โลกเปลี่ยน โรงสี แห่เลิกกิจการ เหลือทั้งประเทศไม่ถึง พันราย

“โรงสี” เดิม คือ ใครจะทำโรงสีได้ ย่อมไม่ธรรมดา เพราะเป็นธุรกิจที่แสดงถึงฐานะ ความร่ำรวย มั่งคั่ง ของเจ้าของกิจการโรงสีมาตั้งแต่ยุคดั้งเดิม คนที่จะทำธุรกิจโรงสีได้ คือต้องมีคุณสมบัติข้างต้นที่ผมบอก

แต่ปัจจุบัน โรงสี ทั่วประเทศมีเหลือไม่ถึง 1,000 ราย การค้าเปลี่ยน ทายาทไม่รับไม่ต่อ ธุรกิจโรงสีเป็นธุรกิจที่ต้องใช้เงินทุนหมุนเวียนค่อนข้างเยอะ จำเป็นที่จะต้องกู้เงินธนาคาร เพราะต้องใช้เงินหมุนเวียนจำนวนมาก ส่วนใหญ่ สินเชื่อ ที่โรงสีส่วนใหญ่ใช้ คือ วงเงินตั๋ว PN และวงเงิน OD เพื่อหมุนและรับซื้อข้าว และเงินกู้ ที่ใช้ซื้อเครื่องจักร และก่อสร้างอาคารโรงสี

ซึ่งจากสถานการณ์ที่ผ่านมา ผมเอง ในฐานะที่ปรึกษาด้านการเงิน บอกได้เลยครับว่า ธุรกิจโรงสี เป็นธุรกิจที่มีหนี้เสียมาก ปัจจุบันแทบไม่มีธนาคารไหน ให้กู้กับธุรกิจโรงสีอีกแล้ว ยกเว้นแต่ลูกค้าเก่า ลูกค้าเดิม ที่ยังมีพฤติกรรมที่น่ารักกับเจ้าหนี้เท่านั้น คือยังไม่เป็นหนี้เสียนั่นเอง ให้ผมฟันธงนะครับ ธุรกิจโรงสีที่ผ่านมากว่า 50% เป็น NPL ไม่แปลกครับ ที่ว่าทายาทจะไม่รับไม้ต่อ

ที่ผ่านมา ในช่วงของการดำเนินโครงการรับจำนำข้าว ถือเป็นยุคทองของผู้ประกอบการโรงสี โรงสี มีหน้าที่เพียงแค่รับจ้างสีข้าว แต่ภายหลังมีการเปลี่ยนรัฐบาล นโยบายจำนำข้าวจึงถูกยกเลิก ผู้ประกอบการต้องแข่งขันกันซื้อข้าวในราคาสูง แต่ก็เห็นชาวนาบ่นว่า ราคาข้าวเปลือกตกต่ำ ( งง นะครับ) เพื่อให้มีวัตถุดิบมาสีขาย ทำให้เจ้าของโรงสีหลายราย ขาดสภาพคล่อง และปิดตัวลงในที่สุด

แม้ว่ากิจการโรงสีปัจจุบันก็ยังกระจายทั่วประเทศ และไม่ได้จำกัดว่าจะต้องซื้อเฉพาะในเขตพื้นที่ตัวเอง แต่อนาคตจะมีการประกอบกิจการโรงสีเพิ่มขึ้นไหม ตอบไม่ได้

จริงๆแล้วธุรกิจโรงสีไม่ได้เลวร้ายอะไรหรอกครับ แต่ส่วนใหญ่เจ้าของโรงสีเองนั่นแหละครับ ที่ไม่มีวินัยการเงิน ที่เพียงพอ เอาเงินกู้ไปใช้ผิดประเภท สุดท้ายก็พาธุรกิจกิจการ แย่ไปด้วย

ปัจจุบันโรงสีที่เป็นสมาชิกของสมาคมสีข้าวไทย มีประมาณ 400 ราย และอยู่นอกสมาคม 100 ราย ลดลงต่อเนื่องจากจำนวน 1,000 ราย ทั้งนี้เนื่องมาจากการยกเลิกนโยบายจำนำข้าว และยังลดลงมาจากปัจจัยการแข่งขันการซื้อ-ขาย ที่ยังคงสูงทุกปี หากดำเนินกิจการต่อ จะไม่คุ้มกับการลงทุน ขาดทุน ขาดเงินทุนหมุนเวียน ในการรับซื้อข้าว หรืออาจจะเพราะปิดกิจการเพื่อไปทำธุรกิจอื่น รวมไปถึงไม่มีการสืบทอดกิจการโรงสีจากทายาทคนรุ่นใหม่

จากเทคโนโลยีการค้าที่เปลี่ยนไป ส่งผลให้ทายาทคนรุ่นใหม่ไม่รับช่วงในการทำโรงสีต่อ ซึ่งในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าผู้ประกอบการโรงสีรุ่นใหม่ผันตัวไปทำธุรกิจอื่น เช่น เป็นผู้ส่งออกข้าว หรือ นำผลผลิตที่ตนเองมีมาผลิตเป็นสินค้าส่งออกเอง ส่งเสริมสร้างมูลค่าเพิ่ม และหารายได้ให้เข้ามามากที่สุด เพื่อปรับตัวให้อยู่รอดท่ามกลางการแข่งขันที่สูงขึ้น

“สมัยก่อนเครื่องสีข้าวก็จะไม่ทันสมัย สีที่มีฝุ่นเยอะ แต่ปัจจุบันไม่ใช่แบบนั้นแล้ว มีการพัฒนาเครื่องสีข้าวที่มีประสิทธิภาพ ไม่มีฝุ่น ไม่ต้องใช้เชื้อเพลิงหันมาใช้ไฟฟ้ามากขึ้น การทำโซลาร์รูฟท็อปมาใช้งาน เพื่อประหยัดไฟฟ้าในโรงสีข้าว จะเห็นว่าผู้ประกอบการจะต้องปรับตัวเองให้อยู่รอดและแข่งขันได้”

แม้ปัจจุบันโรงสีเหลือน้อยลงแล้ว แต่การแข่งขันของผู้ประกอบการโรงสีในการรับซื้อ-ขายข้าว ยังเป็นเรื่องปกติ และผู้ประกอบการโรงสีในปัจจุบัน ยังถือว่าพร้อมรับซื้อข้าวจากชาวนาทุกเม็ด สภาพคล่องยังมี และมีเงินเพียงพอสำหรับการรับซื้อข้าวจากชาวนา

โลกแห่งอนาคตคือโลกเสมือนจริง หรือที่เรียกว่า metaverse ซึ่งเทคโนโลยี จะนำคนเข้าสู่โลกเสมือน แต่สุดท้ายอย่าลืมนะครับว่า อาหารในโลกเสมือนคือยังไง คนก็ต้องกินข้าวกันอยู่ดี ธุรกิจโรงสีก็ยังต้องอยู่คู่คนไทย ไปตลอดกาล เชื่อผมไหม

ข้อมูลอ้างอิงจาก ประชาชาติธุรกิจ


แก้หนี้ สร้างหนี้ เราจัดการให้
ติดต่อ LineID : @antonio

ติดตามคลิปดีๆ ในแวดวงการเงิน การธนาคาร และอสังหาริมทรัพย์ ได้ที่ Youtube

และติดตามผมต่อได้ที่ Facebook/AntonioAttorney.Company

สนใจให้ผมเป็นที่ปรึกษาการเงินส่วนตัว คลิกเลยครับ

ดูคลิปพิเศษจาก Antonio https://bit.ly/3wqjila

ติดต่อ ผมที่ email : antonioattorney@gmail.com หรือ LineID : @antonioattorney

ที่ปรึกษาสำหรับ ผู้ประกอบการ SME แก้หนี้ หรือ ขอกู้เงิน สินเชื่อ คลิกเลยครับ Antonio SME

แก้หนี้

Leave a Reply