หนี้สาธารณะ ของไทย พุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ในรอบ 15 ปี

ย้อนดูสถิติ “หนี้สาธารณะ” ของไทย ที่มีการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา นำไปสู่การมีตัวเลขหนี้ ทะลุ 60% ของจีดีพี สูงสุดเป็นประวัติการณ์

วิกฤติเศรษฐกิจ โดยเฉพาะจากสถานการณ์โควิด-19 ที่ลากยาวกว่า 2 ปี และภาครัฐต้องใช้ยาแรงผ่านมาตรการคุมเข้ม เพื่อสกัดการแพร่ระบาด จนส่งผลต่อทั้งการดำเนินธุรกิจ และการใช้ชีวิตของประชาชน ต่อเนื่องสู่การหดตัวครั้งใหญ่ทางเศรษฐกิจ กระทั่งรัฐบาลจำเป็นต้องเข้ามาช่วยเหลือ บรรเทาความรุนแรงของผลกระทบที่เกิดขึ้น

ขณะที่รายได้รัฐบาลน้อยลงตามทิศทางเศรษฐกิจที่ถดถอย แต่จำเป็นต้องใช้เงินก้อนใหญ่เพื่อกอบกู้สถานการณ์ ทางออกที่เกิดขึ้นจึงเป็นการ “กู้เงิน” หรือตั้งงบประมาณขาดดุล แต่ไม่ว่าจะวิธีการใดต่างก็ล้วนทำให้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นด้วยกันทั้งสิ้น

การเพิ่มขึ้นของ “หนี้สาธารณะ”

ผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากวิกฤติโควิด-19 ส่งผลให้รัฐบาลต้องออก พ.ร.ก.เงินกู้ 2 ครั้ง มูลค่ารวม 1.5 ล้านล้านบาท และยังมีการตั้งงบประมาณปี 2564 และปี 2565 ขาดดุลที่ 6.23 และ 7 แสนล้านบาท ตามลำดับ เพื่อนำเงินมาใช้ดำเนินมาตรการช่วยเหลือภาคธุรกิจและประชาชน การก่อหนี้ดังกล่าว มีผลให้ระดับหนี้สาธารณะไทยพุ่งขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยตลอด 2 ปีงบประมาณที่ผ่านมา มีหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2562 ถึง  2.44 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นอัตราเพิ่มขึ้นราว 17.7% ต่อปี

จากข้างต้น ทำให้ ณ สิ้นปีงบประมาณ 2564 อยู่ที่ระดับ 58.31% ต่อจีดีพี ซึ่งตัวเลขดังกล่าวนี้มีผลให้ไทยมีช่องว่างในก่อหนี้หรือพื้นที่การคลัง (Fiscal Space) เหลือน้อยลงมาก เนื่องจากเพดาน หนี้สาธารณะ ในเวลานั้นคือ 60% ต่อจีดีพี ซึ่งการที่เศรษฐกิจยังไม่สามารถฟื้นตัวกลับมาได้ เป็นผลให้ช่องว่างที่เหลือดังกล่าวดังกล่าว หมายถึงความสามารถในการกระตุ้นเศรษฐกิจที่น้อยลงตามไปด้วย

จึงเป็นที่มาให้รัฐบาลเห็นชอบปรับกรอบเพดานหนี้จาก 60% สู่ระดับ 70% ต่อจีดีพี โดยมีผลบังคับใช้นับตั้งแต่วันที่ 20 ก.ย. 2564

ล่าสุด เมื่อ 1 เม.ย.65 ที่ผ่านมา สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ได้เปิดเผย ยอด หนี้สาธารณะ ไทยล่าสุด ณ เดือนกุมภาพันธ์ 2565 ที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ราว 9.8 ล้านล้านบาท โดยมีสัดส่วนต่อจีดีพีเท่ากับ 60.17%

นอกจากนั้น ในวันที่ 12 เม.ย.65 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ยังได้เห็นชอบการปรับปรุงแผนการบริหาร หนี้สาธารณะ ปีงบประมาณ 2565 ครั้งที่ 2 ตามที่ทางสบน.เสนอ ซึ่งการปรับปรุงแผนครั้งนี้จะมีผลให้ยอดหนี้สาธารณะคงค้างปรับตัวขึ้นเป็น 62.76% ต่อจีดีพี โดยตัวเลขดังกล่าวถือว่า ยังอยู่ภายใต้เพดานหนี้สาธารณะใหม่ ที่เพิ่งขยายออกไปที่ระดับ 70% ต่อจีดีพี และไม่หลุดจากกรอบวินัยการเงินการคลังที่ได้มีการกำหนดไว้

(ที่มา:สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ, กรุงเทพธุรกิจ)

ภาวะวิกฤติกับความจำเป็นในการก่อหนี้ของรัฐ

เหตุการณ์ หนี้สาธารณะ ดีดตัวขึ้นอย่างรวดเร็วไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก โดยในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา พบว่า ช่วงที่เกิดวิกฤติซับไพรม์ หรือที่รู้จักกันชื่อ “วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์” (Hamburger Crisis) นั้น หนี้สาธารณะไทยในปีงบประมาณ 2552 เพิ่มขึ้นสูงจากปีก่อนถึง 21.20% หรือกว่า 5.9 แสนล้านบาท แต่เมื่อวิกฤติดังกล่าวผ่านไป ในปีต่อมาหนี้สาธารณะลดลงไป 5.97% และขนาดเศรษฐกิจขยายตัวกว่า 1.17 ล้านบาท

ฉะนั้นในภาวะวิกฤติการก่อหนี้อาจเป็นสิ่งที่รัฐบาลจำเป็นต้องทำเพื่อนำเงินดังกล่าวมากระตุ้นเศรษฐกิจ ทั้งยังบรรเทาผลกระทบภาระของภาคธุรกิจและประชาชน ซึ่งหากการดำเนินการดังกล่าวมีประสิทธิภาพ เศรษฐกิจก็จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้โดยเร็ว

ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้ประเด็นสำคัญของไทย ไม่ได้อยู่ที่เพียงการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของตัวเลข หนี้สาธารณะ แต่ยังรวมไปถึง “แผนการใช้เงิน” และ “การบริหารจัดการหนี้สาธารณะ” ของรัฐบาลที่จะต้องนำมาร่วมพิจารณาด้วย

หากเทียบกับนานาประเทศ ตัวเลข หนี้สาธารณะ ของไทยนั้นยังถือว่าอยู่ในระดับต่ำ แม้จะทะลุ 60% ต่อจีดีพีไปแล้วก็ตาม โดยหากวัดตามพื้นฐานทางเศรษฐกิจและการเงินของไทย การแบกหนี้จำนวนดังกล่าวยังถือว่าไม่สูงเกินไป สะท้อนจากความน่าเชื่อถือของประเทศ (Sovereign Credit Rating) ที่ยังอยู่ในระดับมีเสถียรภาพ (Stable Outlook) ตามการจัดของ Fitch Rating 


สำหรับเจ้าของกิจการ ที่มีปัญหาขาดเงินทุนหมุนเวียน ผ่อนธนาคารไม่ไหว เริ่มมีความรู้สึกว่า ธนาคารเริ่มคุยยากขึ้น เจ้าหน้าที่ธนาคารที่ดูแล ไม่เหมือนเดิม หรือ ท่านที่ประสบปัญหาเรื่องหนี้ ในนามบุคคลทั่วไป เรา บริษัทที่ปรึกษาการเงิน Antonio Attorney ทีมงานเรา พร้อมที่จะเป็นที่ปรึกษา รับหน้าที่ เจรจา แก้หนี้ ให้กับธุรกิจของคุณนะครับ สนใจติดต่อสอบถาม พูดคุยกับผมได้ ครับ 081 869 0878

หรือ ให้ผมเป็นที่ปรึกษา แบบส่วนตัว

แบบที่ 1 พูดคุยผ่านทางโทรศัพท์ ไม่จำกัดครั้ง คุยกันได้ตลอดชีพ ค่าบริการ 2,000 บาท ตลอดชีพ

แบบที่ 2 สามารถเจอผมได้ 1 ครั้ง คุณอาจจะพาครอบครัวหรือทีมงาน เราพูดคุยกับผมได้ ประชุมร่วมกันครับ วันนี้ขอจำกัดเวลาประมาณไม่เกิน 3 ชั่วโมงนะครับ หลังจากนั้นคุณสามารถโทรศัพท์พูดคุยกับผมได้ไม่จำกัดครั้ง แล้วคุยตลอดชีพได้เช่นเดียวกันครับ แบบที่ 2 ราคาค่าบริการ 5,000 บาทครับ

KBANK 766 2 21897 3 / SCB 407 0 55631 0

เมื่อโอนเงินแล้ว ส่งสลิปโอนเงินมาที่ LineID : @antonio ส่งสลิปมาแล้ว ไม่ต้องทักนะครับ เดี๋ยวข้อความมันจะเลื่อน ผมจะหาไม่เจอว่าใครโอนเงินมา เนื่องจาก ผมมีคนไลน์เข้ามาจำนวนมาก ส่งสลิปมาแล้วรอ ผมจะรีบติดต่อกลับนะครับ

แก้หนี้ สร้างหนี้ เราจัดการให้

ติดต่อ LineID : @antonio

ติดตามคลิปดีๆ ในแวดวงการเงิน การธนาคาร และอสังหาริมทรัพย์ ได้ที่ Youtube

และติดตามผมต่อได้ที่ Facebook/AntonioAttorney.Company

สนใจให้ผมเป็นที่ปรึกษาการเงินส่วนตัว คลิกเลยครับ

ดูคลิปพิเศษจาก Antonio https://bit.ly/3wqjila

ติดต่อ ผมที่ email : antonioattorney@gmail.com หรือ LineID : @antonio

ที่ปรึกษาสำหรับ ผู้ประกอบการ SME แก้หนี้ หรือ ขอกู้เงิน สินเชื่อ คลิกเลยครับ Antonio SME

Antonio Logo

หนี้ประเทศก็เยอะ หนี้ประชาชนก็มาก ใครจะไปก่อนกัน

หนี้สาธารณะ และหนี้ครัวเรือน สร้างปัญหาให้กับประเทศไทย และประชาชนคนไทย หลายคนกังวลว่า หากหนี้ทั้ง 2 นี้ มันยังคงอยู่ในระดับสูงขึ้นเรื่อยๆ เราคนไทยจะทำอย่างไร แล้วจะเกิดอะไรขึ้น กับประเทศไทย และคนไทยบ้าง

ตอนนี้ หนี้สาธารณะต่อ GDP เท่ากับ 58.88% ซึ่งกรอบวินัยการคลังตั้งเพดานไว้ที่ 60% ใกล้จะชนกรอบเพดานแล้วครับ ส่วนหนี้ครัวเรือน ตอนนี้อยู่ที่ 90.5% ต่อ GDP สูงที่สุดในรอบ 18 ปี

จะเกิดอะไรขึ้นบ้างถ้าหนี้ 2 ตัวนี้ มันยังขยับพุ่งไม่หยุด แต่ผมจะให้ข้อสังเกตไว้อย่างนี้นะครับ ไม่ว่าจะเป็นหนี้ครัวเรือน หรือหนี้สาธารณะ ตัวเลขอ้างอิงเอามาเทียบกับ GDP ทั้ง 2 ตัว เท่ากับว่า GDP เป็นตัวหาร ถ้า GDP น้อยหรือติดลบหนี้ทั้งสองก็จะมีสัดส่วนมากขึ้น แต่ถ้า GDP + เยอะสัดส่วนหนี้ทั้ง 2 มันก็จะลดลง ฉะนั้นถ้าหนี้ไม่ลด แต่ GDP เพิ่ม หนี้สาธารณะ และหนี้ครัวเรือน มันก็จะลดลงเองครับ

หนี้สาธารณะ คือหนี้อะไร และมีหนี้อะไรบ้างที่เป็นส่วนประกอบของหนี้สาธารณะ

“หนี้สาธารณะ” หมายถึง “การกู้ยืมเงินของรัฐบาลเมื่อรัฐบาลมีรายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่าย จึงจําเป็นต้องกู้เงินมาใช้จ่ายโดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐบาลของประเทศกําลังพัฒนา แต่เดิมเรามักมีความรู้สึกเกี่ยวกับการก่อหนี้ยืมสินไปในทางที่ไม่ดี ครัวเรือนใดมีหนี้สินล้นพ้นตัวแสดงว่าฐานะการเงินไม่ดี สังคมอาจไม่ยอมรับนับถือประเทศใดมีหนี้สินอยู่มากแสดงว่าฐานะทางเศรษฐกิจไม่มั่นคงและอาจจะล้มละลายได้ ปัจจุบันแนวความคิดเหล่านี้เริ่มเปลี่ยนไป ผู้ที่ดําเนินธุรกิจเพียงเท่าที่มีทุนธุรกิจอาจไม่เจริญก้าวหน้า แต่ถ้ากู้เงินธนาคารมาลงทุนขยายกิจการตามโครงการอย่างรอบคอบแล้ว กิจการก็อาจจะเจริญก้าวหน้าจนสามารถชําระหนี้คืนและขยายกิจการให้กว้างขวางยิ่งขึ้น ประเทศชาติก็ทํานองเดียวกัน รัฐบาลอาจมีความจําเป็นต้องใช้จ่ายเงิน เพื่อพัฒนาประเทศลงทุนสร้างถนนหนทางไฟฟ้า ประปา และพลังงานต่าง ๆ

เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนขยายการลงทุนในกิจการต่าง ๆ ทําให้ประชาชนมีงานทํา มีรายได้สูงขึ้นเมื่อรายได้ประชาชาติเพิ่มสูงขึ้น รัฐบาล ก็จะสามารถเก็บภาษีเงินได้จากประชาชนเพิ่มขึ้นเพื่อชําระหนี้คืน รัฐบาลของประเทศต่าง ๆ ทั้งที่พัฒนาแล้ว และกําลังพัฒนาต่างก็มีหนี้สาธารณะอยู่เป็นจํานวนไม่น้อย หนี้สาธารณะนี้เราจะมองได้ทั้ง 2 ด้าน คือ เมื่อรัฐบาลยืมเงินเข้ามาก็จัดเป็นรายรับของรัฐบาลทางหนึ่ง และเมื่อหนี้ถึงกําหนดชําระรัฐบาลก็ต้องตั้งเป็นงบประมาณรายจ่ายเพื่อชําระหนี้การก่อหนี้สาธารณะของรัฐบาลจึงมีผลต่อเศรษฐกิจส่วนรวมของประเทศ “

หนี้สาธารณะ ประกอบด้วยหนี้ อะไรบ้าง
1. หนี้รัฐบาล คิดเป็น 87.94%
2. หนี้รัฐวิสหกิจ 8.75%
3. หนี้ค้ำประกันให้รัฐวิสหกิจ 3.23%
4. หนี้หน่วยงานของรัฐ 0.08%

ที่ผ่านมา ประเทศไทยตั้งแต่กู้หนี้มา จ่ายหนี้ตรงตลอด ประเทศไทยเป็นลูกหนี้ที่ดี หนี้ต่างประเทศไม่เคยผิดนัดชำระ หนี้ในประเทศก็ไม่เคยผิดนัดชำระ รวมทั้งหนี้รัฐวิสาหกิจที่รัฐบาลดูแลอยู่ก็ไม่เคยผิดนัดชำระหนี้ แล้วส่วนใหญ่เพื่อนๆจะได้ยินคำถามหลายคำถาม เวลาอภิปรายเรื่องงบประมาณนะครับพวก สส. นักการเมืองมักจะพูดบ่อยๆว่า การที่ประเทศเราไปกู้หนี้มาก็จะเป็นภาระให้กับประชาชนต้องจ่ายหนี้ในอนาคต

เรื่องนี้มีคำตอบว่าแบบนี้ล่ะครับ แต่ต้องบอกก่อนนะครับว่าผมเองไม่ใช่รัฐบาล นะครับ แต่จะให้ข้อมูลเป็นกลางๆแบบนี้นะครับ เขาบอกว่าภาระหนี้เนี่ยไม่ได้เป็นภาระของประชาชนโดยตรง หนี้สาธารณะ คือหนี้ที่รัฐบาลจะต้องบริหารจัดการดูแลสิ่งที่ประชาชนจะได้รับ

หนี้สาธารณะก็คือโครงการลงทุนขนาดใหญ่ที่รัฐบาลลงทุนนะครับ เช่น ระบบสาธารณูปโภค การคมนาคมต่างๆนะครับ ถนนหนทาง น้ำ ไฟ นะครับ สิ่งเหล่านี้รัฐต้องเอาเงินไปลงทุนประชาชนก็จะได้ประโยชน์ แต่สิ่งที่ประชาชนจะได้รับประโยชน์ทางอ้อมอีกอย่างหนึ่งก็คือได้ใช้บริการต่างๆ

คำถามว่ารัฐบาลเอาเงินที่ไหนมาชำระหนี้สาธารณะ คำตอบก็คือ เงินภาษีจากพี่น้องประชาชนนั่นแหละ แต่ว่ารัฐบาลเขาก็จะบอกว่าเขาก็พยายามสร้างโครงสร้างพื้นฐานทุกอย่างนะครับ ให้พี่น้องประชาชน ได้ใช้ได้อยู่ได้กินได้ทำธุรกิจ สุดท้ายนะครับ ก็จะต้องเสียภาษีเพื่อมาจ่ายภาษีให้กับรัฐ รัฐก็จะนำภาษีเหล่านั้นไปใช้หนี้สาธารณะมันก็จะหมุนเวียนวนลูปเป็นแบบนี้ หลายคนก็จะบอกว่าถ้าเกิดกู้เงินมาเพื่อพัฒนาประเทศอันนี้ยอมรับได้แต่ถ้ากู้เงินมาเพื่อโกงกิน อันนี้ประชาชนยอมรับไม่ได้ รวมถึงผมเองด้วย เพราะเราเสียดายภาษีที่เราต้องเสีย

วันนี้มีคำถามว่าตอนนี้นะครับหนี้สาธารณะเกือบ 60% เกือบถึงกรอบวินัยการคลังที่วางกรอบเอาไว้ อันนี้เป็นกฎหมายนะครับ ถ้าเกิดจะต้องกู้หนี้เพื่อเกินกรอบวินัยการคลังที่ 60% ผมเข้าใจเองนะครับ ผมพยายามหาข้อมูลแล้วผมไม่แน่ใจว่าจะต้องขออนุญาต ไม่แน่ใจต้องผ่านสภาหรือเปล่านะครับถึงจะขออนุญาตกู้ได้เกิน 60% ของ GDP ตามกรอบวินัยการคลัง

ที่นี่เรามาดูกันว่า หนี้สาธารณะของประเทศอื่นๆ เขาเป็นกันอย่างไรบ้าง ย้ำนะครับตอนนี้หนี้สาธารณะ ของไทยอยู่ที่ 58.8% ต่อ GDP นะครับ

1. ญี่ปุ่น 234.18%
2. เวเนซุเอลา 214.45%
3. ซูดาน 177.87%
4. กรีซ 174.15%
5. เลบานอน 157.81%
6. อิตาลี 133.43%
7. ประเทศเอริเทรีย 127.34%
8. ประเทศสาธารณรัฐกาบูเวร์ดี 125.29%
9. ประเทศโมซัมบิก 124.46%
10. โปรตุเกส 119.46%

จะเห็นได้ ใน 10 ประเทศนี้เกินร้อยเปอร์เซ็นต์กันไปหมดแล้ว แต่ว่าตอนนี้ประเทศไทยอยู่ที่ 58.8% นะครับ

ที่นี้มาทำความรู้จัก หนี้ครัวเรือน บ้างครับ ต้องบอกก่อนนะครับ หนี้ครัวเรือน มีหนี้รวมกันหลายประเภทนะครับ แต่หนี้นอกระบบนี้ ไม่ได้อยู่ในหนี้ครัวเรือนนะครับ

ตอนนี้หนี้ครัวเรือนของไทยอยู่ที่ 90.5% ต่อ GDP หนี้ครัวเรือนประกอบไปด้วยนะครับ บัตรเครดิต บัตรกดเงินสด สินเชื่อบุคคล หนี้เช่าซื้อรถยนต์ หนี้บ้าน หนี้สินเชื่อจำนำทะเบียนรถ สินเชื่อบ้านแลกเงิน และก็หนี้ประกอบอาชีพอื่นๆเป็นรายย่อย ทั้งหมดทั้งมวลนี้นะครับ คือ หนี้ครัวเรือน

สัดส่วนหนี้ครัวเรือนทั้งหมด ตัวเลขนะครับ ปี 64 เดือนมิถุนายน

1. หนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคล 45.3%เกือบครึ่ง
2. หนี้เช่าซื้อรถยนต์ 26.3%
3. หนี้บ้านหรือสินเชื่อเพื่อการอยู่อาศัยเนี่ยแค่ 14.3%
4. หนี้อื่นๆ ส่วนที่เหลือ

สัดส่วนประเภทหนี้ของคนไทย มันผิดเพี้ยนครับ ประเทศอื่นๆ ส่วนใหญ่เนี่ย หนี้บ้านจะมีสัดส่วน เกือบครึ่ง แต่ของคนไทยนะครับ หนี้เกือบครึ่งกลายเป็นหนี้บัตรเครดิตแล้วก็สินเชื่อบุคคล คือพูดง่ายๆคือมันเป็นหนี้ที่มันไม่ได้ก่อให้เกิดพลวัตทางเศรษฐกิจเลยมันก็จะเป็นก่อให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจบ้าง ก็คือจับจ่ายใช้สอย แต่ว่ามันเป็นหนี้เพื่อการบริโภคอุปโภคมากกว่า มันไม่ใช่หนี้ที่จีรังยั่งยืน แล้วมันไม่ได้เป็นหนี้ที่ก่อให้เกิดประโยชน์กับเศรษฐกิจสักเท่าไหร่ แต่มันจะทำให้กลายเป็นมะเร็งร้ายและกลับมากัดกร่อนกัดกินลูกหนี้ซะมากกว่า

ผมพยายามหาข้อมูลหนี้ครัวเรือนต่างประเทศ เจออยู่ประเทศหนึ่งน่าสนใจ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ประเทศที่มีความสวยงามเงียบสงบน่าอยู่ จัดว่าเป็นประเทศที่ร่ำรวยประเทศนึงนะครับ เชื่อไหมครับว่าประเทศสวิตเซอร์แลนด์เนี่ยมีหนี้คคัวเรือน ต่อ GDP นะครับอยู่ที่นะครับ 133.6% คือทะลุร้อยเปอร์เซ็นต์ไปเรียบร้อยนะ แต่เขาบอกว่าหนี้ส่วนใหญ่ของสวิตเซอร์แลนด์0หนี้ครัวเรือนเนี่ยนะครับ 75-80% เนี่ยเป็นหนี้เพื่อซื้อที่อยู่อาศัยก็คือกู้ซื้อบ้านนั่นเอง และมูลค่าทรัพย์สินเมื่อเทียบกับหนี้ของประชาชนของสวิสเนี่ย ส่วนใหญ่จะมีมูลค่าทรัพย์สินมากกว่าหนี้สินเกือบทุกคนนะครับ

แล้วก็มีข้อมูลมาฝากนะครับแต่ว่าที่เป็นข้อมูลเก่านะครับหนี้ครัวเรือน อันดับ 1 อันนี้ เฉพาะภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและก็คือ ออสเตรเลียนะครับ รองลงมาก็คือเกาหลีใต้นะครับแล้วก็ลองมาคือประเทศไทย แต่ผมไม่ขอพูดจำนวนตัวเลข เพราะว่ามันเป็นข้อมูลเก่าเมื่อประมาณปี 59-60 แต่ว่าสัดส่วนลำดับมันก็น่าจะประมาณอย่างนี้แหละนะครับว่าเกาหลีเป็นหนี้ครัวเรือน มากกว่าไทย

กล่าวโดยสรุป หนี้สาธารณะ และหนี้ครัวเรือน มันจะต้องไปด้วยกันเพราะว่าอะไร หนี้สาธารณะเนี่ยคนที่ใช้หนี้ก็คือรัฐบาลจะต้องเก็บเงินภาษีพี่น้องประชาชนเพื่อมาจ่ายหนี้สาธารณะ หนี้สาธารณะอย่างที่บอกนะครับว่าจะเป็นหนี้ที่เกิดจากการกู้เงินจากต่างประเทศหรือกู้เงินในประเทศเช่นออกพันธบัตรครับ รายได้ที่จะมาใช้หนี้ก็คือการเก็บภาษี รัฐบาลกู้เงินเพื่อใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อสร้างงาน สร้างสาธารณูปโภค ถนนหนทาง แล้วก็กิจกรรมทางเศรษฐกิจต่างๆ เพื่อที่จะกระตุ้นให้ประชาชนในประเทศ จับจ่ายใช้สอยสร้างเศรษฐกิจ สร้างงาน สุดท้ายธุรกิจพี่น้องประชาชนมีกำไร มีรายได้ ก็ต้องเสียภาษี ภาษีก็จะย้อนกลับมาที่รัฐบาลรัฐบาลก็จะเอาเงินเสียภาษีนั้นไปชำระหนี้สาธารณะ มันจะวนลูปกันประมาณนี้

ส่วนหนี้ครัวเรือนพี่น้องประชาชนก็ต้องรับผิดชอบตัวเองนะครับ เพราะว่าพี่น้องประชาชนเป็นหนี้อย่างที่บอก เป็นหนี้บัตรเครดิตกันซะมาก สินเชื่อบุคคล สินเชื่อ leasing ผ่อนรถอันดับ 3 ทั้งหมดเป็นหนี้เพื่อการอุปโภคบริโภคเป็นหนี้ที่ฟุ้งเฟ้อ ฟุ้งซ่าน แล้วก็หนี้บัตรเครดิตทั้งหลาย ผมบอกเลย เป็นหนี้ที่สร้างความเสียหายให้กับคนกู้เองนั่นแหละเพราะว่า NPL หนี้เสีย ทั้งหลายเนี่ยมันเกิดและเริ่มต้นจากหนี้บัตรเครดิต บอกเลยน่ากลัวมาก

ถ้ารัฐบาลเริ่มสร้างเศรษฐกิจให้ดีพี่น้องประชาชน เริ่มลืมตาอ้าปาก ขยับขยายในการทำธุรกิจได้ มีรายได้มีกำไร ถ้ายังเป็นหนี้อยู่ก็ต้องเอารายได้ หรือกำไรนั้นไปใช้หนี้ เอาไปใช้หนี้ไอ้เงินที่ต้องจับจ่ายใช้สอยมันก็แทบจะเหลือน้อย แทบจะไม่เหลือเลย อาจจะได้เต็มที่แค่กินอยู่ แทบจะทั้งหมดก็ต้องไปจ่ายหนี้จ่ายสิน คืนธนาคาร สุดท้ายนะครับ ถ้าภาวะหนี้สินครัวเรือน สูงมากๆเงินในระบบมันจะค่อยๆหดหายไปเรื่อยๆ แล้วมันจะเกิดอะไรขึ้นน่ะครับ อันนี้ผมไม่ทราบเพราะผมไม่ใช่นักเศรษฐศาสตร์

สรุปแบบไม่สรุปนะครับ ที่ผมบอกผมไม่ใช่นักเศรษฐศาสตร์ เอาเป็นว่าถ้าหนี้สาธารณะของประเทศไทยผมว่าไม่น่าห่วง จะหวงก็หนี้ครัวเรือนนี้แหละ หนี้ที่ห่วงคนไทยนี่แหละครับคือหนี้ครัวเรือน ภาระหนักอึ้งผมว่าต้องตกกับแบงค์ชาติหลังจบโควิดไปแล้ว หรือยังไม่จบกำลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือแบงก์ชาติต้องลงมาช่วยดูนะครับ ช่วยให้ธนาคารหรือเจ้าหนี้ทั้งหลาย ลดหย่อนผ่อนปรนให้กับลูกหนี้บ้าง ลูกหนี้จะได้ขยับขยาย หายใจออกกันบ้าง

สุดท้ายก็เอาใจช่วยพี่น้องคนไทยทุกคนนะครับ


แก้หนี้ สร้างหนี้ เราจัดการให้
ติดต่อ LineID : @antonio

ติดตามคลิปดีๆ ในแวดวงการเงิน การธนาคาร และอสังหาริมทรัพย์ ได้ที่ Youtube

และติดตามผมต่อได้ที่ Facebook/AntonioAttorney.Company

สนใจให้ผมเป็นที่ปรึกษาการเงินส่วนตัว คลิกเลยครับ

ดูคลิปพิเศษจาก Antonio https://bit.ly/3wqjila

ติดต่อ ผมที่ email : antonioattorney@gmail.com หรือ LineID : @antonioattorney

ที่ปรึกษาสำหรับ ผู้ประกอบการ SME แก้หนี้ หรือ ขอกู้เงิน สินเชื่อ คลิกเลยครับ Antonio SME

แก้หนี้

หนี้สาธารณะของไทย ยังกู้ต่อได้อีก ใส่เต็มๆ ใส่ยาวๆ กันเลย

ตอนนี้ ทุกรัฐบาลทั่วโลก ต่างอัดฉีดเงินเข้าระบบ ส่งเงินตรงถึงมือประชาชน ทุกระดับชนชั้น รวมถึงรัฐบาลไทยเอง และแบงค์ชาติ ก็ได้ออก พรก. กู้เงิน 1.9 ล้านล้านบาท ซึ่งหลายคนก็เป็นห่วง ว่าหนี้สินของประเทศมันจะยิ่งพอกพูนขึ้นไปอีกมากน้อยแค่ไหน ตอนนี้ หนี้สาธารณะของไทยอยู่ที่ 40% ของ GDP นักวิชาการยังสนับสนุนให้กู้ได้อีกจนถึง 60% ของ GDP ลองดูกันว่าที่ผ่านมา รัฐบาลไทยที่ผ่านพ้นในช่วงวิกฤตต่างๆ กู้เงินกันมาเท่าไหร่กันบ้าง

(1) ช่วงวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2541 ที่ภาครัฐกู้เงินกว่า 1 ล้านล้านบาทภายใต้ 3 พ.ร.ก. คือ พ.ร.ก. กู้เงินจากต่างประเทศเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ 2 แสนล้านบาท พ.ร.ก. กู้เงินเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของระบบสถาบันการเงิน 3 แสนล้านบาท และ พ.ร.ก. ช่วยเหลือกองทุนฟื้นฟูฯ 2 ฉบับ วงเงิน 5 แสนล้านบาท และ 7.8 แสนล้านบาท 

(2) ช่วงวิกฤตการเงินโลกปี 2552 ที่ภาครัฐต้องออก พ.ร.ก. กู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงของเศรษฐกิจ (ไทยเข้มแข็ง) 4 แสนล้านบาท และ 

(3) ช่วงหลังน้ำท่วมครั้งใหญ่ปี 2554 ภาครัฐได้ออก พ.ร.ก. กู้เงินเพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ 3.5 แสนล้านบาท และ พ.ร.ก. soft loan ของแบงก์ชาติอีก 3 แสนล้านบาท 

การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 (COVID-19) เกิดขึ้นทั่วโลกแค่ช่วงไม่กี่เดือนมานี้ ประเทศที่ไม่คิดว่าจะเกี่ยวข้องเพราะอยู่ไกลคนละซีกโลกจากจีนที่เป็นจุดเริ่มต้นการระบาดกลับเจอหนักยิ่งกว่า ประเทศที่เหมือนจะคุมสถานการณ์ได้ก็กลับน่าเป็นห่วงขึ้นอีก เราจึงเห็นภาครัฐทั่วโลกระดมสรรพกำลังเครื่องมือการเงินการคลังเพื่อเยียวยาและช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อนอย่างเต็มที่ วันนี้จึงอยากชวนท่านผู้อ่านตั้งคำถามว่า ภาครัฐจะระดมยิงกระสุนปืนบาซูการบกับวิกฤตโควิดได้อีกมากแค่ไหน และเท่าไรถึงจะเพียงพอ?

สังเกตได้ว่าภาครัฐทั่วโลกยิงบาซูกาขนาดใหญ่ออกมาไล่เลี่ยกัน เพราะเริ่มเห็นแล้วว่า วิกฤตโควิดส่งผลกระทบเร็ว แรง และลึกกว่าวิกฤตที่เคยเจอมา เพราะทำให้เกิดวิกฤตสุขภาพของผู้คนที่ไปโยงให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจที่ทุกภาคส่วนได้รับผลกระทบ จากมาตรการล็อคดาวน์หยุดกิจกรรมชั่วคราวเพื่อลดการระบาด ล่าสุด ณ ต้นเดือน เม.ย. 63 นี้ วงเงินมาตรการทางการคลังที่หลายประเทศประกาศออกมามีขนาดใหญ่กว่าร้อยละ 10 ของ GDP และใหญ่กว่าที่เคยใช้ในวิกฤตครั้งก่อนๆ แล้ว เช่น อังกฤษ (18%) ฝรั่งเศส (15%) เยอรมัน (14%) อิตาลี (13%) สหรัฐฯ ญี่ปุ่น  (11%) ทั้งนี้ยังไม่รวมวงเงินมาตรการการเงินอื่นๆ ที่ค่อนข้างสูงมาก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการเพิ่มสภาพคล่องในตลาดการเงิน 

ในกรณีไทย ถ้าดูขนาดมาตรการดูแลและเยียวยา COVID-19 ระยะที่ 3 วงเงิน 1.9 ล้านล้านบาท คิดเป็น 10% ของ GDP ก็นับว่าเป็นวงเงินที่ใหญ่กว่าวิกฤตในอดีตเช่นกัน ซึ่งรวมเอา พ.ร.ก. กู้เงินเพื่อการเยียวยาและดูแลเศรษฐกิจ 1 ล้านล้านบาท พ.ร.ก. soft loan เน้นดูแลธุรกิจ SMEs ของแบงก์ชาติ 5 แสนล้านบาท และ พ.ร.ก. ดูแลเสถียรภาพภาคการเงินของแบงก์ชาติอีก 4 แสนล้านบาทไว้ด้วยกัน เพื่อดูแลทั้งภาคเศรษฐกิจจริงและภาคการเงิน

ภาครัฐแต่ละประเทศจะเร่งทำอะไรเพิ่มได้อีกแค่ไหนขึ้นกับพื้นที่เครื่องมือนโยบายที่ยังเหลือ หลังจากที่ได้ทุ่มทรัพยากรกู้เงินเพื่อแก้ปัญหาวิกฤตรอบก่อนๆ ไว้ ด้านเครื่องมือการคลัง กรณีประเทศที่ยังไม่ทันได้สะสางคืนหนี้เดิมที่ภาครัฐเคยก่อไว้ ก็อาจเห็นเครื่องมือการคลังติดเพดานหนี้สาธารณะที่สูงอยู่แล้วตั้งแต่ก่อนรับมือกับ COVID-19 เช่น อิตาลี สเปน ญี่ปุ่น สหรัฐฯ กรณีประเทศที่มีวินัยได้ทยอยสะสางหนี้เก่าให้ฐานะการคลังเข้มแข็งพร้อมรับมือวิกฤตครั้งใหม่ได้เต็มที่ ก็จะสามารถช่วยดูแลเยียวยาประชาชนได้มาก เช่น เยอรมัน ด้านเครื่องมือการเงิน บางประเทศใช้เครื่องมือพิเศษที่เคยใช้มาก่อนหน้านี้ เช่น การอัดฉีดสภาพคล่องเข้าระบบเศรษฐกิจการเงิน (quantitative easing : QE) ในขนาดใหญ่ขึ้น เช่น สหรัฐ (กลับมาใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ยใกล้ศูนย์อย่างรวดเร็ว และเพิ่ม QE “whatever it take”) สหภาพยุโรป (ยังคงนโยบายอัตราดอกเบี้ยติดลบ แต่เพิ่ม QE โดยมองว่า “Extraordinary times require extraordinary action.”) ธนาคารกลางบางประเทศเริ่มใช้เครื่องมือใหม่หลังเครื่องมืออัตราดอกเบี้ยเข้าใกล้ 0% เช่น ออสเตรเลีย (ลดดอกเบี้ยเหลือ 0.25% และเริ่มใช้ yield curve control คุมอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรอายุ 3 ปี) และนิวซีแลนด์ (ลดดอกเบี้ยเหลือ 0.25% และเริ่มใช้ QE) จึงพอเห็นได้ว่าตอนนี้พื้นที่ของเครื่องมือการเงินการคลังแต่ละประเทศเหลือไม่เท่ากัน ภาครัฐจะยิงกระสุนใหม่ได้แค่ไหนอาจต้องดูยอดคงค้างภาระเก่าของภาครัฐด้วย ซึ่งดูได้จากระดับหนี้สาธารณะและขนาดงบดุลของธนาคารกลางที่ใช้ทำ QE ว่าจะสร้างภาระใหม่เพื่อออกมาตรการเพิ่มได้อีกแค่ไหน

สำหรับไทย เครื่องมือนโยบายน่าจะยังใช้ได้อีกพอสมควร พื้นที่การคลังยังเหลือภายใต้เพดานหนี้สาธารณะ 60% ของ GDP ที่ไทยใช้มานานและไม่เคยสูงเกินเพดานนี้ อีกทั้งยังไม่ค่อยใช้เครื่องมือการเงินพิเศษเหมือนในหลายประเทศด้านเครื่องมือการคลัง ยังดีที่ประเทศไทยมีวินัยการคลังช่วยคุมให้ภาครัฐก่อหนี้ใหม่ก้อนใหญ่ได้แค่บางโอกาสที่จำเป็นฉุกเฉินจริงๆ ทำให้หนี้สาธารณะต่อ GDP ของไทยยังต่ำอยู่มากเมื่อเทียบกับประเทศอื่น แม้ในอดีตภาครัฐไทยเคยต้องรับภาระชดใช้ความเสียหายในภาคการเงินสมัยวิกฤตต้มยำกุ้งไว้สูงมาก ทำให้หนี้สาธารณะพุ่งจาก 15% ของ GDP จนใกล้ 60% ของ GDP ในช่วงต้นวิกฤต แม้ปัจจุบันจะยังเคลียร์หนี้ก้อนนี้ไม่หมด แต่ก็ทยอยจ่ายคืนจนหนี้ลดลงไปมากแล้ว หนี้สาธารณะตอนนี้จึงเหลือราวๆ 40% ของ GDP ด้านเครื่องมือการเงิน แม้เครื่องมืออัตราดอกเบี้ยนโยบายจะเหลือใช้ได้อีกไม่มากหลังลดดอกเบี้ยจนต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ แต่เร็วๆ นี้ก็เริ่มเห็นเครื่องมือใหม่ออกมาเสริมให้การปรับลดดอกเบี้ยผ่านไปยังระบบสถาบันการเงินได้ผลมากขึ้น ทั้งมาตรการการเงินช่วยเสริมสภาพคล่องและเร่งปรับโครงสร้างหนี้ให้ลูกหนี้ พ.ร.ก. soft loan สินเชื่อใหม่ดอกเบี้ยต่ำ การลดอัตราเงินนำส่งเข้ากองทุนฟื้นฟูฯ ช่วยให้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้สถาบันการเงินลดลงทันที 0.4% 

ถึงตอนนี้วิกฤตโควิดได้สร้างแผลบาดลึกไปทั่วโลกและยังไม่มีใครฟันธงได้ว่าจะยาวนานแค่ไหน การที่ผู้คน “อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ” ยอมเจ็บแล้วจะจบหรือไม่? ภาครัฐยิงบาซูกาแล้วจะพอใช้หรือไม่? จึงยังเป็นคำถามที่ตอบได้ยาก ภาครัฐคงต้องติดตามประเมินสถานการณ์วันนี้และวันหน้าเพื่อปรับมาตรการให้เพียงพอรองรับ แต่ที่สำคัญคือ เราต่างมีส่วนช่วยลดความรุนแรงและช่วงเวลาของวิกฤตครั้งนี้ได้ด้วยการไม่ประมาท ตั้งการ์ดป้องกันเชื้อไวรัสให้ดี ซึ่งจะช่วยลดภาระรายจ่ายประเทศ ช่วยให้ทรัพยากรเงินดูแลเยียวยาที่มีจำกัดและมีต้นทุน ใช้ตรงกลุ่มผู้เดือดร้อนได้เร่งด่วนจริงๆ เราทุกคนจึงช่วยลดผลกระทบของวิกฤตครั้งนี้ได้ ด้วยการเว้นระยะห่างทางสังคมและรักษาสุขอนามัย ปรับตัวหาช่องทางสร้างรายได้ ช่วยผู้ที่เดือดร้อนกว่าในวิสัยที่ทำได้ ก็จะช่วยภาครัฐให้ยิงบาซูกาออกมาพอใช้ได้ในทางอ้อม

ผู้เรียบเรียง Antonio Attorney

เครดิตผู้เขียน

ดร.ฐิติมา ชูเชิด 
ฝ่ายนโยบายการเงิน

ติดตามคลิปดีๆ ในแวดวงการเงิน การธนาคาร และอสังหาริมทรัพย์ ได้ที่ YouTube

และติดตามผมต่อได้ที่ facebook/AntonioAttorney

สนใจให้ผมเป็นที่ปรึกษาการเงินส่วนตัว คลิกเลยครับ

ติดต่อ ผมที่ email : antonioattorney@gmail.com หรือ LineID : @antonioattorney