ปีนี้ ปล่อยกู้ยากขึ้น อยากรู้ไหม ธนาคารไหน อนุมัติง่าย??

ปีนี้ ปี 2562 เป็นปีที่ภาคอสังหาริทรัพย์ น่าจะต้องผจญภัย และหวาดเสียวพอสมควรนะครับ เพราะ ธนาคารพารณิชย์ โดนแบงค์ชาติ เข้ามาดูแล แต่ไม่ได้ถือว่าควบคุมนะครับ ทำให้ธนาคารขยับแข้งขยับขาไม่ค่อยออก ปล่อยกู้กันแบบ เต็มๆ ไม่ได้เหมือนปีก่อนๆ ครับ ซึ่งแต่ละธนาคาร จะมีมาตรฐาน ในการปล่อยกู้ เข้ามากเข้มน้อยแล้วแต่กันไปครับ ปัจจัยที่มีผลให้ธนาคารรับความเสี่ยงมาก ความเสี่ยงน้อย ต่างกันตรงไหนบ้าง เช่น

  1. ด้านการตลาด ต้องการขยายพอร์ตสินเชื่อ แต่ละประเภทในช่วงเวลาต่างกัน เอาด้านการตลาดเป็นตัวตั้ง วิเคราะห์สินเชื่อกันพอกล้อมแกล้ม ดูแล้วน่าจะโอเค ก็ปล่อยกันไป แลกกับ ดอกเบี้ยที่สูงกว่าปกติ หรือ ระยะเวลากู้ที่สั้นกว่า ค่างวดผ่อน ย่อมสูงกว่าแน่นอน
  2. ความเสี่ยงอีกด้านคือ ขึ้นอยู่กับธนาคาร ว่าแต่ธนาคารมีเงินกองทุน หรือเงินทุนสำรองที่กันไว้เป็นค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ แบบเต็มที่แล้ว ก็อาจจะพร้อมเสี่ยง
  3. บางธนาคาร ดู อาชีพ หรือ ลักษณะธุรกิจของผู้กู้ ว่า พอจะมีอนาคตและเป็นธุรกิจที่ยังสามารถดำเนินการไปได้ด้วยดี ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวนได้
  4. เมื่อธนาคาร มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น ย่อมต้องคิดดอกเบี้ยกับผู้กู้สูงขึ้น ธนาคารได้ผลตอบแทนที่ดีขึ้น แลกกับการดูแลบัญชีกู้เหล่านั้น ให้ไม่เป็นหนี้เสีย

ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ ธนาคารต้องแลกมาด้วยผลตอบแทนที่สูงขึ้นตามความเสี่ยง ผู้กู้ก็ต้องแลกกับดอกเบี้ยเงินกู้ที่แพงขึ้นแน่นอน

ฉะนั้น มาตรฐาน ที่เรียกกันว่า DTI ( Debt to Income) คือภาระหนี้ ต่อรายได้ บางช่วง ธนาคารยอมรับได้ที่ 40% บางช่วง อาจจะยอมรับได้ที่ 50% หรือ ช่วงที่ ฝุ่นตลบ เศรษฐกิจขาขึ้น DTI อาจจะสูงไปถึง 70-80% ก็เป็นได้ ซึ่งก็คงต้องบริหารความเสี่ยงกันเอาเองนะครับ เพราะผมมักจะมีบางคน ไลน์เข้ามาหาผมที่ LineID @antonio ว่า ในคลิปที่ผมบอก ในช่อง YouTube ของผม บอกว่า เงินเดือนเท่านั้น จะกู้ได้ประมาณนี้ แต่สำหรับคนที่ไลน์เข้ามา เชิงเหน็บแหนมผมว่า เขากู้ได้มากกว่ามาตรฐานที่ผมทำได้คลิปไว้

แต่ผมจำตัวเลขไม่ได้ แต่ประมาณว่า ตามที่เขาบอกจริงครับ ได้วงเงินกู้สูงแบบนั้นจริงๆ และได้ค่างวดผ่อนที่ถูกจริง ที่เรียกว่า teaser rate ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ย และค่างวดผ่อนที่ มีแค่ช่วงเวลา 3 ปี แรกเท่านั้น เท่ากับค่างวดผ่อน เกือบ 60-70% ของรายได้กันเลยทีเดียว หากผ่านช่วง 3 ปี แรก เช่น เงินเดือน 20,000 ผมว่า กู้ได้ไม่น่าจะได้วงเงินเกิน 1.2-1.3 ล้าน แต่เขากู้ได้ เกือบ 2 ล้าน ซึ่งเงินกู้ค่างวด ถ้า 2 ล้าน จะผ่อนตามารตฐานมันประมาณ 14,000 บาท ลองคิดดูละกันครับว่า ถ้าหลังจาก 3 ปี รีไฟแนนซ์ หรือ ทำรีเทนชั่นดอกเบี้ยไม่ได้ เขาต้องผ่อน เดือนละ 14,000 บาท จะไหวไหม เงินเดือนเขาจะขึ้นไปเท่าไร ใน 3 ปี จาก 20,000 บาท จะขึ้นถึง 25,000 ไหม อะสมมติถึง ผ่อนบ้านไป 14,000 เหลือกินใช้เดือนละ 11,000 เท่ากับวันละ 300 กว่าบาท ก็ขอให้โชคดีนะครับ พ่อคนเก่ง

ติดตามคลิปดีๆ ในแวดวงการเงิน การธนาคาร และอสังหาริมทรัพย์ ได้ที่ YouTube

และติดตามผมต่อได้ที่ facebook/AntonioAttorney

สนใจให้ผมเป็นที่ปรึกษาการเงินส่วนตัว คลิกเลยครับ

หลังจาก 1 เม.ย. 62 จะเกิดอะไรขึ้นกับ ธนาคาร อสังหาฯ และคนซื้อบ้าน และซื้อคอนโด

จากมาตรการ ที่ออกมาโดยแบงค์ชาติ หรือ ธนาคาร แห่งประเทศไทย ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ เริ่ม 1 เมษายน 2562 นี้ รายละเอียด เพื่อนๆ บางคน อาจจะยังไม่รู้ ผมจะสรุปให้ฟังอีกที ตามนี้นะครับ

  1. เดิม หรือ มาตราฐานการปล่อยกู้ สินเชื่อปกติ ในการ กู้ซื้อบ้าน หรือ คอนโด หรือ จะแบ่งเป็นง่ายๆ คือ แนวราบ กับ คอนโด แบ่งได้แบบนี้ ครับ คือ แนวราบ ให้ธนาคารปล่อยกู้ได้สูงสุด ที่ 95% ของราคาซื้อขาย หรือ ราคาประเมิน ส่วนคอนโด ให้ปล่อยกู้ได้สูงสุดที่ 90% ของราคาซื้อขาย หรือ ราคาประเมิน
  2. ถ้า คุณ มีบ้านอยู่แล้ว แต่ถ้าบ้านดังกล่าว ไม่มีภาระหนี้กับสถาบันการเงินแต่อย่างใด ก็ถือว่า ไม่มีผลกระทบกับมาตราการนี้ แต่ถ้า คุณมีการผ่อนบ้าน หรือ คอนโด อยู่แล้ว 1 หลัง และผ่อนชำระหนี้มาไม่เกิน 3 ปี หากคุณจะกู้ซื้อบ้าน หรือ คอนโด ใหม่ หลัง 1 เมษายน 2562 นี้ ธนาคารจะอนุมัติวงเงินกู้ให้คุณได้สูงสุดเพียง 80% ของราคาซื้อขาย หรือราคาประเมิน แต่หากคุณชำระหนี้บ้านมาเกิน 3 ปี ก็จะเข้าในหลักเกณฑ์เดิม ตามข้อที่ 1)
  3. แต่หากคุณมีการผ่อนบ้าน อยู่แล้ว 2 หลัง จะผ่อนมาแล้วกี่ปี ก็ตาม และคุณต้องการกู้ซื้อบ้าน / คอนโด หลังที่ 3 ธนาคารจะอนุมัติเงินกู้ให้คุณได้สูงสุดแค่ 70% ของราคาซื้อขาย หรือ ราคาประเมิน

นอกจาก วงเงิน เมื่อเทียบกับ ราคาประเมิน หรือ ราคาซื้อขายแล้ว หรือ ที่เขาเรียกกันว่า LTV ผมว่า ธนาคาร จะเข้มงวดในส่วนของรายได้เมื่อเทียบกับภาระหนี้อีกด้วย ที่เรียกว่า DTI คือ Debt to Income คือ สัดส่วนภาระหนี้ ต่อ รายได้ ไม่ให้เกิน 50% เมื่อคุณจะผ่อนบ้านหลังที่กำลังจะกู้ซื้ออยู่นี้ ธนาคารจะคำนวณค่างวดออกมาก่อน และมารวมกับ ภาระหนี้เดิมของคุณที่มีอยู่ ต้องไม่เกิน 50% หรือ ครึ่งหนึ่งของรายได้ของคุณ ถ้าเกิน ธนาคารก็จะให้คุณไปลดภาระหนี้ลง หรือ หาคนกู้ร่วม ซึ่งก่อนหน้านี้ บางธนาคาร ให้สัดส่วน DTI สูงถึง 60-80% ของรายได้เลยทีเดียว ซึ่งผมว่า น่ากลัวมาก

ครับ หลัง 1 เมษายน 2562 นี้ ทุกคนที่จะกู้เงิน หรือ ทุกธนาคาร ที่จะปล่อยสินเชื่อบ้าน ต่างๆ เหล่านี้ ก็ต้องเข้าหลักเกณฑ์นี้กันหมดครับ ถึงเวลาตอนนั้นจริงๆ ผมยังนึกภาพไม่ออกเลยว่า ภาคอสังหาริมทรัพย์ของไทย จะเกิดอะไรขึ้น เพราะจากที่ผมสัมผัสกับคนที่ต้องการซื้อบ้าน หรือ ซื้อคอนโด ส่วนใหญ่ แทบไม่มีการเตรียมตัว เลย ผมว่า วุ่นวายแน่นอน แต่หาก เพื่อนๆ เตรียมตัวมาดี มีเงินออม ลดหนี้ที่มี ผมคิดว่า ยังไง ธนาคารแห่งประเทศไทย มีมาตรการอะไรออกมา ก็ทำอะไรคนที่เตรียมตัวในการกู้มาอย่างดีไม่ได้ แน่นอนครับ เชื่อผม

ติดตามคลิปดีๆ ในแวดวงการเงิน การธนาคาร และอสังหาริมทรัพย์ ได้ที่ YouTube

และติดตามผมต่อได้ที่ facebook/AntonioAttorney

สนใจให้ผมเป็นที่ปรึกษาการเงินส่วนตัว คลิกเลยครับ

ธนาคาร กรุงศรี ปล่อยกู้รูปแบบใหม่ ผ่านมือถือ

ธนาคาร กรุงศรี วางเป้าหมายการปล่อยกู้รูปแบบใหม่ ด้วยระบบการวิเคราะห์ Data Lending และวิเคราะห์ Life Style ผ่านมือถือ เป็นยังไง เพื่อนๆ ลองฟังในคลิปได้เลยครับ

สนใจให้ผมเป็นที่ปรึกษาการเงินส่วนตัว คลิกเลยครับ

ติดตามคลิปดีๆ ในแวดวงการเงิน การธนาคาร และอสังหาริมทรัพย์ ได้ที่ YouTube

ธนาคาร กสิกร ให้กู้ผ่าน K mobile เป็นหนี้ 1 ล้าน ภายใน 1 นาที

ปัจจุบัน หลักการ การปล่อยกู้ ให้สินเชื่อ เปลี่ยนไป ใช้ AI วิเคราะหสินเชื่อ หรือระบบ Data Lending เพื่อช่วยในการคัดกรอง และวิเคราะห์สินเชื่อ  กับ ธนาคารกสิกรไทย วันนี้ ไม่ต้องไปกู้นะครับ ธนาคารอนุมัติให้เองเลย เป็นยังไง ลองติดตามในคลิปได้เลยครับ

สนใจให้ผมเป็นที่ปรึกษาการเงินส่วนตัว คลิกเลยครับ

ติดตามคลิปต่างๆ ของผมได้ที่ YouTube

FinTech แผลงฤทธิ์ ปล่อยกู้ P2P หนี้เสียบาน

อันนี้เป็นเรื่องราวใหญ่โตครับ แต่ที่ประเทศจีนนะครับ ประเทศที่สังคมไร้เงินสด เป็นสังคมขนาดใหญ่ทีเดียวครับ แต่ระบบ Digital ด้านการเงิน ที่เรียกว่า FinTech เริ่มออกอาการนะครับ สำหรับการปล่อยกู้แบบ P2P เรื่องราวเป็นอย่างไร ลองติดตามดูนะครับ

ติดตามผมได้ที่ช่องทาง YouTube ครับ