หนี้ครัวเรือน เพิ่มเพราะ GDP ลดลง แต่หนี้คนไทย ไม่ได้เพิ่ม

หนี้ครัวเรือน วันนี้ผมจะมาเขียนบทความเกี่ยวกับ หนี้ครัวเรือน หนี้ครัวเรือนคืออะไร หนี้ครัวเรือน คือ หนี้ ของภาคประชาชน ไม่เกี่ยวกับสินเชื่อธุรกิจนะครับ หนี้บัตรเครดิต หนี้บ้าน หนี้รถ รวมถึงหนี้นอกระบบด้วยนะครับ ปัญหาของประเทศไทยตอนนี้คือหนี้ครัวเรือนสูงขึ้น แต่สำหรับผม ผมคิดว่าหนี้ครัวเรือนไม่ได้สูงขึ้น แต่มันสูงขึ้นเมื่อเทียบต่อ GDP เพราะ GDP มันลดลง ทำไม ผมถึงคิดว่าหนี้ครัวเรือนไม่ได้สูงขึ้น เหตุผลคือสำหรับประชาชนทั่วไป ตอนนี้ถ้าใครที่เครดิตไม่ดีจริงๆ ธนาคารไม่ให้เงินกู้แน่นอนครับ ฉะนั้นความเป็น หนี้ สำหรับคนไทยทั่วไปไม่น่าจะมีโอกาสได้กู้เงินเพิ่มขึ้น

ตอนนี้ทุกคนอยู่ในสภาพ ขยับซ้ายขยับขวาแทบไม่ได้ เนื่องจากรายได้ลดลง หนี้ ที่เคยมีอยู่ก็ใกล้จะกลายเป็นหนี้เสีย NPL หรือบางคนเสียไปแล้ว ขอพักชำระหนี้กับเจ้าหนี้ บางคนยังไม่เสียก็อยากจะรวมหนี้บัตรเครดิต รวมเป็นก้อนเดียว จะมีธนาคารไหนรวมหนี้เป็นก้อนเดียวให้บ้างล่ะครับชั่วโมงนี้ ฉะนั้นคนไทยสภาพก็จะประมาณนี้ หนี้ไม่ได้เพิ่มหรอกครับแต่รายได้มันลด GDP ประเทศก็ลด ฉะนั้นไม่น่าแปลกใจครับที่สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP มันน่าจะเกิน 90% ภายในปี 2564 นี้

หนี้

หนี้ครัวเรือน ไตรมาส 3/2563 จากธนาคารแห่งประเทศไทย ระบุว่า ไทยมีหนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูงและมีทิศทางเพิ่มสูงขึ้น ขณะที่เศรษฐกิจกำลังถดถอยลง โดยสัดส่วนหนี้ครัวเรือนในไตรมาส 3/2563 ทำสถิติสูงสุดในรอบ 18 ปีครั้งใหม่ที่ 86.6% ต่อจีดีพี (จากระดับ 83.8% ต่อจีดีพีในไตรมาส 2/2563) โดยเฉพาะหนี้เพื่อที่อยู่อาศัย รวมถึงหนี้ก้อนใหญ่ อย่างหนี้เพื่อการประกอบอาชีพและหนี้เช่าซื้อรถยนต์ และหนี้เพื่ออุปโภคบริโภค เช่น บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า มีความเป็นไปได้มากขึ้นที่สัดส่วนหนี้ครัวเรือนของไทยจะขยับขึ้นไปยืนเหนือระดับ 90% ต่อจีดีพีในช่วงสิ้นปี 2563 นี้ และมีโอกาสเร่งขึ้นต่อในปี 2564

พักชำระหนี้

ความเปราะบางทางการเงินในภาคครัวเรือนของไทยทยอยปรากฏชัดเจนมากขึ้นตามสัญญาณอ่อนแอของเศรษฐกิจไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยภาพรวมครัวเรือนทั้งประเทศมีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนลดลงในอัตราที่มากกว่าการลดลงของค่าใช้จ่ายต่อเดือน สวนทางกับภาระหนี้ที่ยังอยู่ในระดับสูง ขณะที่ระดับการออมของครัวเรือนไทยอยู่ในสถานการณ์ที่อ่อนแอลงตั้งแต่ก่อนวิกฤตโควิด

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย พบว่า ในขณะที่ภาระหนี้ต่อรายได้ หรือ DSR (Debt Service Ratio) โดยเฉลี่ยของครัวเรือนทั้งประเทศอยู่ที่ประมาณ 27.0% แต่ครัวเรือนในกลุ่มรายได้น้อย หรือมีรายได้เฉลี่ยไม่เกิน 10,000 บาทต่อเดือน กลับมี DSR อยู่ในระดับสูง และสูงกว่าค่าเฉลี่ย DSR ของครัวเรือนทั้งประเทศหลายเท่า โดยเฉพาะครัวเรือนในกลุ่มที่มีรายได้ต่ำกว่า 5,000 บาทต่อเดือน มี DSR ที่สูงถึง 84% ขณะที่ครัวเรือนในกลุ่มที่มีรายได้ระหว่าง 5,000-10,000 บาทต่อเดือน มี DSR ประมาณ 40% โดยภาพดังกล่าวสะท้อนสถานะทางการเงินที่ค่อนข้างตึงตัวและมีความอ่อนไหวต่อปัญหาเศรษฐกิจและวิกฤตโควิด-19 ที่ปะทุขึ้นมาในปี 2563

NPL คืออะไร

ขณะที่ปี 2564 มีความเสี่ยงการระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ในประเทศ ส่งผลกระทบต่อจังหวะการฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจในปี 2564 และน่าจะมีผลกระทบต่อสถานะทางการเงินของกลุ่มลูกหนี้รายย่อยที่เคยได้รับความช่วยเหลือจากสถาบันการเงิน (ทั้งในส่วนของธนาคารพาณิชย์ นอนแบงก์ และสถาบันการเงินเฉพาะกิจ) ที่รวมๆ แล้วมีอยู่ประมาณ 10.68 ล้านบัญชี คิดเป็นภาระหนี้ประมาณ 3.5 ล้านล้านบาท (ข้อมูลจากธปท. ณ เดือน ต.ค. 2563)

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า แม้ข้อมูลเบื้องต้นก่อนโควิด-19 ระลอกใหม่ จะสะท้อนว่าลูกหนี้รายย่อยส่วนใหญ่ของธนาคารพาณิชย์น่าจะสามารถกลับมาชำระหนี้ได้ตามปกติหลังหมดมาตรการฯ และลูกหนี้บางส่วนได้รับการช่วยเหลือโดยการปรับโครงสร้างหนี้ไปแล้ว แต่คงต้องติดตามสถานการณ์ความเสี่ยงของเศรษฐกิจไทยในช่วงต้นปี 2564 อย่างใกล้ชิด เพราะจะมีนัยโดยตรงต่อกระแสรายได้และความสามารถในการชำระหนี้ของครัวเรือน

รวมหนี้บัตร

มีความเป็นไปได้ที่หนี้ครัวเรือนของไทยอาจเพิ่มขึ้นมาที่ 91.0% ต่อจีดีพี หรืออาจสูงกว่านั้น หากเศรษฐกิจได้รับผลกระทบจากโควิดมากกว่าที่ประเมิน และส่งผลทำให้จีดีพีในปี 2564 เติบโตน้อยกว่ากรณีพื้นฐานที่ 2.6%

ทั้งนี้ ภาพหนี้ครัวเรือนที่ทรงตัวสูงต่อเนื่องดังกล่าว เป็นหนึ่งในเครื่องชี้ที่ตอกย้ำปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย และความเปราะบางของฐานะทางการเงินในภาคครัวเรือนที่เป็นโจทย์รอการแก้ไข ต่อเนื่องจากการควบคุมการระบาดของโควิดและการพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทยกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ขณะที่โจทย์เฉพาะหน้าที่สำคัญกว่า คือ การเตรียมมาตรการช่วยเหลือทางการเงินให้กับลูกหนี้ทั้งธุรกิจและครัวเรือนให้ผ่านช่วงเวลาแห่งความยากลำบากนี้ไปให้ได้

แก้หนี้ สร้างหนี้ เราจัดการให้
ติดต่อ LineID : @antonio

ติดตามคลิปดีๆ ในแวดวงการเงิน การธนาคาร และอสังหาริมทรัพย์ ได้ที่ Youtube

และติดตามผมต่อได้ที่ Facebook/AntonioAttorney.Company

สนใจให้ผมเป็นที่ปรึกษาการเงินส่วนตัว คลิกเลยครับ

ติดต่อ ผมที่ email : antonioattorney@gmail.com หรือ LineID : @antonioattorney

แก้หนี้

การรีไฟแนนซ์บ้าน คือ อะไร และ เพื่ออะไร

1412430252-img1459266-o

ในช่วงเวลา สองสามเดือนนี้ หลังจากที่มีข่าว กลุ่มที่ทำ FinTech ที่ได้เปิดตัวบริษัท ที่ทำการรวบรวมข้อมูลของแต่ละธนาคารขึ้นมาเพื่อเปรียบเทียบ อัตราดอกเบี้ย เงื่อนไขต่างๆ ของสินเชื่อกู้ซื้อบ้าน มาให้ผู้บริโภค หรือ ลูกหนี้ ได้มาเปรียบเทียบกัน เพื่อพิจารณาว่า แบงก์เก่าที่เราเป็นหนี้ มีเงื่อนไขที่ดีที่สุดแล้วหรือยัง ถ้ายัง ก็หาเรื่องเปลี่ยนแบงก์ใหม่ซะเลย หรือ ที่เรียกกันว่า Refinance บ้าน นั่นเองครับ
การ รีไฟแนนซ์ คืออะไร ทำเพื่ออะไร มีเงื่อนไข และต้องใช้เอกสารอะไรบ้าง ผมขอตอบคร่าวๆ ละกันครับ การ รีไฟแนนซ์ หรือ refinance บ้าน เปลี่ยนหนี้ที่มีอยู่ ไปอยู่กับเจ้าหนี้ใหม่ โดยใช้หลักประกันเดิมที่เคยค้ำประกันไว้กับเจ้าหนี้รายเก่า เพื่อ ได้เงื่อนไขที่ดีกว่า เช่น อัตราดอกเบี้ย ที่ต่ำลง เงื่อนไขการผ่อนชำระ หรือ เงื่อนไขอื่นๆ ในการใช้วงเงิน ดี ขึ้น หรือ ได้ ขยายเวลา การผ่อนชำระที่นานขึ้น และเงื่อนไขที่ดีที่สุด ที่ลูกหนี้ชอบ คือ ได้ขอเพิ่มวงเงิน

 

แต่ที่ผมเจอๆ มา ลูกค้าส่วนใหญ่ เกิน 80% ที่ให้ผมทำ รีไฟแนนซ์บ้านให้ คือ เป็นหนี้บ้านอยู่ ตอนนี้ผ่อนไปได้นานแล้ว เหลือหนี้ เท่านั้น เท่านี้ และตอนนี้เป็นหนี้บัตรเครดิต อยู่เท่านั้น เท่านี้ อยากรวมหนี้บัตร และปิดหนี้ ปิดบัตรเครดิต โดยให้ทำการ รีไฟแนนซ์บ้าน กับ ธนาคารใหม่ โดยขอวงเงินเพิ่มเท่านั้นเท่านี้ เพื่อจะได้มาปิดบัตร…… ผมมีสองคำถาม
1. ถ้าสมมติ ผมทำได้ ตามที่ลูกค้าต้องการ ทำการรีไฟแนนซ์ จากแบงก์ใหม่ ได้เงินเพิ่มมาก้อนหนึ่ง จากการ refinance แล้ว วัตถุประสงค์แรก คุณต้องการเอาเงินก้อนนี้ ไปปิดหนี้บัตรเครดิต จะได้มาเป็นหนี้บ้านก้อนเดียว แต่ผมมีคำถามตัวโตๆ ถ้าได้เงินก้อนนี้มาแล้ว คุณเกิดตบะแตก แทนที่จะเอาเงินไปปิดบัตร และยกเลิกบัตรไปเลย ผมข้อท้าเลย คุณจะเอาเงินไปปิดบัตรครับ แต่ไม่ยกเลิกบัตร แล้วเวลาผ่านไปซักระยะ คุณก็จะเป็นหนี้บ้านก้อนใหม่ ที่มากกว่าก้อนเดิม และคุณก็จะเป็นหนี้บัตรเดิม และหนี้เท่ากับเงินก้อนเดิม …พนันกับผมไหมละ ว่ามันจะไม่เกิด
2. คำถามนี้ ขอถามกับคนที่ เป็นหนี้ บัตรแบบว่า ผ่อนตรงบ้าง ไม่ตรงบ้าง เรียกได้ว่า ผ่อนแบบกระท่อนกระแท่น แต่พยายามจะจ่ายหนี้บ้านให้ตรงเอาไว้ก่อน เพื่อที่จะพยายาม รีไฟแนนซ์บ้าน เพื่อขอเงินส่วนต่างที่เพิ่มขึ้นมา เอามาปิดบัตรที่มีอยู่
จากคำถามข้อที่สองนี้ คุณว่า แบงก์เขาเช็คบูโรคุณไปดู เขาจะไม่รู้เหรอครับ ว่าคุณมีหนี้ยังไง แล้วมีหนี้ขนาดหนี้เขาจะให้ไหม เขาไม่รู้เหรอว่า คุณจะมาขอส่วนต่างไปปิดบัตร บางคนบอกว่า ก็ไปยืมเงินมาปิดหนี้ก่อนซิ ก็ลองดูครับ ปิดหนี้ พร้อมๆ กันทุกบัตร ในระยะเวลาใกล้กัน โดยไม่มีที่มาที่ไปของเงิน ลองดูครับ ว่าธนาคารจะให้ผ่านไหม
สรุปนะครับ การรีไฟแนนซ์บ้าน หลักการจริง สำหรับคนที่ฉลาดในการเป็นหนี้ คือ เมื่อเราผ่อนหนี้ดี ผ่อนตรงไปได้สักระยะหนึ่งแล้ว ส่วนใหญ่ธนาคารจะกำหนด ห้ามรีไฟแนนซ์เร็วกว่า 3 ปี ที่เริ่มผ่อนกับเขา ลูกหนี้เหล่านี้ ก็จะแสวงหา แบงก์ใหม่ ที่ให้ดอกเบี้ยถูกกว่า เพื่อให้การผ่อนบ้านหมดเร็วขึ้น และส่วนต่างที่ประหยัดดอกเบี้ยไป คำนวณแล้วมากกว่า การที่จะต้องเสียค่าใช้จ่ายค่าธรรมเนียมต่างๆ เช่น ค่าจดจำนอง 1% ของวงเงินกู้ ค่าประเมินหลักทรัพย์ใหม่ ถือว่าคุ้ม แบบนี้เป็นต้น
ส่วนไอ้ประเภท หนี้สินพลุงพลัง กะรีไฟแนนซ์ เพื่อขอหนี้เพิ่มเอาไว้ก่อน ไปตายเอาดาบหน้า ผมขอเสร่อสอนหน่อยละกันครับ หนี้ มัน จะหมดได้ ด้วยเงินที่มาจากการประกอบอาชีพครับ หนี้ ไม่ได้หมดได้จากการ ยืมหนี้ เจ้าใหม่ ไปปิดหนี้เจ้าเก่า ครับ เปรียบเสมือน คุณยิ่งหิว กระหายน้ำ คุณก็หาน้ำดื่ม หาน้ำเค็มได้ ก็กินน้ำเค็ม ยิ่งกินก็ยิ่งกระหายน้ำ ก็ต้องกินไปเรื่อยๆ เหมือนหนี้ละครับ น้ำเค็มคือหนี้ น้ำดื่มบริสุทธิ์ คือเงินที่ได้จากการทำงาน ยิ่งกินยิ่งชื่นใจ คิดแบบผมกันไหมครับ
สำหรับท่านที่จะติดต่อ สอบถาม LineID : @antonio ครับผม