หนี้ แก้ได้ ด้วยความจริง และสติ

“หนี้” คำนี้ จะอยู่ในห้วงความคิดของใครหลายคน ที่เป็นหนี้ คำว่านี่มันจะวนเวียนอยู่ในสมองและความคิดของคุณ แทบจะตลอดเวลาที่คุณตื่น และยิ่งในช่วงสถานการณ์โควิด 19 แบบนี้ เชื่อว่าหลายคนประสบปัญหา งานหาย เงินหด รายได้ลด ค่าใช้จ่ายเพิ่ม แต่สิ่งที่ยังคงเดิมคือ “หนี้” เรามาเรียนรู้ การแก้ไขปัญหา หนี้ ในบทความนี้ครับ

“หนี้” ที่หลายคน ต้องแบกรับในแต่ละเดือน สร้างความเครียด และความกดดันให้กับลูกหนี้เป็นอย่างมาก ดังนั้นเราจึงจำเป็นต้องหาวิธีการ จัดการหนี้ในช่วงโควิด19 นี้ ให้เร็วและดีที่สุด

ไม่ควรมี หนี้ เกิน 40% ของรายได้ ตัวเลข ที่ไม่มีอยู่จริงของลูกหนี้

โดยทั่วไป เราไม่ควรมีหนี้เกิน 40% ของรายได้ อันนี้คืออัตราส่วนภาระหนี้ต่อรายได้ จากทฤษฎีของนักการเงิน ถ้ามีภาระหนี้เพียงแค่นี้ ชีวิตคุณจะสบายๆ แต่ในเรื่องชีวิตจริง คงจะหายากครับ จะมีใครที่มีภาระหนี้ไม่เกิน 40% ของรายได้

เป็นหนี้

หนี้ แก้ด้วย ความจริง และ สติ

จากประสบการณ์ของผม การแก้ปัญหาหนี้ ตอบได้เลยนะครับว่า ลูกหนี้ทุกราย ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ครบจบทุกรายนะครับ เพราะเงื่อนไข ปัจจัยต่างๆ อาจจะไม่เอื้ออำนวย ให้แก้หนี้ได้ทุกราย ทุกปัญหาหนี้ แก้ไม่ได้ทุกรายนะครับ จะแก้หนี้ได้คุณต้องยึด 3 หลักนี้ให้มั่น ความจริง สติ และห้ามเด็ดขาดนะครับ การสร้างหนี้เพิ่ม

เป็นหนี้ แก้ได้ ด้วยกระดาษ 1 ใบ

ข้อแรก หนี้ แก้ได้ด้วย ความจริง ความจริงก็คือคุณเป็นหนี้อยู่เท่าไหร่ แต่ละหนี้ เป็นหนี้ประเภทอะไร จำนวนเจ้าหนี้กี่ราย มีภาระหนี้เท่าไหร่ เป็นหนี้ ที่มีหลักประกัน หรือหนี้ไม่มีหลักประกัน อัตราดอกเบี้ยเท่าไหร่ ค่างวดในการชำระหนี้ต่อเดือนเท่าไหร่

ข้อสอง จัดลำดับความสำคัญ ในการชำระหนี้ ในหลักการ แนะนำว่าให้ชำระหนี้ ในส่วนที่เป็นหนี้ ที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงที่สุดก่อน ส่วนหนี้ ที่อัตราดอกเบี้ยต่ำ ลำดับสุดท้ายที่จะชำระหนี้ คือเราต้องพยายามปิดหนี้ที่มีดอกเบี้ยแพงให้หมดเร็วที่สุด แต่ข้อนี้ยกเว้นหนี้สินเชื่อเช่าซื้อรถนะครับ เพราะทางไฟแนนซ์ได้คิดดอกเบี้ยแบบ Flat Rate คือไม่ลดต้นลดดอก เราจ่ายจบก่อนกำหนดไม่มีประโยชน์

สำหรับผม ผมมักจะจ่ายหนี้ก้อนเล็กให้หมดก่อนก้อนใหญ่ เพราะถ้าคุณชำระหนี้ก้อนเล็กจบ คุณจะรู้สึกมั่นใจ และมีกำลังใจในการจ่ายหนี้ เมื่อชำระหนี้ก้อนเล็กหมด ก็ไล่เก็บหนี้ก้อนใหญ่ต่อไป

ที่นี้ มาถึงที่บอกว่าจบหนี้ได้ด้วยกระดาษ 1 ใบ ทำแบบนี้ครับ ให้คุณทำรายการหนี้ และลงรายละเอียดต่างๆ ทั้งหมด  หลังจากนั้นคุณควรจะนั่งอ่านและนั่งดูมันไปเรื่อยๆ ผมให้เวลาคุณประมาณ 3 วัน กับการพิจารณากระดาษ 1 ใบนี้ ผมฟันธงเลยครับว่าคุณจะมีไอเดีย และมีแนวทาง ที่จะเกิดขึ้น เป็นแนวทางที่คุณจะตกผลึกได้ด้วยตัวเอง หากคุณ เริ่มที่จะแก้หนี้ด้วยกระดาษ 1 ใบ คุณจะเป็นลูกหนี้ที่กล้าหาญมาก เพราะผมท้าเลยครับว่า ลูกหนี้หลายคนไม่กล้ามานั่ง list รายชื่อเจ้าหนี้ หรือนั่งเขียนภาระหนี้ที่มีอยู่ เพราะรับไม่ได้กับสิ่งที่ตัวเองทำลงไป

พิจารณาวิเคราะห์ รายรับ รายจ่าย

รายรับ ด้านรายรับ คุณลองนั่งเขียนดูครับว่า คุณมีรายรับอย่างไร คุณจะหารายรับเพิ่มขึ้น จากเดิมได้หรือไม่ ขยันมากขึ้น ยอมเสียตัวตน ลดอีโก้ของตัวเองลง ผมว่าทุกคนสามารถหารายได้เพิ่มให้กับตัวเองได้นะ แต่ ขอร้องนะครับ การพนัน กับการถูกชักชวน ว่าจะมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วแบบนี้อย่าไปลองนะครับ ขอเป็นรายได้ที่เกิดจากการทำงาน ลงมือลงแรงจริงๆครับ

รายจ่าย ด้านรายจ่ายนี้ ให้คุณลิสต์ออกมา มีรายจ่ายอะไรบ้าง รายจ่ายนี้ไม่รวมภาระหนี้ต่อเดือนนะครับ คือรายจ่ายจากค่ากินค่าอยู่จริงๆ ถ้าเป็นรายจ่าย เช่น ค่าเทอมลูก อันนี้คุณหารเฉลี่ยเป็นรายเดือนนะครับ สมมุติคุณรวบรวมรายจ่ายทั้งหมดได้หมดแล้ว

คุณมานั่งพิจารณาดูในฝั่งของรายจ่ายดูครับ นั่งดูไปดูมาวัน 2 วัน 3 วัน 5 วัน คุณจะตกผลึกแน่นอน ว่าคุณจะสามารถลดรายจ่าย อะไรลงได้บ้าง เช่น ประหยัดค่าโทรศัพท์ ประหยัดค่าไฟ ประหยัดค่าอินเทอร์เน็ต ประหยัดค่าเคเบิ้ลทีวี ประหยัดค่าน้ำมัน ประหยัดค่าใช้จ่ายส่วนตัว ลดเกรดหรือคุณภาพของ ของที่ใช้ลง กินแบบประหยัด ตัดเรื่องสังสรรค์ออกจากชีวิต เหล่านี้ทั้งหมด คุณไปคิดค้นหากันเอาเองครับ

อย่างที่ผมบอกครับ แก้หนี้ได้ด้วยความจริง แล้วมาถึงตรงนี้คุณต้องเริ่มใช้ สติ ละ เพราะคุณจะเริ่มเครียด เริ่มรับตัวเองไม่ได้ เริ่มอับอายเพื่อนฝูงญาติพี่น้อง คุณต้องยอมรับความจริงและคุณต้องมีสติ แล้วคุณจะได้ไปต่อ

ที่นี้คุณต้องมาเปรียบเทียบกันดูครับระหว่าง รายรับกับรายจ่าย ก่อนจะเปรียบเทียบคุณต้องพยายามหารายรับเพิ่มให้ได้ แล้วคุณต้องพยายามลดรายจ่ายลงให้ได้ มันจะมี 3 แนวทางที่เหลือ คือ

  1. รายรับมากกว่ารายจ่าย อันนี้คุณมีโอกาสรอดแล้วครับ เพราะคุณสามารถดำรงชีพได้ คุณมีค่าใช้จ่ายเพียงพอแน่นอน และยังมีเงินเหลือสำหรับการจ่ายหนี้ ใครอยู่ในข้อนี้รอดครับ สำหรับคุณที่อยู่ในข้อนี้ เดี๋ยวเราจะไปอธิบายในส่วนต่อไปในบทความครับ
  2. รายรับใกล้เคียงกับรายจ่าย แบบนี้คุณก็น่าจะรอด แต่คุณอาจจะใช้หนี้ได้ไม่หมด อนาคตคุณ ไม่น่าจะดี ถ้าคุณยังคิดใช้หนี้ แต่คุณก็น่าจะรอด
  3. รายรับ น้อยกว่ารายจ่าย แบบนี้บอกเลยครับว่าไม่รอด ยังไงก็ไม่รอด เพราะผมบอกแล้วนะครับว่า หลักเกณฑ์ในการคิดเราจะไม่เอาภาระหนี้มาคิด รายรับเทียบกับรายจ่าย นั่นแสดงว่า คุณยังจะไม่ต้องใช้หนี้ แต่ทุกเดือน ทุกเดือน คุณติดลบตลอด เพราะรายรับคุณน้อยกว่ารายจ่ายมาโดยตลอด คำถามคือแล้วที่ผ่านมาคุณอยู่ได้ยังไง กรณีที่ 3 อันนี้ทฤษฎีไหนก็ช่วยไม่ได้ครับ

ถ้าคุณเป็นหนี้ แบบที่ 1 คือ มีรายรับมากกว่ารายจ่าย

ในกรณีนี้ คุณมีโอกาสรอด และเห็นทางสว่างมากที่สุด หลังจากที่คุณ list เจ้าหนี้ ทั้งหมดแล้ว คุณมานั่งวิเคราะห์ครับว่า คุณจะชำระหนี้อย่างไร กับเงินที่คุณเหลืออยู่ต่อเดือน คุณมีรายรับมากกว่ารายจ่าย คุณจะมีเงินอยู่ 1 ก้อนที่จะเอาไปชำระหนี้ได้ในทุกเดือน ซึ่งมันจะไม่กระเทือนกับรายจ่ายประจำเดือนของคุณ

ไล่เจรจาหนี้กับทุกเจ้าหนี้ครับ ขอลดดอกเบี้ย ขอลดค่างวด คุณมีหน้าที่ต่อรอง ต่อรองไปเรื่อยๆ อย่าถามผมว่า มีวิธีคุยกับเจ้าหนี้ยังไง ผมแนะนำครับคือ สู้ และตื๊อ กรณีที่คุณจะขอปรับโครงสร้างหนี้ด้วยการลดค่างวดและลดดอกเบี้ย คุณต้องสู้ และตื๊อ ค่อยๆปรับ ค่อยๆแก้ ไปทีละรายทีละราย

แต่หากคุณ จะใช้วิธีเก็บเงิน แล้วไล่ทุบทีละเจ้า ที่เรียกว่าทำ Hair Cut กรณีแบบนี้คุณไม่ต้องตื๊อครับ มีหน้าที่เก็บเงินอย่างเดียว แล้วรอจังหวะที่เจ้าหนี้เสนอ ใช้จังหวะนั้นปิดหนี้ซะ สำหรับการปิดหนี้แบบขอ HairCut ลดต้นลดดอก ผมแนะนำให้ใช้กับหนี้ก้อนเล็กๆก็ได้นะครับ เพราะคุณสามารถรวบรวมมาปิดได้ง่าย

หรือ คุณอาจจะเข้าโครงการคลินิกแก้หนี้ ที่เป็นโครงการของแบงค์ชาติริเริ่ม ร่วมกับ บริษัทบริหารสินทรัพย์ สุขุมวิท เขาจะรวมหนี้ของคุณเป็นก้อนเดียว อัตราดอกเบี้ย 5% ผ่อนระยะยาว 10 ปี แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับเจ้าหนี้ด้วยนะครับว่า จะยอมเข้าร่วมโครงการหรือเปล่า

หรือ โครงการรวมหนี้ ซึ่งแบงค์ชาติก็ริเริ่มโครงการนี้เช่นกัน โครงการรวมหนี้  คุณจะต้องมีหนี้บ้าน แล้วผ่อนหนี้บ้านตรง และคุณต้องการรวมหนี้บ้าน กับหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคลทั้งหลายที่มี สามารถเอาสินเชื่อประเภทนี้รวมกับหนี้บ้าน และผ่อนกับเจ้าหนี้บ้านแค่ 1 ราย รายการผ่อนคุณจะได้ดอกเบี้ย ใกล้เคียงกับดอกเบี้ยที่ผ่อนบ้าน ถูกกว่าหนี้บัตรเครดิต และหนี้สินเชื่อบุคคลมากโขครับ โครงการนี้เป็นโครงการที่ดี แต่ไม่ค่อยประสบความสำเร็จ ในความคิดของผมนะ เพราะคงไม่ค่อยมีเจ้าหนี้บ้านรายไหนอยากแบกรับความเสี่ยงเพิ่มขึ้น

จ่ายหนี้ไม่ไหว

ชีวิต มีแต่เสมอตัว กับติดลบ แบบนี้ จะแก้หนี้อย่างไร

ถ้าคุณเป็นหนี้ แล้วมีรายรับเทียบกับรายจ่ายในแบบที่ 2 และ 3 คือ มีรายรับเท่ากับรายจ่าย และมีรายรับน้อยกว่ารายจ่าย ถ้าคุณอยู่ในหลักเกณฑ์ 2 ข้อนี้ แนะนำว่าทำใจ อยู่กับความจริง และมีสติ เพราะการที่คุณเข้าหลักเกณฑ์ 2 ข้อนี้ คือ คุณมีรายรับเพียงพอต่อการดำรงชีพเท่านั้น แต่แบบที่ 3 คุณไม่มีรายรับเพียงพอกับการดำรงชีพ ไม่ต้องพูดถึงการจ่ายหนี้ จ่ายหนี้ไม่ได้แน่นอน

หากคุณอยู่ใน 2 ข้อนี้ อย่างที่บอกครับ คุณต้องยอมรับความจริงให้ได้ก่อน คุณไม่จำเป็นต้องคิดเรื่องการชำระหนี้แล้วครับ ปล่อยวาง และมีสติ คุณทำได้อย่างมากที่สุด เช่น ถ้ามีทรัพย์สิน โอนออกเป็นชื่อบุคคลอื่นซะ ถ้าคู่สมรสมีทรัพย์สิน หย่ากันซะผมจะไม่แนะนำให้คุณขายทรัพย์สิน เพื่อมาชำระหนี้นะ เพราะถ้าทรัพย์สินที่คุณมีอยู่ขายมาชำระหนี้แล้ว ยังไงก็ชำระหนี้ไม่หมดอยู่ดี ไม่ต้องขายครับ โอนออกเป็นชื่อคนอื่นไปเลยครับ แต่ถ้าทุกทรัพย์สินที่คุณมีอยู่ติดค้ำประกันธนาคาร อันนี้ทำอะไรไม่ได้ครับ

การที่คุณจะโอนทรัพย์สินเป็นชื่อคนอื่น คุณจะไม่เข้าข่าย ยักย้ายถ่ายเททรัพย์สิน หรือฉ้อโกงเจ้าหนี้ ก็ต่อเมื่อ เจ้าหนี้รายหนึ่งรายใดยังไม่ได้ใช้สิทธิทางศาล คือยังไม่มีเจ้าหนี้ทำจดหมายบอกเลิกสัญญา และขอให้คุณชำระหนี้คืนทั้งหมด หรือที่เรียกว่า โนติส หากคุณพึ่งเริ่มเป็นหนี้เสีย แล้วคุณมานั่งวิเคราะห์ตามขั้นตอนของผม ว่าไม่รอดแน่ รีบเลยครับ เพราะหากเจ้าหนี้มีโนติสมาหาคุณแล้ว หรือแม้กระทั่งได้รับหมายฟ้องแล้ว แบบนี้ยักย้ายถ่ายเทไม่ได้นะครับโดนคดีอาญา อาจจะติดคุกได้นะครับ ฉะนั้นถ้ารู้ตัวก่อนรีบเผ่นก่อนครับ

หลังจากที่คุณยอมรับความเป็นจริงที่มันจะเกิดขึ้นแล้ว หลังจากนั้นคุณต้องใช้สติ คุณต้องมีสติ การมีสติจะทำให้คุณไม่คิดทำอะไรวู่วาม มาถึงขั้นตอนนี้หลายคนอาจจะยอมรับสภาพตัวเองไม่ได้ ก็ยังจะคิดที่จะกู้ หรือสร้างหนี้เพิ่ม เพื่อมาจ่ายหนี้เดิมๆที่วนเวียนอยู่มาหลายปี บอกเลยนะครับว่า คุณจะกู้เงินกับธนาคารไม่ได้อีกแล้ว เพราะธนาคารมันเห็นภาระหนี้คุณเต็มเอียด คุณจะกู้ได้ก็เพียงแค่ เพื่อนฝูงสมัยเรียน เพื่อนที่ทำงาน ญาติพี่น้อง ผมขอล่ะครับ คุณรู้อยู่แล้ว ว่าคุณยืมเงินเขามา คุณไม่มีปัญญาใช้คืนเขาแน่ อย่าไปสร้างบาปสร้างกรรมแบบนั้นเลยครับ สงสารคนที่เขาให้ยืมเงินมาครับ

สรุปสุดท้ายนะครับ หลายคนบอกว่าทุกปัญหามีทางออก แต่สำหรับปัญหาเรื่องหนี้ ทุกปัญหาไม่มีทางออกครับ เพราะไม่สามารถแก้หนี้ได้ทุกคนหรอกครับ มันขึ้นอยู่กับว่า คุณสร้างหนี้มากมายจนเกินตัวเกินไป เรียกว่าหนี้ท่วมตัว ถ้าแก้ไม่ได้ ยอมรับความจริง มีสติ แล้วชักดาบ สวัสดีครับ


สำหรับเจ้าของกิจการ ที่ปัญหาขาดเงินทุนหมุนเวียน เป็นปัญหาที่ค่อนข้างรุนแรง แต่กิจการไปได้ดี เริ่มความรู้สึกว่า ธนาคารเริ่มคุยยากขึ้น เจ้าหน้าที่ธนาคารที่ดูแล ไม่เหมือนเดิม มาถึงตรงนี้ Antonio Attorney ทีมงานเรา พร้อมที่จะเป็นที่ปรึกษา รับหน้าที่ เจรจา แก้หนี้ ให้กับธุรกิจของคุณนะครับ สนใจติดต่อสอบถาม พูดคุยกับผมได้ ครับ 081 869 0878

หรือ ให้ผมเป็นที่ปรึกษา แบบส่วนตัว

แบบที่ 1 พูดคุยผ่านทางโทรศัพท์ ไม่จำกัดครั้ง คุยกันได้ตลอดชีพ ค่าบริการ 2,000 บาท ตลอดชีพ

แบบที่ 2 สามารถเจอผมได้ 1 ครั้ง คุณอาจจะพาครอบครัวหรือทีมงาน เราพูดคุยกับผมได้ ประชุมร่วมกันครับ วันนี้ขอจำกัดเวลาประมาณไม่เกิน 3 ชั่วโมงนะครับ หลังจากนั้นคุณสามารถโทรศัพท์พูดคุยกับผมได้ไม่จำกัดครั้ง แล้วคุยตลอดชีพได้เช่นเดียวกันครับ แบบที่ 2 ราคาค่าบริการ 5,000 บาทครับ

KBANK 766 2 21897 3 / SCB 407 0 55631 0

เมื่อโอนเงินแล้ว ส่งสลิปโอนเงินมาที่ LineID : @antonio ส่งสลิปมาแล้ว ไม่ต้องทักนะครับ เดี๋ยวข้อความมันจะเลื่อน ผมจะหาไม่เจอว่าใครโอนเงินมา เนื่องจาก ผมมีคนไลน์เข้ามาจำนวนมาก ส่งสลิปมาแล้วรอ ผมจะรีบติดต่อกลับนะครับ


แก้หนี้ สร้างหนี้ เราจัดการให้
ติดต่อ LineID : @antonio

ติดตามคลิปดีๆ ในแวดวงการเงิน การธนาคาร และอสังหาริมทรัพย์ ได้ที่ Youtube

และติดตามผมต่อได้ที่ Facebook/AntonioAttorney.Company

สนใจให้ผมเป็นที่ปรึกษาการเงินส่วนตัว คลิกเลยครับ

ดูคลิปพิเศษจาก Antonio https://bit.ly/3wqjila

ติดต่อ ผมที่ email : antonioattorney@gmail.com หรือ LineID : @antonio

ที่ปรึกษาสำหรับ ผู้ประกอบการ SME แก้หนี้ หรือ ขอกู้เงิน สินเชื่อ คลิกเลยครับ Antonio SME

KTC ถือหุ้นโดย KTB แต่ทำไมเป็นแบบนี้

KTC ไม่ได้เข้าร่วมโครงการคลินิกแก้หนี้ จนกระทั่งโครงการใหม่ล่าสุด ของ แบงค์ชาติ ร่วมกับ กรมบังคับคดี คือ มหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้ สรุปคือ ไม่ร่วมทั้ง 2 โครงการ ทั้งที่ KTC ถือหุ้นใหญ่โดย ธนาคาร กรุงไทย และ ธนาคาร กรุงไทย ถือหุ้นใหญ่ โดยกระทรวงการคลัง เจอข้อมูลแบบนี้ งง กันไปเลยนะครับ

สาเหตุที่ไม่ได้ร่วมมหกรรม ไกล่เกลี่ยหนี้ ดังกล่าว เนื่องทาง KTC ได้ร่วมมือกับกรมบังคับคดี จัดให้มีการไกลเกลี่ยหนี้เช่นเดียวกันมาเป็นระยะเวลาหลายปี และมีการทำมาอย่างต่อเนื่องถึงปัจจุบันอยู่แล้ว


สำหรับในช่วงสถานการณ์โควิด-19 กำลังแพร่ระบาดต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปีมานี้ KTC ได้ร่วมกับกรมบังคับคดี จัดโครงการไกล่เกลี่ยทั่วไทยผ่านระบบออนไลน์ หรือ แอพพลิเคชั่น “Session Call” ด้วย


นอกจากนี้ KTC ยังมีแคมเปญเคลียหนี้ ต่อเนื่องเป็นปีที่12แล้ว แบ่งเบาภาระสมาชิก KTC Proud ที่มีประวัติชำระหนี้ดีสามารถลุ้นรับโอกาสลดและปลดภาระหนี้ตลอดปี2564 อีกด้วย

แก้หนี้ สร้างหนี้ เราจัดการให้
ติดต่อ LineID : @antonio

ติดตามคลิปดีๆ ในแวดวงการเงิน การธนาคาร และอสังหาริมทรัพย์ ได้ที่ Youtube

และติดตามผมต่อได้ที่ Facebook/AntonioAttorney.Company

สนใจให้ผมเป็นที่ปรึกษาการเงินส่วนตัว คลิกเลยครับ

ติดต่อ ผมที่ email : antonioattorney@gmail.com หรือ LineID : @antonioattorney

ที่ปรึกษาสำหรับ ผู้ประกอบการ SME แก้หนี้ หรือ ขอกู้เงิน สินเชื่อ คลิกเลยครับ Antonio SME

แก้หนี้

คลินิกแก้หนี้ ระยะที่ 2 หนี้ Non-Bank เข้าร่วมได้ครับ ลูกหนี้ทั้งหลาย เตรียมตัวกันเลย

โครงการคลินิกแก้หนี้ ออกมาช่วยเหลือ พี่น้องประชาชน มาได้ช่วงระยะเวลาหนึ่งแล้วครับ ขับเคลื่อนการทำงาน แก้ไขหนี้ ด้วย ทีมงานของ บริษัท บริหารสินทรัพย์ สุขุมวิท จำกัด ซึ่งขณะนี้ ขับเคลื่อนมาถึงระยะที่ 2 แล้วครับ ระยะนี้ เป็นระยะที่จะสามารถรองรับการปรับโครงสร้างหนี้ ของลูกหนี้ ที่เป็นหนี้กับ Non Bank ได้แล้ว ซึ่งมีข้อมูลว่า ลูกหนี้ สินเชื่อบัตรเครดิต บัตรกดเงินสด หรือ สินเชื่อบุคคล ส่วนใหญ่กว่า 70% เป็นหนี้ Non Bank และจะมีบริษัท อะไรบ้าง ที่เข้าร่วม ดังนี้ ครับ

  1. บริษัท เจเนอรัล คาร์ด เซอร์วิสเซส จ ากัด
  2. บริษัท ซิตี้คอร์ป ลิสซิ่ง (ประเทศไทย) จ ากัด
  3. บริษัท เทสโก้ คาร์ด เซอร์วิสเซส จ ากัด
  4. บริษัท บัตรกรุงศรีอยุธยา จ ากัด
  5. บริษัท พรอมิส (ประเทศไทย) จ ากัด
  6. บริษัท อยุธยา แคปปิตอล เซอร์วิสเซส จ ากัด
  7. บริษัท อิออน ธนสินทรัพย์ (ไทยแลนด์) จ ากัด (มหาชน)
  8. บริษัท อีซี่ บาย จ ากัด (มหาชน)

เงื่อนไข ที่ลูกหนี้ จะเข้าร่วม โครงการ คลินิกแก้หนี้ ระยะที่ 2 ระยะล่าสุด มีเงื่อนไข ดังนี้ ครับ

  1. เป็นหนี้เสีย NPL มาแล้ว ไม่น้อยกว่า 3 เดือน ก่อน 1 มกราคม 2562
  2. เป็นหนี้เสีย กับ เจ้าหนี้ มากกว่า 2 ราย
  3. เป็นหนี้เสีย รวมกัน ไม่เกิน 2 ล้านบาท
  4. โดนดำเนินคดี แต่ยังไม่โดนพิพากษา สรุปง่ายๆ คือ โดนฟ้องได้ครับ แต่ต้องยังไม่โดนพิพากษา ครับผม
  5. หนี้ที่เข้ากับโครงการ คลินิกแก้หนี้ ต้องเป็นหนี้ ที่ไม่มีหลักประกันนะครับ หนี้ที่มีหลักประกัน เข้าร่วมไม่ได้ครับ

ทีเด็ด ของ คลินิกแก้หนี้ คือ บริษัท บริหารสินทรัพย์ สุขุมวิท จำกัด หรือ SAM เขาจะรวมหนี้ ทั้งหมดของคุณไว้เป็นก้อนเดียว แล้ว

  1. ให้ผ่อนได้ ยาวที่สุด 10 ปี
  2. ดอกเบี้ย 4%
  3. แต่คุณจะก่อหนี้อะไรอีกไม่ได้แล้ว นาน 5 ปี
  4. และคุณต้องเข้าร่วมการอบรม การเรียบรู้ เพื่อสร้างวินัยทางการเงิน ที่ทาง SAM จัดขึ้น

เป็นยังไงครับ แบบนี้ ดีไหม ครับ ใครสนใจ ติดต่อได้นะครับ ที่อยู่ด้านล่างนี้เลยครับ

ติดตามคลิปดีๆ ในแวดวงการเงิน การธนาคาร และอสังหาริมทรัพย์ ได้ที่ YouTube

และติดตามผมต่อได้ที่ facebook/AntonioAttorney

สนใจให้ผมเป็นที่ปรึกษาการเงินส่วนตัว คลิกเลยครับ