ทริปสำรวจภูเก็ต ผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรม อสังหาฯ จะยืนระยะได้นานแค่ไหน กับปัญหาหนี้!!!

ภูเก็ตเดี้ยง ธุรกิจโรงแรม ท่องเที่ยว หนี้เสียยกเกาะ จ่ายหนี้ ธนาคารไม่ไหวแล้ว ???

ครับ เมื่อสัปดาห์ก่อน ผมได้มีโอกาสบินลงไปภูเก็ต เพื่อขอเข้าพบ นักธุรกิจ จะเรียกได้ว่าขาใหญ่ของภูเก็ตก็ได้นะครับ แต่ละท่านก็มีกิจการใหญ่โตกันทั้งนั้น ผมได้มีโอกาสเข้าพบ แนะนำตัว แนะนำบริษัท และแลกเปลี่ยนความคิดเห็น มุมมอง ปัญหาด้านเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และด้านการเงิน กับผู้ประกอบการรายใหญ่ สุดท้ายนะครับ ความคิดของผมก็เปลี่ยนไป หลังจากที่ได้คุยกับท่านเหล่านั้น เพราะมันอาจจะไม่ใช่แบบที่เป็นข่าว

เดินทางด้วย Vietjet ครับ

คนแรกที่เราได้มีโอกาสเข้าพบ เป็นนักธุรกิจหนุ่มไฟแรง อายุยังไม่เยอะเลยครับ แต่ว่าผมไม่ขอเปิดเผยว่าเป็นใครแล้วกัน แต่ว่ามีตำแหน่ง แห่งหนในสมาคมโรงแรม และก็เป็นเจ้าของกิจการโรงแรม ตระกูลเก่าแก่ของภูเก็ต จะเรียกว่าเป็น landlord ระดับใหญ่ของภูเก็ต ก็ว่าได้ มุมมองที่ได้รับนะครับ ธุรกิจโรงแรมภูเก็ต อาจจะเรียกได้ว่า แย่สุดๆในรอบตั้งแต่เปิดเกาะรับนักท่องเที่ยวก็ว่าได้ อัตราการเข้าพักเฉลี่ยจากปัจจุบันจนถึงช่วงประมาณต้นปีหน้า ซึ่งมันเลยช่วง High season และช่วง Peak season ไปแล้ว เชื่อไหมครับว่าประมาณการอัตราการเข้าพักหรือเรียกว่า occupancy rate แค่ 10% เท่านั้น และส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวคนไทยเท่านั้น บอกเลยครับว่า ปริมาณนักท่องเที่ยวของคนไทย สร้างรายได้แบบไม่สามารถหล่อเลี้ยงคนในจังหวัดภูเก็ตได้

ป่าตองครับ

หลายคนคือคนไทย มักจะมีเสียงบ่นมาดังๆว่า โรงแรม หรือธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวที่ภูเก็ตไม่ค่อยสนใจหรือแคร์คนไทยสักเท่าไหร่ เรียกง่ายๆ ว่าไม่เห็นหัวคนไทยนะครับ แต่มักจะบ่นว่า ทีตอนนี้ลำบาก ฝรั่งไม่เที่ยว สนใจคนไทยขึ้นมาทันที เอาเป็นว่าประเด็นนี้ก็ถ่ายทอดให้ฟังแล้วกันครับ แต่ผมไม่เสริมแต่งอะไรทั้งสิ้น

ป่าตองครับ

นั่งสนทนากันอยู่ ใช้เวลาพอสมควร สรุปให้ฟังนะครับว่า โรงแรมที่เป็นคนของคนภูเก็ตดั้งเดิม ถามว่ากระทบไหม คำตอบแน่นอนครับ กระทบแน่นอน แต่ก็ยังอยู่ได้ เพราะกู้เงินไม่เยอะ ส่วนใหญ่จะมีเงินกู้ค่อนข้างน้อย

แต่โรงแรมขนาดกลางหรือขนาดเล็ก อันนี้กระทบเต็มๆ ใครที่มีเงินกู้เยอะๆไม่รอดแน่นอน รวมถึงธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว อันนี้เรียกว่าตาย ไม่ฟื้นครับ กระทบกันไปจนถึง แรงงานภาคการท่องเที่ยวทั้งจังหวัดภูเก็ต หดหู่ครับ แต่สรุปสุดท้ายก็คือ โรงแรมใหญ่ๆ ที่ใช้เงินกู้ไม่เยอะ ยังอยู่ได้

ช่วงปิดเกาะ ก็ปล่อยพนักงานกลับบ้าน เบิกเงินประกันสังคมเอา พอเปิดเกาะ ก็เรียกตัวกลับมาทำงาน แต่ว่าใช้คนไม่เยอะเพราะอัตราการเข้าพักแค่ 10% เรียกตัวกลับมาแค่พอใช้งาน เงินกู้ธนาคาร ก็ใช้เงินสะสมที่มีอยู่ ทยอยจ่ายหนี้ ปรับโครงสร้างหนี้ เจรจากันไป ก็ยังพออยู่ได้

ในระหว่างที่ผมคุยด้วยนะครับ จับความรู้สึกได้เลยว่าผู้ประกอบการโรงแรมรายใหญ่ในภูเก็ตจริงๆ ก็ยังคงนิ่งสงบ เหมือนมีความรู้สึกว่าเขาก็คิดเพียงแค่ว่า มันเป็นแค่ช่วงเวลาเลวร้ายเท่านั้น สุดท้ายมันก็จะจบไป แล้วภูเก็ตก็จะกลับมาเหมือนเดิม คือมีความหวังนั่นละครับ

บรรยากาศ ในตัวเมือง

จากการที่ผม ขับรถสำรวจรอบเกาะภูเก็ต เงียบสงบ ป่าตอง ย่านเลียบหาดทั้งหลาย เหมือนเป็นเมืองร้าง เห็นแล้วขนลุกครับ คือภูเก็ตฟื้นนะครับผมว่าฟื้นแน่ แต่ว่ากว่าจะฟื้นคงใช้เวลานาน ใครที่ดำน้ำอึดกว่าคนนั้นชนะ ใครที่ทนไม่ไหวก็จมน้ำตาย ผมเปรียบให้เพื่อนๆเห็นภาพนะครับ เหมือนคนที่ตายแล้วฟื้นนะครับ ถ้าตายไปแล้วหัวใจหยุดเต้นแค่ 2-3 ชั่วโมง แล้วฟื้น แบบนี้เราก็เคยเห็นกันบ่อยๆ แต่หากคนตายกันข้ามวัน 3-4 วัน 4-5 วัน แล้วฟื้น ผมว่าสภาพร่างกายมันจะเน่าเปื่อยไปก่อน ฟื้นขึ้นมา วิญญาณคงไม่นอมกลับเข้าร่าง เพราะร่างกายมันเน่าเปื่อยไปแล้ว หวังว่าภูเก็ตคงจะฟื้นได้เร็วนะครับ แล้วผมก็คิดว่าอย่างนั้น

ทานขนมจีนก่อนครับ มื้อเช้า

ผมมองเห็นโอกาสใหม่ๆ สำหรับคนที่จะทำธุรกิจในจังหวัดภูเก็ต เพราะมันอาจจะเรียกได้ว่าล้างไพ่กันใหม่เลยก็ว่าได้ นี่แหละครับเป็นจังหวะที่เหมาะสำหรับคนไหนที่อยากทำธุรกิจที่ภูเก็ต หลังวิกฤตครั้งนี้ล่ะครับ ผมว่าเริ่มได้เลยสำหรับผู้ประกอบการ SME ทั้งหลาย

หมี่กรอบเย็นตาโฟ ร้านบะหมี่แปะเถว

ก่อนกลับ ได้มีโอกาสได้ไปดื่ม และทานข้าวเย็นกับ FC phuket พี่ที่ผมเคารพ ซึ่งเราก็เพิ่งรู้จักกัน แต่รู้สึกว่าคุยกันถูกคอ พี่เค้าทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ขายให้กับชาวต่างประเทศเท่านั้น วันที่เรานัดทานข้าวกัน พี่เขาเพิ่งลงเสาเอกโครงการใหม่อีกโครงการหนึ่งที่เปิดตัว ดูเขาก็ยังเฉยๆนะครับ จากที่พูดคุยกัน เหมือนประมาณว่า จากข่าวที่ออก ภูเก็ตแย่แล้ว ขายโรงแรมทิ้งยกเกาะ

FC Phuket ขนไวน์มา   ขอบคุณมากครับ

คนภูเก็ตฟังแล้วก็ขำนะ จะเรียกว่าแกล้งเจ็บ แกล้งจน เพื่อเป็นเงื่อนไขในการเจรจาหนี้หรือเปล่า อันนี้ ผมไม่รู้ ????

ติดตามคลิปดีๆ ในแวดวงการเงิน การธนาคาร และอสังหาริมทรัพย์ ได้ที่ YouTube

และติดตามผมต่อได้ที่ facebook/AntonioAttorney

สนใจให้ผมเป็นที่ปรึกษาการเงินส่วนตัว คลิกเลยครับ

ติดต่อ ผมที่ email : antonioattorney@gmail.com หรือ LineID : @antonioattorney

เงินกู้ soft loan มุมมองที่แตกต่าง จากฝั่งลูกหนี้(ที่กำลังจะตาย) กับฝั่งเจ้าหนี้ ที่จำเป็นต้องเลือก

แบงค์ชาติอาจปรับเปลี่ยนเงื่อนไขปล่อยกู้ ซอฟท์โลน บสย. พร้อมเข้ามาช่วยค้ำประกันหนี้ เนื่องจากมาตรการต่างๆที่ผ่านมา แบงก์ชาติยอมรับเองว่า ไม่ได้เอาปัญหา หรือความต้องการของลูกหนี้เป็นตัวตั้งโจทย์

ที่ผ่านมา นโยบายปล่อยกู้ soft loan แบงค์ชาติมีนโยบายให้สินเชื่อกับผู้ประกอบการที่ไม่เป็นหนี้เสียก่อน 31 ธันวาคม 62 นั่นหมายความว่า ลูกหนี้ที่จะได้สินเชื่อ soft loan ต้องเป็นลูกหนี้ที่ดี แต่เกิดปัญหาภาวะเศรษฐกิจจากวิกฤตโควิดเท่านั้น คือพูดง่ายๆว่ากิจการดีมาตลอด ยอดขายดี บริหารจัดการดี สุดท้ายคือประวัติในการชำระหนี้ดี

คือไม่ได้แปลว่าถ้าเป็นหนี้เสียกันมาก่อนหน้านี้แล้วโดน covid ซ้ำเข้าไปอีก กรณีแบบนี้ไม่เข้าเงื่อนไขที่จะปล่อยกู้ได้ครับ

แบงค์ชาติมีนโยบายเพียงแต่ จะช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับวิกฤต แต่ยังเป็นธุรกิจที่มีผลประกอบการดี ก่อนโควิดจะมา

ฉะนั้นผู้ประกอบการรายไหน ที่บอกว่าช่วยแต่เฉพาะลูกค้ารายใหญ่ รายเล็กรายน้อยไม่เห็นหัว ผมก็เข้าใจในมุมมองของลูกหนี้นะ แต่ถ้าในมุมมองของธนาคาร ธุรกิจของคุณมันเริ่มส่ออาการให้เห็นก่อนที่เขาจะมาด้วยซ้ำ แล้วยิ่งลูกหนี้รายไหนจ่ายชำระหนี้ไม่ตรง อันนี้เลิกฝันได้เลยครับว่า จะได้เงินกู้ Soft Loan มาช่วย

ใจเขาใจเรา พูดง่ายๆคือ ฝั่งเจ้าหนี้ ก็ต้องเห็นใจลูกหนี้ว่า เป็นหนี้เสียเพราะอะไร ถ้าลูกหนี้ได้เงินกู้เพื่อเสริมสภาพคล่องกิจการจะกลับมาดีจริงๆใช่ไหม ซึ่งธนาคารอาจจะมองว่า ถึงอย่างไร ลูกหนี้ได้เงินกู้เสริมสภาพคล่องไป มันก็กลายเป็นเงินที่ละลายลงแม่น้ำไม่เกิดประโยชน์อะไรขึ้นมา

ส่วนฝั่งลูกหนี้ ก็บอกว่า ถ้าได้เงินกู้ soft loan มา ดอกเบี้ยก็ถูก แล้วยังเอามาเสริมสภาพคล่องให้กับกิจการ แต่ลองนึกและถามตัวเองจริงๆ ดูนะครับว่า เอาแบบไม่มีอคตินะครับ ด้วยใจเป็นกลาง ว่า

ที่ผ่านมา กิจการของเราที่ไปไม่รอด คือการขาดสภาพคล่องจริงหรือเปล่า หรือเหตุผลอื่นๆเช่น ที่ผ่านมาเราเอาเงินกู้ไปใช้ผิดประเภท ลูกค้าเราไม่มี ลูกค้าหาย ลูกหนี้การค้ามีเยอะแต่เราเก็บหนี้ไม่ได้ ต่างๆนานาเหล่านี้ มันคือปัญหาการขาดสภาพคล่องจริงหรือไม่ หรือมันคือปัญหาจากตัวเราเอง ที่บริหารธุรกิจผิดพลาด

ติดตามคลิปดีๆ ในแวดวงการเงิน การธนาคาร และอสังหาริมทรัพย์ ได้ที่ YouTube

และติดตามผมต่อได้ที่ facebook/AntonioAttorney

สนใจให้ผมเป็นที่ปรึกษาการเงินส่วนตัว คลิกเลยครับ

ติดต่อ ผมที่ email : antonioattorney@gmail.com หรือ LineID : @antonioattorney

หุ้นกู้ชั่วนิรันดร์ Perpetual Bond เราจะรักกันชั่วนิรันดร์ ระหว่างนักลงทุนกับบริษัทที่ออกตราสารหนี้

ตอนนี้บริษัทขนาดใหญ่ บริษัทขนาดกลาง ระดมทุนเพื่อกำเงินสดไว้ให้แน่น ในสภาวะอัตราดอกเบี้ยต่ำเตี้ยเรี่ยดิน กลับกลายเป็นว่าบริษัทต่างๆเหล่านี้ ระดมทุนด้วยการออกตราสารหนี้ หุ้นกู้ชั่วนิรันดร์ Perpetual Bond คือ หุ้นกู้ด้อยสิทธิ ที่มีลักษณะคล้ายทุน วันนี้เราลองมาทำความรู้จักว่าหุ้นกู้ชั่วนิรันดร์คืออะไร?

4 ข้อควรรู้ ก่อนลงทุน หุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุน” (perpetual bond) 

1. ส่วนแรกของชื่อ “หุ้นกู้ด้อยสิทธิ” ก็คือ หุ้นกู้ที่ผู้ลงทุนมีฐานะเป็นเจ้าหนี้เหมือนกับหุ้นกู้ธรรมดาทั่วไป แต่ถ้าบริษัทต้องปิดกิจการไป ก็จะมีสิทธิได้รับชำระหนี้หลังจากเจ้าหนี้รายอื่น ๆ ซึ่งผู้ลงทุนอาจได้รับคืนทั้งหมด /บางส่วน/หรือไม่ได้เงินคืนเลยก็ได้ ..แต่ก็ยังมีสิทธิจะได้รับเงินก่อนผู้ถือหุ้นสามัญครับ

2. ส่วนที่สอง “มีลักษณะคล้ายทุน” ก็คือ สิทธิในการไถ่ถอนหรือได้รับคืนเงินต้นของหุ้นกู้ตัวนี้จะทำได้ก็ต่อเมื่อบริษัทเลิกกิจการ หรือเมื่อผู้ออกหุ้นกู้ใช้สิทธิไถ่ถอนหุ้นกู้ (หากหุ้นกู้นั้นมีสิทธิที่ผู้ออกสามารถไถ่ถอนก่อนกำหนดได้) นั่นคือผู้ลงทุนต้องถือหุ้นกู้ตัวนี้แบบไม่มีกำหนด.. ..ชะตาชีวิตถูกกำหนดโดยผู้ออกนั่นเอง ลักษณะแบบนี้ จึงคล้ายกับการถือหุ้นไปเรื่อย ๆ โดยผู้ถือเจ้าหุ้นกู้นี้ไม่มีสิทธิบังคับให้ผู้ออกหุ้นกู้ต้องไถ่ถอนหุ้นกู้ในช่วงใด ๆ ก็ตาม ดังนั้น หากผู้ถือหุ้นกู้ไม่ต้องการถือเจ้าหุ้นกู้นี้อีกต่อไป จะทำได้เพียงการขายหุ้นกู้ออกไปเท่านั้น ซึ่งอาจขายได้ในราคาที่ต่ำกว่าราคาที่ได้มา /ไม่ได้ตามเวลาที่ต้องการ หรืออาจขายไม่ได้ก็ได้ เนื่องจากในช่วงเวลานั้น หุ้นกู้ดังกล่าวอาจมีความนิยมลดลงหรือไม่มีความนิยมเลยก็ได้ (มีความเสี่ยงเรื่องสภาพคล่อง)

3. ผู้ออกหุ้นกู้มีสิทธิเลื่อนการชำระดอกเบี้ยพร้อมกับสะสมดอกเบี้ยจ่ายไปชำระในวันใดก็ได้ ไม่จำกัดระยะเวลา และไม่จำกัดจำนวนครั้ง ผู้ถือหุ้นกู้จะได้รับดอกเบี้ยเมื่อใดก็ขึ้นอยู่กับผู้ออกเช่นกัน ผู้ถือหุ้นกู้จึงมีความเสี่ยงที่จะไม่ได้รับดอกเบี้ยหรือได้รับดอกเบี้ยล่าช้า

4. หากผู้ออกหุ้นกู้มีการผิดนัดไขว้ (cross-default) หรือการผิดนัดชำระหนี้ในหุ้นกู้อื่น สัญญาทางการเงินอื่น หรือเจ้าหนี้อื่นของผู้ออกหุ้นกู้ จะไม่ทำให้ผู้ออกหุ้นกู้ต้องตกเป็นผู้ผิดนัดชำระภายใต้หุ้นกู้นี้ (Perpetual bond) และผู้ถือ perpetual bond ก็ไม่มีสิทธิเรียกร้องให้ผู้ออกต้องชำระคืนเงินต้นและดอกเบี้ย.. ส่วนผู้ถือ perpetual bond อาจได้รับผลกระทบทางอ้อม ยังไงน่ะหรอ?..ก็หากผู้ออกผิดนัดชำระหนี้ในเจ้าหนี้อื่น อาจทำให้เจ้าหนี้รายนั้นมาเรียกร้องให้ชำระหนี้ >> อาจส่งผลให้ผู้ออกขาดสภาพคล่อง >> ผู้ถือ perpetual bond จะมีความเสี่ยงที่จะไม่ได้รับดอกเบี้ย (หากกำหนดชำระดอกเบี้ยไม่ได้รับการเลื่อนออกไป)

นักลงทุน หรือคนรวยที่มีเงินออม แต่รับไม่ได้กับอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในอัตราที่ต่ำมาก ลองคำนึงถึงผลได้ผลเสียดู ผลตอบแทนหุ้นกู้ชั่วนิรันดร์ดีจริงครับ แต่ผมก็ยังงงนะว่า บริษัทต่างๆเหล่านี้สามารถกู้เงินธนาคารได้ในอัตราดอกเบี้ยที่ถูกกว่า แต่น่าจะเป็นเหตุผลที่กล่าวมาข้างต้นว่าหุ้นกู้นี้จะไม่บันทึกไปในส่วนของภาระหนี้ ซึ่งจะทำให้ D/E Ratio ของบริษัทสูงขึ้น ถ้ามองในแง่นี้ก็พอเข้าใจได้ครับ ก็ระมัดระวังตัวกันไว้นิดนึงครับ ความแน่นอน คือความไม่แน่นอน และความไม่แน่นอน คือความแน่นอน

ข้อมูลบทความเอามาจากเว็บไซต์ของ ก.ล.ต. ครับ

ติดตามคลิปดีๆ ในแวดวงการเงิน การธนาคาร และอสังหาริมทรัพย์ ได้ที่ YouTube

และติดตามผมต่อได้ที่ facebook/AntonioAttorney

สนใจให้ผมเป็นที่ปรึกษาการเงินส่วนตัว คลิกเลยครับ

ติดต่อ ผมที่ email : antonioattorney@gmail.com หรือ LineID : @antonioattorney

ฟื้นฟูกิจการ ไม่ใช่กิจการล้มละลาย มันแตกต่างกันครับ

ก่อนอื่น ต้องเข้าใจก่อนว่า “การฟื้นฟูกิจการ” ไม่ใช่ “การล้มละลาย” หรือการที่ถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์ 

เพียงแต่บทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยการฟื้นฟูกิจการ ถูกกำหนดไว้ในพระราชบัญญัติล้มละลาย จึงอาจทำให้เข้าใจผิดไปได้ว่าการยื่นขอฟื้นฟูกิจการคือการยื่นขอล้มละลาย

  •  การล้มละลาย คืออะไร ?

“การล้มละลาย” คือ การที่กิจการหรือลูกหนี้ มีหนี้สินล้นพ้นตัว (หนี้บุคคลธรรมดาไม่น้อยกว่า 1 ล้านบาท หนี้นิติบุคคลไม่น้อยกว่า 2 ล้านบาท)

เมื่อลูกหนี้ถูกฟ้องคดี ศาลจะทำการพิจารณาสืบพยานหลักฐานว่าลูกหนี้ มีหนี้สินล้นพ้นตัวจริงตามคำฟ้องหรือไม่ หากว่าจริง ศาลจะมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดลูกหนี้

“คำสั่งพิทักษ์เด็ดขาด” คือ การที่ศาลให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ควบคุมกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ กล่าวคือ ลูกหนี้ไม่สิทธิกระทำการใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินและกิจการของตนได้เลย ยกเว้นแต่ทำตามคำสั่งหรือความเห็นชอบของศาลหรือพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เท่านั้น

เมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดลูกหนี้แล้ว จะเข้าสู่คดีล้มละลาย ทั้งนี้ ศาลจะยังไม่มีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายในทันที แต่จะส่งหมายแจ้งคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ทราบ เพื่อให้ดำเนินการจัดการรวบรวมทรัพย์สินของลูกหนี้และดำเนินการแบ่งทรัพย์สินที่รวบรวมได้เพื่อจัดสรรให้กับบรรดาเจ้าหนี้ทั้งหลายของลูกหนี้

ส่วนกรณีที่ลูกหนี้มีหนี้สินมากจนไม่เพียงพอจะชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ต้องติดตามทรัพย์อื่นมาขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้ส่วนที่เหลือต่อไป

  • ทำความรู้จัก “การฟื้นฟูกิจการ”

ตามกฎหมายการฟื้นฟูกิจการของเจ้าหนี้/ลูกหนี้ ปี 2541 ระบุว่าผู้ที่มีสิทธิ์ในขอฟื้นฟูกิจการได้นั้นจะต้องเข้าเงื่อนไข ดังนี้

– ลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัว 
– ลูกหนี้เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดบริษัทมหาชนหรือนิติบุคคลอื่นตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง
– จำนวนหนี้ไม่น้อยกว่า 10 ล้านบาท
– ลูกหนี้มีช่องทางในการฟื้นฟูกิจการและมีเหตุอันสมควร (ต้องไม่ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด)
– ยื่นคำขอโดยสุจริต

มีการเพิ่มเงื่อนไขในการยื่นฟื้นฟูกิจการสำหรับบุคคลธรรมดา มีหนี้สินเกิน 2 ล้านบาท

สำหรับบริษัทและนิติบุคคลอื่น มีหนี้สินเกิน 3 ล้านบาท ก็สามารถยื่นฟื้นฟูกิจการได้ครับ แต่ต้องได้รับความเห็นชอบจากเจ้าหนี้ 2 ใน 3 และยื่นเป็นเอกสารยืนยันในวันยื่นทำแผนต่อศาลล้มละลาย ซึ่งจะแตกต่างกับบริษัทที่มีหนี้สินเกิน 10 ล้านบาทขึ้นไป ครับ

โดย หากผลของคำสั่งศาลมีคำสั่งรับคำร้องขอฟื้นฟูกิจการ ลูกหนี้จะได้รับสภาวะพักการชำระหนี้ (automatic stay) ในกรณีศาลเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการผู้บริหารแผนจะดำเนินการตามแผนระยะเวลาตามแผน 5 ปีขอขยายได้ 2 ครั้ง ครั้งละไม่เกิน 1 ปี

หัวใจสำคัญของ “การฟื้นฟูกิจการ” คือ เมื่อศาลสั่งรับคำขอฟื้นฟูกิจการ สภาวะการพักการชำระหนี้ หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า automatic stay เกิดขึ้นทันทีนับตั้งแต่วันที่ศาลมีคำสั่งรับคำร้องขอฟื้นฟูกิจการไว้เพื่อพิจารณาจนถึงวันครบกำหนดระยะเวลาดำเนินการตามแผน หรือวันที่ดำเนินการสำเร็จตามแผน หรือวันที่ศาลมีคำสั่งยกคำร้องขอหรือจำหน่ายคดีหรือยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการหรือยกเลิกการฟื้นฟูกิจการหรือพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด

“สภาวะการพักการชำระหนี้” นี้เอง ที่เป็นประโยชน์แก่ลูกหนี้และเป็นจุดแข็ง ทั้งนี้ เพื่อให้กิจการสามารถดำเนินการไปต่อได้และดูแลสภาพคล่อง (liquidity) ของธุรกิจ โดยไม่ต้องกังวลว่าธุรกิจหรือกิจการจะถูกเรียกให้ชำระหนี้หรือถูกฟ้องร้อง สภาวะการพักการชำระหนี้

หากกล่าวให้เห็นภาพ เสมือนหนึ่งธุรกิจหรือกิจการจะอยู่ภายใต้ร่มคันใหญ่ที่จะป้องกันการถูกฟ้องร้อง ถูกบังคับคดี ถูกบังคับชำระหนี้ ถูกงดให้บริการสาธารณูปโภคต่างๆ เป็นต้น

อย่างไรก็ดี ประโยชน์ข้างต้นที่ลูกหนี้จะได้รับ ต้องเป็นกรณีที่ลูกหนี้ใช้สิทธิโดยสุจริต ไม่ได้อาศัยการพักชำระหนี้เป็นเหตุของการประวิงคดี ดังสุภาษิตกฎหมายที่ว่า “ผู้ที่มาพึ่งศาล จะต้องมาศาลด้วยมือสะอาด” (He who comes to equity must come with clean hands)

สำหรับหน้าที่ของลูกหนี้ในช่วงเวลาดังกล่าวมีอย่างไรนั้น กฎหมายก็ได้กำหนดไว้ชัดเจนว่าลูกหนี้ยังสามารถประกอบธุรกิจตามที่จำเป็นของธุรกิจเท่านั้น เพื่อให้การดำเนินการค้าตามปกติของลูกหนี้สามารถดำเนินการต่อไปได้ ดังนั้น ลูกหนี้จะจำหน่าย จ่าย โอน ให้เช่า ชำระหนี้ ก่อหนี้ หรือกระทำการใดๆ ที่ก่อให้เกิดภาระในทรัพย์สินไม่ได้ เว้นแต่ศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น

แต่ กรณีที่ประชุมเจ้าหนี้ไม่ยอมรับแผน และศาลไม่เห็นชอบด้วยแผน อาจสั่งยกเลิกคำสั่งฟื้นฟูกิจการ หรือหากลูกหนี้ถูกฟ้องล้มละลายไว้ให้ไปดำเนินคดีล้มละลายนั้นต่อไป ในกรณีที่ผู้บริหารแผนพ้นตำแหน่ง และไม่อาจเลือกผู้บริหารแผนคนใหม่ได้ ศาลอาจมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดหรือสั่งยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ ส่วนกรณีระยะเวลาตามแผนสิ้นสุดแต่การฟื้นฟูกิจการยังไม่สำเร็จ ศาลอาจมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดหรือยกเลิกการฟื้นฟูกิจการ

  • สรุปแล้ว การฟื้นฟูกิจการ VS การล้มลาย ต่างกันอย่างไร

กล่าวโดยสรุปคือ “การฟื้นฟูกิจการ” ถือเป็นการรักษาให้กิจการยังคงสามารถดำเนินธุรกิจ ได้ตามปกติ หรือพูดง่ายๆ ว่า ผู้ยื่นขอให้มีการฟื้นฟูกิจการต้องการรักษาความเป็นกิจการที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง (going concern) จะเปิดโอกาสให้มีการเจรจาปรับโครงสร้างหนี้ระหว่างเจ้าหนี้ทั้งหลายทั้งเจ้าหนี้ภายในและต่างประเทศ รวมถึงจะเปิดโอกาสให้มีการปรับปรุงโครงสร้างองค์กร กระบวนการทำงาน และแผนธุรกิจ เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยอาจมีผู้บริหารมืออาชีพจากภายนอกบริษัทมาร่วมดำเนินการ

ในขณะที่ “การล้มละลายหรือการถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์” นั้น จะไม่ได้เป็นการทำให้ธุรกิจดำเนินการได้ต่อเนื่อง แต่เป็นการมุ่งไปสู่กระบวนการค้นหาและรวบรวมทรัพย์สินของลูกหนี้เพื่อนำมาแบ่งให้กับเจ้าหนี้ โดยการยึดหรืออายัดและนำมาขายทอดตลาด และในขณะที่ถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์นั้น เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ กรมบังคับคดี จะเป็นผู้ที่เข้ามาทำหน้าที่จัดการเกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้

Antonio Attorney ที่ปรึกษาด้านการเงิน และกฎหมาย บริษัทของเรา รับดำเนินการยื่นฟื้นฟูกิจการ และเป็นตัวแทนในการเจรจาเพื่อแก้ไขหนี้และปรับปรุงโครงสร้างหนี้ สำหรับท่านเจ้าของธุรกิจ ที่ธุรกิจเริ่มมีปัญหา ติดต่อเราครับ เราพร้อมที่จะเดินเคียงข้าง เพื่อสู้กับเจ้าหนี้ไปกับคุณครับ

ติดตามคลิปดีๆ ในแวดวงการเงิน การธนาคาร และอสังหาริมทรัพย์ ได้ที่ YouTube

และติดตามผมต่อได้ที่ facebook/AntonioAttorney

สนใจให้ผมเป็นที่ปรึกษาการเงินส่วนตัว คลิกเลยครับ

ติดต่อ ผมที่ email : antonioattorney@gmail.com หรือ LineID : @antonioattorney

10 ขั้นตอน กระบวนการยื่นฟื้นฟูการบินไทย รายย่อยเอาไปเลียนแบบได้นะครับ ขอฟื้นฟูกิจการของตัวเองได้

ธุรกิจ sme ขนาดเล็ก ก็ยื่นฟื้นฟูกิจการตนเองได้นะครับ เพียงแต่ท่าน มีหนี้เกิน 3 ล้านบาท ก็สามารถเข้ายื่นฟื้นฟูกิจการได้

10 ขั้นตอน สำหรับการบินไทย แต่สำหรับรายย่อยเริ่มที่ขั้นตอนข้อที่ 3 ครับ

1.ครม.ให้ความเห็นชอบให้เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูภายใต้ พ.ร.บ.ล้มละลาย โดยกระทรวงการคลังลดการถือหุ้นให้ต่ำกว่า 50%

2.การบินไทยมีมติยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการและเสนอตัวเองเป็นผู้ทำแผนต่อศาลล้มละลาย รวมทั้งตั้งคณะทำงานเพื่อเจรจาเจ้าหนี้ 

3.การยื่นคำร้องต่อศาลล้มละลาย โดยกรณีศาลรับคำร้องจะทำให้การบินไทยได้รับการคุ้มครองตามมาตรา 90/12 หรือสภาวะพักชำระหนี้ (รายย่อย เริ่มจากข้อนี้)

4.ส่งหมายให้เจ้านี้

5.ประชุมเจ้าหนี้ โดยเสียงข้างมากเลือกผู้ทำแผน (ข้อนี้ สำหรับรายย่อย ต้องได้รับความเห็นชอบกับเจ้าหนี้ 2 ใน 3 นับตั้งแต่วันที่ยื่นฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายครับ)

6.ศาลตั้งผู้ทำแผน และผู้ทำแผนเข้าควบคุมกิจการ

7.ผู้ทำแผนเสนอแผนฟื้นฟูกิจการ 

8.ประชุมเจ้าหนี้เพื่ออนุมัติแผนฟื้นฟู ในขั้นตอนนี้อาจต้องปรับปรุงแผนพื้นฟู

9.ศาลพิจารณาเห็นชอบแผนและแต่งตั้งผู้บริหารแผนฟื้นฟู

10.ดำเนินการตามแผนฟื้นฟู

นักธุรกิจ และผู้ประกอบการ sme หากท่านประสบปัญหา มีหนี้สินกับสถาบันการเงิน จนกิจการเริ่มติดขัดและมีปัญหา บริษัท อันโตนิโอ แอททอร์นี จำกัด เราให้บริการที่ปรึกษาด้านการเงิน และกฎหมาย เราเชี่ยวชาญด้านการเจรจา และปรับปรุงโครงสร้างหนี้ เราพร้อมที่จะเดินเคียงข้างไปกับท่าน เพื่อฟันฝ่าอุปสรรคและสู้กับเจ้าหนี้ครับ

ติดตามคลิปดีๆ ในแวดวงการเงิน การธนาคาร และอสังหาริมทรัพย์ ได้ที่ YouTube

และติดตามผมต่อได้ที่ facebook/AntonioAttorney

สนใจให้ผมเป็นที่ปรึกษาการเงินส่วนตัว คลิกเลยครับ

ติดต่อ ผมที่ email : antonioattorney@gmail.com หรือ LineID : @antonioattorney