เมื่อรู้ตัว ก็เป็นหนี้ท่วมหัวแล้ว

สัญญาณอันตราย หนี้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด

การเป็นหนี้ คือความทุกข์ทรมานมาก หลายคนบางครั้งสนุกกับการเป็นหนี้ สนุกกับการกู้ยืมเงิน ขอสินเชื่อ แล้วกู้ผ่าน มันสะใจ ช่วงนี้กู้อะไรก็ผ่าน แต่มันจะเป็นอยู่แค่ช่วงเดียวล่ะครับ มันเป็นเพียงช่วงเดียวแค่นั้นแหละครับในช่วงชีวิต ถ้าเลยจุดนั้น จุดที่คุณเริ่มสะสมหนี้ จนมีอาการที่เรียกว่าหนี้ท่วมหัว คุณจะต้องหาวิธีแก้หนี้

เมื่อคุณมั่นใจ เริ่มรู้วิธีว่า จะต้องทำยังไงถึงจะกู้ผ่าน แต่ไม่ได้เรียนรู้ว่า หากคุณมีหนี้จำนวนมาก คุณจะควบคุมมันได้หรือเปล่า เปรียบเสมือน คนขับรถด้วยความเร็วสูง ถ้ารถคุณเครื่องยนต์ดี ระบบเบรกดี ช่วงล่างแน่น ตัวถังแข็งแรง คนขับมีทักษะในการขับสูง แบบนี้คุณเอาอยู่ แต่ในทางกลับกัน ถ้าคุณขับรถด้วยความเร็วสูง ทักษะการขับก็แย่ สมรรถนะรถก็ไม่ดี คุณมีโอกาสแหกโค้งตายได้ง่ายๆ

กู้เพื่อสนองตัณหาของตัวเอง แค่ระยะสั้น แต่ปัญหาที่ตามมาในระยะยาว ไม่ได้คิดถึง

ในยุคของเทคโนโลยีและสื่อโซเชียลต่างๆทำให้เรารับรู้ข่าวสารต่างๆอย่างรวดเร็ว และเห็นไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตซึ่งกันและกันมากขึ้น จนเกิดการทำตามกระแส ของชิ้นไหนกำลังฮิต คาเฟ่ไหนถ่ายรูปสวย ก็จะแห่ไปทำตามๆกัน เป็นปัจจัยหนึ่งที่เรียกว่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือย หรือใช้เงินเกินกำลังได้ เพื่อสนองการใช้ชีวิตตามใจตนเองเดินไป

บัตรเครดิต ตัวร้าย ที่ทำลายล้างหลายชีวิต และหลายครอบครัว

การทำบัตรเครดิต สามารถตอบสนองวิถีการใช้ชีวิตให้เกิดความสะดวกสบายมากขึ้น ใช้จ่ายเงินง่ายขึ้น ทำให้หลายคนขาดความระมัดระวังและขาดวินัยทางการเงิน จนนำไปสู่ภาวะการมีหนี้สินล้นพ้นตัว ซึ่งหากเรากำลังมีหนี้สินอยู่นั้น และไม่แน่ใจว่าหนี้สินจะเริ่มล้นพ้นตัวหรือไม่

วันนี้ เราจะมาพูดถึงต้นเหตุ หรือสาเหตุหลักๆ ที่ทำให้ลูกหนี้ทั้งหลาย หายใจไม่ออก ดิ้นไม่หลุด กับภาระหนี้ที่สูงท่วมหัว ผมกล้าพูดได้เลยครับว่า หนี้เสียส่วนใหญ่ มีสาเหตุมาจาก สารตั้งต้นแห่งความเป็นหนี้ คือ หนี้บัตรเครดิต

แล้วเมื่อไหร่ ที่เราจะอยู่ในสภาวะ หนี้สินล้นพ้นตัว ภาษาชาวบ้านเรียกว่า อาการหนี้ท่วมหัว หลายคนหมุนเงินไปมา เดือนต่อเดือน ยังไม่รู้สึกครับว่า หนี้ท่วมหัวแล้ว ก็ยังสามารถหมุนได้เรื่อยๆ แต่ถ้าเรารู้ตัวก่อน ตั้งแต่เนิ่นๆ คุณจะแก้ปัญหาได้ง่ายขึ้น เราสามารถสังเกตุอาการต่างๆ ได้จากสัญญาณอันตรายของหนี้ได้ ดังนี้

6 สัญญาณ ที่เริ่มมีอาการหนี้ท่วมหัว

1.เริ่มใช้บัตรเครดิตเพื่อตอบสนองความต้องการของตัวเอง
เนื่องจากเงินเก็บที่ออมไว้ หรือรายได้มีไม่พอกับรายจ่ายที่ไม่จำเป็นที่ต้องใช้จ่าย และเพื่อต้องการใช้ชีวิตแบบฟุ่มเฟือยเกินกำลัง จึงต้องเปิดบัตรเครดิต เพื่อนำเงินในอนาคตมาใช้จ่ายก่อน แล้วค่อยผ่อนทีหลัง

2.เมื่อคุณ จ่ายหนี้ตามยอดจ่ายขั้นต่ำ
การชำระหนี้ แค่ยอดขั้นต่ำนั่นก็หมายความว่า ไม่มีกำลังที่จะจ่ายหนี้ทีเดียวทั้งก้อนอยู่แล้ว และนอกจากนี้ยังโดนอัตราดอกเบี้ยไม่น้อยกว่า 18 %ต่อปี ถือว่าเป็นดอกเบี้ยที่มหาโหดพอสมควร และเป็นการจ่ายดอกเบี้ยโดยไม่จำเป็น อีกทั้งยังใช้เวลานานกว่าจะชำระหนี้จนหมด

คุณรู้หรือเปล่าครับ การที่คุณชำระหนี้บัตรเครดิต เพียงแค่จ่ายขั้นต่ำ คุณเจอดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยไม่รู้กี่เด้ง บอกเลยครับว่าโคตรโหด

3.เมื่อคุณมีภาระจ่ายหนี้เกินกว่า 40% ของรายได้ ต่อเดือน
การจ่ายหนี้ในอัตราที่สูงเกือบครึ่งของรายได้ จะทำให้เรามีปัญหาขาดสภาพคล่องทางการเงิน และอาจจะไม่มีเงินเหลือเพียงพอที่จะใช้จ่ายเรื่องจำเป็นในชีวิตประจำวัน เช่น ค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่ารักษาพยาบาล ค่าซ่อมรถ เป็นต้น

4.เมื่อคุณต้อง กดบัตรเครดิตแบบกดเงินสด หรือทำบัตรกดเงินสดใบใหม่
พฤติกรรมแบบนี้ มันเป็นการสร้างหนี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เอาหนี้ใหม่ ไปชำระหนี้เก่า ซึ่งถือว่าเป็นการสะสมภาระหนี้เพิ่มขึ้นไปอีก และมีภาระดอกเบี้ยที่ทวีคูณไปเรื่อยๆ จากหนี้ก้อนแรก ก้อนที่สอง หรือก้อนที่สาม ต่อๆกันไป

5.มีบัตรเครดิตหลายใบและวงเงินเต็มเกือบทุกใบ
แน่นอนว่า คุณมีโอกาสขาดสภาพคล่องสูง เพราะหนี้สูงเกินรายได้ เพราะบัตรแต่ละใบส่วนใหญ่ให้วงเงินสูงกว่า 1.5-5เท่าของเงินเดือนอยู่แล้ว ดังนั้นหากวงเงินเต็มทุกใบ แสดงถึงภาวะมีหนี้ท่วมหัวแล้วนั่นเอง

สมมุตินะครับ คุณได้วงเงินบัตร 2 เท่าของรายได้ แล้วคุณมีบัตรเครดิตทั้งหมด 5 ใบ สมมุติอีกเหมือนกัน คุณมีเงินเดือน 50,000 บาท มีบัตรเครดิตใบละ 100,000 บาท จำนวน 5 ใบ เท่ากับว่าคุณจะมีภาระหนี้ทั้งหมด 500,000 บาท

6.นำบัตรเครดิตมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน
เนื่องจากไม่มีเงินเหลือในการใช้จ่ายในทุกๆวัน และไม่มีเงินเก็บเหลือแล้ว รายได้ที่ได้มานำไปจ่ายหนี้ทั้งหมด แล้วก็นำบัตรเครดิตนั้นไปรูดใช้ใหม่ เป็นงูกินหางไม่สิ้นสุด

จากข้อที่ 5 ถ้าเป็นเมื่อก่อน ก่อนโควิด คุณต้องชำระขั้นต่ำที่ 10% คือ 50,000 บาทต่อเดือน แล้วคุณก็ใช้วงเงินบัตรที่คุณชำระขั้นต่ำเข้าไป มากินมาใช้ ไหวไหมครับแบบนี้

หากเรามีพฤติกรรมดังกล่าวข้างต้นนั้น มันเป็นสัญญาณอันตรายของ อาการมีหนี้สินล้นพ้นตัวแล้ว หากสังเกตุว่าจุดเริ่มต้นของสัญญานอันตรายนี้ เริ่มต้นมาจากค่าใช่จ่ายฟุ่มเฟือยเล็กๆน้อยๆ ตามกระแสสังคมไปเรื่อยๆ ขาดความใส่ใจ และไม่ให้ความสำคัญกับการวางแผนเรื่องการเงิน รวมถึงยังขาดวินัยทางการเงิน อาจจะนำไปสู่การติดกับดักหนี้ เป็นปัญหาชีวิตที่ยากจะแก้ไขได้โดยง่าย

ผมขอเตือนนะครับ อย่าคิดว่าเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย ขณะที่เรายังหมุนเงินได้อยู่เรื่อยๆ มันก็คงไม่มีปัญหา แต่หากคุณเริ่มอายุมากขึ้น แล้วคุณมาคิดพิจารณาดีๆ คุณจะเริ่มกลัว ถ้าคุณกล้าพอที่จะนั่งเขียน ว่าคุณมีหนี้อะไรบ้าง เป็นหนี้ใครบ้าง ธนาคารไหนบ้าง ภาระหนี้ต่อเดือนเท่าไหร่ ผมท้าเลยว่าคุณนอนไม่หลับแน่นอน

ถ้าคุณได้อ่านบทความนี้ ถือว่าโชคดีแล้วครับ ผมมาเตือนสติคุณไว้ อย่าคิดได้เมื่อสาย แล้วคุณจะจำคำว่า ” หนี้ท่วมหัว ” มันเป็นความทุกข์ทรมาน จริงๆ


แก้หนี้ สร้างหนี้ เราจัดการให้
ติดต่อ LineID : @antonio

ติดตามคลิปดีๆ ในแวดวงการเงิน การธนาคาร และอสังหาริมทรัพย์ ได้ที่ Youtube

และติดตามผมต่อได้ที่ Facebook/AntonioAttorney.Company

สนใจให้ผมเป็นที่ปรึกษาการเงินส่วนตัว คลิกเลยครับ

ดูคลิปพิเศษจาก Antonio https://bit.ly/3wqjila

ติดต่อ ผมที่ email : antonioattorney@gmail.com หรือ LineID : @antonioattorney

ที่ปรึกษาสำหรับ ผู้ประกอบการ SME แก้หนี้ หรือ ขอกู้เงิน สินเชื่อ คลิกเลยครับ Antonio SME

Leave a Reply