คุ้มไหมกับการติดเครดิตบูโร แต่ได้ส่วนลดหนี้เยอะมากๆ

กรณีเป็นหนี้ธนาคาร แล้วไม่จ่ายรอจนให้ธนาคารโทรมาไกล่เกลี่ย และเสนอส่วนลด เราจะได้ส่วนลดเยอะ คุ้มกับเครดิตที่เสียไป หรือเรียกภาษาชาวบ้านว่า ติดเครดิตบูโร คุ้มหรือไม่ จากข้อมูลดังกล่าว ผมสรุปเองเลยว่า ปัญหาส่วนใหญ่จะมาจาก การเป็นหนี้บัตรเครดิต หรือสินเชื่อบุคคลนะครับ ไม่ใช่หนี้บ้าน หรือ หนี้รถนะครับ ที่จะมีส่วนลดเงินต้นให้

ติดเครดิตบูโร แต่ได้ลดหนี้ คุ้มที่จะแลกไหม

จากคำถามที่ว่า หากลูกหนี้ได้ขอ hair cut ได้ส่วนลดหนี้เยอะๆ จ่ายหนี้น้อยกว่า คุ้มหรือไม่ กับการต้องติดประวัติเครดิตบูโร ทำให้มีประวัติ หนี้เสีย เทียบกับการ สู้ต่อ ผ่อนหนี้ไป ไม่ต้องบ่น  ผ่อน แบบมองไม่เห็นฝั่ง แต่เครดิตบูโรยังดีอยู่( ดีอยู่จริงไหม จะมาบอกในลำดับต่อไป )…คุ้มไหม

ปัจจัย สำคัญในการพิจารณาคือ คุณยังจ่ายหนี้ ต่อเดือน ไหวไหม

คำถามที่ว่าคุ้มไหมที่ติดเครดิตบูโรแต่จ่ายหนี้ลดลง ผมจะให้ข้อสังเกตและพิจารณาดังนี้นะครับ อย่าเอาคำว่า “คุ้มไหม” มาเป็นตัวตั้งครับ เราต้องเอาความสามารถในการชำระหนี้ของเรา ที่มีอยู่ ว่าเราจ่ายได้หรือไม่ ควรพิจารณาความสามารถในการชำระหนี้เป็นตัวตั้งมากกว่า

ไม่ไหว อย่าฝืนผ่อนต่อ

มีน้องหลายคน ที่ LINE มาพูดคุยสอบถามกับผม ให้ข้อมูลว่า เป็นหนี้เยอะ ผ่อนไม่ไหว จ่ายได้แค่ขั้นต่ำ หมุนไปเรื่อย ไม่รู้เมื่อไหร่จะหมดแรง ตอนนี้เหนื่อยมาก ผมก็ได้ขอข้อมูลของเขาเพิ่มเติม ให้ช่วยเขียนลิสต์รายชื่อเจ้าหนี้มาทั้งหมด และภาระผ่อนหนี้แต่ละเดือน สุดท้ายขอทราบเงินเดือนหรือรายได้ต่อเดือน ได้ข้อมูลมาแทบเป็นลมตกใจ บอกที่ผ่านมาน้องอยู่มาได้ยังไง หลายคนบอกว่ากู้ไปเรื่อยๆ ตอนนี้กู้ไม่ได้แล้ว ภาระหนี้เต็ม ก็หยิบยืมเงินเพื่อนฝูง ญาติพี่น้อง คนในครอบครัว มาหมุนหนี้ สุดท้ายตอนนี้เริ่มถึงทางตัน  

นั่นแหละครับ ผมถึงบอกว่า กับคำถามที่ว่า คุ้มหรือไม่ กับการติดประวัติเครดิตบูโร คุณควรจะเอาความสามารถในการชำระหนี้ มาเป็นตัวตั้ง ในการตัดสินใจมากกว่า ว่าเรากลัวติดประวัติเครดิตบูโร เป็นคนเครดิตเสีย เอาจริงๆนะ คุณยังสามารถจะรักษาเครดิตได้อยู่หรือเปล่า อันนั้นคือ ปัจจัยที่คุณจะต้องมาพิจารณามากกว่า

เอาเป็นว่า มาถึงตรงนี้ หากคุณไม่เชื่อผม คุณยังคงคิดว่าอยากจะผ่อนต่อไปเรื่อยๆ ผมตั้งข้อสังเกต แบบนี้นะครับ แบ่งเป็น 2 กรณี นะครับ คือ 1) พยายามผ่อนไปเรื่อยๆ 2) หยุดจ่าย เก็บเงินก้อน รอทุบ หรือขอแฮร์คัท

กรณีที่ 1 ถ้าคุณผ่อนไหว ไม่อยากเสียเครดิต ก็ผ่อนไปเรื่อยๆครับ พยายามค่อยๆลดหนี้ ไม่สร้างหนี้เพิ่ม พยายามเพิ่มรายได้ลดรายจ่าย ใช้หนี้ให้มากขึ้น ตัดหนี้เงินต้น ให้มากขึ้น คุณหมดหนี้แน่นอนครับ แต่จะใช้ระยะเวลานานเท่าไหร่ไม่รู้ แต่กลัวว่า คุณจะหมดแรงไปเสียก่อน อันนี้ คุณต้องคุยกับตัวเองดูนะครับ

กรณีที่ 2 หยุดจ่าย เก็บเงินก้อน รอแฮร์คัท อันนี้ หลักสำคัญที่สุด คือคุณต้องเก็บเงิน เก็บเงิน และเก็บเงิน เพื่อรวบรวมเงินก้อนใหญ่ไว้รอทุบกับเจ้าหนี้

ก่อนที่คุณจะตัดสินใจเลือกใช้หนี้แบบกรณีที่ 1 หรือ กรณีที่ 2 พิจารณาสิ่งที่ผมกำลังจะบอกคุณ แบบนี้ครับ

สิ่งที่ควรพิจารณาในเบื้องต้น
1.จำนวนมูลหนี้ทั้งหมด คือ มีหนี้มากน้อยแค่ไหน และมีภาระหนี้ที่ต้องจ่ายต่อเดือนเท่าไร เมื่อเทียบกับรายได้ ถ้าวางแผนดีๆ คุณจะรอดหรือเปล่า ถ้ารอด รักษาสถานะเครดิตบูโรไว้ครับ แต่คุณต้องมีวินัยการเงินค่อนข้างสูง
2.อายุปัจจุบันผู้กู้ ถ้าอายุยังน้อยการรักษาเครดิตไว้ก็เป็นเรื่องที่ดี แต่หากอายุเยอะ ไม่จำเป็นต้องรักษาเครดิตละครับ ผมแนะนำ มาขยายความคำว่าอายุน้อยรักษาเครดิตไว้ก็ดี แต่การที่คุณจะพยายามรักษาเครดิต แต่หากคุณจ่ายหนี้ไม่ตรง สักงวด สองงวดเกือบทุกบัตร คุณต้องใช้เวลานานอย่างน้อย 1-2 ปี คุณถึงจะกู้ได้อยู่ดีนะครับ เพราะถือว่า คุณมีประวัติไม่ดี เหมือนกัน
3.อาชีพงานปัจจุบัน ธุรกิจที่คุณทำอยู่ยังไปต่อได้ไหม หรืองานที่คุณทำอยู่ บริษัทคุณมีความมั่นคงมากน้อยแค่ไหน ถ้าดูแล้ว ไปต่อได้ คุณอาจจะเลือกรักษาเครดิตไว้ กัดฟัน จ่ายหนี้ต่อไป
4.รายได้ปัจจุบันและรายได้เสริม(ถ้ามี) คุณต้องพยายาม เพิ่มรายได้ หารายได้ปัจจุบัน และรายได้เสริมในอนาคตหากคุณขยันมากพอ และสามารถชำระหนี้ที่คุณต้องการรักษาสถานะมันไว้ได้ ก็ลุยเลยครับ ถ้าคุณกลัวการติดเครดิตบูโร
5.ทรัพย์สินตนเองและคู่สมรสจดทะเบียน คุณมีทรัพย์สินมากพอ ที่เจ้าหนี้จะไม่ให้ส่วนลดหรือเปล่า เพราะเขามองว่าคุณมีทรัพย์สินอยู่
6.ความมีวินัยการออมเงิน ถ้าคุณพร้อมและยอมที่จะแลกกับการเสียประวัติเครดิตบูโรคุณต้องมีเงินออมเพียงพอ ที่จะขอชำระหนี้แบบ Hair Cut ได้ คือคุณต้องมีเงินก้อน แต่อีกวิธีคือ ถ้าคุณยังมีเครดิตพอ สามารถหยิบยืมเพื่อนฝูงญาติพี่น้องเป็นเงินก้อนมาตัดหนี้ได้ ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งครับ
7.สถาบันการเงินที่เป็นเจ้าหนี้ อันนี้ผมอาจจะแยกย่อยไปได้เลยว่าธนาคารไหนให้ส่วนลดมาก ธนาคารไหนให้ส่วนลดน้อย หรือธนาคารไหนไม่ให้ส่วนลดเลย ต้องดูด้วยครับว่าหากคุณเป็นลูกหนี้กับธนาคารที่มันไม่มีนโยบายให้ส่วนสด ขอยังไงคุณก็ไม่ได้ครับ ด้วยในปัจจุบัน สถาบันการเงิน/ธนาคาร มีการจัดระบบการตามหนี้ ทวงหนี้ อย่างเป็นระบบและความเร็วในการทวงหนี้มีมากขึ้น ซึ่งหากไม่ชำระหนี้ ละคุณเพียงเพื่อรอให้ธนาคารโทรมาและหวังส่วนลดนั้น บางรายอาจจะไม่สำเร็จการต่อรองทุกรายนะครับ ขึ้นกับเจ้าหนี้ หรือ เงื่อนไขของธนาคารนั้นๆ ด้วย
อีกทั้ง ธนาคารอาจมีการขายโอนหนี้ให้บริษัทฯ ติดตามหนี้ ซึ่งการต่อรองอาจมีความยากขึ้น

สิ่งที่ควรพิจารณาในเบื้องต้น
1.จำนวนมูลหนี้ทั้งหมด คือ มีหนี้มากน้อยแค่ไหน และมีภาระหนี้ที่ต้องจ่ายต่อเดือนเท่าไร
2.อายุปัจจุบันผู้กู้ ถ้าอายุยังน้อยการรักษาเครดิตไว้ก็เป็นเรื่องที่ดี แต่หากอายุเยอะ ไม่จำเป็นต้อวรักษาเครดิตละครับ ผมแนะนำ มาขยายความคำว่าอายุน้อยรักษาเครดิตไว้ก็ดี แต่การที่คุณจะพยานามรักษาเครดิต แต่หากคุณจ่ายหนี้ไม่ตรง สักงวด สองงวดเกือบทุกบัตร คุณต้องใช้เวลานานอย่างน้อย 1-2 ปีคุณถึงจะกู้ได้อยู่ดีนะครับ เพราะถือว่า คุณมีประวัติไม่ดี เหมือนกัน
3.อาชีพงานปัจจุบัน ธุรกิจที่คุณทำอยู่ยังไปต่อได้ไหม หรืองานที่คุณทำอยู่บริษัทคุณมีความมั่นคงมากน้อยแค่ไหน ถ้าดูแล้ว ไปต่อได้ คุณอาจจะเลือกรักษาเครดิตไว้ กัดฟัน จ่ายหนี้ต่อไป
4.รายได้ปัจจุบันและรายได้เสริม(ถ้ามี) คุณต้องพยายาม เพิ่มรายได้ หารายได้ปัจจุบันและรายได้เสริมในอนาคตหากคุณขยัน มากเพียงพอ และสามารถชำระหนี้ที่คุณต้องการรักษาสถานะมันไว้ได้ ก็ลุยเลยครับ ถ้าคุณกลัวการติดเครดิตบูโร
5.ทรัพย์สินตนเองและคู่สมรสจดทะเบียน คุณมีทรัพย์สินมากพอ ที่เจ้าหนี้จะไม่ให้ส่วนลดหรือเปล่า เพราะเขามองว่าคุณมีทรัพย์สินอยู่
6.ความมีวินัยการออมเงิน ถ้าคุณพร้อมและยอมที่จะแลกกับการเสียประวัติเครดิตบูโรคุณต้องมีเงินออมเพียงพอ ที่จะขอชำระหนี้แบบhair cut ได้ คือคุณต้องมีเงินก้อน แต่อีกวิธีคือ คุณยังมีเครดิตพอ สามารถหยิบยืมเพื่อนฝูงญาติพี่น้องเป็นเงินก้อนมาตัดหนี้ได้
7.สถาบันการเงินที่เป็นเจ้าหนี้ อันนี้ผมอาจจะแยกย่อยไปได้เลยว่าธนาคารไหนให้ส่วนลดมาก ธนาคารไหนให้ส่วนลดน้อย หรือธนาคารไหนไม่ให้ส่วนลดเลย ต้องดูด้วยครับว่าหากคุณเป็นลูกหนี้กับธนาคารที่มันไม่มีนโยบายให้ส่วนล ขอยังไงคุณก็ไม่ได้ครับด้วยในปัจจุบัน สถาบันการเงิน/ธนาคาร มีการจัดระบบการตามหนี้ ทวงหนี้ อย่างเป็นระบบและความเร็วในการทวงหนี้ ซึ่งหากไม่ชำระหนี้ เพื่อรอให้ธนาคารโทรมาและหวังส่วนลดนั้น ไม่มีความสำเร็จการต่อรองทุกราย ขึ้นกับเจ้าหน้าที่ หรือ เงื่อนไขของธนาคารนั้น
อีกทั้ง ธนาคารอาจมีการขายโอนหนี้ให้บริษัทฯ ติดตามหนี้ ซึ่งการต่อรองอาจมีความยากขึ้น

ด้วยในปัจจุบัน สถาบันการเงิน/ธนาคาร มีการจัดระบบการตามหนี้ ทวงหนี้ อย่างเป็นระบบและความเร็วในการทวงหนี้ ซึ่งหากไม่ชำระหนี้ เพื่อรอให้ธนาคารโทรมา และหวังส่วนลดนั้น ไม่มีความสำเร็จการต่อรองทุกราย ขึ้นกับเจ้าหนี้ หรือ เงื่อนไขของธนาคารนั้น
อีกทั้ง ธนาคารอาจมีการขายโอนหนี้ให้บริษัทฯ ติดตามหนี้ ซึ่งการต่อรองอาจมีความยากขึ้น อันนี้ คือ จากประสบการณ์ตรงของผมเลยนะ แต่สาเหตุที่คุณจะต้องตัดสินใจอย่างที่ผมบอกมันคือความสามารถที่คุณจะชำระหนี้ต่อได้ไหม อยู่ดีละครับ จ่ายไม่ไหวพยายามจ่ายต่อสุดท้ายคุณก็ หนี้เสียอยู่ดี

ปัจจัย 2 ข้อที่คุณจะ Hair Cut หนี้และได้ส่วนลดไม่มาก

1. คุณมีหน้าที่การงานดีอาชีพมั่นคง รายได้ดี หรือเจ้าหนี้มีข้อมูลว่าคุณมีทรัพย์สิน มากมาย พร้อมที่จะถูกเจ้าหนี้อายัดหรือยึดทรัพย์ไปขายทอดตลาดได้ แบบนี้คุณจะมีโอกาสได้ส่วนลดไม่มาก หรืออาจไม่ได้เลย

2. ขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละสถาบันการเงินที่เป็นเจ้าหนี้ของคุณ


ดังนั้นลูกหนี้ ควรพิจารณาความคุ้มได้คุ้มเสีย ให้รอบด้าน คือ
-กรณี มีหนี้มาก แต่รายได้ อาชีพไม่แน่นอน อายุมากไม่มีทรัพย์สิน และไม่คิดจะกู้ การปล่อยไม่ชำระ จะเป็นประโยชน์ เพราะถ้ายื้อไม่มีประโยชน์ ทรัพย์สิน เงินทอง ที่มี หรือการยืมญาติ ยืมหนี้นอกระบบ มาใช้หนี้ในระบบ ยิ่งทำให้ลำบากมากขึ้น
-กรณี หนี้ไม่มาก อายุไม่มาก อาชีพ รายได้ ยังเพียงพอในการชำระหนี้ ควรพยายามใช้หนี้ และมีวินัยการใช้หนี้ การเก็บเงิน จะเป็นประโยชน์มากกว่าปล่อยประวัติให้เสีย เพราะบางอาชีพ บางบริษัทฯ เช่น บริษัทมหาชน สถาบันการเงิน จะตรวจประวัติทางการเงิน ประวัติคดีการเงิน
-กรณี มีความสามารถการชำระหนี้ได้ แต่ค่อนข้างตึงตัว และยังมีรายได้ชัดเจน ประวัติยังดีไม่เสีย หากมีทรัพย์บ้านปลอดภาระ ไปกู้เอนกประสงค์ มาปิดหนี้ รายอื่นๆ ให้เหลือหนี้รายเดียว ก็อาจคือทางรอด


-หรือ กรณี ไม่มีความสามารถการชำระหนี้ ให้เลือกเจ้าหนี้ตามลำดับความสำคัญ ที่มีผลกระทบกับบุคคลคู่สมรสก่อน หากมีทรัพย์ปลอดภาระร่วมกัน ควรขายหรือโอน ก่อนที่เจ้าหนี้ จะมีโนติส หรือ ฟ้องศาล จากนั้น พิจารณาเจ้าหนี้เป็นรายๆ การต่อรองขึ้นกับ เจ้าหนี้และเงื่อนไขของธนาคารนั้นฯ ด้วย

ผมขอแทรก ข้อมูลเพื่อประกอบการพิจารณาอีกนิดนึงนะครับ ผมเห็นข้อมูลในโลกอินเตอร์เน็ตค่อนข้างเยอะ ว่าถ้าเรา hair cut หนี้ เราจะติดประวัติเครดิตบูโร เราจะกลับไปกู้ธนาคารนั้นอีกไม่ได้แล้ว ผมอยากจะบอกว่า หากคุณค้างชำระหนี้กับธนาคารนั้นๆ เช่นบัตรเครดิตธนาคารที่คุณถือบัตรอยู่ คุณจ่ายไม่ตรง แล้วคุณยังหวังว่าคุณจะกลับไปกู้ธนาคารนั้นได้อีก ผมก็บอกไปเลยว่าไม่ได้เหมือนกัน เป็นเพียงข้อมูลเพื่อประกอบการพิจารณานะครับ ตัดสินใจกันเอาเอง

สุดท้ายละผมจะมาสรุปแบบนี้ การที่จะตัดสินใจขอ hair cut หนี้ และเป็นการเสียประวัติหรือไม่ คุ้มไหม

1. บอกเลยครับว่าการที่คุณเป็นหนี้ที่จ่ายไม่ตรงเป็นปกติ ประวัติมีเครดิตบูโรคุณก็ไม่ดีเหมือนกัน คุณก็อาจจะไปกู้ที่อื่นไม่ได้เหมือนกัน อยู่ดี แต่หากคุณจ่ายหนี้แบบแฮร์คัทขอลดต้นลดดอก ประวัติในบัญชีของคุณก็ไม่ดีเหมือนกัน

2. ปัจจัยที่จะนำมาพิจารณาในการเลือกชำระหนี้ คือความสามารถในการชำระหนี้ของคุณ หากคุณไม่มีความสามารถในการชำระหนี้ คุณไม่มีสิทธิ์เลือก เพราะผมจะถามคุณว่า ถ้าคุณยังอยากจะชำระหนี้ต่อคุณจะเอาเงินที่ชำระหนี้มาจากไหน ตอบผมให้ได้ ถ้าตอบไม่ได้ แสดงว่ายังไงก็ตามคุณก็ต้องเลือกวิธีการหยุดจ่ายหนี้แล้วขอ hair cut จ่ายหนี้แบบลดต้นลดดอก อยู่ดี

3. คุณเตรียมพร้อมทำตัวให้เบาหรือยัง ก่อนที่จะเข้าสู่โหมดไม่จ่ายแล้วขอ hair cut นั่นคือคุณต้องไม่มีพันธะอะไรทรัพย์สินอะไรให้เขายึดเลย

ผมเองผ่านจุดนั้นมาแล้ว ผมทำตัวให้เบา ไม่มีทรัพย์สินอะไรให้ยึด แม้กระทั่งบัตร ATM ผมผมยังไม่มี บัตรเครดิตไม่ได้ใช้ ไม่ได้ทำงานประจำ ไม่มีเงินเดือนไม่มีประกันสังคม สุดท้ายผมมุดดินอยู่ 12 ปี ตอนนี้ผมโผล่ขึ้นมาแล้วครับ เมื่อปีที่แล้ว ผมกู้ซื้อรถไป 2 คัน ผ่านเรียบร้อย นั่นคือบทสรุปของผม   ขอให้ลูกหนี้ทุกคน โชคดีครับ


แก้หนี้ สร้างหนี้ เราจัดการให้
ติดต่อ LineID : @antonio

ติดตามคลิปดีๆ ในแวดวงการเงิน การธนาคาร และอสังหาริมทรัพย์ ได้ที่ Youtube

และติดตามผมต่อได้ที่ Facebook/AntonioAttorney.Company

สนใจให้ผมเป็นที่ปรึกษาการเงินส่วนตัว คลิกเลยครับ

ดูคลิปพิเศษจาก Antonio https://bit.ly/3wqjila

ติดต่อ ผมที่ email : antonioattorney@gmail.com หรือ LineID : @antonioattorney

ที่ปรึกษาสำหรับ ผู้ประกอบการ SME แก้หนี้ หรือ ขอกู้เงิน สินเชื่อ คลิกเลยครับ Antonio SME

Leave a Reply