3 เดือนอันตราย ธุรกิจอสังหาฯ ถึงกำหนด จ่ายดอกเบี้ย ไถ่ถอนหุ้นกู้

ในรอบหลายปีที่ผ่านมา บริษัทขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ที่เรียกว่ามีชื่อเสียง และลิสต์อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ต่างระดมทุนด้วยการออกหุ้นกู้ หลายบริษัทให้ดอกเบี้ยที่สูงกว่าการกู้เงินจากธนาคารด้วยซ้ำ แสดงว่าอะไรครับ แสดงว่าบริษัทเหล่านั้น กู้เงินจากธนาคารไม่ได้ไงครับ จะขายหุ้นเพิ่มทุนก็เสี่ยงกับการที่ราคาหุ้นจะลง เลยมาลงทุนด้วยการออกหุ้นกู้แทน

ตัวเลขธุรกิจครบกำหนดชำระตราสารหนี้ หุ้นกู้ ในไตรมาส 2 ปีนี้ รวมวงเงิน 1.85 แสนล้านบาท แยกเป็นอสังหาริมทรัพย์ 7.8 หมื่นล้านบาท

การออกหุ้นกู้ ความเสี่ยงอยู่ที่นักลงทุน ที่เอาเงินเก็บ เงินออม ไปลงทุนหวัง ผลตอบแทน 4-5% ต่อปี แต่ไม่ได้คำนึงถึงว่า หุ้นกู้เหล่านั้นไม่มีหลักประกันเลย นี่แหละครับ คือเหตุผล ที่แบงค์ชาติ ออกพรก.กู้เงิน เพื่อคอยสนับสนุน และประคับประคอง หุ้นกู้ที่คาดว่าจะมีปัญหาเหล่านี้

แต่สำหรับประชาชนคนไทย ที่เป็นห่วงกับการใช้เงินของแบงค์ชาติเป็นแสนล้านครั้งนี้ แบงค์ชาติเขามีมาตรการ ที่จะช่วยเหลือประคับประคอง บริษัทที่ออกหุ้นกู้เหล่านี้เป็นอย่างดีครับ และระมัดระวังพอสมควรครับ คงไม่ได้เอาไปช่วยอะไรมั่วๆแน่นอนครับ อันนี้ผมพูดแทนนะครับ ความคิดเห็นส่วนตัว

ทั้งนี้ ตัวเลขธุรกิจครบกำหนดชำระตราสารหนี้ในไตรมาส 2 ปีนี้ รวมวงเงิน 1.85 แสนล้านบาท แยกเป็นอสังหาริมทรัพย์ 7.8 หมื่นล้านบาท อย่างไรก็ตามท่ามกลางสถานการณ์ที่น่าวิตก หลายธุรกิจ บาดเจ็บล้มตายจากโรคระบาด ธนาคารแห่งประเทศ ไทยได้ออกกองทุนวงเงิน 4 แสนล้านบาท ช่วยเหลือธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ เหมือนช่วงผลกระทบน้ำท่วมใหญ่ปลายปี 2554

แต่จะเลือกสินทรัพย์ชั้นดี ช้อนซื้อ rollover กู้ใหม่เพื่อชำระหนี้เดิม พร้อมกำหนดหลักเกณฑ์ใหม่คือดอกเบี้ยที่น่าสนใจ และต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน อย่างอสังหาริมทรัพย์ที่มีมูลค่าสูง และหุ้นกู้ ที่มีการจัดอันดับเครดิตดีเท่านั้นครับ

ทำไมแบงค์ชาติ ต้องช่วยนักธุรกิจเหล่านี้ด้วย ประชาชนทั่วไปในประเทศ ทำไมไม่ช่วยบ้าง ในส่วนนี้ ผมอธิบายให้เพื่อนฟังอย่างนี้นะครับ แบงค์ชาติได้เงินกู้มาทั้งหมดจากการออก พรก.ฉบับนี้ 900 ล้านบาท แบ่งเป็นช่วยธุรกิจ sme ผ่านธนาคารในส่วนรูปแบบเงินกู้ซอฟต์โลน 5 แสนล้าน และอีก 4 แสนล้านจะมาช่วยพยุงตลาดตราสารหนี้ และในส่วนการช่วยเหลือพี่น้องประชาชน อันนี้มาตรการจากกระทรวงการคลัง และรัฐบาลก็มีการออก นโยบายพักชำระหนี้และเงินกู้ฉุกเฉินผ่าน ธนาคารออมสิน และ ธกส. แต่อย่างไรก็การปฏิบัติ จะได้กันทั่วถึงหรือเปล่า อันนี้ก็ไปวิพากษ์วิจารณ์กันเอาเองนะครับ

ซึ่งจริงๆแล้วตลาดตราสารหนี้ ถ้ามีปัญหาจะมีผลกระทบในภาคการเงิน และจะลุกลามบานปลาย ซึ่งถ้ามันลุกลามขึ้นมามีปัญหาแน่ครับ และใครที่ว่า ช่วยแต่กลุ่มบริษัทคนรวยผมมีข้อมูลมาให้เพื่อนๆ ดังนี้ครับ

ตราสารหนี้ภาคเอกชนมีการถือครองโดยประชาชนไทยเป็นส่วนใหญ่ถึง 70.7% ผ่านการลงทุนทั้งทางอ้อม (40.5%) และทางตรง (30.2%) โดยส่วนที่เหลือเป็นการถือครองของบริษัทประกันชีวิตเป็นหลัก (15.7%) ขณะที่นักลงทุนต่างชาติถือครองตราสารหนี้ภาคเอกชนเพียง 9 พันล้านบาท หรือคิดเป็น 0.2% ของยอดคงค้างตราสารหนี้ภาคเอกชนที่มีมูลค่ารวมกว่า 3.6 ล้านล้านบาทเท่านั้น ผู้ที่ได้รับประโยชน์เกือบทั้งหมดคือผู้ออมคนไทย

ตอนนี้ปัญหาที่เกิดขึ้น คือการขาดสภาพคล่อง ธุรกิจและบริษัทที่ดี ที่มีการจัดเรตติ้งในเกรดที่สูงเท่านั้นครับ ที่แบงค์ชาติจะเข้าไปอุ้มหุ้นกู้เหล่านี้ เมื่อเศรษฐกิจอยู่ในภาวะปกติ สภาพคล่องทางการเงินน่าจะกลับมา บริษัทเหล่านี้จึงไม่น่ามีปัญหา แบงค์ชาติเพียงแค่ประคับประคองในช่วงที่สภาพคล่องเหือดแห้งเท่านั้น

ในส่วนของผมก็เอาใจช่วยเพื่อนๆพี่พี่น้องๆนะครับ ที่มีปัญหาขาดรายได้ในช่วงนี้ แต่มาตรการต่างๆที่รัฐบาลและแบงค์ชาติออกมา ก็พยายามจะช่วยเหลือและครอบคลุมทุกภาคส่วนละครับ สุดท้ายนี้ผมขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนนะครับ โชคดีปลอดภัยและมีเงินใช้ในช่วงโควิดนี้นะครับ

ติดตามคลิปดีๆ ในแวดวงการเงิน การธนาคาร และอสังหาริมทรัพย์ ได้ที่ YouTube

และติดตามผมต่อได้ที่ facebook/AntonioAttorney

สนใจให้ผมเป็นที่ปรึกษาการเงินส่วนตัว คลิกเลยครับ

ติดต่อ ผมที่ email : antonioattorney@gmail.com หรือ LineID : @antonioattorney

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s