แม่ถูกศาลตัดสินคดีบัตรเครดิต พ่อหรือลูกจะยื่นขอสินเชื่อได้หรือไม่ หรือต้องรอให้หมดอายุความ 2 ปี

ความกังวล ความรู้ และความเชื่อ กับเครดิตบูโร แบบผิดๆ ทำให้คนจะขอกู้เงิน วิตกจริตไปไกล เกินกว่าเหตุ

จากชื่อบทความนี้ อ่านแล้ว อาจจะงง นะครับ ถ้าแม่ เป็นหนี้เสียบัตรเครดิต แล้วถูกฟ้อง ต่อมา ลูกหรือสามี จะขอสินเชื่อจากธนาคารได้ไหม เราจะมาแตกประเด็น แยกย่อยให้เข้าใจ แบบนี้นะครับ

ประเด็นที่ต้องพิจารณา

  1.  เรื่อง อายุความ 2 ปี คำถามคือ ต้องรอหมดอายุความ 2 ปีก่อนหรือเปล่า ประเด็นนี้ ไม่เกี่ยวกับเครดิตบูโร กรณีหนี้บัตรเครดิต หากเจ้าหนี้ไม่ติดตามหนี้ แล้วใช้สิทธิทางศาล ฟ้องลูกหนี้ภายใน 2 ปี นับจากที่ลูกหนี้ผิดนัด จะหมดอายุความในการใช้สิทธิฟ้องได้ ประเด็นนี้คืออายุความ ในการใช้สิทธิในการฟ้อง มีอายุความ 2 ปี และ อายุความอีกส่วนคือ อายุความหลังจากถูกฟ้องศาล ซึ่งในส่วนนี้คือสิทธิ์ของเจ้าหนี้ ที่จะสามารถบังคับคดี ตามยึดทรัพย์ลูกหนี้ได้ ภายหลังจากที่มีคำพิพากษาภายใน 10 ปี พูดง่ายๆคือ หลังพิพากษาแล้ว 10 ปี เจ้าหนี้ต้องตามยึดทรัพย์สินของลูกหนี้ให้ได้ ถ้าเลยระยะเวลาแล้ว ตามไม่ได้ ตามไม่เจอ ถือว่าหมดสิทธิในการบังคับคดียึดทรัพย์กับลูกหนี้รายนั้น   ฉะนั้นจากคำถามที่ว่าต้องรอ อายุความหมด 2 ปีหรือเปล่า ไม่เกี่ยวกันเลยครับคนละเรื่อง เพราะ คำตอบชั้นที่ 1 ถึงอายุความหมด แต่ประวัติในเครดิตบูโรอาจจะยังไม่ลบก็ได้ ไม่เกี่ยวกัน ชั้นที่ 2 อายุความขอกรณี ของแม่ เป็นหนี้ ก็ไม่เกี่ยวกับ ประวัติเครดิตบูโรของลูก อยู่ดี
  2.  กรณีคู่สมรส หรือบุตร จะขอสินเชื่อ หากไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเป็นผู้กู้ร่วมหรือค้ำประกัน หรือไม่มีชื่อในส่วนของเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมในทรัพย์ที่ถูกอายัดบังคับคดี จะไม่มีผลใดๆ คือ ชื่อของคุณ จะไม่ปรากฏ เกี่ยวข้องในประวัติที่เป็นหนี้เสียในเครดิตบูโรเลยครับ

คู่สมรสหรือบุตร สามารถขอสินเชื่อได้ตามความสามารถด้านรายได้ อายุ ประสบการณ์ ของผู้กู้ และเงื่อนไขของธนาคารนั้นๆ ตามหลักการคือ ประวัติเสียของแม่ ไม่เกี่ยวกับลูก หรือ คนในครอบครัว ยกเว้นแต่ว่า คุณแม่ติด Fraud ในภาษาทั่วไปคือ มีประวัติที่ไม่ดี คือ มีการยื่นขอสินเชื่อมาก่อนในอดีต และเคยทำเอกสารหรือมีการปลอมแปลงเอกสารอันเป็นเท็จเพื่อยื่นขอสินเชื่อกับสถาบันการเงิน แบบนี้อาจจะติดประวัติ Fraud ทั้งตระกูลเลยก็ได้ เช่น บุคคลใดที่นามสกุลเดียวกับคนที่เคยติดประวัติ ธนาคารก็จะเพ่งเล็งเป็นกรณีพิเศษ หรือบุคคลใดที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านเดียวกับคนที่มีประวัติ Fraud ธนาคารก็จะเพ่งเล็งเป็นพิเศษเช่นกัน

สิ่งที่ควรระมัดระวัง คือ

-ไม่ควรไปขอสินเชื่อกับธนาคารเจ้าหนี้ของมารดาที่ถูกฟ้อง
-ไม่ควรมีรายได้ที่เกี่ยวข้องกับคุณแม่ หรือกิจการของคุณแม่ ที่ถูกฟ้อง เป็นหลัก แหล่งที่มา หรือรายได้ของคุณ ความเกี่ยวเนื่องกับ กิจการหรือธุรกิจของคุณแม่ เป็นแหล่งที่มาของรายได้ของคุณอย่างชัดเจน แบบนี้ธนาคารอาจจะสงสัย และ ธนาคารอาจจะสืบข้อมูลกิจการ หรือสืบประวัติคดีการเงินของกรรมการ(แม่) ได้ ซึ่งอาจจะเจอหรือไม่เจอก็ได้ เพราะบางคดีความที่โดนพิพากษาแล้วก็ไม่ขึ้นประวัติใน blacklist ระบบเช็คแบล็คลิส กับระบบเช็คเครดิตบูโรเป็นคนละระบบกัน ผมจะมาเล่าให้ฟังในหัวข้อต่อๆ ไปนะครับ

แต่สุดท้ายนะครับ ในหลักการใหญ่ผมขอสรุปว่า ถ้าพ่อหรือแม่ เคยมีประวัติหนี้เสีย ลูกจะขอสินเชื่อ ธนาคารจะวิเคราะห์จากข้อมูลและคุณสมบัติของผู้กู้ คือ ลูก มากกว่าครับ แต่ก็อาจจะมีบ้างที่บางธนาคารจุกจิกเกินไป ก็เคยเห็นมาแล้ว ทำให้ลูกกู้ไม่ผ่านก็มี แต่โดยส่วนใหญ่ การที่คุณมีคุณพ่อหรือคุณแม่เป็นหนี้เสีย คุณยังสามารถกู้ขอสินเชื่อกับธนาคารได้ครับ การเป็นหนี้เสียมันไม่ได้ถ่ายทอดทางพันธุกรรม ว่าพ่อหรือแม่ของเราเป็นหนี้เสีย เราก็จะกลายเป็นคนทึ่เป็นหนี้เสียเหมือนกัน มันไม่ใช่ มันไม่ใช่โรคเบาหวาน ที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ขอให้โชคดีนะครับ


แก้หนี้ สร้างหนี้ เราจัดการให้
ติดต่อ LineID : @antonio

ติดตามคลิปดีๆ ในแวดวงการเงิน การธนาคาร และอสังหาริมทรัพย์ ได้ที่ Youtube

และติดตามผมต่อได้ที่ Facebook/AntonioAttorney.Company

สนใจให้ผมเป็นที่ปรึกษาการเงินส่วนตัว คลิกเลยครับ

ดูคลิปพิเศษจาก Antonio https://bit.ly/3wqjila

ติดต่อ ผมที่ email : antonioattorney@gmail.com หรือ LineID : @antonioattorney

ที่ปรึกษาสำหรับ ผู้ประกอบการ SME แก้หนี้ หรือ ขอกู้เงิน สินเชื่อ คลิกเลยครับ Antonio SME

 

เป็นหนี้บัตรเครดิต 4 ใบ จ่ายไม่ไหวแล้ว เก็บไว้ 1 ที่เหลือ 3 ปล่อยทิ้งเลยดีไหม?

เป็นหนี้บัตรเครดิต หลายใบ จ่ายขั้นต่ำมาตลอดปลายปี ไม่หมดหนี้เสียที สุดท้ายจ่ายไม่ไหวแล้ว จะทำอย่างไรดี ปล่อยเสียไปเลยดีไหม?


แก้หนี้ สร้างหนี้ เราจัดการให้
ติดต่อ LineID : @antonio

ติดตามคลิปดีๆ ในแวดวงการเงิน การธนาคาร และอสังหาริมทรัพย์ ได้ที่ Youtube

และติดตามผมต่อได้ที่ Facebook/AntonioAttorney.Company

สนใจให้ผมเป็นที่ปรึกษาการเงินส่วนตัว คลิกเลยครับ

ดูคลิปพิเศษจาก Antonio https://bit.ly/3wqjila

ติดต่อ ผมที่ email : antonioattorney@gmail.com หรือ LineID : @antonioattorney

ที่ปรึกษาสำหรับ ผู้ประกอบการ SME แก้หนี้ หรือ ขอกู้เงิน สินเชื่อ คลิกเลยครับ Antonio SME

แก้หนี้

วิธีปลดหนี้ ปิดหนี้ เคล็ดลับง่ายนิดเดียว คุณทำได้อย่าให้สายเกินไป หนี้บัตรเครดิต หนี้บ้าน หนี้ธุรกิจ

สำหรับหนี้บัตรเครดิต หนี้สินเชื่อบุคคล หนี้บ้าน หนี้สินเชื่อธุรกิจ SME เรามีเคล็ดลับ วิธี ทำให้คุณปลดหนี้ ปิดหนี้ได้ไม่ยาก แค่คุณรู้เคล็ดลับนี้


แก้หนี้ สร้างหนี้ เราจัดการให้
ติดต่อ LineID : @antonio

ติดตามคลิปดีๆ ในแวดวงการเงิน การธนาคาร และอสังหาริมทรัพย์ ได้ที่ Youtube

และติดตามผมต่อได้ที่ Facebook/AntonioAttorney.Company

สนใจให้ผมเป็นที่ปรึกษาการเงินส่วนตัว คลิกเลยครับ

ดูคลิปพิเศษจาก Antonio https://bit.ly/3wqjila

ติดต่อ ผมที่ email : antonioattorney@gmail.com หรือ LineID : @antonioattorney

ที่ปรึกษาสำหรับ ผู้ประกอบการ SME แก้หนี้ หรือ ขอกู้เงิน สินเชื่อ คลิกเลยครับ Antonio SME

แก้หนี้

หนี้ท่วมคนไทย ทางออก ที่ยังหาไม่เจอ ภาวะ Debt Overhang ใช้หนี้จนไม่เหลือกิน

ตอนนี้ คนไทย ผมว่าเกือบร้อยละ 80 ที่เดือดร้อน จากการที่รายได้ลดลง บางคนแย่หนัก จนถึงอาจจะไม่มีรายได้เลย ส่วนอีก 20% ที่เหลือก็คือคนรวย และกลุ่มข้าราชการ ที่ไม่ได้รับผลกระทบในด้านรายได้เลย

หลายคน เป็นหนี้เยอะ เป็นหนี้มาก แต่ก็พอประคับประคองกันไปได้เรื่อยๆ ฉุดกระชากลากถู ผ่อนหนี้ตรงบ้าง ไม่ตรงบ้าง แต่ก็ไม่ถึงกับค้างชำระค่างวดกันเป็นหลายๆ งวดอย่างภาวะในปัจจุบัน เพราะยังพอมีรายได้ บางเดือนมากบ้าง บางเดือนน้อยก็ถูๆไถๆ แต่ตอนนี้ เจอวิกฤตโควิด รายได้ลดลง จากที่ผมประสบพบเจอ กับพ่อค้าแม่ค้า ผู้ประกอบการ smes ส่วนใหญ่ รายได้ลดลงตั้งแต่ 50-80% อาจจะมีบางกลุ่ม บางอาชีพไม่มีรายได้เลย เรียกว่ารายได้เป็นศูนย์ ปัจจุบันภาระหนี้ครัวเรือนของไทย เป็นหนี้รวมกัน 14.1 ล้านล้านบาท เท่ากับ 90.5% ต่อ GDP สูงสุดในรอบ 18 ปี ก่อนโควิดปี 63 หนี้ครัวเรือนของไทยอยู่แค่เพียง 79.8% ต่อ GDP ผ่านมาปีกว่า ขยับขึ้นไปสิบกว่าเปอร์เซ็นต์ แบบนี้จะอยู่กันได้ไหมครับเนี่ย

ผมเอง ขอพูดในนามเจ้าของบริษัท Antonio Attorney เราเป็นที่ปรึกษาด้านการเงิน มีภาระหน้าที่ในการเจรจาหนี้ ให้กับลูกค้าที่ มาว่าจ้างบริษัทเรา บอกได้เลยครับว่า ลูกค้ารายไหนที่ยังทนผ่อนอยู่กันมาเป็นปีๆ ตอนนี้เริ่มไม่ไหวกันบ้างแล้วครับ แต่ก็ยังยึดติดกับคำว่าไม่อยากเสียเครดิต เป็นลูกค้ากันมาเป็นสิบๆปี ไม่เคยมีเหตุการณ์แบบนี้ในชีวิต ถ้าให้ผมแนะนำ ถ้าพี่จะจ่ายอยู่แบบเนี้ย โอกาสที่พี่จะจบชีวิต ในการทำธุรกิจ ไปพร้อมกับเครดิตที่มันอาจจะจางหายไป ถ้ามองในแง่ดีปี 65 66 อาจเริ่มจะฟื้น แต่ธุรกิจของพี่เนี่ยจะตายไปก่อน แล้วก็ไม่ได้ฟื้นมาดูโลกหลังโควิดนะครับ เพราะฉะนั้นเก็บเรี่ยวเก็บแรง เก็บกระสุน ตุนไว้เยอะๆ หนี้เสียแก้ได้ เครดิตเสียกลับตัวได้ แต่ถ้าพี่ เสียธุรกิจไป ไม่ง่ายนะครับที่จะกอบกู้มันขึ้นมา เพราะถ้าพี่เสียธุรกิจ ธุรกิจปิดกิจการ เครดิตพี่ก็ต้องเสียอยู่ดี แต่ถ้าพี่ยอมเสียแค่เครดิต ธุรกิจอาจจะไม่เสียก็ได้ กลับมาเริ่มต้นกันใหม่ได้ครับ

ที่นี้เรามาดูกันว่าคำว่า Debt Overhang คืออะไร แปลเป็นภาษาไทย ก็หมายความว่า มีภาระหนี้สูง จนไม่สามารถมีเงินไปจับจ่ายใช้สอยอย่างอื่นได้เลย มีเงินเท่าไหร่เอาไปจ่ายหนี้หมด เคยเป็นไหมครับ ผมนี่แหละคนหนึ่งที่เคยเป็น ช่วงที่มีหนี้เยอะ หนี้มากหมุนเงินเดือนนึงหลายแสนเป็นล้าน จ่ายหนี้จ่ายได้ทุกเดือน ทุกเดือน แต่เงินจะกินแทบจะไม่มี เงินกินใช้จริงๆเดือนนึงไม่กี่พัน ไม่กี่หมื่น แต่หมุนเงินได้ เดือนเป็นล้าน มานั่งคิดดูนะครับว่า เฮ้ยนี่เราเก่งมากเลยนะ ถ้าเราหมุนเงินได้แบบนี้ แล้วเราไม่มีหนี้ ป่านนี้เราคงรวยไปแล้ว ช่างมันครับ ก็ถือเป็นประสบการณ์ชีวิตของผมที่มันทำให้ผมแข็งแกร่ง

ที่นี้เรามาดูกันว่าภาระหนี้สูงที่ทำให้เกิดปัญหา Debt overhang แบ่งแยกประเภท เป็นระดับได้ ดังนี้

  • คนมีรายได้น้อย ส่วนใหญ่จะสร้างหนี้มากกว่า 5 เท่าของรายได้ทั้งปี เช่น มีรายได้ทั้งปี ประมาณ ปีละสมมตินะครับ 120,000 บาท เขาจะสร้างหนี้สร้างสินให้กับตัวเองไปประมาณ 5 เท่าก็คือ 600,000 ความหมาย คือ มีรายได้ปีละ 120,000 รายได้โดยเฉลี่ยเท่ากับเดือนละ 10,000 แต่สร้างหนี้ไปแล้วครับ 600,000 ไหวไหมครับเนี่ย ลองคำนวณดูเล่นๆ นะครับ สมมติดอกเบี้ยที่ 12% เงินต้น 600,000 ดอกเบี้ย ก็ล่อไปเดือนละ 6,000 บาท แล้ว มีรายได้แค่ 10,000 โดนดอกเบี้ย 6,000 เหลือกิน 4,000 จะไหวไหมครับ และกลุ่มรายได้น้อย เหล่านี้ ก็จะแก้ไขหนี้ ด้วยการหมุนหนี้ครับ คือหมุนหนี้ใหม่ มาจ่ายหนี้เก่า หนี้มันก็จะยิ่งพอกพูนขึ้นเรื่อยๆ
  • คนรวยที่มีหนี้ เขาจะแก้ไขปัญหาหนี้ ด้วยการเลื่อนกำหนดการจ่ายหนี้ออกไป เจรจา ดึง ชะลอเวลา หรือผลัดผ่อนหนี้ไปเรื่อยๆ
  • สำหรับกลุ่มคนชั้นกลาง กลุ่มคนเหล่านี้ ผมว่าประมาณครึ่งหนึ่งครับ ก็จะเป็นคล้ายๆกับคนรายได้น้อยน่ะครับ คือการหมุนหนี้มาจ่ายหนี้ พัวพัน พอกพูนหนี้

แต่มีสิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างนึงนะครับ เขาบอกว่าคนรายได้น้อยนะครับ จะมีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน นะถึงแม้ว่าจะมีหนี้อยู่ แต่ว่าทรัพย์สินส่วนใหญ่ก็คือ ที่ดินและบ้าน อันนี้ส่วนใหญ่จะเป็นคนต่างจังหวัดเป็นเกษตรกร แต่ว่าที่ดินหรือบ้าน เนี่ยมีมูลค่ามากกว่าทรัพย์สินก็จริง แต่ว่ามันไม่มีสภาพคล่อง ที่สามารถมาขายมาใช้หนี้ได้ อันนี้คือข้อมูลจาก TDRI นะครับ ผมก็ไม่กล้าเถียง แต่ งง กับข้อมูลนี้จริงๆ นะ ที่ว่า กลุ่มคนที่มีรายได้น้อย จะมีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน

ทีนี้หลายคนยังงงว่า เฮ้ยคนรายได้น้อย ทำไมกู้เงินได้เยอะวะ กู้ได้ยังไง กลุ่มคนจนส่วนใหญ่ เหล่านี้ผมใช้คำว่ากลุ่มผู้มีรายได้น้อยแล้วกัน เจ้าหนี้เนี่ยนะครับจะไม่ค่อยเป็นเจ้าหนี้ธนาคาร ถ้าเป็นเจ้าหน้าที่ธนาคาร ส่วนใหญ่ก็คือ ธกส. หรือธนาคารเพื่อการเกษตร แล้วก็อีกเจ้าหนี้หนึ่งก็คือ กองทุนหมู่บ้าน แล้วก็สหกรณ์ต่างๆ ส่วนใหญ่กลุ่มคนมีรายได้น้อยเหล่านี้ มักจะติดหนี้เจ้าหนี้ เหล่านี้ เวลากู้ครับ ก็ไขว้กัน ค้ำประกัน คนนี้ค้ำคนนี้ 3 คนค้ำไขว้กันแล้วก็ปล่อยกู้กันไป

ทีดีอาร์ไอ วิจัยมาว่านะครับ ส่วนใหญ่ผู้มีรายได้น้อยเนี่ย จะกู้เงินผ่านช่องทางต่างๆ ที่เกิดมาจากโครงการต่างๆของรัฐบาลนั่นแหละ ยิ่งรัฐบาลมีนโยบายให้ประชาชนผู้มีรายได้น้อยกู้เยอะเท่าไหร่ ยิ่งสร้างปัญหาภาระหนี้สินให้กับผู้มีรายได้น้อยเหล่านี้ เราจะเคยได้ยินคำว่าพักหนี้เกษตรกรมาทุกยุคทุกสมัย เกือบทุกรัฐบาล เพราะว่าเกษตรกรเป็นหนี้เยอะเหลือเกินครับ

กลุ่มคนชั้นกลางหรือกลุ่มพนักงานบริษัทพนักงานกินเงินเดือนก็ไม่น้อยหน้า ผมเคยเจอนะบางคนเป็นหนี้บัตรเครดิต สินเชื่อบุคคล หนี้อะไรต่างๆนานา ทั้งธนาคาร ทั้งนอนแบงค์ ล่อไปเกือบ 20 เจ้าหนี้ สร้างหนี้เกินรายได้ไป 40-50 เท่า แล้วจะเอาอะไรที่ไหนไปจ่ายเขาล่ะ สุดท้ายไปไม่รอดโดนฟ้องพิพากษา อายัดเงินเดือน อายัดบ้านที่ผ่อน อายัดคอนโดที่ผ่อน หมดอนาคตกันไปครับ

หลายคนบอกว่าที่พูดมาเนี่ยมีแต่ปัญหาทั้งนั้นเลยมันไม่มีทางออกกันบ้างเลยหรือไง ทางออกมีไหมครับ มีครับ กับลูกค้าหรือกับลูกหนี้ที่ไม่มีหนี้มากจนเกินไป ลูกค้าผม บางรายผมก็จนปัญญาที่จะช่วยจริงๆ เพราะว่าไม่เข้าใจเหมือนกันว่า กู้ได้ยังไงขนาดนั้นบางคนเงินเดือนไม่เท่าไหร่กู้ได้มากกว่าเงินเดือนเอง 50-60 เท่า ที่กู้มาก 50-60 เท่าเนี่ย เป็นหนี้ที่ไม่มีหลักประกันนะครับ พวกบัตรเครดิตสินเชื่อบุคคลทั้งหลาย ไม่ใช่หนี้บ้านนะครับ ผมเองเจอลูกค้าลักษณะแบบนี้บอกตรงๆครับ จนปัญญาเหมือนกัน เพราะว่ารายได้มันไม่มีเพียงพอกับหนี้แน่นอน แบบนี้ผมบอกเขาเลยว่า ทำใจแล้วปล่อย ปล่อยเลยครับ รอพิพากษา จนหมดอายุความ ฟ้องก็ฟ้องไป พิพากษาก็พิพากษาไป ตามสืบทรัพย์สืบไป 10 ปี หลังคำพิพากษาก็ต้องปล่อย ก็ต้องยอม เพราะมันทำอะไรไม่ได้จริงๆ

ส่วนมาตรการต่างๆ ที่ภาครัฐพยายามจะให้ธนาคารพาณิชย์ต่างๆช่วยเหลือลูกหนี้ มันก็ช่วยกันแบบไม่เต็มที่ไม่เต็มเหนี่ยว แต่ผมก็เข้าใจธนาคารนะครับถ้าช่วยกันเต็มที่ จริงๆก็ยกหนี้ไปกันเลย ดีกว่า

ผมก็ขอสรุปแบบไม่สรุป อีกทีแล้วครับ ว่านึกไม่ออกเหมือนกันว่าคนที่มีหนี้กันเยอะๆ จะรอดพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้อย่างไร แต่ผมมั่นใจอย่างนึงครับว่า เครดิตบูโรเน่ากันเกินครึ่งประเทศแน่นอน สำหรับลูกหนี้ประเทศไทย


แก้หนี้ สร้างหนี้ เราจัดการให้
ติดต่อ LineID : @antonio

ติดตามคลิปดีๆ ในแวดวงการเงิน การธนาคาร และอสังหาริมทรัพย์ ได้ที่ Youtube

และติดตามผมต่อได้ที่ Facebook/AntonioAttorney.Company

สนใจให้ผมเป็นที่ปรึกษาการเงินส่วนตัว คลิกเลยครับ

ดูคลิปพิเศษจาก Antonio https://bit.ly/3wqjila

ติดต่อ ผมที่ email : antonioattorney@gmail.com หรือ LineID : @antonioattorney

ที่ปรึกษาสำหรับ ผู้ประกอบการ SME แก้หนี้ หรือ ขอกู้เงิน สินเชื่อ คลิกเลยครับ Antonio SME

แก้หนี้

วงจรของ “หนี้” ตั้งแต่เริ่มจนจบ รู้ไว้จะได้รอด

คนเราจะเริ่มเป็นหนี้ได้ คนนั้นต้องมีเครดิตก่อนนะครับ ถ้าใครไม่มีเครดิตคงกู้ยืมเงิน ใครเขาก็คงไม่ให้กู้ แต่เริ่มแรก หลายคนเริ่มกู้เงิน ตั้งแต่สมัยที่เราเป็นนักเรียน ยืมเงินเพื่อน เพื่อนมันก็คงมั่นใจเรา ถึงยอมให้เรายืมเงิน และเพื่อนก็ต้องมั่นใจว่า เราสามารถหาเงินมาใช้หนี้ได้ ฉะนั้นหลักการง่ายๆ เวลาคนจะให้ยืมเงิน คือ

1. เครดิตคนกู้ ดีหรือไม่?
2. คนกู้ มีความสามารถ ในการใช้หนี้คืนหรือไม่?

หลักการง่ายๆ 2 ข้อนี้ จึงเป็นจุดเริ่มต้นของ วงจรหนี้ ใครที่มีหนี้ก้อนแรก ที่กู้ผ่าน คงไม่ได้เกิดจากการมีเครดิตในการผ่อนชำระหนี้นะครับ เพราะ สมมติว่า เราเพิ่งเรียนจบ ยังไม่เคยสร้างหนี้ ยังไม่มีเครดิต เจ้าหนี้ ก็คงพิจารณาจาก คุณสมบัติของคนกู้ เช่น ทำงานที่ไหน อาชีพอะไร เงินเดือนเท่าไร และพิจารณาจากความสามารถในการชำระหนี้ ถึงแม้ว่ายังไม่มีเครดิตก็เริ่มกู้ได้ จากเงินกู้ วงเงินเล็กๆน้อยๆ ไปก่อน ดูกันครับว่า วงจรหนี้ มันจะเริ่มอย่างไร และแต่ละคนจะจบลงอย่างไร บางคนจบดี บางคนจบไม่ดี บางคนยังไม่จบ

หนี้ระยะแรก ครับอย่างที่บอก ว่าเรายังไม่มีเครดิตดี ในระยะแรก หากเริ่มกู้ได้ วงเงินก็ไม่ค่อยเยอะ ส่วนใหญ่ จะเป็นวงเงินบัตรเครดิต หรือ บัตรผ่อนสินค้า ระยะแรกนี้ ธนาคารจะให้กู้ ก็เพราะว่าเรายังสดใหม่ ถึงแม้เราจะไม่มีเครดิตก็ตาม เพราะเจ้าหนี้ หรือ ธนาคาร เข้าใจได้อยู่แล้วว่าเราเพิ่งเริ่มทำงาน ทำงานครบ 1 ปี เริ่มยื่นกู้กันแล้วครับ หนี้ระยะแรกนี้ ส่วนใหญ่คนที่ยังอยู่ในช่วงนี้ จะมีประวัติในการผ่อนชำระดีครับ แล้วหลายคนจะมีหนี้มากหรือน้อย ตรงนี้ล่ะครับ จะวัดกันต่อไปว่า คุณจะไประยะที่ 2 3 และ 4 ต่อ ได้ หรือ ไม่

บางคนจอดป้าย แค่ที่ระยะแรกนี้เท่านั้นครับ คือ ยังไม่สามารถไปสร้างหนี้ที่ดูแล้ว เป็นตัวเป็นตน เป็นกอบเป็นกำ ได้สักเท่าไร สร้างหนี้ได้แค่ บัตรเครดิต บัตรผ่อนสินค้า บัตรกดเงินสด หรือสินเชื่อบุคคล ก็จอดป้ายเรียบร้อยครับ เป็นหนี้เสีย หนี้ในระยะแรกนี้ ถ้าใครเป็นแล้ว ค่อยๆเพิ่มพูน เพิ่มพูนหนี้นะครับ หนี้มันจะขึ้นมาเรื่อยๆ คุณมีโอกาสจบตั้งแต่ระยะแรกเลย เริ่มจากบัตรเครดิต 1 บัตร 2 บัตร 3 บัตรบัตรกดเงิน สดสินเชื่อบุคคล สุดท้ายหมุนไม่รอด ถ้าใครไม่รอดจอดป้ายใครรอดไปต่อ ระยะที่ 2 ครับ

หนี้ระยะที่สอง คือหนี้บ้าน หรือหนี้รถ อันนี้เริ่มขยับ step ขึ้นมานะครับ เป็นหนี้ที่มีหลักประกันแล้วครับ แต่คุณต้องผ่านระยะแรกให้ได้ก่อนนะครับ คือการที่คุณจะกู้ซื้อบ้าน หรือกู้ซื้อรถ หากคุณมีหนี้บัตรเครดิต หนี้สินเชื่อบุคคล ทั้งหลายเยอะมากเกินไป คุณจะมาต่อข้อ 2 หรือระยะที่ 2 ไม่ได้ เพราะคุณจะติดขัด ข้อหามีภาระหนี้สูง ไม่สามารถยื่นกู้บ้าน หรือยื่นกู้รถ ได้ครับ แต่หลายคน ถ้าเตรียมตัวมาดีการสร้างหนี้ระยะที่ 1 จะเป็นการสร้างเครดิตเพื่อเป็นรากฐาน ให้สามารถสร้างหนี้ระยะที่ 2 ต่อได้ แต่หลายคนการสร้างหนี้ระยะที่ 1 เป็นการสร้างเครดิตเสียให้กับตัวเองแล้วไปต่อไม่ได้จอดอยู่แค่ระยะที่ 1

หนี้ระยะที่ 2 นี้ ถ้าคุณสามารถบริหารหนี้ ในระยะที่ 1 ได้ดี เป็นหนี้พอสมควร รักษาเครดิตดี ภาระหนี้ต่อเดือนไม่สูงมาก คุณจะสามารถกู้บ้าน และกู้รถผ่าน แต่ผมว่าร้อยละ 50 เปอร์เซ็นต์ ที่มีภาระหนี้สูง หลายคนเตรียมตัวไม่ดีเท่าที่ควร แต่ถ้าคนเตรียมตัวดี คือคุณจะค่อยๆลดภาระหนี้ลง ค่อยๆปิดบัตร ที่ไม่จำเป็น ไม่ต้องยกเลิกบัตรก็ได้นะครับ ค่อยๆทยอย ลดภาระหนี้ลง บัตรผ่อนสินค้า ถ้าลดภาระหนี้ลงแล้ว สินเชื่อบุคคลพยายามเคลียร์ให้จบ เพื่อที่จะเตรียมตัวในการกู้ซื้อบ้าน หรือกู้ซื้อรถ แต่หลายคนก็เกิดปัญหานะครับ เช่น จะกู้ซื้อบ้าน ก็ไม่ผ่าน เจ้าหน้าที่สินเชื่อ บอกว่ามีภาระหนี้สูงเกินไป ทำไงครับ ก็ไปหยิบยืมเงินคนมาปิดหนี้ก่อน ก่อนที่จะยื่นกู้บ้าน ถ้าไปหยิบยืมเงินผู้คนที่รู้จักญาติพี่น้องเพื่อนฝูงก็ดีไป บางคนไปหยิบยืมเงินที่มีดอกเบี้ยแพงๆนะครับ ปิดหนี้เสร็จกู้บ้านผ่านสุดท้ายเป็นทั้งหนี้บ้าน เป็นหนี้บัตร เป็นหนี้นอกระบบพัวพันกันไปหมด อันนี้ครับคือหนี้ระยะที่ 2 เริ่มน่ากลัวแล้ว ใช่ไหมครับ

หนี้ระยะที่สาม มันจะวนลูปจากหนี้ระยะที่ 1 2 กลับมาเป็นระยะที่ 3 คือ หลังจากที่คุณกู้บ้านได้แล้ว กู้รถได้แล้ว ไอ้บัตรเครดิตที่คุณเริ่มมี ตอนระยะที่ 1 และคุณจำเป็นต้องปิดไปหรือลดหนี้ลง เพื่อที่จะยื่นกู้บ้าน หลังจากนั้น คุณจะกลับมาเป็นหนี้บัตรเครดิตอีกรอบครับ คราวนี้จะมาหนักกว่าเดิม เป็นหนี้บัตรเครดิต เป็นหนี้สินเชื่อบุคคล สินเชื่อ personal loan ทั้งหลาย เพราะอะไร เพราะคุณเริ่มมีภาระที่มากขึ้นครับ บ้านจำเป็นต้องมีเฟอร์นิเจอร์ จำเป็นต้องต่อเติม จำเป็นต้องดูแลรักษารถ ค่าใช้จ่ายต่างๆนู่นนี่นั่น คุณเริ่มที่จะสร้างครอบครัวแต่บางครั้ง ครอบครัวที่คุณสร้างมันเร็วเกินไป คุณไม่ได้สร้างครอบครัวจากรายได้ของคุณ หรือรายได้ของครอบครัว แต่คุณสร้างครอบครัวด้วยหนี้ ที่คุณสามารถกู้ได้ ผิดหลักการอย่างชัดเจนครับ อันนี้คือหนี้ระยะที่ 3 หนี้ระยะนี้ จะเริ่มก่อตัว และเริ่มสร้างปัญหาให้คุณ แล้วคุณจะเริ่มรู้สึกถึงปัญหานั้น ก็อย่างที่บอกคุณสร้างหนี้บัตรเครดิต สร้างหนี้สินเชื่อบุคคล คุณสร้างหนี้ในระบบเพิ่มจนไม่สามารถสร้างหนี้ในระบบได้อีกต่อไปแล้ว

หนี้ระยะที่สี่ ครับ คือหนี้นอกระบบ คำว่าหนี้นอกระบบคือ คุณยืมเงินพี่น้องเพื่อนฝูง ก็ถือว่าเป็นหนี้นอกระบบนะครับ แต่ถ้าไปกู้นายทุนปล่อยเงินกู้ละก็ อันนี้นอกระบบของจริงครับ ร้อยละ 5 ร้อยละ 10 ต่อเดือน อันนี้หนักแน่นอน ถ้าคุณมาถึงระยะที่ 4 แล้วคุณยังไปต่อความหมาย คือคุณก็ยังสร้างหนี้สร้างสินนอกระบบเพิ่มขึ้นมาอีก ผมบอกเลยครับ โอกาสที่คุณจะตกนรกทั้งเป็นสูงมาก มันจะสร้างความเครียดให้คุณได้มากกว่านี้ในระบบหลายร้อยเท่าพันเท่าเลยครับ ถ้ายังทัน คุณควรจบวงจรหนี้ ที่แค่ หนี้ระยะที่ 3 เท่านั้นพอครับ คุณควรจบที่ระยะที่ 3 แล้วแก้ไขมัน ไม่ควรถลำมาถึงระยะสี่ คือ หนี้นอกระบบ

แต่ถ้าจบไม่ได้ ในที่นี้ จะพูดถึงเฉพาะหนี้ในระบบนะครับว่า จะเกิดอะไรกับคุณบ้าง

  1. คุณจะโดนทวงหนี้ ทวงแบบน่ารำคาญ แบบสร้างความเครียดทุกวัน เจ้าหนี้จะทวงหนี้คุณหนักๆ ในช่วง 1-3 เดือนแรกเท่านั้น หลังจากนั้นจะมีการเปลี่ยนผู้ดูแลคนใหม่ ทีมใหม่ แล้วก็จะผลัดเปลี่ยนเจ้าหน้าที่คนใหม่ๆเข้ามาทวงคุณ เรื่อยๆ
  2. ในระยะนี้เขาอาจจะมีข้อเสนอให้คุณปรับโครงสร้างหนี้ หรือขอให้คุณชำระหนี้ให้จบเพียงครั้งเดียวที่เรียกว่าแฮร์คัท ถ้าหลายคนทำได้ก็ทำไปครับ ทำไม่มีเงินก้อน ก็ปรับโครงสร้างหนี้ครับ ถ้าเจรจาได้ สุดท้าย ปรับแล้ว จ่ายไม่ไหวกลับมาผิดนัดเหมือนเดิม
  3. ขั้นตอนต่อไปก็คือ เขาอาจจะฟ้องคุณครับ ระยะเวลาฟ้องตอบไม่ได้ชัดเจนแต่ ถ้าคุณเริ่มผิดนัด 6 เดือนขึ้นไป จะเริ่มฟ้องแล้ว
  4. ถ้าฟ้อง และคุณไปเจรจาที่ศาล ทำยอมที่ศาลได้ ก็ผ่อนต่อครับ แต่ถ้าเราผ่อนต่อไม่ได้ตามที่ทำสัญญายอมไว้ เขาจะเริ่มดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไปครับ
  5. หลังจากถูกฟ้องแล้ว ทำยอมแล้ว หรือว่าคุณไม่ไปทำยอม โดนพิพากษา หรือบางคนทำยอมแล้ว แต่ทำไม่ได้ ก็ถือว่าจบเหมือนกันเปรียบเสมือนคุณถูกพิพากษาตามฟ้อง เจ้าหนี้มีสิทธิที่จะบังคับคดีโดยใช้อำนาจตามคำพิพากษา
  6. เขาจะเริ่มสืบทรัพย์คุณ สืบว่าคุณมีทรัพย์สินอะไรบ้าง มีเงินเดือนเท่าไหร่ เงินฝากอยู่ที่ไหน ถ้ามีอสังหาริมทรัพย์อะไรมีบ้านที่ไหน รถมีไหม เขาจะตามสืบทั้งหมด ถ้าเขาเจอ เขาสามารถยึดได้หมด
  7. ตามยึดทรัพย์ได้เอาไปขายทอดตลาดครับ ไม่ใช่ยึดทรัพย์เพื่อไปเป็นของเจ้าหนี้นะครับ ยึดทรัพย์เพื่อไปขายทอดตลาด
  8. ขายทอดตลาด ได้เงินไม่พอใช้หนี้ ตามบี้ต่อ คุณมีอะไรอีกตามยึดให้หมด
  9. แต่สุดท้ายก็คงไม่มีอะไรเหลือแล้ว เจ้าหนี้สามารถตามยึดทรัพย์คุณได้ 10 ปีหลังจากคำพิพากษา คุณจะต้องติดบ่วงกรรมหนี้ไปอีกยาวนาน

แต่สำหรับผม หลุดบ่วงกรรม ของหนี้แล้วครับ


แก้หนี้ สร้างหนี้ เราจัดการให้
ติดต่อ LineID : @antonio

ติดตามคลิปดีๆ ในแวดวงการเงิน การธนาคาร และอสังหาริมทรัพย์ ได้ที่ Youtube

และติดตามผมต่อได้ที่ Facebook/AntonioAttorney.Company

สนใจให้ผมเป็นที่ปรึกษาการเงินส่วนตัว คลิกเลยครับ

ดูคลิปพิเศษจาก Antonio https://bit.ly/3wqjila

ติดต่อ ผมที่ email : antonioattorney@gmail.com หรือ LineID : @antonioattorney

ที่ปรึกษาสำหรับ ผู้ประกอบการ SME แก้หนี้ หรือ ขอกู้เงิน สินเชื่อ คลิกเลยครับ Antonio SME

แก้หนี้