภท น่าสงสารจริงๆครับ ความเป็นส่วนตัวผม ก็ยังนึกไม่ออกว่าจะอีกนานแค่ไหน ที่ภูเก็ตจะกลับมาคึกคักเหมือนเดิม แต่ผมเองก็ชอบนะที่ภูเก็ตเป็นแบบนี้เพราะทุกอย่างของถูก ถูกจริงๆ

สำหรับผู้ประกอบการ เจ้าของธุรกิจ ที่ประสบปัญหาเหมือนผู้ประกอบการหรือนักธุรกิจบนเกาะภูเก็ต หากท่านใดมีปัญหาอยากพูดคุยสอบถาม LINE มาคุยกับผมครับ LINE ID ผม @antonio

ติดตามคลิปดีๆ ในแวดวงการเงิน การธนาคาร และอสังหาริมทรัพย์ ได้ที่ YouTube

และติดตามผมต่อได้ที่ facebook/AntonioAttorney

สนใจให้ผมเป็นที่ปรึกษาการเงินส่วนตัว คลิกเลยครับ

ติดต่อ ผมที่ email : antonioattorney@gmail.com หรือ LineID : @antonioattorney

ก่อนกู้เงิน ควรรู้ และเข้าใจเรื่องอะไร ก่อนกู้ สำคัญกว่าหลังกู้

หลายคน กู้เงินเพราะความจำเป็น หลายคนกู้เงินเพราะใฝ่ฝัน ฟุ้งซ่าน มองเห็นแต่แง่ดีของการได้รับเงินกู้ หลายคนลืมที่จะคิดถึงเรื่องไม่ดี หรือด้านลบจากการเป็นหนี้

ผมในฐานะที่ปรึกษาการเงิน ผู้ร่วมก่อตั้ง Antonio Attorney ผมเห็นข้อผิดพลาด ของลูกหนี้ ต่างๆนานา สามารถสรุปสาเหตุได้ ไม่กี่ประการหรอกครับ เช่น กู้ไว้ก่อน ดอกเบี้ยแค่นี้สบายมาก หรือบางคนก็เพราะความจำเป็น ความเดือดร้อนเฉพาะหน้า สุดท้ายกลายเป็นหนี้สินพะรุงพะรังยืดเยื้อ หาทางลงไม่ได้ ผมขอสรุปเลยครับว่า หลายคนกู้เงิน โดยขาดความรู้ความเข้าใจ ก่อนที่จะเป็นหนี้ รู้แต่การกู้เงิน แต่ไม่รู้จักการบริหารหนี้

เหตุผลที่บอกแบบนั้นคืออะไรครับ ผลสำรวจหนี้ครัวเรือนของประเทศไทย สินเชื่อบ้าน เป็นสินเชื่อที่หลายๆประเทศ สนับสนุน หรือเรียกว่าไม่กีดกันหากคนในประเทศเหล่านั้นจะเป็นหนี้บ้าน เพราะหนี้บ้าน จัดว่าเป็นหนี้ที่ดี สร้างความมั่นคงให้กับครอบครัว และเป็นหนี้ที่ไม่พยายามยัดเยียดความฟุ้งเฟ้อให้กับประชาชนในประเทศนั้นๆ สัดส่วนสินเชื่อบ้านในประเทศไทย ประมาณ 1 ใน 3 ซึ่งบางประเทศมีประมาณครึ่งหนึ่งของหนี้ทั้งหมด

ข้อมูลล่าสุดพบว่า สิ้นเดือนก.ย.2562 คนไทยมีหนี้ราว 21 ล้านคน เป็นหนี้ที่อยู่ในระบบ ซึ่งยังไม่รวมหนี้นอกระบบที่มีอีกจำนวนมาก สะท้อนว่าคนไทยติดอยู่ในวงจรหนี้ค่อนข้างมาก

การก่อหนี้ของคนไทยส่วนใหญ่ เป็นหนี้เพื่อการอุปโภคบริโภคถึง 34% หนี้ที่เกิดจากการใช้จ่ายเกินตัว หากเทียบกับต่างประเทศ เช่น สิงคโปร์ ที่ก่อหนี้มากที่สุด คือ รถยนต์ถึง 74% และอังกฤษที่ก่อหนี้บ้านถึง 84% ขณะเดียวกันยังพบว่าคนไทยเป็นหนี้เร็ว โดยอายุ 25-30 ปี ถึง 50% ก็เริ่มมีหนี้บัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล และพบว่า 1 ใน 5 ของคนวัย 30 ปี เป็นหนี้เสีย

ผมอาจจะกล่าวได้ว่า คนไทยที่เป็นหนี้ส่วนใหญ่ เป็นหนี้เพื่อการใช้จ่ายฟุ่มเฟือย เป็นหนี้แบบไร้สาระ ไม่ก่อเกิดประโยชน์อะไรให้กับชีวิต และครอบครัวเลย จะไม่แปลกใจเลยครับว่า ทำไมถึงเป็นแบบนี้

เพราะคนไทยขาดความรู้ ความเข้าใจด้านการเงิน บล็อกนี้ของผม พยายามที่จะเตือนสติ และให้ความรู้ความเข้าใจ กับคนไทย ให้เรียนรู้ และเข้าใจ ว่าประโยชน์ของการมีหนี้ และโทษของการเป็นหนี้มากเกินความสามารถที่จะจ่ายหนี้ได้นั้น มันร้ายแรงมากกว่าที่คิด หวังว่าคนไทยจะเริ่มเรียนรู้การเป็นหนี้ อย่างระมัดระวัง ผ่านพ้นช่วงวิกฤตครั้งนี้ไปได้นะครับ

ติดตามคลิปดีๆ ในแวดวงการเงิน การธนาคาร และอสังหาริมทรัพย์ ได้ที่ YouTube

และติดตามผมต่อได้ที่ facebook/AntonioAttorney

สนใจให้ผมเป็นที่ปรึกษาการเงินส่วนตัว คลิกเลยครับ

ติดต่อ ผมที่ email : antonioattorney@gmail.com หรือ LineID : @antonioattorney



LTV ช่วยให้ภาคอสังหาริมทรัพย์รอด จริงเหรอ?

ผมได้รับข้อมูล ต่างๆจากสื่อ มีเสียงเรียกร้องจากผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ หรือที่เรียกว่า Developer ให้รัฐช่วยนู่น ช่วยนี่ ออกมาตรการนั่น ออกมาตรการนี่ หนึ่งในข้อเรียกร้องที่ไปถึงแบงค์ชาติก็คือ ให้ปลดล็อคหรือยกเลิกมาตรการ LTV (Loan to value) LTV คืออะไร สรุปสั้นๆก็คือแบงค์ชาติออกมาตรการเพื่อกำหนดวงเงินในการปล่อยกู้ ที่สถาบันการเงินจะปล่อยกู้ให้กับผู้กู้ได้ ไม่เกินสัดส่วน LTV ที่กำหนด เช่น 95% 90% เป็นต้น

ผมเอง ในฐานะที่ปรึกษาด้านการเงิน เห็นด้วยแบบเต็ม 100% กับมาตรการของแบงค์ชาติมาตรการนี้ เพราะผมรู้สึกว่าคนที่จะกู้ซื้อบ้าน เงินกู้บ้านเป็นสินเชื่อระยะยาว ผ่อนกันไปจนลูกหลานเรียนจบจน ถึงลูกแต่งงานบ้านถึงจะผ่อนหมด ฉะนั้นคนที่จะกู้ซื้อบ้านจะต้องมีความพร้อมพอสมควร ไม่ใช่ขอกู้เต็ม 100% กู้ซื้อบ้านหลักล้าน เติมแค่หลักแสนยังไม่มี บางคนซื้อบ้าน 2-3 ล้าน ธนาคารอนุมัติไม่เต็มวงเงินหาเงินเติมแค่ 100,000 บาทยังต้องไปกดเงินสดออกจากบัตรเครดิต แบบนี้ผมว่าแย่นะครับ สรุปก็คือมาตรการ LTV ของแบงค์ชาติคือคนกู้ควรจะมีเงินเติมเป็นบางส่วน

สัดส่วนวงเงินกู้ของต่างประเทศ บางประเทศ 70% ประเทศ 80% หนักสุดบางประเทศให้แค่ 50-60 เปอร์เซ็นต์ เองเท่านั้น ของไทย 90% ยังบ่นกันขนาดนี้ ไม่ได้ลืมหูลืมตาดูประเทศต่างๆกันบ้างเลย

ข้อมูลจากแบงค์ชาติ หลักเกณฑ์การกำกับดูแลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย หรือ มาตรการ loan-to-value ratio (LTV) ซึ่งได้ปรับเกณฑ์ผ่อนคลายไปแล้ว 2 ครั้ง ยังมีความจำเป็นและเหมาะสม โดยประชาชนที่ต้องการซื้อบ้านเพื่ออยู่อาศัยจริงยังสามารถเข้าถึงสินเชื่อได้โดยเฉพาะบ้านหลังแรก อีกทั้งยังเป็นการป้องกันความเสี่ยงในภาคอสังหาริมทรัพย์

          นางนวอร เดชสุวรรณ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ชี้แจงว่า ธปท. ได้ติดตามและประเมินสถานการณ์ของตลาดอสังหาริมทรัพย์อย่างต่อเนื่องมาโดยตลอดตั้งแต่ออกมาตรการ LTV เมื่อเดือนเมษายน 2562 และพร้อมปรับหลักเกณฑ์ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการผ่อนปรนเกณฑ์ LTV แล้ว 2 ครั้ง ได้แก่ การผ่อนปรนเกณฑ์สำหรับผู้กู้ร่วม และการซื้อบ้านหลังแรกราคาต่ำกว่า 10 ล้านบาทสามารถกู้ได้เท่ากับราคาบ้านและยังสามารถกู้เพิ่มได้อีกร้อยละ 10 เพื่อใช้เป็นค่าตกแต่ง หรือซ่อมแซม ส่วนบ้านหลังที่สองก็กู้ได้ถึงร้อยละ 90 ซึ่งสอดคล้องกับหลักการของ ธปท. ที่ส่งเสริมให้คนไทยมีที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเอง

          จากข้อมูลของ ธปท. พบว่าสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยในไตรมาส 2 ปีนี้ ยังขยายตัวที่ร้อยละ 4.4 สูงกว่าไตรมาสก่อน แม้จะอยู่ในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโควิด 19 สินเชื่อที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่เป็นการซื้อบ้านหลังแรก สะท้อนว่า มาตรการ LTV ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงสินเชื่อของผู้ซื้อบ้านและสถาบันการเงินยังมีการปล่อยสินเชื่อใหม่เพิ่มเติมหากผู้กู้มีความสามารถในการผ่อนชำระ รวมทั้ง มาตรการ LTV ยังช่วยรองรับผลกระทบของโควิด 19 ที่มีต่อภาคอสังหาริมทรัพย์และระบบเศรษฐกิจโดยรวม เนื่องจากช่วยชะลอความต้องการเทียมและปริมาณที่อยู่อาศัยส่วนเกินก่อนเหตุการณ์ระบาดของโควิด 19 ทั้งนี้ ในสถานการณ์ที่ยังมีความไม่แน่นอนสูงและไม่รู้ว่าโควิด 19 จะจบลงเมื่อใด

ผมเอง ได้มีโอกาสพูดคุยกับผู้ที่มีปัญหาด้านการเงินไม่ว่าจะเป็นหนี้เป็นสินอยู่แล้ว หรือคนที่ยังไม่เคยเป็นหนี้ แต่อยากเป็นหนี้ หนึ่งในสินเชื่อบ้านที่มีปัญหาส่วนใหญ่ คือคนกู้ไม่มีเงินมากเพียงพอในการเติมเงินดาวน์ หรือบางคนไม่มีเงินเก็บออมมากเพียงพอ เมื่อได้รับการอนุมัติสินเชื่อกู้ซื้อบ้านด้วยความฟลุ๊ค หรืออย่างไรก็ไม่ทราบได้

สุดท้ายบางคนที่สถานะการเงินไม่แข็งแรงพอ ก็หมุนหนี้มาจ่ายหนี้ เป็นแค่หนี้บ้าน เริ่มสะสมหนี้บัตรเครดิต เริ่มสะสมหนี้บัตรกดเงินสด สุดท้ายไปจนถึงสินเชื่อบุคคล เชื่อไหมครับคนเหล่านี้มีเยอะมาก และก็สุดท้ายเอง หนี้บัตรต่างๆก็จะเป็นหนี้เสีย และบอกเลยครับว่า นี่แหละครับคือปัญหาของคนที่ไม่มีการเตรียมความพร้อมในการกู้ หากเราเดินตามกรอบที่แบงค์ชาติกำหนดไว้ในมาตรการ LTV บางคนเติมเงิน 10 เปอร์เซ็นต์ หรือ 20 เปอร์เซ็นต์ของราคาบ้านผมว่ามันก็เป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว ฉะนั้นผมยืนยันเลยครับว่าส่วนตัวผมเองเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง กับมาตรการ LTV นี้ ใครไม่เห็นด้วยก็ลองดูครับ กู้กันเต็ม 100% กู้เกินราคาบ้าน กู้เงินเกินราคาคอนโด สุดท้ายผมจะดูว่าพวกคุณจะไปกันรอดหรือเปล่า ขอให้โชคดีครับ

ติดตามคลิปดีๆ ในแวดวงการเงิน การธนาคาร และอสังหาริมทรัพย์ ได้ที่ YouTube

และติดตามผมต่อได้ที่ facebook/AntonioAttorney

สนใจให้ผมเป็นที่ปรึกษาการเงินส่วนตัว คลิกเลยครับ

ติดต่อ ผมที่ email : antonioattorney@gmail.com หรือ LineID : @antonioattorney

ผ่อนรถไม่ไหว คืนรถกับไฟแนนซ์ วิธีไหนเจ็บตัวน้อยที่สุด

หากเราผ่อนรถกับไฟแนนซ์ เมื่อถึงช่วงเวลาหนึ่ง ที่เราอาจมีปัญหาด้านการเงิน ทำให้ไม่สามารถผ่อนชำระค่างวดรถได้ บางคนไม่รู้วิธีแก้ปัญหาหนี้ ก็ปล่อย ไม่ผ่อนค่างวด สุดท้าย รถโดนยึด ไปขายทอดตลาด ไฟแนนซ์ ฟ้องขอให้ชำระหนี้ค่าส่วนต่าง ที่เงินจากการขายทอดตลาดรถ ไม่พอกับภาระหนี้ ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็นกรณีแบบนี้ เพราะการผ่อนรถ จะคำนวณค่ายอดผ่อน โดยใช้วิธีการคิดดอกเบี้ยแบบ flat rate คือคิดดอกเบี้ย แบบเงินต้นเป็นเส้นตรง ไม่ลดต้นลดดอก ฉะนั้นเกือบ100% ที่เมื่อนำรถไปขายทอดตลาดแล้ว จะไม่เพียงพอชำระหนี้

คราวนี้มาดูกันครับว่า จะมีวิธีอะไรบ้าง ที่แก้ปัญหา หากเรา ไม่สามารถผ่อนรถของเราคันนี้ได้

วิธีการแรก ขายรถด้วยการขายดาวน์ หรืออาจจะไม่ขายดาวน์ก็ได้ แต่ยกหนี้ให้เขาไปผ่อนแทนเราเลย โดยการให้ผู้ซื้อมาเปลี่ยนสัญญาเช่าซื้อกับบริษัทไฟแนนซ์รถที่เราผ่อนอยู่ วิธีการนี้ ถ้ามีคนมาซื้อรถโดยการเปลี่ยนสัญญาเช่าซื้อต่อจากเรา อันนี้ก็ถือว่าเรารอด

ทีนี้มาดูอีกวิธีการหนึ่ง คือการคืนรถ แบบถูกต้องตามกฎหมาย ตามมาตรา 573

แต่อย่างไรก็ตาม ในการคืนรถวิธีนี้ เจ้าหนี้หรือไฟแนนซ์รถ ก็อาจจะดำเนินคดีทางศาลกับเราได้ แต่วิธีการนี้บอกเลยครับว่า เราสู้ได้ครับในชั้นศาล มาดูกันครับว่าวิธีการนี้เป็นอย่างไร เริ่มกันเลยครับ

1. ข้อแรก หากคุณคิดว่า คุณไม่มีความสามารถในการผ่อนรถได้แล้ว ข้อนี้สำคัญที่สุดนะครับ ผมจะบอกว่า คุณต้องกัดฟัน จ่ายค่างวดรถให้เป็นปกติ คุณห้ามค้างค่างวดรถเกิน 3 งวด เพราะถือว่าผิดสัญญาเช่าซื้อ หากคุณค้างค่างวดรถเกิน 3 งวด คุณจะใช้วิธีการนี้ไม่ได้ ใครที่ค้างค่างวดรถ 1 ถึง 2 งวด ให้ไปชำระและเคลียร์ค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นค่าปรับ ดอกเบี้ยผิดนัด ค่าทวงถาม ค่าอะไรก็ตาม เคลียร์ให้จบ ข้อแรกตามนี้เข้าใจกันนะครับ

2. เมื่อเราเคลียร์ค่างวด และค่าใช้จ่ายทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว เท่ากับว่า เราเป็นหนี้ปกติตามสัญญาเช่าซื้อ ทีนี้ ก็มาถึงขั้นตอนการคืนรถครับ ให้เรานำรถไปคืนตามสถานที่ตั้งของบริษัทไฟแนนซ์ โดยการที่เราต้องทำหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อ และนำรถไปคืนตามสถานที่ ที่ตั้งของไฟแนนซ์ ในการทำหนังสือบอกเลิกสัญญานี้ คุณอาจจะทำจดหมายเพื่อส่งเอกสารหนังสือสัญญาฉบับนี้ แบบตอบรับลงทะเบียนไปที่ บริษัทไฟแนนซ์ด้วยอีกช่องทางหนึ่ง แล้วเอารถไปจอดคืนเขาแล้วก็ฝากกุญแจไว้ พร้อมกับส่งสำเนาเอกสารขอยกเลิกสัญญาเช่าซื้อ และอย่าลืมนะครับว่า เราต้องส่งสำเนาขอยกเลิกสัญญาแบบจดหมายตอบรับลงทะเบียนด้วยนะครับ เก็บไว้เป็นหลักฐาน และเก็บใบเสร็จค่างวด ค่าใช้จ่ายอื่นถ้ามี เก็บไว้ให้ดี เอาไว้เตรียมสู้ในชั้นศาลครับ

หากบริษัทไฟแนนซ์ให้เราเซ็นเอกสารอะไร ในวันคืนรถ อย่าเซ็นนะครับ เพียงเท่านี้ คุณก็ทำการคืนรถและยกเลิกสัญญาเช่าซื้อแบบถูกต้องตามกฎหมายแล้วครับ

การคืนรถด้วยวิธีการนี้เป็นการคืนรถ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 573 ” ผู้เช่าจะบอกเลิกสัญญาในเวลาใดเวลาหนึ่งก็ได้ ด้วยการส่งมอบทรัพย์สินกลับคืนให้แก่เจ้าของโดยเสียค่าใช้จ่ายของตนเอง “

แต่หากหลังจากการคืนรถแล้ว มีหมายศาลฟ้องเรียกร้อง ค่าส่วนต่างที่เราต้องชดใช้ คราวนี้เราก็ไปสู้กันในชั้นศาลครับ จะแพ้ชนะก็ให้ศาลตัดสินครับ แต่เราก็ถือว่า เราได้ทำกันคืนรถ และขอยกเลิกสัญญาเช่าซื้อแบบถูกต้องตามกฎหมายแล้ว จากขั้นตอนนี้ หากเจ้าหนี้ ไฟแนนซ์ ฟ้องศาลเรียกร้องส่วนต่าง ก็คงแล้วแต่อำนาจการตัดสิน และพิพากษาคดีตามดุลยพินิจของศาลครับ

สุดท้ายนี้ ผมจะนำว่า ให้เราใคร่ครวญและพิจารณาดีๆ ก่อนที่เราจะซื้อรถ เพราะเราต้องขับรถและผ่อนมันไปอย่างน้อย 4-5 ปี หากเราผ่อนไม่ไหวปัญหาที่เกิดจะตามมาทำให้เราปวดหัวได้ครับ

สำหรับเพื่อนๆคนไหนที่ผ่อนรถไม่ไหวนะครับ และกำลังจะโดนยึดรถ หากคุณมีการค้างค่างวดเกิน 3 งวดแล้ว คุณจะใช้วิธีนี้ไม่ได้นะครับ เพราะถือว่าคุณผิดสัญญาเช่าซื้อแล้ว การคืนรถและยกเลิกสัญญาเช่าซื้อที่ถูกต้อง คือคืนในห้วงเวลาที่เรายังเป็นลูกหนี้ปกติเท่านั้นครับ ขอให้เพื่อนๆทุกคน โชคดีครับ

ติดตามคลิปดีๆ ในแวดวงการเงิน การธนาคาร และอสังหาริมทรัพย์ ได้ที่ YouTube

และติดตามผมต่อได้ที่ facebook/AntonioAttorney

สนใจให้ผมเป็นที่ปรึกษาการเงินส่วนตัว คลิกเลยครับ

ติดต่อ ผมที่ email : antonioattorney@gmail.com หรือ LineID : @antonioattorney