ฟื้นฟูกิจการ ไม่ใช่กิจการล้มละลาย มันแตกต่างกันครับ

ก่อนอื่น ต้องเข้าใจก่อนว่า “การฟื้นฟูกิจการ” ไม่ใช่ “การล้มละลาย” หรือการที่ถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์ 

เพียงแต่บทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยการฟื้นฟูกิจการ ถูกกำหนดไว้ในพระราชบัญญัติล้มละลาย จึงอาจทำให้เข้าใจผิดไปได้ว่าการยื่นขอฟื้นฟูกิจการคือการยื่นขอล้มละลาย

  •  การล้มละลาย คืออะไร ?

“การล้มละลาย” คือ การที่กิจการหรือลูกหนี้ มีหนี้สินล้นพ้นตัว (หนี้บุคคลธรรมดาไม่น้อยกว่า 1 ล้านบาท หนี้นิติบุคคลไม่น้อยกว่า 2 ล้านบาท)

เมื่อลูกหนี้ถูกฟ้องคดี ศาลจะทำการพิจารณาสืบพยานหลักฐานว่าลูกหนี้ มีหนี้สินล้นพ้นตัวจริงตามคำฟ้องหรือไม่ หากว่าจริง ศาลจะมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดลูกหนี้

“คำสั่งพิทักษ์เด็ดขาด” คือ การที่ศาลให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ควบคุมกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ กล่าวคือ ลูกหนี้ไม่สิทธิกระทำการใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินและกิจการของตนได้เลย ยกเว้นแต่ทำตามคำสั่งหรือความเห็นชอบของศาลหรือพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เท่านั้น

เมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดลูกหนี้แล้ว จะเข้าสู่คดีล้มละลาย ทั้งนี้ ศาลจะยังไม่มีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายในทันที แต่จะส่งหมายแจ้งคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ทราบ เพื่อให้ดำเนินการจัดการรวบรวมทรัพย์สินของลูกหนี้และดำเนินการแบ่งทรัพย์สินที่รวบรวมได้เพื่อจัดสรรให้กับบรรดาเจ้าหนี้ทั้งหลายของลูกหนี้

ส่วนกรณีที่ลูกหนี้มีหนี้สินมากจนไม่เพียงพอจะชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ต้องติดตามทรัพย์อื่นมาขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้ส่วนที่เหลือต่อไป

  • ทำความรู้จัก “การฟื้นฟูกิจการ”

ตามกฎหมายการฟื้นฟูกิจการของเจ้าหนี้/ลูกหนี้ ปี 2541 ระบุว่าผู้ที่มีสิทธิ์ในขอฟื้นฟูกิจการได้นั้นจะต้องเข้าเงื่อนไข ดังนี้

– ลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัว 
– ลูกหนี้เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดบริษัทมหาชนหรือนิติบุคคลอื่นตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง
– จำนวนหนี้ไม่น้อยกว่า 10 ล้านบาท
– ลูกหนี้มีช่องทางในการฟื้นฟูกิจการและมีเหตุอันสมควร (ต้องไม่ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด)
– ยื่นคำขอโดยสุจริต

มีการเพิ่มเงื่อนไขในการยื่นฟื้นฟูกิจการสำหรับบุคคลธรรมดา มีหนี้สินเกิน 2 ล้านบาท

สำหรับบริษัทและนิติบุคคลอื่น มีหนี้สินเกิน 3 ล้านบาท ก็สามารถยื่นฟื้นฟูกิจการได้ครับ แต่ต้องได้รับความเห็นชอบจากเจ้าหนี้ 2 ใน 3 และยื่นเป็นเอกสารยืนยันในวันยื่นทำแผนต่อศาลล้มละลาย ซึ่งจะแตกต่างกับบริษัทที่มีหนี้สินเกิน 10 ล้านบาทขึ้นไป ครับ

โดย หากผลของคำสั่งศาลมีคำสั่งรับคำร้องขอฟื้นฟูกิจการ ลูกหนี้จะได้รับสภาวะพักการชำระหนี้ (automatic stay) ในกรณีศาลเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการผู้บริหารแผนจะดำเนินการตามแผนระยะเวลาตามแผน 5 ปีขอขยายได้ 2 ครั้ง ครั้งละไม่เกิน 1 ปี

หัวใจสำคัญของ “การฟื้นฟูกิจการ” คือ เมื่อศาลสั่งรับคำขอฟื้นฟูกิจการ สภาวะการพักการชำระหนี้ หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า automatic stay เกิดขึ้นทันทีนับตั้งแต่วันที่ศาลมีคำสั่งรับคำร้องขอฟื้นฟูกิจการไว้เพื่อพิจารณาจนถึงวันครบกำหนดระยะเวลาดำเนินการตามแผน หรือวันที่ดำเนินการสำเร็จตามแผน หรือวันที่ศาลมีคำสั่งยกคำร้องขอหรือจำหน่ายคดีหรือยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการหรือยกเลิกการฟื้นฟูกิจการหรือพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด

“สภาวะการพักการชำระหนี้” นี้เอง ที่เป็นประโยชน์แก่ลูกหนี้และเป็นจุดแข็ง ทั้งนี้ เพื่อให้กิจการสามารถดำเนินการไปต่อได้และดูแลสภาพคล่อง (liquidity) ของธุรกิจ โดยไม่ต้องกังวลว่าธุรกิจหรือกิจการจะถูกเรียกให้ชำระหนี้หรือถูกฟ้องร้อง สภาวะการพักการชำระหนี้

หากกล่าวให้เห็นภาพ เสมือนหนึ่งธุรกิจหรือกิจการจะอยู่ภายใต้ร่มคันใหญ่ที่จะป้องกันการถูกฟ้องร้อง ถูกบังคับคดี ถูกบังคับชำระหนี้ ถูกงดให้บริการสาธารณูปโภคต่างๆ เป็นต้น

อย่างไรก็ดี ประโยชน์ข้างต้นที่ลูกหนี้จะได้รับ ต้องเป็นกรณีที่ลูกหนี้ใช้สิทธิโดยสุจริต ไม่ได้อาศัยการพักชำระหนี้เป็นเหตุของการประวิงคดี ดังสุภาษิตกฎหมายที่ว่า “ผู้ที่มาพึ่งศาล จะต้องมาศาลด้วยมือสะอาด” (He who comes to equity must come with clean hands)

สำหรับหน้าที่ของลูกหนี้ในช่วงเวลาดังกล่าวมีอย่างไรนั้น กฎหมายก็ได้กำหนดไว้ชัดเจนว่าลูกหนี้ยังสามารถประกอบธุรกิจตามที่จำเป็นของธุรกิจเท่านั้น เพื่อให้การดำเนินการค้าตามปกติของลูกหนี้สามารถดำเนินการต่อไปได้ ดังนั้น ลูกหนี้จะจำหน่าย จ่าย โอน ให้เช่า ชำระหนี้ ก่อหนี้ หรือกระทำการใดๆ ที่ก่อให้เกิดภาระในทรัพย์สินไม่ได้ เว้นแต่ศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น

แต่ กรณีที่ประชุมเจ้าหนี้ไม่ยอมรับแผน และศาลไม่เห็นชอบด้วยแผน อาจสั่งยกเลิกคำสั่งฟื้นฟูกิจการ หรือหากลูกหนี้ถูกฟ้องล้มละลายไว้ให้ไปดำเนินคดีล้มละลายนั้นต่อไป ในกรณีที่ผู้บริหารแผนพ้นตำแหน่ง และไม่อาจเลือกผู้บริหารแผนคนใหม่ได้ ศาลอาจมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดหรือสั่งยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ ส่วนกรณีระยะเวลาตามแผนสิ้นสุดแต่การฟื้นฟูกิจการยังไม่สำเร็จ ศาลอาจมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดหรือยกเลิกการฟื้นฟูกิจการ

  • สรุปแล้ว การฟื้นฟูกิจการ VS การล้มลาย ต่างกันอย่างไร

กล่าวโดยสรุปคือ “การฟื้นฟูกิจการ” ถือเป็นการรักษาให้กิจการยังคงสามารถดำเนินธุรกิจ ได้ตามปกติ หรือพูดง่ายๆ ว่า ผู้ยื่นขอให้มีการฟื้นฟูกิจการต้องการรักษาความเป็นกิจการที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง (going concern) จะเปิดโอกาสให้มีการเจรจาปรับโครงสร้างหนี้ระหว่างเจ้าหนี้ทั้งหลายทั้งเจ้าหนี้ภายในและต่างประเทศ รวมถึงจะเปิดโอกาสให้มีการปรับปรุงโครงสร้างองค์กร กระบวนการทำงาน และแผนธุรกิจ เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยอาจมีผู้บริหารมืออาชีพจากภายนอกบริษัทมาร่วมดำเนินการ

ในขณะที่ “การล้มละลายหรือการถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์” นั้น จะไม่ได้เป็นการทำให้ธุรกิจดำเนินการได้ต่อเนื่อง แต่เป็นการมุ่งไปสู่กระบวนการค้นหาและรวบรวมทรัพย์สินของลูกหนี้เพื่อนำมาแบ่งให้กับเจ้าหนี้ โดยการยึดหรืออายัดและนำมาขายทอดตลาด และในขณะที่ถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์นั้น เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ กรมบังคับคดี จะเป็นผู้ที่เข้ามาทำหน้าที่จัดการเกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้

Antonio Attorney ที่ปรึกษาด้านการเงิน และกฎหมาย บริษัทของเรา รับดำเนินการยื่นฟื้นฟูกิจการ และเป็นตัวแทนในการเจรจาเพื่อแก้ไขหนี้และปรับปรุงโครงสร้างหนี้ สำหรับท่านเจ้าของธุรกิจ ที่ธุรกิจเริ่มมีปัญหา ติดต่อเราครับ เราพร้อมที่จะเดินเคียงข้าง เพื่อสู้กับเจ้าหนี้ไปกับคุณครับ

ติดตามคลิปดีๆ ในแวดวงการเงิน การธนาคาร และอสังหาริมทรัพย์ ได้ที่ YouTube

และติดตามผมต่อได้ที่ facebook/AntonioAttorney

สนใจให้ผมเป็นที่ปรึกษาการเงินส่วนตัว คลิกเลยครับ

ติดต่อ ผมที่ email : antonioattorney@gmail.com หรือ LineID : @antonioattorney

10 ขั้นตอน กระบวนการยื่นฟื้นฟูการบินไทย รายย่อยเอาไปเลียนแบบได้นะครับ ขอฟื้นฟูกิจการของตัวเองได้

ธุรกิจ sme ขนาดเล็ก ก็ยื่นฟื้นฟูกิจการตนเองได้นะครับ เพียงแต่ท่าน มีหนี้เกิน 3 ล้านบาท ก็สามารถเข้ายื่นฟื้นฟูกิจการได้

10 ขั้นตอน สำหรับการบินไทย แต่สำหรับรายย่อยเริ่มที่ขั้นตอนข้อที่ 3 ครับ

1.ครม.ให้ความเห็นชอบให้เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูภายใต้ พ.ร.บ.ล้มละลาย โดยกระทรวงการคลังลดการถือหุ้นให้ต่ำกว่า 50%

2.การบินไทยมีมติยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการและเสนอตัวเองเป็นผู้ทำแผนต่อศาลล้มละลาย รวมทั้งตั้งคณะทำงานเพื่อเจรจาเจ้าหนี้ 

3.การยื่นคำร้องต่อศาลล้มละลาย โดยกรณีศาลรับคำร้องจะทำให้การบินไทยได้รับการคุ้มครองตามมาตรา 90/12 หรือสภาวะพักชำระหนี้ (รายย่อย เริ่มจากข้อนี้)

4.ส่งหมายให้เจ้านี้

5.ประชุมเจ้าหนี้ โดยเสียงข้างมากเลือกผู้ทำแผน (ข้อนี้ สำหรับรายย่อย ต้องได้รับความเห็นชอบกับเจ้าหนี้ 2 ใน 3 นับตั้งแต่วันที่ยื่นฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายครับ)

6.ศาลตั้งผู้ทำแผน และผู้ทำแผนเข้าควบคุมกิจการ

7.ผู้ทำแผนเสนอแผนฟื้นฟูกิจการ 

8.ประชุมเจ้าหนี้เพื่ออนุมัติแผนฟื้นฟู ในขั้นตอนนี้อาจต้องปรับปรุงแผนพื้นฟู

9.ศาลพิจารณาเห็นชอบแผนและแต่งตั้งผู้บริหารแผนฟื้นฟู

10.ดำเนินการตามแผนฟื้นฟู

นักธุรกิจ และผู้ประกอบการ sme หากท่านประสบปัญหา มีหนี้สินกับสถาบันการเงิน จนกิจการเริ่มติดขัดและมีปัญหา บริษัท อันโตนิโอ แอททอร์นี จำกัด เราให้บริการที่ปรึกษาด้านการเงิน และกฎหมาย เราเชี่ยวชาญด้านการเจรจา และปรับปรุงโครงสร้างหนี้ เราพร้อมที่จะเดินเคียงข้างไปกับท่าน เพื่อฟันฝ่าอุปสรรคและสู้กับเจ้าหนี้ครับ

ติดตามคลิปดีๆ ในแวดวงการเงิน การธนาคาร และอสังหาริมทรัพย์ ได้ที่ YouTube

และติดตามผมต่อได้ที่ facebook/AntonioAttorney

สนใจให้ผมเป็นที่ปรึกษาการเงินส่วนตัว คลิกเลยครับ

ติดต่อ ผมที่ email : antonioattorney@gmail.com หรือ LineID : @antonioattorney

ทำไม การบินไทยต้องยื่นฟื้นฟูกิจการ ทั้งศาลไทย และศาลสหรัฐอเมริกา

อย่างที่เรารู้กันอยู่นะครับตอนนี้ ว่า การบินไทย สายการบินแห่งชาติของประเทศไทย ได้ยื่นขอฟื้นฟูกิจการตามกฎหมายล้มละลายของประเทศไทย การยื่นฟื้นฟูกิจการ ผมขอสรุปสั้นๆ คือ เมื่อศาลรับคำร้อง เจ้าหนี้ทุกรายจะต้องหยุดนิ่ง คือพูดง่ายๆคืออยู่เฉยๆ ห้ามทวงหนี้ ห้ามบังคับคดี ห้ามฟ้อง ที่ฟ้องไปแล้วก็ให้หยุด ภาษาชาวบ้านก็จะประมาณนี้

หลังจากนั้น ศาลก็จะมาพิจารณาว่าจะรับคำร้องหรือไม่ ถ้ารับคำร้อง ก็ต้องมาดูว่าการบินไทยจะจ่ายหนี้คืนเจ้าหนี้อย่างไร ก็ต้องมาประชุมปรึกษาหารือกันระหว่างลูกหนี้ เจ้าหนี้ และศาล เนื้อหาสาระก็จะเป็นประมาณนี้นะครับ

ทีนี้มาดูกันว่าทำไม การบินไทยต้องฟ้องทั้งในศาลไทย และศาลที่สหรัฐอเมริกา ผมสรุปสั้นๆ ก่อนที่จะไปดูเนื้อหารายละเอียดกันนะครับว่า การบินไทยมีทรัพย์สินคือเครื่องบิน ซึ่งเป็นหลักประกันในการกู้เงินจากต่างประเทศ ทรัพย์สินคือเครื่องบินเรียกว่าสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเจ้าหนี้ต่างประเทศสามารถยึดได้หากอยู่นอกราชอาณาจักรไทย พอเริ่มเข้าใจกันบ้างนะครับ ที่นี่ไปดูรายละเอียดกันดีกว่า ว่า การยื่นฟื้นฟูกิจการในศาลไทยกับสหรัฐอเมริกา แตกต่างกันอย่างไร

กระบวนพิจารณาเกี่ยวกับการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ของไทยและสหรัฐอเมริกา

1. คำถาม: ทำไมการยื่นคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการของบริษัทลูกหนี้ในประเทศไทยจึงอาจไม่เพียงพอต่อการระงับการบังคับชำระหนี้จากเจ้าหนี้?

เจ้าหนี้จะเป็นเจ้าหนี้ไทยหรือเจ้าหนี้ต่างประเทศยังสามารถดำเนินการฟ้องร้องและหรือบังคับคดีเกี่ยวกับทรัพย์สินของบริษัทลูกหนี้ไทยที่ตั้งอยู่ในต่างประเทศได้ เพราะผลตามกฎหมายไทยไม่ได้มีผลคุ้มครองไปถึงทรัพย์สินที่ตั้งอยู่ในต่างประเทศ

แต่เจ้าหนี้ในไทยจะต้องหยุดตามคำสั่งรับคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการไว้พิจารณาตามมาตรา 90/9 จะเกิดสภาวะพักการชำระหนี้หรือสภาวะหยุดนิ่ง (automatic stay หรือ moratorium)

2. คำถาม: บริษัทที่จดทะเบียนในประเทศไทยไปยื่นคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการในประเทศสหรัฐอเมริกาได้หรือไม่?

คำตอบคือได้ หลักการของอเมริกาคือ หากลูกหนี้ มีทรัพย์สินอยู่ในสหรัฐอเมริกา และมีหนี้สิน สามารถร้องขอยื่นฟื้นฟูกิจการต่อศาลสหรัฐอเมริกาได้ คำว่าทรัพย์สินคือคุณแค่มีเงินฝากก็ถือเป็นทรัพย์สินในสหรัฐอเมริกาแล้ว มาดูรายละเอียดให้หายกันครับ

คำตอบ: เงื่อนไขในการยื่นคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการในสหรัฐอเมริกา ไม่ได้คำนึงถึงสัญชาติของลูกหนี้ คงพิจารณาจากจุดเกาะเกี่ยวหรือจุดเกี่ยวพันกับประเทศสหรัฐอเมริกาว่า ลูกหนี้พักอาศัยหรือมีภูมิลำเนาหรือมีสถานประกอบธุรกิจหรือมีทรัพย์สินอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกาหรือไม่ ตามกฎหมายล้มละลายของสหรัฐอเมริกา (US Bankruptcy Code) มาตรา 109 ซึ่งประเด็นจุดเกาะเกี่ยวเรื่องทรัพย์สิน ในคดีที่ผ่านๆ มา ศาลสหรัฐอเมริกาแปลความอย่างกว้างว่า แค่มีเงินในบัญชีเงินฝากที่สหรัฐอเมริกาก็ถือว่า มีทรัพย์สินในสหรัฐอเมริกาแล้ว เพราะฉะนั้น หากบริษัทลูกหนี้มีทรัพย์สินในสหรัฐอเมริกาแล้ว ก็ยื่นคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการได้ แต่หากไม่มี ก็สามารถเปิดบัญชีเงินฝากและฝากเงิน ก็ถือว่ามีจุดเกาะเกี่ยวเรื่องทรัพย์สินในสหรัฐอเมริกา และสามารถยื่นคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการในสหรัฐอเมริกา

3. คำถาม: การยื่นคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการในประเทศสหรัฐอเมริกาสำคัญอย่างไร?

คำตอบ: การยื่นคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการในสหรัฐอเมริกาก็จะเกิดสภาวะพักการชำระหนี้แก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ในสหรัฐอเมริกาเป็นหลัก การที่จะก่อให้เกิดสภาวะพักการชำระหนี้แก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ในประเทศอื่นๆ นอกสหรัฐอเมริกา ต้องใช้กระบวนพิจารณาในส่วนที่เรียกว่า การล้มละลายหรือการฟื้นฟูกิจการข้ามชาติ ในหมวด 15 (Chapter 15) ซึ่งกระบวนการเริ่มจากผู้จัดการทรัพย์สินหรือตัวแทนของคดีฟื้นฟูกิจการที่สหรัฐอเมริกาไปยื่นคำร้องขอให้ประเทศต่างๆ ที่บริษัทลูกหนี้มีทรัพย์สินตั้งอยู่รับรองว่ามีกระบวนการฟื้นฟูกิจการเกิดขึ้นที่สหรัฐอเมริกาแล้ว ขอให้เกิดสภาวะพักการชำระหนี้ในประเทศนั้นๆ ด้วย เหตุที่ผู้จัดการทรัพย์สินของสหรัฐอเมริกาสามารถกระทำดังกล่าวได้เนื่องจากประเทศสหรัฐอเมริกามีการอนุวัติกฎหมายแม่แบบว่าด้วยการล้มละลายข้ามชาติของคณะกรรมาธิการกฎหมายการค้าระหว่างประเทศแห่งสหประชาชาติ (UNCITRAL) เป็นกฎหมายภายในประเทศ อย่างไรก็ตาม ศาลของประเทศผู้ถูกร้องขอจะรับรองกระบวนการฟื้นฟูกิจการในสหรัฐอเมริกาและก่อให้เกิดสภาวะพักการชำระหนี้ตามที่ผู้แทนจากสหรัฐอเมริการ้องขอหรือไม่ย่อมขึ้นอยู่กับกฎหมายล้มละลายภายในประเทศนั้นๆ ด้วย

แท้จริงแล้ว หากหวังผลเฉพาะในส่วนบทบัญญัติเรื่องการล้มละลายหรือการฟื้นฟูกิจการข้ามชาติ ไม่จำเป็นเสมอไปว่าต้องไปยื่นที่สหรัฐอเมริกาเนื่องจากมีประเทศหรือรัฐกว่า 40 ประเทศ ที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายล้มละลายของตนเองให้มีในส่วนของการล้มละลายหรือฟื้นฟูกิจการข้ามชาติด้วย เช่น สหราชอาณาจักร แคนาดา ออสเตรเลีย สิงคโปร์ ญี่ปุ่น สาธารณรัฐเกาหลี เป็นต้น

อนึ่ง ในส่วนของประเทศไทยยังไม่มีการอนุมัติกฎหมายล้มละลายข้ามชาติเข้าเป็นกฎหมายภายใน แม้คณะรัฐมนตรีจะรับหลักการในเรื่องนี้ตั้งแต่ปลายเดือนธันวาคม 2559 แล้วก็ตาม

4. สรุปกระบวนพิจารณาเกี่ยวกับการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ตามหมวด 11 แห่งกฎหมายล้มละลายของสหรัฐอเมริกา (Chapter 11 Reorganization of the US Bankruptcy Code)

4.1 การเริ่มกระบวนพิจารณา: โดยการยื่นคำร้องขอโดยลูกหนี้หรือเจ้าหนี้เป็นผู้ยื่นคำร้องขอก็ได้ คดีส่วนใหญ่ลูกหนี้เป็นผู้ยื่นคำร้องขอ

4.2 หากลูกหนี้เป็นผู้ยื่นคำร้องขอจะเป็นไปตามเงื่อนไขในมาตรา 301 ซึ่งไม่มีหลักเกณฑ์ว่าลูกหนี้ต้องมีหนี้สินล้นพ้นตัวหรือไม่สามารถที่จะชำระหนี้ตามกำหนดได้ ขอเพียงแค่ลูกหนี้มีหนี้ และไม่มีหลักเกณฑ์เรื่องจำนวนหนี้ขั้นต่ำ หมายความว่ามีหนี้เป็นจำนวนเท่าใดก็ได้

อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ ลูกหนี้ที่ยื่นคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการมักมีปัญหาเรื่องกระแสเงินสดไม่พอชำระหนี้หรือมีทรัพย์สินไม่พอกับหนี้สิน เพราะเงื่อนไขข้อหนึ่งในการที่ศาลจะมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนหรือไม่คือ การที่ผู้ร้องขอต้องยื่นคำร้องขอโดยสุจริตตามมาตรา 1129 (a)(3)

4.3 คดีเริ่มต้นเมื่อศาลมีคำสั่งรับคำร้องขอ ผลประการหนึ่งคือ จะเกิด an order for relief (ถ้าแปลตรงตัวจะแปลว่า คำสั่งที่ช่วยบรรเทาลูกหนี้จากภาระหนี้ที่มีทั้งหมด หากแปลเทียบเคียงกับกฎหมายไทยคือ คำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ) ผลอีกประการหนึ่งคือ เกิดสภาวะพักการชำระหนี้ตามมาตรา 362 ซึ่งมีเนื้อหาเทียบเคียงได้กับมาตรา 90/12 ตามพระราชบัญญัติล้มละลายฯ)

4.4. การยื่นคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการ ผู้ร้องขอจะยื่นแผนฟื้นฟูกิจการมาพร้อมคำร้องขอก็ได้ ตามมาตรา 1121(a) ซึ่งกรณีนี้จะช่วยให้กระบวนการเร็วขึ้น หรือผู้ร้องขอจะค่อยมาจัดทำแผนฟื้นฟูกิจการภายหลังคดีเริ่มต้นแล้วก็ได้ โดยกฎหมายให้โอกาสลูกหนี้เป็นผู้จัดทำแผนฟื้นฟูก่อนในช่วง 120 วันแรกนับจากวันเริ่มต้นคดี ตามมาตรา 1121 (b) ภายหลังจากนั้น หากลูกหนี้ยังไม่ยื่นแผนฟื้นฟูกิจการ ผู้มีส่วนได้เสียคนอื่นๆ โดยส่วนใหญ่คือ เจ้าหนี้ มีสิทธิที่จะยื่นแผนฟื้นฟูกิจการให้ที่ประชุมเจ้าหนี้พิจารณาได้

4.5 หลักเกณฑ์ที่ศาลใช้พิจารณาว่าจะมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนหรือไม่ เป็นไปตามมาตรา 1129 เงื่อนไขสำคัญ ได้แก่ เจ้าหนี้แต่ละกลุ่มยอมรับแผนตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดตามมาตรา 1126 เจ้าหนี้แต่ละรายได้รับชำระหนี้ไม่น้อยกว่าสัดส่วนที่จะได้รับชำระหนี้หากลูกหนี้เข้าสู่กระบวนการล้มละลาย การยื่นคำร้องขอเป็นไปโดยสุจริต ภายหลังศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนแล้วลูกหนี้มีแนวโน้มที่จะไม่ล้มละลายหรือไม่ต้องเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการอีกเว้นแต่เป็นกรณีที่ระบุไว้ในแผน เป็นต้น

ข้อสังเกตเกี่ยวกับระยะเวลาดำเนินการตามแผนตามมาตรา 1123 คือ กฎหมายไม่ได้กำหนดไว้ว่าเป็นระยะเวลาเท่าใด แล้วแต่ลูกหนี้และเจ้าหนี้ตกลงกัน แต่ตามกฎหมายไทยตามมาตรา 90/42 (9) กำหนดระยะเวลาดำเนินการตามแผนไว้ไม่เกิน 5 ปี ระยะเวลาดำเนินการตามแผนขยายได้อีกไม่เกิน 2 ครั้ง ครั้งละไม่เกิน 1 ปี ตามมาตรา 90/63 วรรคสอง อนึ่ง ระยะเวลาชำระหนี้จริงอาจยาวกว่าระยะเวลาดำเนินการตามแผนได้ ระยะเวลาดำเนินการตามแผนคือ ระยะเวลาที่บริษัทลูกหนี้ต้องบริหารกิจการภายใต้การกำกับของศาลล้มละลายกลางและเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ สังกัดสำนักฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ กรมบังคับคดี กระทรวงยุติธรรม

4.6 เมื่อศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนตามมาตรา 1129 ถือเป็นวันที่คดีฟื้นฟูกิจการสิ้นสุดไปจากศาลเลย เพราะลูกหนี้จะหลุดพ้นจากหนี้ทั้งปวงที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนตามมาตรา 1141 (d)(1)(A) โดยบริษัทลูกหนี้และเจ้าหนี้ต้องผูกมัดตามแผนและลูกหนี้มีหน้าที่ต้องชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ตามเงื่อนไขและระยะเวลาที่ระบุไว้ในแผนนอกศาล 

ตรงนี้เป็นจุดที่เป็นประโยชน์อีกจุดหนึ่งของการยื่นคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการที่ประเทศสหรัฐอเมริกาเนื่องจากระยะเวลาภายใต้กระบวนการฟื้นฟูกิจการจะสั้นกว่าของไทยเป็นอย่างมาก เนื่องจากตามกฎหมายไทย   เมื่อศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนแล้ว บริษัทลูกหนี้ยังต้องดำเนินการตามแผนภายในระยะเวลาดำเนินการตามแผนซึ่งไม่เกิน 5 ปี เว้นแต่มีการขยาย ให้แล้วเสร็จหรือไม่แล้วเสร็จ เมื่อศาลมีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการตามมาตรา 90/75 จึงทำให้คดีฟื้นฟูกิจการสิ้นสุดลง.

ครับก็ถือว่าเป็นเนื้อหาสาระที่ดี ผมก็ถอดข้อความเหล่านี้มาจาก บทความของ ดร.กนก จุลมนต์ ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นประจำกองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา และรองเลขาธิการสำนักอบรมศึกษากฎหมายเนติบัณฑิตยสภา ค่อยๆ อ่านทำความเข้าใจกันนะครับ

ติดตามคลิปดีๆ ในแวดวงการเงิน การธนาคาร และอสังหาริมทรัพย์ ได้ที่ YouTube

และติดตามผมต่อได้ที่ facebook/AntonioAttorney

สนใจให้ผมเป็นที่ปรึกษาการเงินส่วนตัว คลิกเลยครับ

ติดต่อ ผมที่ email : antonioattorney@gmail.com หรือ LineID : @antonioattorney

การปิดหนี้ประเภทหนึ่ง ที่อาจจะไม่ต้องใช้เงินจ่ายหนี้

ผมขอยกตัวอย่างให้ฟัง ใน 1 กรณีครับ คุณผู้อ่านเคยได้ยินคำว่า ตีโอนทรัพย์ชำระหนี้ ไหมครับ กรณีแบบนี้ ความหมายคือ ลูกหนี้มีหลักทรัพย์ค้ำประกันกับธนาคารในการกู้เงิน ส่วนใหญ่ทรัพย์ที่ค้ำประกันก็มักจะเป็นอสังหาริมทรัพย์ บ้าน ที่ดิน คอนโด โรงงานเป็นต้น หลักในการตีโอนทรัพย์ชำระหนี้ คือ ธนาคารและลูกหนี้ จะต้องเห็นชอบร่วมกันว่าราคาประเมินของมูลค่าหลักประกันเป็นเท่าไหร่ ด้วยการให้บริษัทประเมิน มาประเมินราคา ซึ่งส่วนใหญ่ธนาคารจะรับตีโอนทรัพย์ ถ้าเป็น บ้าน คอนโด หรืออสังหาริมทรัพย์ที่มีสิ่งปลูกสร้าง จะรับตีโอนทรัพย์ที่ 80% แต่หากเป็นที่ดินเปล่าอาจจะแค่ 60 ถึง 70%

ยกตัวอย่างเช่น ลูกหนี้เป็นหนี้กับธนาคาร 900,000 บาท และจะตีโอนทรัพย์ชำระหนี้ ราคาประเมินหลักประกัน ประเมินกันใหม่มูลค่า 1 ล้านบาท หากเงื่อนไขที่เจ้าหนี้จะรับโอนทรัพย์ชำระหนี้อยู่ที่ 80% เท่ากับจะรับตีทรัพย์ชำระหนี้ ที่จำนวน 800,000 บาท เท่ากับว่าลูกหนี้ต้องควักเงินสดเพิ่ม 100,000 บาท ทั้งนี้ยังไม่รวมค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการโอนกรรมสิทธิ์ให้กับธนาคารด้วยนะครับ

ในทางกลับกัน หากราคาประเมินสูงกว่า เช่นมูลค่าประเมินได้ 1.2 ล้านบาท ธนาคารรับตีโอนทรัพย์ 80% ของ 1.2 ล้านบาท เท่ากับ มูลค่าที่จะตีโอนทรัพย์ เท่ากับ 960,000 บาท แต่คุณเป็นหนี้ธนาคารเพียง 900,000 บาท ธนาคารก็จะไม่โอนส่วนต่าง 60,000 บาท คืนให้คุณ หนำซ้ำ คุณจะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมการโอน และค่าใช้จ่ายทั้งหมด ในวันโอนกรรมสิทธิ์ที่กรมที่ดินเองด้วย

ในกรณีนี้ ยังมีอีกเงื่อนไขพิเศษ ที่บางธนาคารมีให้กับลูกหนี้ เช่นรับตีโอนทรัพย์ชำระหนี้แล้ว ธนาคารมีเงื่อนไขให้ลูกหนี้สามารถซื้อทรัพย์คืนได้ ภายในระยะเวลาที่กำหนด และให้คิดอัตราดอกเบี้ย เท่ากับตามที่คิดกับลูกค้าเงินกู้รายอื่นๆทั่วไป เช่น ตีโอนทรัพย์ชำระหนี้ไปแล้ว หักหนี้ไปจำนวน 900,000 บาท มีสัญญาไว้กับลูกหนี้ ให้สามารถซื้อคืนได้ภายในระยะเวลา 3 ปี โดยคิดอัตราดอกเบี้ย MRR เท่ากับประมาณ 6.5% สมมุติว่า ลูกหนี้มาขอซื้อคืนทรัพย์ภายในปีที่ 2 โดยลูกหนี้จะต้องขอซื้อทรัพย์หลักประกันคืนใน จำนวนเงิน 900,000 บาท บวกอัตราดอกเบี้ยตามระยะเวลา 2 ปี เป็นต้น

การตีโอนทรัพย์ชําระหนี้ เป็นวิธีในการปิดชำระหนี้ หรือการปรับโครงสร้างหนี้อีกวิธีหนึ่ง ซึ่งเจ้าของหลักประกัน หรือลูกหนี้ อาจจะเสียเงินสดเฉพาะในส่วนของค่าใช้จ่ายในวันโอนกรรมสิทธิ์แต่ปีนี้จะมีหรือธนาคารบางรายเท่านั้น แต่วิธีนี้ เจ้าหนี้หรือธนาคารบางรายเท่านั้น ที่จะรับเงื่อนไขการตีโอนทรัพย์ชำระหนี้ได้ เพื่อนๆ ที่เป็นลูกหนี้ธนาคาร ลองเสนอแนวทางการชำระหนี้ ด้วยวิธีนี้ดูครับ เราอาจจะไม่ต้องเสียเวลารอขายทรัพย์ เพื่อมาชำระหนี้ แต่อย่าลืมนะครับว่า ธนาคารในฐานะเจ้าหนี้ เขาได้เปรียบเราตรงที่ว่าเขาอาจจะรับตีทรัพย์ชำระหนี้ที่ไม่เกิน 80% ของราคาประเมินมูลค่าหลักประกันเท่านั้น

ขอให้โชคดีในการเจรจาแก้ไขหนี้นะครับ แต่หากมีความกลัวหรือกังวล Antonio Attorney บริษัทเรามีทีมงาน ทางด้านการเงิน และทีมกฎหมาย ที่พร้อมจะเป็นตัวแทนของคุณ และเป็นตัวแทนลูกหนี้ เพื่อเจรจาปรับโครงสร้างหนี้ให้คุณ ในฐานะลูกหนี้ไม่ให้เสียเปรียบธนาคารเจ้าหนี้ ให้ทีมงานมืออาชีพอย่างเรา ดูแลเรื่องนี้ให้กับคุณนะครับ ยินดีรับใช้ครับ

ติดตามคลิปดีๆ ในแวดวงการเงิน การธนาคาร และอสังหาริมทรัพย์ ได้ที่ YouTube

และติดตามผมต่อได้ที่ facebook/AntonioAttorney

สนใจให้ผมเป็นที่ปรึกษาการเงินส่วนตัว คลิกเลยครับ

ติดต่อ ผมที่ email : antonioattorney@gmail.com หรือ LineID : @antonioattorney

พักหนี้ก่อนนะ ลูกหนี้เหนื่อยแล้ว แต่ดอกเบี้ยไม่ยอมเหนื่อยด้วย ไม่พักนะ

สวัสดีครับ บทความนี้ ก็จะมาเขียนเรื่องเกี่ยวกับ การพักหนี้ ถ้าเพื่อนๆ คุณผู้อ่าน ผมขอถามว่าคุณเข้าใจคำว่า การพักหนี้ เข้าใจกันว่าอย่างไร อันนี้ก็ลองตอบในใจของตัวเองดูแล้วกันครับ แต่บทความนี้ ผมก็จะขออธิบาย คำว่า การพักหนี้ การพักชำระหนี้ การพักหนี้เงินต้น เพื่อให้คุณผู้อ่าน พอจะเข้าใจ และไม่ผิดพลาด หากจำเป็นจะต้องไปตกลงปลงใจกับธนาคาร ตามผมมาครับ

เริ่มที่คำว่า การพักหนี้ คำนี้จริงๆแล้วความหมายคือ หยุดคิดดอกเบี้ย และหยุดจ่ายทั้งดอกเบี้ยและเงินต้น ซึ่งในฝั่งของลูกหนี้ มักจะเข้าใจแบบนี้ แต่กรณีแบบนี้เรียนตรงๆเลยครับ ไม่มีเจ้าหนี้รายไหนยอมให้แน่นอน เพราะรายได้ของธนาคาร คือดอกเบี้ยครับ

เพราะฉะนั้น การพักหนี้ในความหมายของลูกหนี้ มันคงไม่มีอยู่จริงกับฝั่งเจ้าหนี้นะครับ

ที่นี้ไม่ดูคำว่า การพักชำระหนี้ การพักชำระหนี้ คือไม่ต้องจ่ายหนี้ เช่น คุณผ่อนบ้านอยู่เดือนละ 10,000 บาท ในค่างวดบ้านนั้น เป็นดอกเบี้ย 7,000 บาท เป็นเงินต้นประมาณ 3,000 บาท ธนาคารใจดีให้คุณพักชำระหนี้ ไม่ต้องจ่ายหนี้เลย เป็นเวลา 6 งวด แต่ ดอกเบี้ยเดือนละ 7,000 บาท ธนาคารเขาไม่ลดให้คุณนะครับ เดือนละ 7,000 บาท X 6 เดือน เท่ากับ 42,000 บาท อันนี้ดอกเบี้ยมันไม่หายไปไหนนะครับ ดอกเบี้ยจำนวนนี้ ยังไงคุณก็จะต้องจ่าย

ลักษณะคล้ายกันนี้ แต่ธนาคารให้คุณพักชำระหนี้เฉพาะเงินต้น ในข้อสมมติฐานเดียวกัน ค่างวดบ้าน 10,000 บาท เป็นดอกเบี้ย 7,000 บาทเป็นเงินต้น 3,000 บาท เท่ากับว่า คุณจะจ่ายเฉพาะดอกเบี้ยเดือนละ 7,000 บาท ฉะนั้นเมื่อคุณจ่ายไปเรื่อยๆ 6 เดือน พอเริ่มเดือนที่ 7 ธนาคารให้กลับมาจ่ายแบบเดิมคือค่างวดเต็มๆ 10,000 บาท กรณีแบบนี้คุณจะไม่มีดอกเบี้ยตั้งพักไว้ครับ

ครับ ผมก็อธิบายให้คุณพอเข้าใจกันบ้างแล้วนะครับ เพราะฉะนั้น ในช่วงเวลานี้ สถานการณ์ โควิด-19 ที่ธนาคารจะใจดี พักชำระหนี้ให้คุณ บางธนาคารให้ชำระเฉพาะดอกเบี้ย บางธนาคารไม่ต้องชำระเลยเป็นเวลา 3 เดือน 6 เดือน อย่าดีใจไปนะครับ ถ้าคุณเข้าใจในสิ่งที่ผมเขียน

ฉะนั้นหากคุณยังมีความพร้อมที่ จะจ่ายชำระค่างวดได้เหมือนเดิม จ่ายไปเถอะครับ ค่างวดเต็มๆ แต่หากคุณพอจ่ายได้ แต่จ่ายค่างวดเต็มไม่ไหว ก็ลองดูครับจ่ายเฉพาะดอกเบี้ย ก็ยังดี แต่หากไม่ไหวจริงๆเขาพักชำระหนี้ให้ 6 เดือนโดยไม่ต้องจ่ายอะไรเลย คุณก็มาลุ้นกันต่อไปครับว่า 6 เดือนข้างหน้า คุณจะกลับมาฟื้นหรือเปล่า เป็นกำลังใจให้นะครับ สวัสดีครับ หวังว่าจะเข้าใจคำว่า การพักหนี้ และ การพักชำระหนี้ กันแล้วนะครับ

ติดตามคลิปดีๆ ในแวดวงการเงิน การธนาคาร และอสังหาริมทรัพย์ ได้ที่ YouTube

และติดตามผมต่อได้ที่ facebook/AntonioAttorney

สนใจให้ผมเป็นที่ปรึกษาการเงินส่วนตัว คลิกเลยครับ

ติดต่อ ผมที่ email : antonioattorney@gmail.com หรือ LineID : @antonioattorney