เมื่อลูกหนี้ไปต่อไม่ไหว ยื่นแผนปรับโครงสร้างหนี้ หรือยื่นฟื้นฟูกิจการ ก็ไร้ความหมาย

ครับ ปัญหาเรื่องหนี้ หากเราบริหารหนี้ หรือจัดการหนี้เป็น การเป็นหนี้ มันไม่ได้น่ากลัวอะไรหรอกครับ แต่หากเราจัดการหนี้ไม่เป็น บริหารหนี้ ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ หายนะอันน่าสะพรึงกลัว มันจะทำลายล้างธุรกิจ รวมถึงชีวิตของคุณด้วย

หนี้แบ่งเป็น 2 ประเภทหลักๆ

1. เป็นหนี้เพื่อการลงทุน กู้หนี้ยืมสินมาเพื่อประกอบธุรกิจ

2. เป็นหนี้เพื่อการอุปโภคบริโภค กู้บ้าน กู้บัตรเครดิต กู้รถ สินเชื่อบุคคล

หนี้หลัก 2 ประเภทนี้ หากบริหารเป็น มันก็จะเป็นประโยชน์กับผู้เป็นหนี้ครับ กู้เงินมาลงทุนทำธุรกิจ ตั้งใจทำธุรกิจ จากเงินกู้และเงินทุนที่มี ไม่นอกลู่นอกทาง ฟุ้งเฟ้อฟุ้งซ่านเกินตัว รับรอง เงินกู้ที่คุณได้มามันจะต่อยอดธุรกิจคุณได้แน่นอน เพราะอะไรเหรอครับ เพราะส่วนใหญ่ ธนาคารเขามีการคำนวณและวิเคราะห์มาอย่างดีแล้วว่าธุรกิจคุณไปได้เขาถึงให้เงินกู้กับคุณ

ส่วนหนี้สินเชื่ออุปโภคบริโภค คุณกู้ซื้อบ้าน เขาก็วิเคราะห์แล้วว่าคุณผ่อนบ้านได้ แต่หากเมื่อไหร่ที่คุณผ่อนไม่ได้ อาจเกิดจากการที่คุณไปสร้างหนี้เพิ่มจำนวนมาก หลังจากที่คุณกู้บ้านได้แล้ว ส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นแบบนี้ล่ะครับ เช่น กู้บ้านผ่านแล้ว กู้บัตรเครดิตเพิ่ม กู้สินเชื่อบุคคลเพิ่มจัด ไฟแนนซ์ซื้อรถใหม่ป้ายแดง สุดท้ายไปไม่รอด ผมเห็นมาเยอะแล้วครับแบบนี้

ทีนี้มาดูกันครับว่า เมื่อเราเป็นหนี้ และเมื่อเป็นหนี้มากขึ้นเยอะขึ้น ที่เรียกว่าภาระหนี้สูงเกินกว่ารายได้ สักพักมันก็จะกลายเป็นหนี้เสีย วิธีการแก้ไขหนี้ก็คือ การเจรจาปรับโครงสร้างหนี้ จะแก้ไขด้วยวิธีการตัดจบขอลดหนี้ หรือผ่อนชำระต่อ ด้วยเงื่อนไขที่ลูกหนี้ผ่อนได้และเจ้าหนี้ก็ยอมรับได้ แบบนี้ก็ยังไปต่อได้ครับ

แต่หากจะไปเจรจาปรับโครงสร้างหนี้ แบบแก้ผ้าเอาหน้ารอด แผนที่เสนอ เจ้านี้ดูแล้วไม่น่าจะไหว ตอนนี้ยังไงก็แก้ไขปัญหาไม่ได้ครับ ผมมีตัวอย่างบริษัทใหญ่ที่เคยมีชื่อเสียงโด่งดัง ใครๆก็รู้จัก สุดท้ายหลังจากที่โด่งดังจน เข้าไปลิสต์ เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เท่สุดๆ ตอนนี้ยื่นฟื้นฟูกิจการกับศาลล้มละลายกลางเรียบร้อยครับ ที่สำคัญศาลไม่รับแผนซะด้วย ลองมาดูเนื้อหาสาระที่ศาลไม่รับแผนกันครับ เพื่อนๆ ที่เป็นลูกหนี้คนไหน คิดที่จะยื่นเสนอแผนปรับโครงสร้างหนี้ จะได้มีแนวทางและตัวอย่างครับ

ศาลล้มละลายกลาง นัดฟังคำสั่งการยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการ วุฒิศักดิ์ คลินิกโดย ศาลพิเคราะห์ คำร้อง ประกอบคำคัดค้าน ของเจ้าหนี้ ผู้คัดค้าน แล้วเห็นว่า ลูกหนี้ ผู้ร้องขอไม่อาจดำเนินกิจการเพื่อสร้างรายได้และแก้ปัญหาหนี้สินที่มีได้อีกต่อไป อีกทั้งลูกหนี้ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่ามีแหล่งเงินทุนใดที่จะนำมาใช้หมุนเวียนในกิจการตามที่กล่าวอ้าง

ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาปัจจัยหลักในการดำเนินกิจการที่ประสบปัญหาแล้ว ลูกหนี้ ผู้ร้องขอ ไม่อาจแก้ไขได้ ทั้งปัญหาการถูกเจ้าหนี้ฟ้องคดีจำนวนมากหรือการสร้างรายได้ใหม่ที่ไม่สามารถดำเนินกิจการต่อ หรือปัญหาบุคลากรที่ไม่สามารถหามาร่วมงานเพราะค้างค่าจ้าง เมื่อฟังประกอบกันแล้วย่อมมีให้เหตุวินิจฉัยได้ว่า กรณีของลูกหนี้ ผู้ร้องขอนี้ ยังไม่มีเหตุสมควรและไม่มีช่องทางการฟื้นฟูกิจการเพียงพอ จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอ

โดย ตามขั้นกฎหมาย ลูกหนี้ยังมีสิทธิยื่นอุทธรณ์คำสั่งขอฟื้นฟูกิจการฯ ได้ ภายใน 1 เดือนนับแต่วันที่ศาลชั้นต้น (ศาลล้มละลายกลาง) มีคำสั่ง หรือกรณีที่หากจะยื่นขอคำร้องฟื้นฟูใหม่อีกครั้ง ก็จะต้องดำเนินการหลังจากนี้เกินกว่า 6 เดือน ขณะที่เมื่อศาลยกคำร้องขอฟื้นฟูกิจการแล้ว ผลของ Automatic stay หรือการพักชำระหนี้ สิ้นผลทันที

ครับจากข้อมูลที่ศาลไม่รับฟื้นฟูกิจการ ก็มาจากการที่เจ้าหนี้ต่างๆค้าน และเหตุผลต่างๆที่เอามาโต้แย้งกับแนวทางการฟื้นฟูกิจการ ไม่ว่าจะเป็น ไม่เชื่อว่าลูกหนี้จะมีแหล่งเงินทุนใหม่จากแหล่งไหน ชื่อเสียงทางธุรกิจมีปัญหา วุฒิศักดิ์คลินิก ประกอบธุรกิจคลินิกเสริมความงาม เพราะฉะนั้น บุคลากรทางการแพทย์สำคัญมาก ซึ่งตรงนี้บริษัทเอง ก็มีการค้างจ่ายเงินเดือนค่าจ้าง กับบุคลากรหรือพนักงานเดิมอยู่แล้ว ซึ่งคาดว่าในอนาคตจะมีปัญหาที่จะรับบุคลากรใหม่ๆเก่งๆเข้ามาได้ โดยภาพรวมแล้วศาลไม่น่าเชื่อว่าบริษัทจะฟื้นฟูกิจการกลับมาได้อีกครั้ง แล้วจะเกิดอะไรขึ้นหรอครับ การที่ศาลไม่รับฟื้นฟูฯ สุดท้ายก็กลับไปสู่อ้อมอกของเจ้าหนี้ โดนรุมสกรัม สุดท้ายความซวยเกิดกับผู้ถือหุ้นรายย่อยอีก ไม่รู้ใครมีหุ้นติดไม้ติดมือกันเยอะมากน้อยแค่ไหนครับ ผมไม่มีสักหุ้น โชคดีของผม

ติดตามคลิปดีๆ ในแวดวงการเงิน การธนาคาร และอสังหาริมทรัพย์ ได้ที่ YouTube

และติดตามผมต่อได้ที่ Facebook/AntonioAttorney.Company

สนใจให้ผมเป็นที่ปรึกษาการเงินส่วนตัว คลิกเลยครับ

ติดต่อ ผมที่ email : antonioattorney@gmail.com หรือ LineID : @antonioattorney

บสย. ห่วงหนี้เสีย NPL พุ่ง หรือห่วงตัวเองกันแน่

บสย. คือหน่วยงานของรัฐ ที่มีชื่อเต็มๆว่า บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม ซึ่งมีหน้าที่ ค้ำประกันหนี้ ให้กับลูกหนี้ทั้งหลาย ที่มีหลักทรัพย์ไม่เพียงพอเพื่อการค้ำประกัน ในการขอสินเชื่อ สภาพ บสย. ตอนนี้ ผมบอกได้เลยครับว่า อ่วม !!! เพราะสถานการณ์ตอนนี้ แต่ละธนาคาร เร่งดำเนินคดีกับลูกหนี้ เพื่อที่จะเคลม การค้ำประกันหนี้จาก บสย. จนตอนนี้มีบางธนาคาร โดนเบรก จาก บสย. ในการชำระหนี้แทนลูกหนี้ คือพอแจ้งว่าถ้าเป็นลูกหนี้จากธนาคารนี้ บสย. ขอเบรกการชำระหนี้แทนก่อนเนื่องจากเฉพาะแบงค์นี้แบงค์เดียว ก็น่าจะหลายหมื่นล้านแล้วมั้งครับ ไม่ขอเอ่ยชื่อนะครับ แต่ธนาคารนี้เป็นที่เลื่องลือเมื่อประมาณ 5-6 ปีที่แล้ว ในการปล่อยกู้ ที่เขาเรียกว่า สินเชื่อ 3 เท่า โดยคำว่า 3 เท่านั้นก็คือ บสย.คนค้ำประกัน ส่วนเกิน 2 เท่าละครับ ตอนนี้บอกได้เลยว่า อ่วม อรทัย บสย.นะครับ อ่วม

จากสถานการณ์ข้างต้น บสย. ในฐานะผู้ค้ำประกันหนี้ ก็ไม่อยากให้เจ้าหนี้ และลูกหนี้ มีปัญหาต่อกัน เพราะมิฉะนั้นความซวยมันจะตกที่ บสย. คือจะโดนเคลมให้ชำระหนี้แทนลูกหนี้ ตอนนี้ บสย. เอง จึงได้นำเสนอแนวคิดที่ว่า ให้ลูกหนี้ขอฟื้นฟูกิจการ แบบที่บริษัทใหญ่ๆเขาทำกัน เช่นการบินไทย หรือ เพซ ดีเวลลอปเมนท์ คือ ยื่นขอฟื้นฟูกิจการ ต่อศาลล้มละลายกลาง ซึ่ง ณ วันที่ผมเขียนบทความนี้การบินไทย ก็ได้รับ การอนุมัติให้เข้าฟื้นฟูกิจการได้ จากคำสั่งของศาลล้มละลายกลาง แต่คุณผู้อ่านหลายๆคนอาจจะยังไม่ทราบว่า บริษัทเล็กๆ ห้างหุ้นส่วนจำกัดเล็กๆ รวมถึงบุคคลธรรมดา ที่มีหนี้ ก็สามารถขอฟื้นฟูกิจการได้เช่นกัน

การขอฟื้นฟูกิจการ มีข้อดีอย่างไร? หลักการที่สำคัญในการฟื้นฟูกิจการก็คือ ทำให้ลูกหนี้ สามารถประกอบธุรกิจต่อไปได้ โดยที่เจ้าหนี้ก็ยังจะได้รับชำระหนี้ จะเต็มจำนวน หรือมีการตัดหนี้ไปบางส่วน แต่ผลสุดท้าย คือลูกหนี้ยังสามารถประกอบกิจการต่อไปได้ และที่สำคัญ คำว่า automatic stay คือเมื่อศาลยื่นคำขอเพื่อเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ กระบวนการต่างๆของเจ้าหนี้ ที่จะกระทำกับลูกหนี้ จะต้องหยุดลงทุกกรณี แล้วรอคำสั่งศาลล้มละลายกลางว่า จะรับ หรือไม่รับ ลูกหนี้เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ แต่อย่างที่บอกครับ หากเจ้าหนี้และลูกหนี้เจรจาพูดคุยกันด้วยดี ความซวยก็ไม่ตกไปที่ บสย. ครับ ทีนี้เรามาดูกันครับว่า เงื่อนไขต่างๆในการขอฟื้นฟูกิจการ ของบริษัทเล็กๆ หรือนิติบุคคลเล็กๆหรือกระทั่งบุคคลธรรมดาจะมี ขอบเขต และหลักการอย่างไรบ้าง

จากสถานการณ์ปัจจุบันและวันที่เขียนบทความนี้คือเดือนกันยายน 2563 บสย.ประเมิน หนี้เสียเอสเอ็มอีอาจพุ่ง10%หรือ 2 แสนล้านบาท หลังพ้นระยะพักหนี้ในสิ้นก.ย.นี้ แนะใช้แนวทางฟื้นฟูตามกฎหมายล้มละลายฉบับที่ 9เพื่อให้ลูกหนี้มีระยะเวลาในการฟื้นฟูและชำระหนี้ในอีก 3 ปีข้างหน้า

ปัจจุบันมีเอสเอ็มอีที่เป็นหนี้เสียแล้ว 4.9 แสนล้านบาท หากหลังพ้นโครงการพักหนี้ของเอสเอ็มอีแล้ว ลูกหนี้เหล่านั้น กลายเป็นหนี้เสีย 10%ก็จะเพิ่มหนี้เสียในระบบอีก 2 แสนล้านบาท ถ้า 20%ก็อีก 4 แสนล้านบาท

เพื่อป้องกันปัญหาดังกล่าว และให้โอกาสเอสเอ็มอีที่ยังสามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ ไม่ให้ถูกเจ้าหนี้ยึดทรัพย์ ควรที่จะต้องใช้แนวทางของ พ.ร.บ.ล้มละลายฉบับที่ 9ที่ออกมาใช้บังคับในปี2559 เพื่อเปิดโอกาสให้เจ้าหนี้หรือลูกหนี้ สามารถเสนอแผนฟื้นฟูกิจการ เพื่อเสนอต่อศาลล้มละลายกลางได้ ซึ่งหากแผนฟื้นฟูได้รับการอนุมัติจากศาล ลูกหนี้ก็จะมีเวลาดำเนินการตามแผนเพื่อฟื้นฟูกิจการนำเงินมาชำระเจ้าหนี้ได้ภายใน 3 ปี

ทั้งนี้ พ.ร.บ.ล้มละลายฉบับที่ 9มีกระบวนการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ เช่นเดียวกับ พ.ร.บ.ล้มละลายฉบับที่ 11 แตกต่างกันตรงที่ ฉบับที่ 9 กำหนดมูลหนี้ของลูกหนี้ไม่เกิน 10 ล้านบาท ขณะที่ ฉบับที่ 11 มูลหนี้ต้องมากกว่า 10 ล้านบาทขึ้นไปและฉบับที่ 9 มีค่าใช้จ่ายในการจัดทำแผนต่ำกว่าเพียง 1 พันบาท และมีเงินวางค้ำประกันแผนอีก 1 หมื่นบาท โดยจะให้เจ้าหนี้หรือลูกหนี้เป็นผู้บริหารแผนก็ได้ ขณะที่ การดำเนินการตามแผนฟื้นฟูฉบับที่ 11 ต้องใช้เงินเพื่อดำเนินการหลายล้านบาท และต้องจ้างผู้บริหารแผนฟื้นฟู

เมื่อเข้าสู่กระบวนการของศาลล้มละลายแล้ว กระบวนการก็เช่นเดียวกันกับการจัดทำแผนฟื้นฟูของกิจการขนาดใหญ่ คือ จะเข้าสู่Mode Automatic Stayกล่าวคือ เจ้าหนี้จะมาบังคับคดี เพื่อยึดทรัพย์หรือตัดสาธารณูปโภคไม่ได้

ทั้งนี้ หนี้ของลูกหนี้เอสเอ็มอีรายย่อย จะต้องเป็นหนี้ที่เกิดจากการดำเนินธุรกิจ กรณีเป็นหนี้บัตรเครดิต ก็จะต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า นำมาใช้เพื่อธุรกิจโดยหากเป็นหนี้ของบุคคล ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย จะต้องมากกว่า 2 ล้านบาทขึ้นไป ซึ่งสามารถเข้าสู่กระบวนการของกฎหมายฉบับที่ 9 นี้ได้

ส่วนกรณีเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัดหรือคณะบุคคล จะต้องมีหนี้ตั้งแต่ 3 ล้านบาทขึ้นไป และกรณีเป็นบริษัทจำกัด จะต้องมีหนี้มากกว่า 3 ล้านบาทแต่ไม่เกิน 10 ล้านบาททั้งนี้ การโหวตเพื่อรับแผนฟื้นฟู ก็ใช้มติ 75%ของมูลหนี้ ในการอนุมัติ เช่นเดียวกับการอนุมัติแผนฟื้นฟูของกิจการขนาดใหญ่

ครับ บสย. ในฐานะมีหน้าที่เป็นผู้ค้ำประกันหนี้ ซึ่ง บสย. เป็นหน่วยงานของรัฐ ตอนนี้เอง ก็มีภาระผูกพัน ที่จะต้องชำระหนี้แทนลูกหนี้จำนวนมาก และก็มีหน้าที่ไล่เบี้ยกับลูกหนี้เหล่านั้นที่เป็นหนี้เสีย จึงไม่แปลกใจครับ ที่ บสย. เองจะสนับสนุนให้ลูกหนี้และเจ้าหนี้ เจรจาหนี้ ปรับโครงสร้างหนี้ หรือขอเข้าฟื้นฟูกิจการ ก็เพื่อความอยู่รอดของ บสย.เอง

ครับ ไม่ว่าลูกหนี้ต้องการที่จะเข้ารับการฟื้นฟูกิจการผ่านศาลล้มละลายกลาง หรือ พรุ่งนี้ต้องการที่จะขอปรับโครงสร้างหนี้ Antonio Attorney เราในฐานะที่ปรึกษาด้านการเงิน และกฎหมาย ยินดีและพร้อมให้บริการ กับลูกหนี้ SME ที่มีปัญหา หรือมีแนวโน้มจะเริ่มมีปัญหาในอนาคต ติดต่อเราครับ LineID @antonio

ติดตามคลิปดีๆ ในแวดวงการเงิน การธนาคาร และอสังหาริมทรัพย์ ได้ที่ YouTube

และติดตามผมต่อได้ที่ Facebook/AntonioAttorney.Company

สนใจให้ผมเป็นที่ปรึกษาการเงินส่วนตัว คลิกเลยครับ

ติดต่อ ผมที่ email : antonioattorney@gmail.com หรือ LineID : @antonioattorney

เรียนรู้การฟื้นฟูกิจการ ผ่านการบินไทย ปัญหาไม่ใช่ที่รายได้ แต่ปัญหาอยู่ที่ต้นทุน

หลังจากที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของการบินไทย เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2563 ขั้นตอนต่อไป ของการบินไทย และทีมผู้บริหารแผน ก็คงจะมีขั้นตอนตามมาตรฐาน ของการฟื้นฟูกิจการกันอยู่แล้ว ซึ่งผมจะพูดในลำดับถัดไปในบทความนี้ แต่ที่จะมาเล่าให้เพื่อนๆฟังวันนี้ มีข้อคิดบางประการ ที่สำคัญ เข้าใจถึงปัญหาที่ผ่านมาของการบินไทย ก็คือตามชื่อบทความนี้เลยครับ ปัญหาของการบินไทยไม่ใช่อยู่ที่รายได้ แต่อยู่ที่การบริหารต้นทุน ที่เรียกได้ว่าแย่ ถึงขั้นแย่มาก ที่ผ่านมาการบินไทย ขอกู้โดยให้รัฐบาลค้ำประกัน แบะอีกปัญหาคือ นักการเมือง ผลัดเปลี่ยนกันเข้ามารุมทึ้งการบินไทย จนสุดท้ายก็ต้องเข้าฟื้นฟูกิจการ แต่ก็ยังดีนะครับเมื่อศาลล้มละลายกลางอนุมัติให้การบินไทยเข้าฟื้นฟูกิจการได้ คราวนี้การบินไทยจะได้ปรับเปลี่ยนตัวเอง และกลับมาเป็นสายการบินแห่งชาติของคนไทย ที่คนไทยมีความภาคภูมิใจ เพราะผมเองบอกตรงๆ นั่งสายการบินอะไรก็ไม่มีความสุขและสบาย เท่ากับนั่งการบินไทย ผมว่าเบาะมันนุ่มกว่าสายการบินอื่นๆนะ

ครับคราวนี้ เราลองดูกันว่า การบินไทยจะฟื้น ตามแผนการฟื้นฟูกิจการที่จะมีการเสนอแผนฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลางอย่างไร เรามาดูขั้นตอน และกรอบแนวทางการฟื้นฟูกิจการ เรามาเรียนรู้ร่วมกันครับ

ขั้นตอนหลังจากนี้ “การบินไทย” จะเปิดให้เจ้าหนี้มายื่นคำขอรับชำระหนี้ภายใน 1 เดือน นับแต่คำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการและตั้งผู้ทำแผนประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งการบินไทยและกรมบังคับคดีได้เตรียมพร้อมไว้หมดแล้ว

เมื่อรับรู้ว่า เจ้าหนี้มีใครบ้าง ขั้นตอนต่อไปคือ การทำแผนฟื้นฟู และเจรจาเจ้าหนี้จะ “เดินหน้า” ต่อไปอย่างไร หากเจ้าหนี้เห็นชอบตามแผนฟื้นฟูก็จะยื่นศาลอีกครั้งและลงถึงรายละเอียด คาดว่าจะใช้เวลาราว 2-3 เดือน

จากนั้น การบินไทยจะเร่งจัดทำแผนฟื้นฟูกิจการ พร้อมหารือกับ “เจ้าหนี้” ก่อนนำแผนยื่นต่อศาลในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ ส่วนแผนฟื้นฟูจะเริ่มได้คือ ไตรมาสที่ 1 ของปี 2564

สำหรับหนี้สินทั้งหมดนั้น การบินไทยได้ชี้แจงต่อศาลแล้วว่า บริษัทมีหนี้สิน 350,000 ล้านบาท ทรัพย์สิน 330,000 ล้านบาท คิดเป็นส่วนต่าง 17,000 ล้านบาท คาดว่าในเวลา 5 ปีจะสามารถดำเนินการตามแผนฟื้นฟู และชำระหนี้ได้สำเร็จ

อย่างไรก็ตาม อาจต้องพิจารณาถึงปัจจัยร่วมอื่น ๆ อาทิ สภาพตลาดการแข่งขัน การจัดการต้นทุน การฟื้นตัวของอุตสาหกรรมการบิน คิดว่าต้องใช้เวลา 4-5 ปี ในการกลับคืนสู่ปกติ

หลังศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ และให้มีผู้ทำแผนฟื้นฟูตามที่เสนอไปแล้วนั้น การบินไทยยังได้ชี้แจงถึง “แนวทาง” และการฟื้นฟูกิจการต่อผู้ถือหุ้นด้วย

ทั้งหมดมี 5 แนวทาง คือ

1.ปรับโครงสร้างหนี้ เจรจาเจ้าหนี้ ให้ภาระการชำระหนี้และระยะเวลาการชำระหนี้สอดคล้องกับ “กระแสเงินสด” รวมทั้งหา “แหล่งเงินทุน” เพื่อเสริมสภาพคล่องระยะสั้น และปรับโครงสร้างเงินทุนระยะยาว

2.การปรับปรุงเส้นทางบินและฝูงบิน โดยมีการ “ยกเลิก” เส้นทางบินที่ไม่ทำกำไร พร้อมปรับเปลี่ยนการบริหารจัดการทั้งเส้นทางการบิน และลดประเภทเครื่องบิน

3.ปรับปรุงองค์กรและหน่วยธุรกิจที่เกี่ยวกับการบิน เพิ่มความคล่องตัวในการบริหารจัดการ เช่น ตั้งบริษัทย่อย หาพันธมิตรร่วมทุน หาโอกาสทำธุรกิจใหม่ ๆ

4.ปรับปรุงกลยุทธ์ด้านพาณิชย์และความสามารถในการหารายได้

5.ปรับปรุงโครงสร้างองค์กรให้กระชับ เพิ่มศักยภาพแต่ละหน่วยธุรกิจ ปรับจำนวนพนักงานและสิทธิประโยชน์ค่าตอบแทน และสวัสดิการของพนักงานตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ครับ ต่อจากนี้ เมื่อการบินไทยเริ่มเข้าสู่แผนฟื้นฟูกิจการ ข้อมูลที่บอก คาดว่าจะใช้เวลา 4-5 ปีถึงจะกลับฟื้นคืนสภาพกลับมาเป็นสายการบินแห่งชาติของคนไทยได้อย่างเต็มภาคภูมิ แล้วการบินไทยอย่าทำแบบเดิมอีกนะ

รายได้หาได้เท่าไหร่ แต่เราต้องใช้ให้น้อยกว่าที่หาได้ ง่ายๆแค่นี้เองนะ การบินไทย

ครับ สำหรับเพื่อนผู้ประกอบการธุรกิจ รายเล็ก รายกลาง รายใหญ่หรือที่เรียกว่า SME หากธุรกิจของคุณประสบปัญหา แต่ไม่สามารถเข้ากระบวนการฟื้นฟูกิจการแบบการบินไทยได้ ท่านก็ยังมีแนวทาง การเจรจาปรับโครงสร้างหนี้กับเจ้าหนี้ของท่านได้ Antonio Attorney ที่ปรึกษาด้านการเงิน และกฎหมาย ยินดีรับใช้ครับ สนใจติดต่อได้ LINE ID @antonio

ติดตามคลิปดีๆ ในแวดวงการเงิน การธนาคาร และอสังหาริมทรัพย์ ได้ที่ YouTube

และติดตามผมต่อได้ที่ Facebook/AntonioAttorney.Company

สนใจให้ผมเป็นที่ปรึกษาการเงินส่วนตัว คลิกเลยครับ

ติดต่อ ผมที่ email : antonioattorney@gmail.com หรือ LineID : @antonioattorney

เพซ ดีเวลลอปเมนท์ ยื่นแผนฟื้นฟูกิจการ คาดหากเจ้าหนี้รับแผน บริษัทรอด เพราะมีธนาคารเตรียมปล่อยเงินกู้เพิ่ม เพื่อทำโครงการให้จบ

เพซ ดีเวลลอปเมนท์ เผยแนวทางฟื้นฟูกิจการ เร่งก่อสร้าง นิมิตร หลังสวน ยันมีสถาบันการเงินตกลงให้การสนับสนุนแล้ว

บริษัท เพซ ดีเวลลอปเมนท์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และบริษัท เพซ คันทรี่ คลับ จำกัด(PCC) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัทฯ (โดยบริษัทฯ ถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ100) ในฐานะลูกหนี้ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของบริษัทฯ และ PCC ต่อศาลล้มละลายกลาง (ศาล) วันที่ 24 เมษายน 2563

โดย เพซ ดีเวลลอปเมนท์ และเพซ คันทรี่ คลับ จะเป็นผู้จัดทำแผนฟื้นฟูเอง โดยแผนเบื้องต้น เพซ ดีเวลลอปเมนท์ จะเร่งงานก่อสร้างโครงการนิมิตหลังสวนให้แล้วเสร็จ 100% โดยมีสถาบันการเงินที่ติดต่อประสานกันไว้แล้ว ในส่วนของให้กู้เพิ่ม ซึ่งโครงการนิมิต หลังสวน บริษัทมีลูกค้าที่จอง และพร้อมโอนเมื่อโครงการเสร็จอยู่แล้ว

ที่ผ่านมา บริษัทรับรู้รับทราบปัญหาการขาดสภาพคล่อง และพยายามอย่างเต็มที่ ในการแก้ปัญหา บริษัทพร้อมที่จะมีการปรับโครงสร้างทางการเงินและองค์กร รวมถึงการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์และวิธีการดำเนินงานทั้งหมด และให้ความร่วมมือประสานงานกับเจ้าหนี้และสถาบันการเงินทุกฝ่าย

ที่นี้เรามาทำความเข้าใจ คำว่าการฟื้นฟูกิจการ คืออะไร ทำอย่างไร และมีเงื่อนไขอย่างไรบ้าง

ฟื้นฟูกิจการคืออะไร?

การฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ เป็นกระบวนการทางศาล โดยผู้ร้องขอ ต้องนำคดีขึ้นสู่ศาลต่างหากจากคดีแพ่ง หรือคดีล้มละลายธรรมดา เป็นวิธีการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ และปัญหาทางการเงินของลูกหนี้ เพื่อให้ลูกหนี้กลับมาบริหารกิจการได้อีกครั้งและเป็นการเริ่มต้นใหม่โดยปราศจากหนี้สินทั้งปวง

จุดประสงค์ของการฟื้นฟูกิจการคืออะไร?

การฟื้นฟูกิจการมีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะให้กิจการของลูกหนี้ ดำเนินการต่อไปได้ และเจ้าหนี้มีสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้มากกว่าที่จะให้ลูกหนี้ล้มละลาย

ข้อดีเกี่ยวกับการฟื้นฟูกิจการคืออะไร?

ข้อดีของการฟื้นฟูกิจการสำหรับเจ้าหนี้และลูกหนี้มีหลายประการ เช่น ลูกหนี้สามารถหลุดพ้นจากหนี้ และผูกพันตามแผนฟื้นฟูกิจการแทน, กรณีอยู่ในระหว่างการฟื้นฟูกิจการ นับตั้งแต่วันที่ศาลมีคำสั่งรับคำร้องขอไว้พิจารณาจนถึงวันครบกำหนดระยะเวลาดำเนินการตามแผน หรือวันที่ศาลมีคำสั่งยกคำร้องขอหรือจำหน่ายคดี หรือยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการหรือ ยกเลิกการฟื้นฟูกิจการหรือ พิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด กฎหมายกำหนดให้เป็นช่วงพักชำระหนี้ ห้ามมิให้ฟ้องหรือร้องขอให้ศาลพิพากษาหรือสั่งให้เลิกนิติบุคคล, ห้ามมิให้ฟ้องลูกหนี้เป็นคดีแพ่ง, ห้ามมิให้ฟ้องลูกหนี้เป็นคดีล้มละลาย, ห้ามมิให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้, ห้ามมิให้เจ้าหนี้มีประกันบังคับชำระหนี้แก่ทรัพย์สินที่เป็นหลักประกัน, ห้ามมิให้ลูกหนี้จำหน่าย จ่าย โอน ให้เช่า ชำระหนี้ ก่อหนี้หรือกระทำการใดๆ ที่ก่อให้เกิดภาระในทรัพย์สินของลูกหนี้เพื่อหลีกเลี่ยงการชำระหนี้ และเมื่อศาลมีคำสั่งยกเลิกให้ฟื้นฟูกิจการ มีผลให้ลูกหนี้หลุดพ้นจากการชำระหนี้ทั้งปวง

การยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการมีหลักเกณฑ์อย่างไร?

– ลูกหนี้ต้องเป็นบริษัทจำกัด บริษัทมหาชนจำกัด หรือนิติบุคคลอื่นตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง

– ลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัวและเป็นหนี้เจ้าหนี้คนเดียวหรือหลายคนรวมกัน โดยหนี้มีจำนวนแน่นอนไม่น้อยกว่า 10 ล้านบาท

– มีเหตุสมควรและมีช่องทางที่จะฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้

– ลูกหนี้ยังไม่ถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว

– ลูกหนี้ยังไม่ได้ถูกศาลหรือนายทะเบียนมีคำสั่งให้เลิกหรือเพิกถอนทะเบียนนิติบุคคล และยังมีมีการจดทะเบียนเลิกนิติบุคคลนั้น หรือนิติบุคคลที่เป็นลูกหนี้ต้องไม่เลิกกันด้วยเหตุอื่น ไม่ว่าการชำระบัญชีของนิติบุคคลดังกล่าวจะเสร็จแล้วหรือไม่ก็ตาม

การร้องขอให้มีการฟื้นฟูกิจการจะต้องมีการฟ้องคดีล้มละลายก่อนหรือไม่

การยื่นคำร้องขอให้มีการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ ยื่นได้ทั้งในกรณีที่ลูกหนี้ถูกฟ้องให้ล้มละลายแล้ว และก่อนที่จะมีการฟ้องให้ล้มละลายก็ได้

เมื่อศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการแล้วมีผลอย่างไร

เมื่อศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการแล้วมีผลดังนี้
1.ห้ามมิให้ฟ้องหรือร้องขอให้ศาลพิพากษาสั่งให้เลิกนิติบุคคลที่ป็นลูกหนั้
2.ห้ามนายทะเบียนมีคำสั่งให้เลิกหรือจดทะเบียนเลิกนิติบุคคลที่เป็นลูกหนี้
3.ห้ามธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ กรมการ ประกันภัย หรือหน่วยงานของรัฐ แล้วแต่กรณี สั่งให้เพิกถอนใบอนุญาตประกอบกิจการของลูกหนี้ หรือสั่งให้ลูกหนี้หยุดประกอบกิจการ
4.ห้ามฟ้องลูกหนี้เป็นคดีแพ่งเกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้ และห้ามฟ้องลูกหนี้เป็นคดีล้มละลาย
5.ห้ามเสนอข้อพิพาทที่ลูกหนี้อาจต้องรับผิด หรือได้รับความเสียหายให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาด ถ้ามูลหนี้นั้นเกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน
6.ห้ามเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ ถ้ามูลหนี้ตามคำพิพากษานั้นเกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน
7.ห้ามเจ้าหนี้มีประกันบังคับคดีเอากับทรัพย์สินที่เป็นหลักประกัน                                                       8.ห้ามมิให้เจ้าหนี้ที่บังคับชำระหนี้ได้บังคับได้เองตามกฎหมายยึดทรัพย์สินหรือขายทรัพย์สินของลูกหนี้

มีวิธีการอื่นนอกจากการขอให้ฟื้นฟูกิจการหรือไม่?

นอกจากการขอให้ฟื้นฟูกิจการ ยังมีอีกวิธีการหนึ่ง คือ การประนอมหนี้ ซึ่งแบ่งเป็น 2 กรณี
1. กรณีลูกหนี้ถูกฟ้องให้ล้มละลายแล้ว ลูกหนี้ต้องยื่นคำขอประนอมหนี้ต่อศาลและการจะได้รับการประนอมหนี้หรือไม่ขึ้นอยู่กับมติของที่ประชุมเจ้าหนี้ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ และศาล
2. กรณีที่ลูกหนี้ยังไม่ถูกฟ้องให้ล้มละลาย และเจ้าหนี้และลูกหนี้ มิได้ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการต่อศาล เจ้าหนี้และลูกหนี้ อาจเจรจาตกลงประนอมหนี้ต่อกัน เช่น การทำสัญญาระหว่างลูกหนี้กับเจ้าหนี้ เพื่อลดจำนวนหนี้ หรือทำข้อตกลงเพื่อขอชำระหนี้บางส่วน หรือโอนหุ้นบางส่วนของบริษัทลูกหนี้ ให้แก่เจ้าหนี้แทนการชำระหนี้ อย่างไรก็ดี การตกลงใดๆก็ตาม เจ้าหนี้และลูกหนี้ควรขอคำแนะนำ และคำปรึกษาจากทนายความที่น่าเชื่อถือ เพื่อดำเนินการในเรื่องดังกล่าวต่อไป

ปัจจุบันบริษัท เพซ ดีเวลลอปเมนท์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) มีหนี้สินรวมประมาณ 12,054 ล้านบาท แบ่งเป็น เงินกู้ธนาคารไทยพาณิชย์ หรือ SCB จำนวน 10,835 ล้านบาท และหุ้นกู้เอเซีย พลัส PACE 202 A จำนวน 1,219 ล้านบาท ขณะที่โครงการอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่ระหว่างการพัฒนามี 2 โครงการ ได้แก่ โครงการนิมิตหลังสวน และโครงการมหาสมุทรมูลค่ารวมราว 11,750 ล้านบาท

โดยเฉพาะโครงการนิมิตหลังสวน มูลค่ากว่า 8,000 ล้านบาท มียอดขายแล้วกว่า 80 -90% หรือคิดเป็นยอดขายรอรับรู้รายได้ (Backlog) ราว 6,500 ล้านบาทที่จะทยอยโอนและรับรู้รายได้เมื่อการก่อสร้างเสร็จ โดยเหลือยอดขายอีกเพียง 1,500 ล้านบาท

โดยได้ดำเนินก่อสร้างคืบหน้าไปกว่า 70%  เสร็จไปกว่า 50 ชั้น จากพื้นที่โครงการทั้งหมดที่มีจำนวน 58 ชั้น  ซึ่งต้องการเงินกู้จากธนาคารไทยพาณิชย์ เพื่อลงทุนอีกราว 500-600 ล้านบาท หลังจากที่ธนาคารหยุดปล่อยสินเชื่อ เพื่อรอความชัดเจนหลังศาลฯมีคำสั่งแต่งตั้งผู้ฟื้นฟูกิจการ และแผนเดิมโครงการนิมิตรหลังสวน คาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จ 100% ภายในไตรมาส 4/2563

นอกจากนี้เมื่อปลายเดือนมีนาคม 2563  บริษัท ดีน แอนด์ เดลูก้า อิงค์ ซึ่งเป็นบริษัทย่อยทางอ้อมของบริษัท เพซ ดีเวลลอปเมนท์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ได้ยื่นคำร้องเพื่อเข้าสู่กระบวนการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ต่อศาลล้มละลาย ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยการเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการของกลุ่มบริษัทดีนแอนด์ เดลูก้า อิงค์ ยังช่วยให้บริษัท เพซ ฯ สามารถหยุดรับรู้ผลขาดทุนที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตจากธุรกิจในประเทศสหรัฐอเมริกา

รวมถึงได้รับความคุ้มครองจากกระบวนการของศาลในการจัดการหนี้สินของบริษัทฯ เพื่อเปิดโอกาสให้กลุ่ม บริษัท ดีน แอนด์เดลูก้า อิงค์สามารถกลับมาดำเนินธุรกิจได้ตามปกติในอนาคต 

นี่คือคุณสมบัติพิเศษ คือ ถ้าคุณมีหนี้เกิน 10 ล้าน คุณจดทะเบียนบริษัท และพิสูจน์ได้ว่าคุณมีหนี้สินล้นพ้นตัว คุณสามารถยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการตัวเองได้ ทุกอย่างจะระงับหมด นี่คืออีกหนึ่งเคล็ดลับไม้ตายของลูกหนี้

คุณผู้อ่าน ถ้าคุณเป็นเจ้าของบริษัท และเริ่มมีหนี้สินมากจนรู้สึกว่ารับมือไม่ไหวแล้ว บริษัทผม Antonio Attorney ให้บริการที่ปรึกษาด้านการเงิน และกฎหมาย ลองให้มืออาชีพช่วยคุณดูสิครับ การยื่นขอฟื้นฟูกิจการ เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่ลูกหนี้ควรจะต้องลอง บริษัทผมยินดีรับใช้ครับ

ติดตามคลิปดีๆ ในแวดวงการเงิน การธนาคาร และอสังหาริมทรัพย์ ได้ที่ YouTube

และติดตามผมต่อได้ที่ facebook/AntonioAttorney

สนใจให้ผมเป็นที่ปรึกษาการเงินส่วนตัว คลิกเลยครับ

ติดต่อ ผมที่ email : antonioattorney@gmail.com หรือ LineID : @antonioattorney