ติดเครดิตบูโร ต้องรออีกกี่ปี ถึงจะหลุด

บทความนี้ จะอธิบายให้คุณเข้าใจ เครดิตบูโร คืออะไร ถ้าคุณเข้าใจเกี่ยวกับเครดิตบูโร คืออะไร มีหน้าที่อะไร คุณจะเตรียมตัว ให้ตัวคุณเองมีประวัติในระบบของเครดิตบูโร เตรียมให้ดี เตรียมให้พร้อม กู้กี่ครั้งก็ผ่าน หากคุณเข้าใจในเงื่อนไขรายละเอียดของเครดิตบูโร คุณจะเข้าใจว่า ติดเครดิตบูโร ถึงจะกู้ได้

คำถามจาก ผู้ที่มีปัญหา ติดเครดิตบูโร

คำถาม มีบัตรเครดิต 2 ใบ ประนอมหนี้ปิดบัญชี จ่ายงวดสุดท้าย 34 พค. 60 และ 31 สค.61 ต้องรอ 3 ปี จึงจะหลุด Blacklist จะนับจากบัตรแรกที่จ่ายเกิน 3 ปีแล้ว หรือ ใบที่ 2 ยังไม่พ้นครบกำหนด 3 ปี

คำตอบ ง่ายๆเลยครับ หากคุณอยากรู้ว่าคุณจะติดประวัติไปอีกนานแค่ไหนหลังจากที่คุณปิดหนี้ที่เป็นหนี้เสียตัวนั้น หลังจากปิดแล้วประมาณ 1-2 เดือน คุณควรหาเวลาไปเช็คเครดิตบูโรดู แล้วนับบรรทัดที่รายงานสถานะบัญชีของคุณ บรรทัดละ 1 เดือน นับไปครับได้กี่บรรทัด นั่นแหละครับคือบรรทัดละ 1 เดือน เวลาที่คุณจะมีชื่ออยู่ในระบบเครดิตบูโร เดือนถัดไปจะหายไปทีละบรรทัด ทีละบรรทัด และหลังจากที่คุณปิดหนี้แล้ว ให้คุณเช็คสอบ โดยการเช็คเครดิตบูโรอีกครั้ง เช็คว่าเจ้าหนี้ได้ปิดยอดหนี้และเปลี่ยนสถานะบัญชีให้คุณแล้วหรือยัง คนปิดหนี้ไปแล้ว บางคน ปิดเป็นปีไม่เคยเช็ค เจ้าหนี้ไม่ปิดยอดให้ไม่เปลี่ยนสถานะบัญชีให้ เคยเจอมาแล้วครับ

ปิดหนี้แล้วทำไมต้องรอ 3 ปี เครดิตบูโร ถึงจะล้างรายชื่อ

หลังจากที่คุณปิดบัญชีเรียบร้อยแล้ว เครดิตบูโรจะเก็บประวัติการชำระหนี้ของคุณไว้อีกอย่างน้อย 3 ปี หรือ 36 งวด และในส่วนของสินเชื่อบางประเภท อาจจะเก็บไว้ 60 งวดหรือ 5 ปี

ติดเครดิตบูโร ไม่ใช่ติดแบล็คลิสต์

หลายคนเข้าใจผิด มักจะชอบพูดกันว่า ติดเครดิตบูโรกู้ไม่ได้ คนบอกว่าติดแบล็คลิสกู้ไม่ได้ ผมจะขออนุญาตใช้บทความนี้อธิบายให้ฟังนะครับ ติดเครดิตบูโรกู้ไม่ได้ หลายคนเข้าใจว่าเครดิตบูโร ส่งชื่อลูกหนี้ไปให้กับธนาคาร แล้วหมายหัวลูกหนี้รายนั้นว่า ติดเครดิตบูโรทำให้กู้ไม่ผ่าน ต้องอธิบายแบบนี้นะครับ เครดิตบูโรคือหน่วยงานที่เก็บรวบรวมประวัติการจ่ายหนี้ของลูกหนี้ทั่วประเทศ ฉะนั้นการเก็บประวัติการชำระหนี้ จะเก็บทั้งประวัติดี และประวัติไม่ดี เครดิตบูโร ไม่มีหน้าที่ตัดสินว่า ลูกหนี้รายนั้นจะกู้ผ่านหรือไม่ผ่าน การจะกู้ผ่านหรือไม่ผ่าน ขึ้นอยู่กับธนาคาร ที่คุณไปขอยื่นกู้ขอสินเชื่อ เขาจะพิจารณาจากประวัติการผ่อนชำระหนี้ของคุณ เจ้าหน้าที่ธนาคารเหล่านั้นเองก็มักจะพูดว่าที่กู้ไม่ผ่านเพราะติดประวัติเครดิตบูโร นั่นก็คือคุณมีประวัติที่ชำระหนี้ไม่ตรงนั้นเอง ไม่ได้กู้ไม่ผ่านเพราะเครดิตบูโรส่งชื่อคุณให้ธนาคาร ว่าคุณเป็นลูกหนี้ที่ไม่ดี สรุปเครดิตบูโรมีหน้าที่เพียงเก็บรวบรวมประวัติการชำระหนี้ ของลูกหนี้เท่านั้นครับ

ส่วนคำว่าติดแบล็คลิสต์ อันนี้ความหมายค่อนข้างรุนแรง ผมอธิบายแยกเป็น 2 ส่วน แบบนี้ครับ ส่วนแรก คือคุณมีประวัติที่ไม่ดีกับธนาคารนั้นๆ รายชื่อคุณก็จะถูกส่งไปที่เครดิตบูโรถึงประวัติการชำระหนี้ที่ไม่ดีของคุณ แล้วสมมติผ่านมาหลายปี คุณรวบรวมเงินไปชำระหนี้ก้อนนั้นได้ หลังจากชำระหนี้แล้ว 3 ปีหรือ 5 ปีแล้วแต่ประเภทสินเชื่อ เครดิตบูโรก็จะลบประวัติของคุณออกจากระบบ แต่ธนาคารนั้นจะบันทึกรายชื่อคุณว่ามีรายชื่อเป็น Blacklist สำหรับธนาคารของเขา ถึงแม้ว่าคุณจะชำระหนี้หมดแล้วก็ตาม คุณจะไม่มีสิทธิ์และไม่มีโอกาส ในการกู้ธนาคารนั้นอีกเลย ส่วนที่ 2 ติดแบล็คลิสต์ ในความหมาย คือ ธนาคารจะมีระบบฐานข้อมูลที่เรียกศัพท์ภายในธนาคารรู้กันว่า ระบบถัง หรือเรียกว่า รายชื่อลงถัง ส่วนนี้ ลูกค้าจะติดประวัติในการถูกฟ้องร้องดำเนินคดี ถูกฟ้องถูกบังคับคดี ถูกยึดทรัพย์อายัดทรัพย์ หากคุณโดนแบบนี้ เขาเรียกว่า ติดแบล็คลิสต์เช่นกัน ฉะนั้นคำว่าติดแบล็คลิสต์มีอยู่จริง แต่ ติดเครดิตบูโร ไม่มีครับ

บทความนี้เหมาะกับผู้มีเอกสารเครดิตบูโรในมือ คุณจะเข้าใจง่ายขึ้น

หากจะต้องอธิบายเรื่องราวรายละเอียด เพื่อให้คนกู้ หรือลูกหนี้เข้าใจ จำเป็นต้องมีภาพประกอบ ภาพแรกคือลูกค้าที่มีประวัติในการผ่อนชำระดีครับ ลูกค้าที่มีประวัติในการผ่อนชำระดี จะมีสถานะ 10 คือเป็นบัญชีปกติ

ตัวอย่างเครดิตบูโรแบบเป็นหนี้ปกติ

รายงานเครดิตบูโร ตัวอย่างนี้ คือ เป็นลูกหนี้สถานะปกติ ผ่อนชำระตรงทุกงวด

ตัวอย่างเครดิตบูโรแบบสถานะปกติ

ตัวอย่างนี้ การผ่อนชำระปกติ ถึงแม้จะมีการจ่ายล่าช้าสูงสุด 90 วัน แต่ก็ยังมีสถานะปกติ แต่กรณีนี้ จะกู้ธนาคารไม่น่าจะผ่าน เพราะมีการจ่ายล่าช้า

การดูรายงาน สถานะบัญชีของเครดิตบูโร ดังนี้

  • สถานะบัญชี เลข 10 คือ สถานะปกติ
  • สถานะบัญชี เลข 11 คือ สถานะปิดบัญชี
  • สถานะบัญชี เลข 12 คือ สถานะพักชำระหนี้ ตามนโยบายของรัฐ
  • สถานะบัญชี เลข 20 คือ สถานะมีหนี้ค้างเกิน 90 วัน
  • สถานะบัญชี เลข 30 คือ สถานะอยู่ในกระบวนการทางกฏหมาย
  • สถานะบัญชี เลข 31 คือ สถานะอยู่ในระหว่างชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามยอม
  • สถานะบัญชี เลข 32 คือ สถานะศาลพิพากษายกฟ้อง เนื่องจากคดีขาดอายุความ
  • สถานะบัญชี เลข 33 คือ สถานะปิดบัญชี เนื่องจากตัดหนี้เป็นสูญ
  • สถานะบัญชี เลข 40 คือ สถานะอยู่ระหว่างชำระสินเชื่อ เพื่อปิดบัญชี
  • สถานะบัญชี เลข 41 คือ สถานะเจ้าของข้อมูลขอตรวจสอบรายการ
  • สถานะบัญชี เลข 42 คือ สถานะโอนหรือขายหนี้
  • สถานะบัญชี เลข 43 คือ สถานะปิดบัญชีขณะโอนหรือขายหนี้

ตัวอย่างสถานะบัญชี ที่เป็นหนี้เสีย

ติดเครดิตบูโร

ตัวอย่างนี้เป็นหนี้เสีย กู้อย่างไรก็ไม่น่าจะผ่าน เลิกหวัง และฝันลมๆแล้งๆ

บัญชีนี้ ก่อนปิดหนี้ มีสถานะค้างชำระหนี้ 90 วัน ถือว่ายังไม่เป็นหนี้เสีย แต่ในมุมมองการพิจารณาสินเชื่อ สำหรับบัญชีนี้ถึงแม้จะปิดบัญชีไปแล้ว กู้ผ่านไม่ง่ายครับ ถ้าให้ผมแนะนำ บัญชีนี้ไม่ควรปิดบัญชี ควรจะกลับมาจ่ายชำระให้เป็นปกติ อย่างน้อยไปอีก 1 ปี จะดีกว่า เพราะธนาคารจะได้เห็นพฤติกรรมการชำระหนี้ที่เคยจ่ายไม่ตรง กลับมาจ่ายหนี้ให้ตรง อีกอย่างน้อย 1 ปี แล้วค่อยยื่นกู้ น่าจะดูดีกว่า

ติดเครดิตบูโร

ตัวอย่างนี้ยิ่งอาการหนัก เพราะค้างชำระหนี้มากกว่า 300 วัน ถึงแม้จะปิดบัญชีไปแล้วก็ตาม ก็กู้ไม่ผ่านแน่นอน หลายคนมักจะถามว่าหลังจากปิดบัญชีแล้ว จะต้องรอนานแค่ไหนถึงจะกลับมากู้ได้ ผมให้คุณดูตัวอย่างนี้ ลองนับบรรทัดที่มีรายงาน ตามลำดับเวลาเดือนและปี เดือนละ 1 บรรทัด เหลืออยู่กี่บรรทัด ก็เท่ากับจำนวนเดือนที่เหลืออยู่ในระบบ เครดิตบูโรจะเก็บบันทึกข้อมูลของคุณไว้ สำหรับตัวอย่างนี้เหลือ 33 บรรทัด ก็เท่ากับ 33 เดือนครับ ที่คุณจะมีชื่อติดอยู่ในเครดิตบูโร จะมีล้างข้อมูลออกไปเมื่อครบ 33 เดือน

ตอบคำถาม เรื่องเครดิตบูโร ปิดแล้วต้องรออีก กี่เดือน กี่ปี

จากคำถาม ผมสรุปคำตอบให้แบบนี้นะครับ คุณจะมีชื่อติดอยู่ในประวัติเครดิตบูโร แบบบันทึกประวัติการผ่อนชำระหนี้ไม่ตรง ถึงแม้จะปิดหนี้ไปแล้วก็ตาม เครดิตบูโรจะบันทึกประวัติคุณไว้ ประมาณ 36 เดือน อย่างที่ผมบอกนะครับ คุณต้องเช็คเครดิตบูโรดู แล้วนับบรรทัดละ 1 เดือน นั่นแหละครับ คุณจะติดไปอีกประมาณระยะเวลาเท่านั้น หากคุณชำระปิดหนี้ เป็นอันดับเรียงทีละเจ้าหนี้ ก็ให้นับเจ้าหนี้รายสุดท้าย ที่คุณปิด นับบรรทัด ความหมายคือ บรรทัดละ 1 เจ้าหนี้ รายสุดท้ายที่คุณปิด ระยะเวลาตามจำนวนบรรทัดนั่นแหละครับ ก็คืออีกจำนวนเดือนที่คุณจะติดไปในระบบเครดิตบูโร ส่วนเจ้าหนี้ที่คุณปิดไปก่อนหน้านี้ก็จะค่อยๆหายไปจากระบบเครดิตบูโร เรียงลำดับจาก ระยะเวลาการปิดหนี้ จากตัวอย่างที่ผมยกมาให้ทั้งหมดนี้ หวังว่าคุณจะเข้าใจ ในระบบการจัดเก็บข้อมูล ของเครดิตบูโรมากขึ้นนะครับ

ปิดหนี้แล้วทำไม ไม่ลบประวัติให้เลยทันที

หลายคน สงสัย ไม่เข้าใจ และไม่พอใจ หน่วยงานเครดิตบูโร ด้วยเหตุผล คนทั่วไปที่เป็นหนี้เสีย แต่ปิดหนี้เรียบร้อยแล้ว ทำไมเครดิตบูโรต้องเก็บประวัติที่เคยผ่อนชำระล่าช้า หรือเคยผ่อนชำระไม่ตรง ทั้งๆที่ปิดหนี้ไปแล้ว ทำไมต้องเก็บประวัติที่ไม่ดีของลูกหนี้เอาไว้ด้วย เปรียบเสมือน ต้องการให้ลูกหนี้ ติดคุกทางการเงิน ไม่สามารถ กู้หรือขอสินเชื่อ กับสถาบันการเงินได้ ผมจะอธิบายเหตุผลแบบนี้ครับ ถ้าหากลูกหนี้ ที่เคยมีประวัติการผ่อนชำระหนี้ไม่ตรง แล้วปิดหนี้แล้ว เครดิตบูโรลบประวัติที่เคยไม่ดีทิ้งไปเลยทั้งหมด จะมีประโยชน์อะไรครับ ที่จะจัดตั้งหน่วยงานเครดิตบูโรขึ้นมา การมีเครดิตบูโร สถาบันการเงิน หรือสมาชิกของเครดิตบูโร ต้องการที่จะเห็นประวัติของลูกหนี้แต่ละราย ในการชำระหนี้ เพื่อเอาไว้พิจารณาประวัติการชำระหนี้ของลูกหนี้ รายนั้นที่มาขอกู้ ถ้าปิดหนี้แล้วลบประวัติออกทันที จะเกิดอะไรขึ้นครับ เช่น ยอดหนี้ที่เคยค้างชำระมานาน เกิน 300 วัน ก็คือ 1 ปีขึ้นไปที่ไม่ได้จ่ายหนี้เลย วันดีคืนดีอยากจะกู้เงิน ก็ไปหยิบยืมเงิน กู้เงินนอกระบบมาปิดหนี้ ปิดหนี้เสร็จเรียบร้อยเครดิตบูโรลบประวัติที่เคยเป็นหนี้เสียออก ก็กลับมากู้ใหม่ได้อีก แบบนี้จะมีเครดิตบูโรไว้ทำไมครับ เครดิตบูโร คือ หน่วยงานที่เก็บประวัติการผ่อนชำระของลูกหนี้ ทั้งประวัติผ่อนชำระตรง ก็เก็บไว้ 36 เดือน ประวัติการผ่อนชำระที่ไม่ตรง ก็เก็บประวัติไว้ 36 เดือนเช่นกัน

ติดเครดิตบูโร ต้องโทษตัวเอง อย่าโทษคนอื่นมัน ยุติธรรมแล้ว สำหรับเจ้าหนี้กับลูกหนี้

ครับ เครดิตบูโรเก็บประวัติการผ่อนชำระหนี้ ของคุณ ทั้งประวัติดี ก็เก็บ 36 งวด ประวัติไม่ดี ก็เก็บ 36 งวด ผมว่า มันก็ยุติธรรมดีนะครับ ทั้งประวัติดี และไม่ดี เก็บหมด ฉะนั้น อย่าไปว่าเครดิตบูโรเลยครับ กรรมดี กรรมไม่ดี เราก็ต้องยอมรับ สิ่งที่เราทำเอาไว้ครับ แค่ 36 เดือนเองครับ

ถ้าคุณสนใจ ให้ผมเป็นที่ปรึกษาส่วนตัว ชำระค่าบริการมาที่ บัญชี ชื่อ ยุทธนา โกษากุล

KBANK 766 2 21897 3 / SCB 407 0 55631 0

แบบที่ 1 พูดคุยผ่านทางโทรศัพท์ ไม่จำกัดครั้ง คุยกันได้ตลอดชีพ ค่าบริการ 2,000 บาท ตลอดชีพ

แบบที่ 2 สามารถเจอผมได้ 1 ครั้ง คุณอาจจะพาครอบครัวหรือทีมงาน เราพูดคุยกับผมได้ ประชุมร่วมกันครับ วันนี้ขอจำกัดเวลาประมาณไม่เกิน 3 ชั่วโมงนะครับ หลังจากนั้นคุณสามารถโทรศัพท์พูดคุยกับผมได้ไม่จำกัดครั้ง แล้วคุยตลอดชีพได้เช่นเดียวกันครับ แบบที่ 2 ราคาค่าบริการ 5,000 บาทครับ

เมื่อโอนเงินแล้ว ส่งสลิปโอนเงินมาที่ LineID : @antonio ส่งสลิปมาแล้ว ไม่ต้องทักนะครับ เดี๋ยวข้อความมันจะเลื่อน ผมจะหาไม่เจอว่าใครโอนเงินมา เนื่องจาก ผมมีคนไลน์เข้ามาจำนวนมาก ส่งสลิปมาแล้วรอ ผมจะรีบติดต่อกลับนะครับ


แก้หนี้ สร้างหนี้ เราจัดการให้
ติดต่อ LineID : @antonio

ติดตามคลิปดีๆ ในแวดวงการเงิน การธนาคาร และอสังหาริมทรัพย์ ได้ที่ Youtube

และติดตามผมต่อได้ที่ Facebook/AntonioAttorney.Company

สนใจให้ผมเป็นที่ปรึกษาการเงินส่วนตัว คลิกเลยครับ

ดูคลิปพิเศษจาก Antonio https://bit.ly/3wqjila

ติดต่อ ผมที่ email : antonioattorney@gmail.com หรือ LineID : @antonio

ที่ปรึกษาสำหรับ ผู้ประกอบการ SME แก้หนี้ หรือ ขอกู้เงิน สินเชื่อ คลิกเลยครับ Antonio SME

เงินปันผลจากหุ้น นำไปพิจารณาสินเชื่อกู้ซื้อบ้านหรือคอนโดได้ไหมครับ

คำถามของคน ที่จะกู้เงินซื้อบ้าน สาย Passive Income

เงินปันผลหุ้น นำไปพิจารณาสินเชื่อกู้บ้าน หรือกู้คอนโดได้ไหม ถ้ามีรายได้ 65,000 บาท มีเงินปันผลหุ้น 50,000 บาทต่อปี (เฉลี่ยต่อเดือน 4,000 บาท/เดือน) และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หลักการใหญ่ๆ จริงแล้วธนาคารจะดู 2 มีส่วน คือรายได้หรือความสามารถในการชําระหนี้ อีกส่วนคือ ความมั่งคั่งและความมั่นคงทางการเงิน ภาษาอังกฤษเรียกว่า Wealth ส่วนนี้จะเป็นคะแนนเติมเต็มให้ผู้กู้ดูดีมากขึ้น

มุมมองธนาคาร ไม่ใช่รายได้ แต่เป็นผลตอบแทน จากการลงทุน

หากจะนำรายได้จากปันผลหุ้น มาพิจารณาประกอบนั้น โดยทั่วไป ธนาคารจะมองรายได้นี้เป็นเงินเก็บ ( Wealth ) มากกว่าเป็นรายได้ ที่คงที่ประจำของทุกๆ เดือน ซึ่งสามารถนำมาประกอบเสริมได้ แต่จะให้คิดเป็นรายได้ประจำ หรือไม่นั้นขึ้นกับเกณฑ์การพิจารณาของธนาคารฯนั้น คือไม่ฟันธง ว่าเป็นรายได้ คำตอบของผมน่าจะโน้มเอียงไปทางไม่คิดเป็นรายได้มากกว่าครับ

รายได้ลงในงบกำไรขาดทุน เงินปันผลลงในงบดุล

ถ้าผมจะสรุปแบบนักบัญชี คำว่าความสามารถในการชำระหนี้ รายได้ที่เกิดจากการประกอบกิจการ หรือรายได้ของเงินเดือน ถ้าเป็นบัญชีก็คืองบกำไรขาดทุน ส่วนเงินปันผล คือ ผลตอบแทนการลงทุน ถ้าอยู่ในรูปแบบของบัญชีคงจะอยู่ในหน้างบดุลมากกว่าครับ

เงินปันผล ขอสินเชื่อ

ก่อนปล่อยกู้ ธนาคารพิจารณาตัวเลขอะไรบ้าง

อาจต้องมีรายละเอียดเพิ่มเติมประกอบการพิจารณา คือ
หลักเกณฑ์การพิจารณาสินเชื่อ ทั่วไป
1.ประวัติทางการเงิน
2.อายุ อาชีพ ประสบการณ์
3.รายได้หลักที่ชัดเจน สามารถเฉลี่ยคงที่ทุกๆเดือน
4.รายได้อื่นๆ เช่น ค่าตำแหน่ง ค่าเดินทาง คอมมิชชั่น
5.หลักทรัพย์ที่จะซื้อ อาทิ ประเภทบ้าน เจ้าของโครงการ ราคาขาย และทำเลที่ซื้อ อยู่ใกล้ทำงาน หรือที่พักอาศัยปัจจุบัน หรือจุดประสงค์อื่นๆ

รายได้อะไรบ้าง ที่ธนาคารนำมาคิด หรือไม่คิด เป็นรายได้ ในการคำนวณวงเงินกู้

เรามาดูรายได้ที่ไม่ใช่รายได้ประจำคือ นอกจากเงินเดือน ธนาคาร มีหลักเกณฑ์ในการคิดรายได้ในส่วนนี้ให้กับผู้กู้อย่างไร
-ค่าตำแหน่ง คงที่หรือไม่ -ถ้าคงที่จะคิดให้เป็นรายได้หลักได้ **ถ้าไม่คงที่ อาจคิดเฉลี่ย 12-24 เดือน ขึ้นกับเกณฑ์ธนาคาร
-ค่าเดินทาง ค่าน้ำมันรถ จ่ายเหมาคงที่ หรือไม่ ถ้าคงที่ ธนาคารอาจคิดเป็นรายได้หลัก **ไม่คงที่อาจคิดเฉลี่ย 12-24 เดือน ขึ้นกับเกณฑ์ธนาคาร
– คอมมิชชั่นการขาย **อาจคิดเฉลี่ย 12-24 เดือน ขึ้นกับเกณฑ์ธนาคาร

เงินปันผลจากหุ้น ถ้านำมาคิดพิจารณาเป็นรายได้ ธนาคารจะขอเอกสารพิสูจน์ เพิ่มเติม ว่าเป็นเงินปันผลจากหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ หรือเงินปันผลจากหุ้นส่วนกรรมการบริษัทฯ ซึ่งที่มาของเงินปันผลหุ้น แต่ละแหล่ง ก็จะมีเอกสารประกอบการพิจารณา ต่างกัน คือ
– เงินปันผลหุ้นจากบริษัทฯ พิจารณา ชื่อบริษัทฯ ประเภทธุรกิจ ผลประกอบการ สัดส่วนการถือหุ้น การมีอำนาจลงนามหรือไม่ มติการจ่ายเงินปันผลแต่ละปี – เงินปันผลหุ้นจาก บมจ.ในตลาดหลักทรัพย์ พิจารณาชื่อ บมจ. ผลประกอบการ บมจ. ประวัติ บมจ. จำนวนหน่วยที่ถือ มติการจ่ายปันผลที่ผ่านๆ มา

ถ้านำมาคำนวณเป็นรายได้ ก็ต้องหาค่าเฉลี่ยกันอย่างน้อย 2 ปี

การนำเงินปันผลหุ้น มาแสดงเป็นรายได้เพื่อขอสินเชื่อบ้าน หรือคอนโด นั้น เบื้องต้นต้องมาคิดค่าเฉลี่ย 12-24 เดือน หรือ 36 เดือน ซึ่งอาจจะคิดรายได้หรือไม่คิดรายได้หรือไม่นี้น จะขึ้นกับหลักเกณฑ์การพิจารณาของธนาคารฯ นั้นๆ

สรุป คือ รายได้จากเงินปันผล ถึงแม้จะมีเข้ามาอย่างสม่ำเสมอทุก 6 เดือนหรือทุก 1 ปี จากการเช็คสอบข้อมูลก่อนเขียนบทความนี้ น่าจะเอามาเป็นรายได้เพื่อประกอบการพิจารณาไม่ได้ อธิบายง่ายๆแบบนี้ครับ หากคุณมีรายได้ 30,000 บาท และอีกคนมีรายได้ 20,000 บาท สองคนนี้จะกู้เงินแบงค์ได้เงินต่างกัน รายได้ 30,000 กู้เงินได้มากกว่าคนมีรายได้ 20,000 บาท เพราะฉะนั้นรายได้จากเงินปันผล จะไม่สามารถเอามาคิดรายการคำนวณวงเงินกู้ได้ แต่จะเป็นตัวช่วยเสริมให้การอนุมัติง่ายขึ้น มากกว่า เพราะถือว่าคุณมีเงินออม และเป็นคนที่มีวินัยทางการเงินสูง

สุดท้ายหวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆ พี่กำลังจะกู้เงิน ซื้อบ้านหรือคอนโด โชคดีทุกคนครับ


แก้หนี้ สร้างหนี้ เราจัดการให้
ติดต่อ LineID : @antonio

ติดตามคลิปดีๆ ในแวดวงการเงิน การธนาคาร และอสังหาริมทรัพย์ ได้ที่ Youtube

และติดตามผมต่อได้ที่ Facebook/AntonioAttorney.Company

สนใจให้ผมเป็นที่ปรึกษาการเงินส่วนตัว คลิกเลยครับ

ดูคลิปพิเศษจาก Antonio https://bit.ly/3wqjila

ติดต่อ ผมที่ email : antonioattorney@gmail.com หรือ LineID : @antonio

ที่ปรึกษาสำหรับ ผู้ประกอบการ SME แก้หนี้ หรือ ขอกู้เงิน สินเชื่อ คลิกเลยครับ Antonio SME

แม่ถูกศาลตัดสินคดีบัตรเครดิต พ่อหรือลูกจะยื่นขอสินเชื่อได้หรือไม่ หรือต้องรอให้หมดอายุความ 2 ปี

ความกังวล ความรู้ และความเชื่อ กับเครดิตบูโร แบบผิดๆ ทำให้คนจะขอกู้เงิน วิตกจริตไปไกล เกินกว่าเหตุ

จากชื่อบทความนี้ อ่านแล้ว อาจจะงง นะครับ ถ้าแม่ เป็นหนี้เสียบัตรเครดิต แล้วถูกฟ้อง ต่อมา ลูกหรือสามี จะขอสินเชื่อจากธนาคารได้ไหม เราจะมาแตกประเด็น แยกย่อยให้เข้าใจ แบบนี้นะครับ

ประเด็นที่ต้องพิจารณา

  1.  เรื่อง อายุความ 2 ปี คำถามคือ ต้องรอหมดอายุความ 2 ปีก่อนหรือเปล่า ประเด็นนี้ ไม่เกี่ยวกับเครดิตบูโร กรณีหนี้บัตรเครดิต หากเจ้าหนี้ไม่ติดตามหนี้ แล้วใช้สิทธิทางศาล ฟ้องลูกหนี้ภายใน 2 ปี นับจากที่ลูกหนี้ผิดนัด จะหมดอายุความในการใช้สิทธิฟ้องได้ ประเด็นนี้คืออายุความ ในการใช้สิทธิในการฟ้อง มีอายุความ 2 ปี และ อายุความอีกส่วนคือ อายุความหลังจากถูกฟ้องศาล ซึ่งในส่วนนี้คือสิทธิ์ของเจ้าหนี้ ที่จะสามารถบังคับคดี ตามยึดทรัพย์ลูกหนี้ได้ ภายหลังจากที่มีคำพิพากษาภายใน 10 ปี พูดง่ายๆคือ หลังพิพากษาแล้ว 10 ปี เจ้าหนี้ต้องตามยึดทรัพย์สินของลูกหนี้ให้ได้ ถ้าเลยระยะเวลาแล้ว ตามไม่ได้ ตามไม่เจอ ถือว่าหมดสิทธิในการบังคับคดียึดทรัพย์กับลูกหนี้รายนั้น   ฉะนั้นจากคำถามที่ว่าต้องรอ อายุความหมด 2 ปีหรือเปล่า ไม่เกี่ยวกันเลยครับคนละเรื่อง เพราะ คำตอบชั้นที่ 1 ถึงอายุความหมด แต่ประวัติในเครดิตบูโรอาจจะยังไม่ลบก็ได้ ไม่เกี่ยวกัน ชั้นที่ 2 อายุความขอกรณี ของแม่ เป็นหนี้ ก็ไม่เกี่ยวกับ ประวัติเครดิตบูโรของลูก อยู่ดี
  2.  กรณีคู่สมรส หรือบุตร จะขอสินเชื่อ หากไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเป็นผู้กู้ร่วมหรือค้ำประกัน หรือไม่มีชื่อในส่วนของเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมในทรัพย์ที่ถูกอายัดบังคับคดี จะไม่มีผลใดๆ คือ ชื่อของคุณ จะไม่ปรากฏ เกี่ยวข้องในประวัติที่เป็นหนี้เสียในเครดิตบูโรเลยครับ

คู่สมรสหรือบุตร สามารถขอสินเชื่อได้ตามความสามารถด้านรายได้ อายุ ประสบการณ์ ของผู้กู้ และเงื่อนไขของธนาคารนั้นๆ ตามหลักการคือ ประวัติเสียของแม่ ไม่เกี่ยวกับลูก หรือ คนในครอบครัว ยกเว้นแต่ว่า คุณแม่ติด Fraud ในภาษาทั่วไปคือ มีประวัติที่ไม่ดี คือ มีการยื่นขอสินเชื่อมาก่อนในอดีต และเคยทำเอกสารหรือมีการปลอมแปลงเอกสารอันเป็นเท็จเพื่อยื่นขอสินเชื่อกับสถาบันการเงิน แบบนี้อาจจะติดประวัติ Fraud ทั้งตระกูลเลยก็ได้ เช่น บุคคลใดที่นามสกุลเดียวกับคนที่เคยติดประวัติ ธนาคารก็จะเพ่งเล็งเป็นกรณีพิเศษ หรือบุคคลใดที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านเดียวกับคนที่มีประวัติ Fraud ธนาคารก็จะเพ่งเล็งเป็นพิเศษเช่นกัน

สิ่งที่ควรระมัดระวัง คือ

-ไม่ควรไปขอสินเชื่อกับธนาคารเจ้าหนี้ของมารดาที่ถูกฟ้อง
-ไม่ควรมีรายได้ที่เกี่ยวข้องกับคุณแม่ หรือกิจการของคุณแม่ ที่ถูกฟ้อง เป็นหลัก แหล่งที่มา หรือรายได้ของคุณ ความเกี่ยวเนื่องกับ กิจการหรือธุรกิจของคุณแม่ เป็นแหล่งที่มาของรายได้ของคุณอย่างชัดเจน แบบนี้ธนาคารอาจจะสงสัย และ ธนาคารอาจจะสืบข้อมูลกิจการ หรือสืบประวัติคดีการเงินของกรรมการ(แม่) ได้ ซึ่งอาจจะเจอหรือไม่เจอก็ได้ เพราะบางคดีความที่โดนพิพากษาแล้วก็ไม่ขึ้นประวัติใน blacklist ระบบเช็คแบล็คลิส กับระบบเช็คเครดิตบูโรเป็นคนละระบบกัน ผมจะมาเล่าให้ฟังในหัวข้อต่อๆ ไปนะครับ

แต่สุดท้ายนะครับ ในหลักการใหญ่ผมขอสรุปว่า ถ้าพ่อหรือแม่ เคยมีประวัติหนี้เสีย ลูกจะขอสินเชื่อ ธนาคารจะวิเคราะห์จากข้อมูลและคุณสมบัติของผู้กู้ คือ ลูก มากกว่าครับ แต่ก็อาจจะมีบ้างที่บางธนาคารจุกจิกเกินไป ก็เคยเห็นมาแล้ว ทำให้ลูกกู้ไม่ผ่านก็มี แต่โดยส่วนใหญ่ การที่คุณมีคุณพ่อหรือคุณแม่เป็นหนี้เสีย คุณยังสามารถกู้ขอสินเชื่อกับธนาคารได้ครับ การเป็นหนี้เสียมันไม่ได้ถ่ายทอดทางพันธุกรรม ว่าพ่อหรือแม่ของเราเป็นหนี้เสีย เราก็จะกลายเป็นคนทึ่เป็นหนี้เสียเหมือนกัน มันไม่ใช่ มันไม่ใช่โรคเบาหวาน ที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ขอให้โชคดีนะครับ


แก้หนี้ สร้างหนี้ เราจัดการให้
ติดต่อ LineID : @antonio

ติดตามคลิปดีๆ ในแวดวงการเงิน การธนาคาร และอสังหาริมทรัพย์ ได้ที่ Youtube

และติดตามผมต่อได้ที่ Facebook/AntonioAttorney.Company

สนใจให้ผมเป็นที่ปรึกษาการเงินส่วนตัว คลิกเลยครับ

ดูคลิปพิเศษจาก Antonio https://bit.ly/3wqjila

ติดต่อ ผมที่ email : antonioattorney@gmail.com หรือ LineID : @antonioattorney

ที่ปรึกษาสำหรับ ผู้ประกอบการ SME แก้หนี้ หรือ ขอกู้เงิน สินเชื่อ คลิกเลยครับ Antonio SME

 

เป็น YouTuber ขอสินเชื่อได้ไหม ธนาคารจะให้กู้ พิจารณาอะไรบ้าง?

YouTuber เป็นอาชีพที่หลายคนอยากเป็น หลายคนมองว่าเป็นงานที่สนุก ผมเอง ก็เป็นยูทูปเปอร์ อาชีพยูทูปเบอร์ สร้างรายได้ส่วนหนึ่งให้กับผม แต่รายได้ทั้งหมดทั้งมวลของผม อาจจะเรียกได้ว่าเป็นการต่อยอดจากการเป็นยูทูปเบอร์นั้นเอง หลายคนจะถามว่าเป็น YouTuber กู้เงินธนาคารได้ไหม จะขอสินเชื่อผ่านหรือเปล่า ผมขอตอบในฐานะที่ผมเคยทำสำเร็จมาแล้ว คือ กู้ได้ครับ แล้วก็มียูทูปเปอร์หลายคนที่มาปรึกษากับผม ก็กู้ได้นะครับ

อาชีพยูทูปเบอร์ ถ้าหลายๆ ปีก่อน หากคุณเดินเข้าไป ขอกู้เงินธนาคารแล้วบอกว่าคุณมีอาชีพเป็นยูทูปเบอร์ เจ้าหน้าที่ธนาคารหลายคน คงจะงง และไม่เข้าใจ แต่ตอนนี้ผมบอกได้เลยว่า ใครไม่รู้จักอาชีพนี้ คงอยากถามว่า ไปอยู่ที่ไหนของโลกใบนี้มา ถึงแม้จะเป็นอาชีพที่สังคมยอมรับมากขึ้น แต่ก็ไม่ได้แปลว่าจะกู้ได้กับทุกคนนะครับ เปรียบเสมือนคนอาชีพอาชีพหนึ่ง ทุกคนที่ทำอาชีพนั้น จะกู้ผ่านกันทุกคน มันก็ไม่ใช่ ฉะนั้นคุณต้องมีการเตรียมตัวที่ดี และอาชีพยูทูปเบอร์จะยากกว่าอาชีพทั่วไป อาชีพใหม่รายได้แบบใหม่ คุณต้องเตรียมตัวนำเสนอ ข้อมูลต้องแน่น เอกสารต้องพร้อม

เรามาเข้าใจกันก่อนว่า ยูทูปเปอร์จะมีแหล่งรายได้ หรือที่มาของรายได้จากอะไรบ้าง

ข้อมูลเบื้องต้น Youtuber มีรายได้จาก 

  1.  รายได้ จาก Google Adsense คือ รายได้ที่เกิดจากการที่คนดูคลิปของคุณที่ลงในช่อง YouTube ของคุณ หากมีคนดูเยอะ คุณก็จะมีรายได้ในส่วนนี้ 
  2.  รายได้ จาก Google Adsense ในส่วนที่เป็นสมาชิกพิเศษ อย่างช่องของผม สมาชิกพิเศษ จะได้ฟังคลิปที่วิเคราะห์เจาะลึก ในการแก้ไขหนี้ การเจรจาปรับโครงสร้างหนี้ ผมจะคิดค่าสมาชิกเป็นรายเดือน เดือนละ 300 บาท YouTube จะเป็นคนเก็บเงิน แล้วโอนให้ผมในส่วนนี้ 70% ของ 300 บาท เผื่อใครสนใจสมัครสมาชิก คลิกตามลิงค์นี้ได้เลยครับ กดครับ   รายได้จาก Google Adsense ที่ได้จากโฆษณาที่แทรกอยู่ในคลิป ซึ่งรายได้ทั้ง2 ส่วนนี้ จะโอนเงินเข้าบัญชีธนาคาร ที่ผมลงทะเบียนไว้กับ YouTube ทุกเดือนครับ ประมาณวันที่ 21-23 ของทุกเดือน ผมจะได้เงินโอนเข้าบัญชี ซึ่งในส่วนนี้ ผมจะได้เงินในรูปของ เงินบาท ที่แปลงค่าเงินจาก US Dollar แล้วครับ ยิ่งค่าเงินบาท อ่อนผมยิ่งได้เงินเยอะครับ คล้ายๆ กับ ธุรกิจทำส่งออกเลยครับ   จากรายได้ทั้งส่วนนี้ ผมสามารถ Print Statement เป็นเอกสารประกอบการยื่นกู้ได้แบบชัดเจนครับ
  3. ได้รับเงินจาก สปอนซ์สินค้า หรือค่าจ้างพิเศษ เช่น ให้รีวิวสินค้า หรือ ทำคลิปที่เป็นการโฆษณาให้กับสินค้า หรือ บริการ ที่มีเอเจนซี่มาว่าจ้าง ซึ่งในส่วนนี้ ผมเองก็เคยมีติดต่อเข้ามาหลายเจ้า ส่วนตัวผมไม่ค่อยชอบให่ใครมากำหนดกฎเกณฑ์อะไรเท่าไร เลยไม่รับครับ รำคาญ ซึ่งรายได้ในส่วนนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นบริษัท ที่มาว่าจ้าง ซึ่งจะต้องมีเอกสาร ใบเสร็จรับเงินชัดเจน หรือ เอกสารการรับเงิน อาทิ ใบหัก ณ.ที่จ่าย รายได้ในส่วนนี้ชัดเจนแน่นอนครับ 
  4. รายได้อื่นๆ ที่ต่อยอดทางธุรกิจ จากการเป็น YouTuber เช่น ของผมเอง ทำช่องเกี่ยวกับการเงิน ก็เลยต่อยอดเปิดบริษัท เป็นที่ปรึกษากาารเงิน แก้ไขหนี้ให้กับ ผู้ประกอบการธุรกิจ SME อันนี้ก็มีรายได้ชัดเจนครับ

เอาจริงๆ รายได้ของ Youtuber ผมว่าค่อยข้างชัดเจนนะครับ สำคัญที่สุดคือ คุณต้องมีรายได้ที่เสถียร ความหมายคือ รายได้ควรจะคงที่แบบต่อเนื่องกันมาเป็นปีๆ นะครับ กู้ได้แน่นอน

เอกสารที่สำคัญ ในการยื่นกู้ของ YouTuber 

  1.  เอกสารที่ยืนยันตัวตนของคุณชัดเจนว่าคุณเป็นเจ้าของช่อง เช่น ของผม ได้จดทะเบียนการค้าอิเลคโทรนิคไว้ หรือ คุณ Print เอกสารรายได้ ที่ YouTube โอนเงินให้คุณทุกๆ เดือนก็ได้ครับ
  2.  รายการเดินบัญชีธนาคารฯ หรือ Statement อันนี้ ผมบอกได้เลยครับว่า ชัดเจนแน่นอน เพราะมีการโอนเงินมาจาก YouTube ที่อเมริกาเข้าบัญชีเราเลยครับ เอาไปเทียบรายการโอนเงินตรงกับ เอกสารข้อแรกที่ผมบอกเลยครับ จำนวนเงินโอน และยอดเข้า วันที่ ตรงกันแน่นอน
  3.  เอกสารการยื่นภาษีเงิน ได้ ภงด.90 ( อันนี้ผมยังไม่เคยยื่นเลยนะเนี่ย )

ประเภทสินเชื่อที่ขอ

  • กลุ่มสินเชื่อไม่มีหลักประกัน อาทิ บุคคล บัตรเครดิต มีโอกาสได้รับการพิจารณาสูง *** ขึ้นกับเงื่อนไขของแต่ละธนาคาร
  • กลุ่มสินเชื่อมีหลักประกัน เช่น กู้บ้าน สินเชื่อที่อยู่อาศัย ส่วนนี้ อาจมีการพิจารณาค่อนข้างละเอียด เนื่องจากระยะเวลาการผ่อนชำระระยะยาว เพราะอย่างไรก็ตาม ธนาคารอาจจมองได้ว่า คุณอาจจะดังได้ไม่นานในแวดวง YouTuber 
  • กลุ่มสินเชื่อรถยนต์ มีโอกาสผ่านสูง

ปัจจัยอื่นๆ ประกอบการพิจารณา เช่น 

  • ประสบการณ์ Youtuber กี่ปี รับรายได้ต่อเนื่องหรือไม่ คือ รายได้คงที่ มีเสถียรภาพไหม?
  • การรับรายได้เป็นเงินโอน หรือเงินสด และชี้แจงได้หรือไม่
  • การคำนวณรายได้ คิดรายได้เฉลี่ย 12 เดือน หรือ 24 เดือน อันนี้แล้วแต่นโยบายของแต่ละธนาคารครับ
  • แผนงาน หรือผังรายการ ประจำเดือน ปี มีความชัดเจนหรือไม่
  • ประเภทเนื้อหา Youtube เป็นกลุ่มบุคคลทั่วไป หรือเฉพาะ คือ อยากรู้ว่า ช่องจะยืนยาวไหม?

ครับ สรุปในความเห็นของผมนะ ถ้ามองในแง่ของเอกสาร ข้อมูลด้านรายได้ อาชีพ YouTuber ค่อนข้างที่จะมีเอกสาร ข้อมูลอ้างอิงได้ชัดเจนเลยครับ สามารถ Print เอกสารายละเอียด รายได้ส่วนแบ่งจาก Google Adsense ได้แบบย้อนหลัง เหมือนขอ Statement ธนาคารเลยครับ เมื่อเอามาเทียบกับ บัญชีโอนเงินรายได้ อันนี้ยิ่งชัดเจนเข้าไปอีก และหากคุณมีการยื่นเสียภาษีกับ สรรพากรอีก ยิ่งแน่นเลย แต่ที่ผมว่า ธนาคารกังวลคือ ช่อง YouTube ของคุณ จะอยู่ไปได้อีกยาวนานแค่ไหน นั่นเองครับ 


แก้หนี้ สร้างหนี้ เราจัดการให้
ติดต่อ LineID : @antonio

ติดตามคลิปดีๆ ในแวดวงการเงิน การธนาคาร และอสังหาริมทรัพย์ ได้ที่ Youtube

และติดตามผมต่อได้ที่ Facebook/AntonioAttorney.Company

สนใจให้ผมเป็นที่ปรึกษาการเงินส่วนตัว คลิกเลยครับ

ดูคลิปพิเศษจาก Antonio https://bit.ly/3wqjila

ติดต่อ ผมที่ email : antonioattorney@gmail.com หรือ LineID : @antonioattorney

ที่ปรึกษาสำหรับ ผู้ประกอบการ SME แก้หนี้ หรือ ขอกู้เงิน สินเชื่อ คลิกเลยครับ Antonio SME

 

อาชีพที่กู้เงินยาก แต่กู้บ้านผ่านนะครับ อาชีพอะไร และมีวิธีที่กู้อย่างไรให้ผ่าน

ติดตามคลิปดีๆ ในแวดวงการเงิน การธนาคาร และอสังหาริมทรัพย์ ได้ที่ YouTube

และติดตามผมต่อได้ที่ Facebook/AntonioAttorney.Company

สนใจให้ผมเป็นที่ปรึกษาการเงินส่วนตัว คลิกเลยครับ

ติดต่อ ผมที่ email : antonioattorney@gmail.com หรือ LineID : @antonioattorney