หนี้รถ กับ หนี้บ้าน เป็นหนี้ก้อนไหน ก่อนดี

ถ้าต้องเป็นหนี้ก้อนใหญ่ก้อนแรก หนี้รถหรือหนี้บ้าน ก้อนไหนที่เราควรเริ่ม

กู้ซื้อบ้าน กับ กู้ซื้อรถ หลายคนจะมีคำถามว่า ควรจะเป็นหนี้อะไรก่อนดี เพราะหนี้ทั้งสองประเภทนี้ เป็นหนี้ที่อาจจะเรียกว่าเป็นหนี้ก้อนใหญ่สำหรับชีวิตทีเดียว บางคนรู้สึกว่า กู้บ้านยากกว่า ต้องเตรียมตัวให้ดี ต้องพร้อมมากกว่า ใช้เวลานานเตรียมตัวนานกว่า อดทนไม่ไหว ขอสร้างหนี้ ด้วยการกู้รถก่อน ถือว่าเป็นการเรียกน้ำย่อยในการกู้เงินไปในตัว

สิ่งที่ต้องพิจารณา ก่อนเป็นหนี้

ผมจะแบ่งการพิจารณา ว่าจะเป็นหนี้บ้านหรือหนี้รถ สามารถพิจารณาได้ 2 ปัจจัยครับ 1. ดูตามความจำเป็น 2. พิจารณาทางด้านการเงิน พิจารณา จากภาระหนี้ที่เกิดขึ้น ก่อนหลัง

ถ้าคุณจะกู้ซื้อรถก่อน

ถ้าจะเลือกการมีรถก่อน ให้พิจารณา ความสำคัญ
1.ความจำเป็น ในการเดินทาง เช่น ระยะทางการเดินทางจากที่พักไปที่ทำงาน ระยะเวลาการเดินทาง ค่าใช้จ่ายของการเดินทาง
2.ลักษณะอาชีพมีความจำเป็นต้องมีรถหรือไม่
3.การใช้รถมีส่วนที่นายจ้างดูแลเท่าใด เช่น ค่าน้ำมันรถ ค่าทางด่วน ค่าบำรุงรักษารถ มีหรือไม่
4.รายได้ประจำ ที่คงที่ และรายได้อื่นๆ มีหรือไม่ เช่น ค่าคอมมิชชั่น โบนัสประจำปี อาชีพเสริมอื่นๆ เช่น ขายตรง ขายสินค้าวันหยุด
5.ญาติพี่น้อง ที่ต้องจำเป็นต้องดูแลการเดินทางเป็นประจำ เช่น บิดา มารดา ผู้ป่วย บุตรหลาน
6.รายจ่าย เดิม อาทิ ค่าเช่าบ้าน ค่าเดินทาง ผ่อนสินค้า คชจ.ในครอบครัว ประกันชีวิต(ถ้ามี) และค่ากิจกรรมสังคม
7.ค่าใข้จ่าย ต่อเนื่องจากการมีรถ

ยังไงก็ต้องเป็นหนี้ ถ้าแบบนี้สำรวจตัวเองก่อนครับ

เมื่อพิจารณาความสำคัญ ถ้าจำเป็นต้องมีรถ สิ่งที่พิจารณา ต่อไป คือ
1.ประเภทรถ เช่น รถเก๋งซีดาน รถกระบะ2 ประตู รถกระบะ 4 ประตู หรือ รถเอนกประสงค์
2.ประเภทรถใหม่ หรือรถมือสอง (รถมือสองจะมีการบวกภาษีมูลค่าเพิ่มจากค่างวดรถ)
3.ส่วนต่างเงินดาวน์ ดอกเบี้ย ค่างวด และระยะเวลาการผ่อน *** ตามเกณฑ์ ธปท. การผ่อนรถจะคล้ายกับบ้าน คือลดต้นลดดอก แต่ความเป็นจริง จะไม่ตรงกับ เกณฑ์ ธปท. โดยเฉพาะรถมือสอง ยังมีการคิดคล้ายแบบเดิม ( Flat rate ไม่ลดต้นลดดอก ) คือ ตัดค่าเป็นงวดๆ ถ้าจ่ายเกินจากค่างวด จะมีการยกยอดไปงวดถัดไป ไม่ได้ลดต้นลดดอกจริง***
4.ประมาณการค่าใช้จ่ายของการมีรถ อาทิ ค่าผ่อนงวดรถรายเดือน ค่าน้ำมัน ค่าทางด่วน ค่าซ่อมบำรุง ค่าต่อทะเบียนภาษีประจำปี ค่าเบี้ยประกันภัยทางเลือก(ประกันชั้น 1,2 หรือ3)
5.ผู้ค้ำประกัน (ถ้ามี)

หรือถ้าคุณจะกู้ซื้อบ้านก่อน

หากพิจารณาตามเหตุผลข้างต้น มีความจำเป็นต้องมีบ้านก่อน ให้คำนึงเหตุผลประกอบ เช่น
1.ผู้กู้มีความมั่นใจในอาชีพ รายได้ และโอกาสเติบโตในอาชีพการงาน เนื่องจากการผ่อนชำระบ้าน เป็นการผ่อนระยะยาว 15-35 ปี (ขึ้นกับอายุผู้กู้)
2.ผู้กู้ ยังสามารถเดินทางโดยรถสาธารณะได้ และสามารถควบคุมค่าใช้จายการเดินทางปกติได้
3.มีรายได้ของผู้กู้เพียงพอกับการผ่อนชำระ
4.รายได้รวมในครอบครัว (ถ้ามี) เช่น รายได้คู่สมรส  หรือรายได้ของบุตรหลาน คาดการณ์ในอนาคตหลังจบการศึกษา
5.ศักยภาพการผ่อนชำระจริง ซึ่งหากผู้กู้ สามารถวางแผนการผ่อนชำระบ้าน มากกว่าค่างวดปกติ 20-30% อย่างคงที่ของทุกๆเดือน จะทำให้การผ่อนมีระยะสั้นลง 5-10 ปี และดอกเบี้ยเฉลี่ยจริงจะลดลงมากๆ
6.การวางแผนการรีไฟแนนซ์  หลังผ่อนชำระตามเงื่อนไข 3-5 ปี การรีไฟแนนซ์ จะช่วยการประหยัดดอกเบี้ยจริงหรือไม่ ให้พิจารณาอัตราดอกเบี้ยลอยตัว เดิม กับดอกเบี้ยใหม่ และ ยอดคงค้าง ซึ่งหากส่วนต่างดอกเบี้ย แตกต่างกันไม่เกิน 2% และหากผู้กู้มีการผ่อนบ้านมากกว่าปกติ 20-30%  การรีไฟแนนซ์  อาจไม่มีความจำเป็น รายละเอียดในการพิจารณาขึ้นกับเงื่อนไขในอนาคต

ผลดีผลเสีย ถ้าคุณเลือกกู้ก้อนแรกผิดประเภท

สรุป การพิจารณาเลือกกู้รถ หรือบ้าน ให้พิจารณาด้านความจำเป็น มากกว่าความอยากได้ (Need > want) อีกทั้งการกู้รถหรือบ้าน นั้น หากกู้รถวงเงินสูงก่อนมีบ้าน ให้มีการผ่อนชำระค่างวดรถเป็นปกติ อย่างน้อย 3-6 งวด และมีส่วนต่างของรายได้ของการผ่อนบ้านได้ ก็สามารถจะกู้บ้านได้ แต่หากสัดส่วนการผ่อนรถที่ตึงตัว จะทำให้การขอกู้บ้านจะได้ยากขึ้น อาจต้องหาผู้กู้ร่วมที่มีศักยภาพ

สำหรับคนที่กู้บ้านก่อน การจะออกรถ ยังสามารถขอกู้รถได้ เพราะเงื่อนไข การกู้รถ ง่ายกว่าบ้าน อาจดูที่รายได้ยังพอได้ หรืออาจต้องวางเงินดาวน์สูงขึ้น และอาจต้องมีผู้ค้ำประกัน (ถ้ามี) มาประกอบการพิจารณา ซึ่งหากผู้ค้ำประกัน มีอาชีพ มีรายได้ ก็ทำให้กู้รถได้ง่ายขึ้น
(ปกติกู้รถ ไม่ตรวจบูโร ผู้ค้ำประกัน แต่ในปัจจุบัน อาจจะตรวจ)
จนท.สินเชื่อรถ มักจะถามถึง ความเป็นเจ้าบ้านหรือไม่ เป็นเจ้าของโฉนดบ้านหรือไม่ หรือมีทรัพย์อสังหาริมทรัพย์หรือไม่ เพื่อเป็นข้ออ้างว่าทำให้อนุมัติง่ายขึ้น แต่ในความเป็นจริง เป็นการสืบทรัพย์ผู้กู้โดยตรง กรณีผู้กู้ไม่สามารถผ่อนรถได้ รถถูกยึด หากขายทอดตลาดแล้วไม่พอ ก็จะง่ายในการฟ้องอายัดอสังหาริมทรัพย์ เพื่อชดใช้ส่วนต่างได้
และถึงแม้ว่า เกณฑ์ ธปท.ที่กำหนด สามารถคืนรถได้ หากไม่มีการค้างชำระ แต่ความเป็นจริง ต้องพิจารณาสินเชื่อรถให้ชัดเจนก่อนทุกครั้ง ซึ่งมีหลายกรณี หากผู้กู้จะคืนรถ ไฟแนนซ์ จะมีข้ออ้างไม่รับคืนรถ จะมีการบ่ายเบี่ยง และบางกรณี ถึงแม้ว่าจะรับคืนรถตามสภาพที่สมบูรณ์แล้วก็ตาม ไฟแนนซ์ ก็ยังจะฟ้องให้ชำระส่วนต่าง ซึ่งผู้กู้ที่คืนรถแล้ว ก็ต้องจ้างทนายไปต่อสู้กับไฟแนนซ์ ผลคือผู้กู้อาจจะชนะคดี หรือแพ้คดีก็ได้
ให้พิจารณาตามข้อกฎหมาย และข้อมูลในสัญญาสินเชื่อรถ หากผู้กู้ชนะคดี ก็ยังมีประวัติทางการคดีการเงิน ซึ่งผู้กู้ต้องเก็บเอกสารการฟ้องชนะ ไว้ชี้แจงการขอสินเชื่อครั้งต่อไป และผู้กู้จะติดประวัติการคืนรถ(ข้อมูลในกลุ่มชมรมไฟแนนซ์รถ )

การจะเลือกเป็นหนี้ ก้อนไหนก่อนดี ระหว่าง หนี้บ้าน กับ หนี้รถ คือ ดูความจำเป็น ของชีวิต และดูคุณสมบัติในการที่เรา จะเป็นลูกหนี้ และมีภาระที่ต้องผ่อนหนี้ กันไปจนจบ ทบทวน และตัดสินใจกันเองครับ หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆนะครับ แต่ถ้าคุณกู้บ้านก่อน แล้วจะกู้รถ ง่ายกว่า ครับ


แก้หนี้ สร้างหนี้ เราจัดการให้
ติดต่อ LineID : @antonio

ติดตามคลิปดีๆ ในแวดวงการเงิน การธนาคาร และอสังหาริมทรัพย์ ได้ที่ Youtube

และติดตามผมต่อได้ที่ Facebook/AntonioAttorney.Company

สนใจให้ผมเป็นที่ปรึกษาการเงินส่วนตัว คลิกเลยครับ

ดูคลิปพิเศษจาก Antonio https://bit.ly/3wqjila

ติดต่อ ผมที่ email : antonioattorney@gmail.com หรือ LineID : @antonio

ที่ปรึกษาสำหรับ ผู้ประกอบการ SME แก้หนี้ หรือ ขอกู้เงิน สินเชื่อ คลิกเลยครับ Antonio SME


วิธีปลดหนี้ ปิดหนี้ เคล็ดลับง่ายนิดเดียว คุณทำได้อย่าให้สายเกินไป หนี้บัตรเครดิต หนี้บ้าน หนี้ธุรกิจ

สำหรับหนี้บัตรเครดิต หนี้สินเชื่อบุคคล หนี้บ้าน หนี้สินเชื่อธุรกิจ SME เรามีเคล็ดลับ วิธี ทำให้คุณปลดหนี้ ปิดหนี้ได้ไม่ยาก แค่คุณรู้เคล็ดลับนี้


แก้หนี้ สร้างหนี้ เราจัดการให้
ติดต่อ LineID : @antonio

ติดตามคลิปดีๆ ในแวดวงการเงิน การธนาคาร และอสังหาริมทรัพย์ ได้ที่ Youtube

และติดตามผมต่อได้ที่ Facebook/AntonioAttorney.Company

สนใจให้ผมเป็นที่ปรึกษาการเงินส่วนตัว คลิกเลยครับ

ดูคลิปพิเศษจาก Antonio https://bit.ly/3wqjila

ติดต่อ ผมที่ email : antonioattorney@gmail.com หรือ LineID : @antonioattorney

ที่ปรึกษาสำหรับ ผู้ประกอบการ SME แก้หนี้ หรือ ขอกู้เงิน สินเชื่อ คลิกเลยครับ Antonio SME

แก้หนี้

วงจรของ “หนี้” ตั้งแต่เริ่มจนจบ รู้ไว้จะได้รอด

คนเราจะเริ่มเป็นหนี้ได้ คนนั้นต้องมีเครดิตก่อนนะครับ ถ้าใครไม่มีเครดิตคงกู้ยืมเงิน ใครเขาก็คงไม่ให้กู้ แต่เริ่มแรก หลายคนเริ่มกู้เงิน ตั้งแต่สมัยที่เราเป็นนักเรียน ยืมเงินเพื่อน เพื่อนมันก็คงมั่นใจเรา ถึงยอมให้เรายืมเงิน และเพื่อนก็ต้องมั่นใจว่า เราสามารถหาเงินมาใช้หนี้ได้ ฉะนั้นหลักการง่ายๆ เวลาคนจะให้ยืมเงิน คือ

1. เครดิตคนกู้ ดีหรือไม่?
2. คนกู้ มีความสามารถ ในการใช้หนี้คืนหรือไม่?

หลักการง่ายๆ 2 ข้อนี้ จึงเป็นจุดเริ่มต้นของ วงจรหนี้ ใครที่มีหนี้ก้อนแรก ที่กู้ผ่าน คงไม่ได้เกิดจากการมีเครดิตในการผ่อนชำระหนี้นะครับ เพราะ สมมติว่า เราเพิ่งเรียนจบ ยังไม่เคยสร้างหนี้ ยังไม่มีเครดิต เจ้าหนี้ ก็คงพิจารณาจาก คุณสมบัติของคนกู้ เช่น ทำงานที่ไหน อาชีพอะไร เงินเดือนเท่าไร และพิจารณาจากความสามารถในการชำระหนี้ ถึงแม้ว่ายังไม่มีเครดิตก็เริ่มกู้ได้ จากเงินกู้ วงเงินเล็กๆน้อยๆ ไปก่อน ดูกันครับว่า วงจรหนี้ มันจะเริ่มอย่างไร และแต่ละคนจะจบลงอย่างไร บางคนจบดี บางคนจบไม่ดี บางคนยังไม่จบ

หนี้ระยะแรก ครับอย่างที่บอก ว่าเรายังไม่มีเครดิตดี ในระยะแรก หากเริ่มกู้ได้ วงเงินก็ไม่ค่อยเยอะ ส่วนใหญ่ จะเป็นวงเงินบัตรเครดิต หรือ บัตรผ่อนสินค้า ระยะแรกนี้ ธนาคารจะให้กู้ ก็เพราะว่าเรายังสดใหม่ ถึงแม้เราจะไม่มีเครดิตก็ตาม เพราะเจ้าหนี้ หรือ ธนาคาร เข้าใจได้อยู่แล้วว่าเราเพิ่งเริ่มทำงาน ทำงานครบ 1 ปี เริ่มยื่นกู้กันแล้วครับ หนี้ระยะแรกนี้ ส่วนใหญ่คนที่ยังอยู่ในช่วงนี้ จะมีประวัติในการผ่อนชำระดีครับ แล้วหลายคนจะมีหนี้มากหรือน้อย ตรงนี้ล่ะครับ จะวัดกันต่อไปว่า คุณจะไประยะที่ 2 3 และ 4 ต่อ ได้ หรือ ไม่

บางคนจอดป้าย แค่ที่ระยะแรกนี้เท่านั้นครับ คือ ยังไม่สามารถไปสร้างหนี้ที่ดูแล้ว เป็นตัวเป็นตน เป็นกอบเป็นกำ ได้สักเท่าไร สร้างหนี้ได้แค่ บัตรเครดิต บัตรผ่อนสินค้า บัตรกดเงินสด หรือสินเชื่อบุคคล ก็จอดป้ายเรียบร้อยครับ เป็นหนี้เสีย หนี้ในระยะแรกนี้ ถ้าใครเป็นแล้ว ค่อยๆเพิ่มพูน เพิ่มพูนหนี้นะครับ หนี้มันจะขึ้นมาเรื่อยๆ คุณมีโอกาสจบตั้งแต่ระยะแรกเลย เริ่มจากบัตรเครดิต 1 บัตร 2 บัตร 3 บัตรบัตรกดเงิน สดสินเชื่อบุคคล สุดท้ายหมุนไม่รอด ถ้าใครไม่รอดจอดป้ายใครรอดไปต่อ ระยะที่ 2 ครับ

หนี้ระยะที่สอง คือหนี้บ้าน หรือหนี้รถ อันนี้เริ่มขยับ step ขึ้นมานะครับ เป็นหนี้ที่มีหลักประกันแล้วครับ แต่คุณต้องผ่านระยะแรกให้ได้ก่อนนะครับ คือการที่คุณจะกู้ซื้อบ้าน หรือกู้ซื้อรถ หากคุณมีหนี้บัตรเครดิต หนี้สินเชื่อบุคคล ทั้งหลายเยอะมากเกินไป คุณจะมาต่อข้อ 2 หรือระยะที่ 2 ไม่ได้ เพราะคุณจะติดขัด ข้อหามีภาระหนี้สูง ไม่สามารถยื่นกู้บ้าน หรือยื่นกู้รถ ได้ครับ แต่หลายคน ถ้าเตรียมตัวมาดีการสร้างหนี้ระยะที่ 1 จะเป็นการสร้างเครดิตเพื่อเป็นรากฐาน ให้สามารถสร้างหนี้ระยะที่ 2 ต่อได้ แต่หลายคนการสร้างหนี้ระยะที่ 1 เป็นการสร้างเครดิตเสียให้กับตัวเองแล้วไปต่อไม่ได้จอดอยู่แค่ระยะที่ 1

หนี้ระยะที่ 2 นี้ ถ้าคุณสามารถบริหารหนี้ ในระยะที่ 1 ได้ดี เป็นหนี้พอสมควร รักษาเครดิตดี ภาระหนี้ต่อเดือนไม่สูงมาก คุณจะสามารถกู้บ้าน และกู้รถผ่าน แต่ผมว่าร้อยละ 50 เปอร์เซ็นต์ ที่มีภาระหนี้สูง หลายคนเตรียมตัวไม่ดีเท่าที่ควร แต่ถ้าคนเตรียมตัวดี คือคุณจะค่อยๆลดภาระหนี้ลง ค่อยๆปิดบัตร ที่ไม่จำเป็น ไม่ต้องยกเลิกบัตรก็ได้นะครับ ค่อยๆทยอย ลดภาระหนี้ลง บัตรผ่อนสินค้า ถ้าลดภาระหนี้ลงแล้ว สินเชื่อบุคคลพยายามเคลียร์ให้จบ เพื่อที่จะเตรียมตัวในการกู้ซื้อบ้าน หรือกู้ซื้อรถ แต่หลายคนก็เกิดปัญหานะครับ เช่น จะกู้ซื้อบ้าน ก็ไม่ผ่าน เจ้าหน้าที่สินเชื่อ บอกว่ามีภาระหนี้สูงเกินไป ทำไงครับ ก็ไปหยิบยืมเงินคนมาปิดหนี้ก่อน ก่อนที่จะยื่นกู้บ้าน ถ้าไปหยิบยืมเงินผู้คนที่รู้จักญาติพี่น้องเพื่อนฝูงก็ดีไป บางคนไปหยิบยืมเงินที่มีดอกเบี้ยแพงๆนะครับ ปิดหนี้เสร็จกู้บ้านผ่านสุดท้ายเป็นทั้งหนี้บ้าน เป็นหนี้บัตร เป็นหนี้นอกระบบพัวพันกันไปหมด อันนี้ครับคือหนี้ระยะที่ 2 เริ่มน่ากลัวแล้ว ใช่ไหมครับ

หนี้ระยะที่สาม มันจะวนลูปจากหนี้ระยะที่ 1 2 กลับมาเป็นระยะที่ 3 คือ หลังจากที่คุณกู้บ้านได้แล้ว กู้รถได้แล้ว ไอ้บัตรเครดิตที่คุณเริ่มมี ตอนระยะที่ 1 และคุณจำเป็นต้องปิดไปหรือลดหนี้ลง เพื่อที่จะยื่นกู้บ้าน หลังจากนั้น คุณจะกลับมาเป็นหนี้บัตรเครดิตอีกรอบครับ คราวนี้จะมาหนักกว่าเดิม เป็นหนี้บัตรเครดิต เป็นหนี้สินเชื่อบุคคล สินเชื่อ personal loan ทั้งหลาย เพราะอะไร เพราะคุณเริ่มมีภาระที่มากขึ้นครับ บ้านจำเป็นต้องมีเฟอร์นิเจอร์ จำเป็นต้องต่อเติม จำเป็นต้องดูแลรักษารถ ค่าใช้จ่ายต่างๆนู่นนี่นั่น คุณเริ่มที่จะสร้างครอบครัวแต่บางครั้ง ครอบครัวที่คุณสร้างมันเร็วเกินไป คุณไม่ได้สร้างครอบครัวจากรายได้ของคุณ หรือรายได้ของครอบครัว แต่คุณสร้างครอบครัวด้วยหนี้ ที่คุณสามารถกู้ได้ ผิดหลักการอย่างชัดเจนครับ อันนี้คือหนี้ระยะที่ 3 หนี้ระยะนี้ จะเริ่มก่อตัว และเริ่มสร้างปัญหาให้คุณ แล้วคุณจะเริ่มรู้สึกถึงปัญหานั้น ก็อย่างที่บอกคุณสร้างหนี้บัตรเครดิต สร้างหนี้สินเชื่อบุคคล คุณสร้างหนี้ในระบบเพิ่มจนไม่สามารถสร้างหนี้ในระบบได้อีกต่อไปแล้ว

หนี้ระยะที่สี่ ครับ คือหนี้นอกระบบ คำว่าหนี้นอกระบบคือ คุณยืมเงินพี่น้องเพื่อนฝูง ก็ถือว่าเป็นหนี้นอกระบบนะครับ แต่ถ้าไปกู้นายทุนปล่อยเงินกู้ละก็ อันนี้นอกระบบของจริงครับ ร้อยละ 5 ร้อยละ 10 ต่อเดือน อันนี้หนักแน่นอน ถ้าคุณมาถึงระยะที่ 4 แล้วคุณยังไปต่อความหมาย คือคุณก็ยังสร้างหนี้สร้างสินนอกระบบเพิ่มขึ้นมาอีก ผมบอกเลยครับ โอกาสที่คุณจะตกนรกทั้งเป็นสูงมาก มันจะสร้างความเครียดให้คุณได้มากกว่านี้ในระบบหลายร้อยเท่าพันเท่าเลยครับ ถ้ายังทัน คุณควรจบวงจรหนี้ ที่แค่ หนี้ระยะที่ 3 เท่านั้นพอครับ คุณควรจบที่ระยะที่ 3 แล้วแก้ไขมัน ไม่ควรถลำมาถึงระยะสี่ คือ หนี้นอกระบบ

แต่ถ้าจบไม่ได้ ในที่นี้ จะพูดถึงเฉพาะหนี้ในระบบนะครับว่า จะเกิดอะไรกับคุณบ้าง

  1. คุณจะโดนทวงหนี้ ทวงแบบน่ารำคาญ แบบสร้างความเครียดทุกวัน เจ้าหนี้จะทวงหนี้คุณหนักๆ ในช่วง 1-3 เดือนแรกเท่านั้น หลังจากนั้นจะมีการเปลี่ยนผู้ดูแลคนใหม่ ทีมใหม่ แล้วก็จะผลัดเปลี่ยนเจ้าหน้าที่คนใหม่ๆเข้ามาทวงคุณ เรื่อยๆ
  2. ในระยะนี้เขาอาจจะมีข้อเสนอให้คุณปรับโครงสร้างหนี้ หรือขอให้คุณชำระหนี้ให้จบเพียงครั้งเดียวที่เรียกว่าแฮร์คัท ถ้าหลายคนทำได้ก็ทำไปครับ ทำไม่มีเงินก้อน ก็ปรับโครงสร้างหนี้ครับ ถ้าเจรจาได้ สุดท้าย ปรับแล้ว จ่ายไม่ไหวกลับมาผิดนัดเหมือนเดิม
  3. ขั้นตอนต่อไปก็คือ เขาอาจจะฟ้องคุณครับ ระยะเวลาฟ้องตอบไม่ได้ชัดเจนแต่ ถ้าคุณเริ่มผิดนัด 6 เดือนขึ้นไป จะเริ่มฟ้องแล้ว
  4. ถ้าฟ้อง และคุณไปเจรจาที่ศาล ทำยอมที่ศาลได้ ก็ผ่อนต่อครับ แต่ถ้าเราผ่อนต่อไม่ได้ตามที่ทำสัญญายอมไว้ เขาจะเริ่มดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไปครับ
  5. หลังจากถูกฟ้องแล้ว ทำยอมแล้ว หรือว่าคุณไม่ไปทำยอม โดนพิพากษา หรือบางคนทำยอมแล้ว แต่ทำไม่ได้ ก็ถือว่าจบเหมือนกันเปรียบเสมือนคุณถูกพิพากษาตามฟ้อง เจ้าหนี้มีสิทธิที่จะบังคับคดีโดยใช้อำนาจตามคำพิพากษา
  6. เขาจะเริ่มสืบทรัพย์คุณ สืบว่าคุณมีทรัพย์สินอะไรบ้าง มีเงินเดือนเท่าไหร่ เงินฝากอยู่ที่ไหน ถ้ามีอสังหาริมทรัพย์อะไรมีบ้านที่ไหน รถมีไหม เขาจะตามสืบทั้งหมด ถ้าเขาเจอ เขาสามารถยึดได้หมด
  7. ตามยึดทรัพย์ได้เอาไปขายทอดตลาดครับ ไม่ใช่ยึดทรัพย์เพื่อไปเป็นของเจ้าหนี้นะครับ ยึดทรัพย์เพื่อไปขายทอดตลาด
  8. ขายทอดตลาด ได้เงินไม่พอใช้หนี้ ตามบี้ต่อ คุณมีอะไรอีกตามยึดให้หมด
  9. แต่สุดท้ายก็คงไม่มีอะไรเหลือแล้ว เจ้าหนี้สามารถตามยึดทรัพย์คุณได้ 10 ปีหลังจากคำพิพากษา คุณจะต้องติดบ่วงกรรมหนี้ไปอีกยาวนาน

แต่สำหรับผม หลุดบ่วงกรรม ของหนี้แล้วครับ


แก้หนี้ สร้างหนี้ เราจัดการให้
ติดต่อ LineID : @antonio

ติดตามคลิปดีๆ ในแวดวงการเงิน การธนาคาร และอสังหาริมทรัพย์ ได้ที่ Youtube

และติดตามผมต่อได้ที่ Facebook/AntonioAttorney.Company

สนใจให้ผมเป็นที่ปรึกษาการเงินส่วนตัว คลิกเลยครับ

ดูคลิปพิเศษจาก Antonio https://bit.ly/3wqjila

ติดต่อ ผมที่ email : antonioattorney@gmail.com หรือ LineID : @antonioattorney

ที่ปรึกษาสำหรับ ผู้ประกอบการ SME แก้หนี้ หรือ ขอกู้เงิน สินเชื่อ คลิกเลยครับ Antonio SME

แก้หนี้

โปะหนี้บ้าน หรือรีไฟแนนซ์บ้านก่อน แล้วค่อยโปะ

หลายๆ คน ผ่อนบ้านกับธนาคาร และให้ความสำคัญกับการรีไฟแนนซ์บ้านทุกๆ 3 ปี เพราะเชื่อว่า ทำให้ประหยัดดอกเบี้ย ผ่อนบ้านจะหมดเร็วขึ้น ทั้งที่พฤติกรรมการชำระค่างวด ก็ยังคงชำระค่างวด ตามงวดปกติ สิ่งที่เห็นเชิงประจักษ์ คือ ผ่อนมาหลายปี เงินต้นแทบไม่ยุบ เพราะเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น รีไฟแนนซ์แล้วคิดว่าจะผ่อนหมดเร็วขึ้น แต่จริงๆ แล้ว ก็ไม่ต่างจากก่อนรีไฟแนนซ์ เท่าไรเลย

การผ่อนบ้านกับธนาคาร เป็นการคิดดอกเบี้ย แบบลดต้นลดดอก ดอกเบี้ยแต่ละเดือนจะคิดจากเงินต้นคงค้าง ตามข้อเท็จจริง การผ่อนบ้าน หากการผ่อนชำระค่างวดตามปกติที่ธนาคารกำหนด ยอดเงินที่ชำระไปแต่ละเดือน จะไปตัดเงินต้นได้มากกว่าดอกเบี้ยจ่ายเมื่อผ่อนเกินปีที่7 เป็นต้นไป

การเปรียบเทียบความคุ้มค้า ให้ดูเปรียบเทียบ ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 5 ปี และนำค่าใช้จ่ายมารวมเป็นต้นทุนการรีไฟแนนซ์ ด้วย หากดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี ต่างกัน น้อยกว่า 1-1.5% ถือว่าไม่คุ้มค้า และ ดอกเบี้ยเฉลี่ย 5 ปี ต่างกันน้อยกว่า 2-3% ก็ถือว่าไม่คุ้มค่า 

ตัวอย่างเช่น ดอกเบี้ยเดิมเฉลี่ย 3 ปี 2.30% ถ้ารีไฟแนนซ์ ไปที่ธนาคารแห่งใหม่ ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี 1.75% ที่ใหม่จะมีค่าใช้จ่าย ค่าจำนอง 1% ค่าประกันอัคคีภัย ค่าเบี้ยประกันชีวิตที่สูงขึ้น (เทียบกับอัตราอายุผู้กู้ที่สูงขึ้น) ค่าใช้จ่ายปีแรกเพิ่มขึ้น 1-2% ดังนั้น การรีไฟแนนซ์จึงไม่คุ้มค่า

วิธีที่แนะนำสำหรับการผ่อนบ้านให้หมดเร็ว ถ้าสามารถผ่อนชำระมากกว่าปกติ 20-30% ของค่างวดปกติได้ ตัวอย่างเช่น เดิมผ่อนงวดละ 10,000 บาท ก็ให้จ่ายจริง 12,000 บาท ดอกเบี้ยเฉลี่ยจริงทั่งปีจะต่ำลงเรื่อยๆ  และตัดเงินต้นได้มากขึ้น การผ่อนไปสักระยะ 3 ปี เงินต้นจะลดลงอย่างมาก จึงอาจไม่จำเป็นต้องรีไฟแนนซ์ และยิ่งลูกค้าสามารถโป๊ะเงินก้อนได้  ก็ทำให้ปิดบ้านได้เร็วกว่าที่กำหนด

การจะรีไฟแนนซ์บ้าน ให้หมดหนี้เร็ว คือ รีไฟแนนซ์ เพื่อหาอัตราดอกเบี้ยที่ถูกลง ไม่ใช่ ขยายระยะเวลากู้ หรือ ต้องการให้ค่างวดลดลง หรือ เลวร้ายไปกว่านั้น คือ รีไฟแนนซ์ เพื่อขอวงเงินที่เพิ่มขึ้น อันนี้ ผมว่า คนกู้คงสับสนกับตัวเองแล้วละครับ ว่า จริงๆ แล้ว ต้องการหมดหนี้บ้านเร็วจริงหรือไม่ ลองไปคำนวณกันดูจริงๆ นะครับ ว่าคุ้มหรือเปล่า

————————————————————————-

ผู้เขียน : Omega
ผู้เรียบเรียง : Antonio

แก้หนี้ สร้างหนี้ เราจัดการให้
ติดต่อ LineID : @antonio

ติดตามคลิปดีๆ ในแวดวงการเงิน การธนาคาร และอสังหาริมทรัพย์ ได้ที่ Youtube

และติดตามผมต่อได้ที่ Facebook/AntonioAttorney.Company

สนใจให้ผมเป็นที่ปรึกษาการเงินส่วนตัว คลิกเลยครับ

ติดต่อ ผมที่ email : antonioattorney@gmail.com หรือ LineID : @antonioattorney

ที่ปรึกษาสำหรับ ผู้ประกอบการ SME แก้หนี้ หรือ ขอกู้เงิน สินเชื่อ คลิกเลยครับ Antonio SME

แก้หนี้

จ่ายหนี้ไม่ไหว ทำยังไงดี หาวิธีปิดหนี้ให้ด้วย?

เมื่อคุณ เริ่มมีความรู้สึกว่า คุณเริ่มที่จะจ่ายชำระหนี้ไม่ไหวแล้ว นั่นแสดงว่า จิตสำนึกของคุณเริ่มรู้สึกตัวเองแล้วว่า มันเริ่มที่จะไปไม่รอด ถ้าใคร คนไหน ที่เริ่มรู้สึกเองว่า เราเริ่มจะไปไม่รอด จากหนี้ก้อนโต ที่เราสร้างขึ้นมา คุณควรที่จะเริ่มทำ 4 ขั้นตอนที่ผมกำลังจะบอกคุณ แต่บอกก่อนนะครับ 4 ขั้นตอนนี้ อาจจะไม่ใช่ทางออกให้กับคุณได้แบบ 100% นะ เพราะทุกปัญหาเรื่องหนี้ มันแก้ไม่ได้ทุกรายหรอกนะครับ ถ้าลูกหนี้ แต่ละรายไม่เข้าใจบริบท หรือ เงื่อนไขของตัวเองก่อน

ครับ คุณเป็นหนี้ เพราะอะไร อันนี้ไม่ต้องไปรื้อฟื้นกันดีกว่า แต่ผมกำลังจะบอกคุณว่า หากคุณเริ่มที่จะจ่ายหนี้ไม่ไหวแล้ว อย่าทำ 3 ข้อ นี้

  1. หยิบยืม ญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง ผมเคยทำมาแล้ว คุณจะกลายเป็น บุคคลที่สังคมรังเกียจเลยนะ ถ้าคุณใช้หนี้พวกเค้าไม่ได้ เพราะคุณรู้อยู่แล้ว ว่า คุณไม่มีปัญญาใช้หนี้คืนเค้าได้แน่นอน สร้างความบาดหมาง และไปสร้างความซวยให้กับคนที่เรายืมเงินด้วยนะครับ
  2. เมื่อไม่ยืมญาติ ก็ อย่าไป ยืมหนี้นอกระบบนะ บางคนถามว่า แล้วจะให้กูทำยังไงวะ ไม่ให้ยืมใครเลย เจ้าหนี้ มันก็โทรมาทวงทุกวัน จะบ้าตาย
  3. อย่าหลบหน้าเจ้าหนี้ อย่าเปลี่ยนโทรศัพท์มือถือ รับทุกสาย และพร้อมที่วางสายแบบสุภาพ แล้วน้อมรับกับคำพูดทวงหนี้ ที่จะส่งมาหาคุณ สมองรับรู้ แล้วปล่อยวางครับ จบ ไม่สัญญาว่าจะจ่าย ไม่สัญญาว่าจ่ายเมื่อไร เพียงแค่รับรู้ ว่า มึงทวงกู แต่กูก็ยังไม่มี นะ ไม่งั้นคุณจะเป็นโรคกลัวเจ้าหนี้ กลัวเสียงโทรศัพท์ พยายามรับทุกสาย หน้าที่การงานจะได้ไม่เสียหายด้วย

ทั้ง 3 ข้อ นี้ ผมทำแค่ 2 ข้อ คือ ไม่กู้หนี้นอกระบบ และรับทุกสายที่โทรมา เบอร์โทร ผมก็ยังไม่เคยเปลี่ยนมาเลยตั้งแต่เป็นหนี้เสีย คนที่เป็นหนี้ส่วนใหญ่ สนใจแต่เรื่องที่จะหาเงิน มาจ่ายคืนเจ้าหนี้ ถามจริงๆ จะทำได้ตลอดเหรอ เป็นไปไม่ได้ก็ หยุดจ่ายครับ คือ คำตอบ หยุดจ่าย แล้วทำใจให้สงบ ปล่อยวาง แล้วลองไม่คิดเรื่องหนี้ไปเลย สัก 1 -2 วัน บางคนบอก เจ้าหนี้มันโทรมาทุกวัน จะหยุดคิดได้ยังไง หยุดคิดหาเงินไงครับ ปล่อยมันไป ถ้าคุณลองเพิกเฉยกับคำทวงหนี้ คุณจะค้นพบทางสว่างนะ ผมจะบอกให้

ทีนี้มาสำรวจตัวเองครับ หาคำตอบจากโจทย์ 3 ข้อ นี้ ให้ได้ด้วยกระดาษ 1 ใบ เริ่มกันเลยครับ

ข้อ 1 รายได้คุณมีอะไรบ้าง ถ้าคุณมีเงินเดือนประจำ ลองสำรวจดูครับว่า คุณจะหารายได้เสริมอะไรได้บ้าง ผมแนะนำนะครับ เอาที่ทำได้จริง ไอ้ประเภทที่ว่า ทำเค้ก ทำขนม ไปขายที่ทำงาน หรือ อะไรก็ตามประเภทนี้ อย่าทำเลยครับ อยู่เฉยๆ ดีกว่า ถ้าคุณหารายได้เสริมไม่ได้ แปลว่า คุณไม่ต้องคิดทำครับ เพราะข้อแรก คือ รายได้เสริม ทำยากที่สุด หาไม่ได้ ปล่อยมันไว้ครับ ไปต่อ ข้อ 2

ข้อ 2 รายจ่าย อันนี้ จัดการ เปลี่ยนแปลงได้ง่ายกว่า นั่งจดดูครับว่า ในหนึ่งเดือนเรามีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง บอกก่อนนะครับ ค่าใช้จ่ายนะครับ ไม่ใช่ภาระหนี้ ภาระหนี้ เอาไว้เป็น ข้อ 3 ครับ รายจ่ายของคุณมีอะไร ที่คุณสามารถลดลงได้บ้าง เอาแบบ อยู่ได้จริง ไม่ประสาทแดกไปซะก่อนนะครับ ตามทฤษฎี ข้อนี้ทำได้ง่ายสุดครับ ลด ประหยัด ถ้าคุณลดละ ในข้อนี้ไปได้นานๆ มันจะติดเป็นสันดานคุณไปเลยนะครับ มันดีนะครับ

ข้อ 3 ภาระหนี้ อันนี้ คุณจดไว้นะครับ ว่า คุณมีภาระหนี้สินต่อเดือนเท่าไร ตั้งยอดเอาไว้ และคุณเอา ข้อ 1 ลบ ด้วย ข้อ 2 เหลือเท่าไร นั้นละครับ ตัวเลขที่คุณจะเอามาจ่ายในข้อ 3 บางคน บอกว่า เฮ้ย มันเหลือเงินนิดเดียวเอง จ่ายยังไงก็ไม่หมด นั่นละครับ แสดงว่า คุณทั้งโง่ และบ้า ที่กู้ยืมเงิน มาทำบ้าบออะไร จน เกินความสามารถของคุณแล้ว มึงเพิ่งมาคิดอะไรได้ตอนนี้ว่า ไอ้ควาย!! ลองครับ ลองเกลี่ยเงินที่เหลือ เอามาเฉลี่ยแต่ละเจ้าหนี้ ดูครับว่า รายนี้เท่านี้ รายนี้ พักไว้ก่อน พอคุยได้ ถ้าดูแล้ว ยังไงก็ไม่น่าจะรอด หนทางมี 2 อย่างครับ หยุดจ่าย ชักดาบ หรือ หยุดจ่าย เก็บเงินเท่าที่เหลือ จากข้อ 1 ลบ ข้อ 2 เก็บไว้ครับ แล้วรอแฮร์คัท ครับ

หรือ หาทางออก และเสริมพลังความรู้ สร้างปัญญา สู้เจ้าหนี้ กดลิงค์นี้ เลยครับ คุณอาจจะพบทางสว่างอีกครั้ง https://www.youtube.com/channel/UCcADQXY_tZ4vHBfWCK0lTSw/join

แก้หนี้ สร้างหนี้ เราจัดการให้
ติดต่อ LineID : @antonio

ติดตามคลิปดีๆ ในแวดวงการเงิน การธนาคาร และอสังหาริมทรัพย์ ได้ที่ Youtube

และติดตามผมต่อได้ที่ Facebook/AntonioAttorney.Company

สนใจให้ผมเป็นที่ปรึกษาการเงินส่วนตัว คลิกเลยครับ

ติดต่อ ผมที่ email : antonioattorney@gmail.com หรือ LineID : @antonioattorney

ที่ปรึกษาสำหรับ ผู้ประกอบการ SME แก้หนี้ หรือ ขอกู้เงิน สินเชื่อ คลิกเลยครับ Antonio SME

แก้หนี้