เงินกู้ soft loan ส่วนของธนาคารออมสิน เร่งให้กู้ พร้อมผ่อนปรนเงื่อนไข สำหรับธุรกิจท่องเที่ยว

ออมสิน’ ผ่อนปรน 2 เงื่อนไข ช่วยท่องเที่ยวเข้าถึงซอฟต์โลน 10,000 ล้าน แค่หมื่นล้านจะพอไหมครับ?

เอสเอ็มอีท่องเที่ยวใจชื้น “ธนาคารออมสิน“ผ่อนปรนเงื่อนไขซอฟต์โลน 1 หมื่นล้านบาท วาง 2 หลักเกณฑ์ขอสินเชื่อ ชี้ถ้ากู้ 1-2 ล้านบาทเปิดให้หาคนค้ำประกันได้ ถ้ากู้ 5-20 ล้านบาทวางหลักทรัพย์ค้ำ 30%

การท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบตั้งแต่เกิดโควิด-19 และได้เรียกร้องขอให้รัฐบาลสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลน) เพื่อเสริมสภาพคล่องเป็นกลุ่มแรกๆ แต่จนถึงวันนี้ ยังไม่มีเม็ดเงินลงมาอุ้มธุรกิจแต่อย่างใด 

แต่ล่าสุดก็พอมีลุ้นว่าผู้ประกอบการบางส่วนกำลังจะได้รับการพิจารณาสินเชื่อ จากมาตรการซอฟต์โลน 1.5 แสนล้านบาท ภายใต้มาตรการดูแลเยียวยาผลกระทบจากไวรัสโคโรนา ระยะที่ 1 ซึ่งมีการกันวงเงินไว้ 1 หมื่นล้านบาทให้กับธนาคารออมสิน เพื่อปล่อยกู้ให้ผู้ประกอบการในธุรกิจท่องเที่ยวเป็นการเฉพาะ หลังจากเจรจากันหลายรอบจนธนาคารออมสินยอมผ่อนปรนเงื่อนไขการปล่อยสินเชื่อให้ผู้ประกอบการแล้ว

ผู้ประกอบการท่องเที่ยวในระดับเอสเอ็มอี พอจะเริ่มมีความหวังว่าจะได้รับซอฟต์โลนที่รัฐบาลกันไว้ให้ธนาคารออมสินปล่อยกู้ให้ผู้ประกอบการท่องเที่ยวหลังจากมีการเจรจาร่วมกัน และทางธนาคารออมสินก็ยอมผ่อนปรนหลักเกณฑ์ในการยื่นขอสินเชื่อให้ ได้แก่

1. กู้ในวงเงิน 1-5 ล้านบาท ผู้กู้สามารถหาคนที่ทางธนาคารเชื่อถือมาค้ำประกันให้ โดยบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ร่วมค้ำให้ 40% และธนาคารจะไม่คิดค่าวิเคราะห์โครงการ

2. กู้วงเงิน 5-20 ล้านบาท ผู้กู้ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน 30% และบสย.ร่วมค้ำให้ 40% และธนาคารจะคิดค่าวิเคราะห์โครงการ 0.25-0.50% ของวงเงินกู้

ทั้งนี้ธนาคารออมสินจะพิจารณางบการเงินย้อนหลัง 2 ปี โดยคิดอัตราดอกเบี้ย 2% เป็นเวลา 2 ปี และเมื่อได้รับสินเชื่อ ทางธนาคารก็จะหารเฉลี่ยออกเป็น 6 งวด เพื่อทยอยจ่ายเงินกู้ให้แก่ผู้ประกอบการ การผ่อนปรนดังกล่าวก็จะทำให้เอสเอ็มอีท่องเที่ยวมีโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินได้ เพราะสามารถหาคนที่น่าเชื่อถือมาช่วยค้ำประกันได้ จากเดิมที่จะต้องวางหลักทรัพย์ค้ำประกันเท่านั้น

จากเงื่อนไขที่กล่าวมา ต้องหาคนค้ำประกันที่ธนาคารออมสินสินเชื่อถือ อันนี้ไม่ชัดเจนไม่เป็นรูปธรรม สุดท้ายก็ขอดูงบการเงิน ถ้างบการเงินไม่ดีมีโอกาสไม่ผ่านอีกอยู่ดี หรือผู้ประกอบการ SME บางรายไม่ได้จดทะเบียนนิติบุคคลเอาไว้ ก็กินแห้วได้อยู่ดีล่ะครับ

ขณะนี้สทท.ได้ส่งรายชื่อผู้ขอกู้เงินล็อตแรกให้ทางธนาคารออมสินพิจารณาแล้ว 1,200 ราย มียอดวงเงินสินเชื่อรวมกว่า 4 พันล้านบาท โดยผู้ประกอบการที่ไม่ได้เป็นเอ็นพีแอล ก็จะได้รับการพิจารณาสินเชื่อออกมาก่อน ซึ่งคาดว่าภายในสัปดาห์หน้า ก็น่าจะเริ่มมีการปล่อยสินเชื่อออกมาบ้าง หลังจากรอกันมานาน

อย่างไรก็ตามจริงๆ ความต้องการซอฟต์โลนของ 13 สาขาวิชาชีพท่องเที่ยว รวมกันแล้วอยากได้สินเชื่อรวมกว่า 1.5 แสนล้านบาท การกันวงเงินไว้ 1 หมื่นล้านบาท ก็คงไม่เพียงพอต่อความต้องการ แต่เราก็อยากดูก่อนว่าเฉพาะสินเชื่อ 1 หมื่นล้านบาทท้ายสุดผู้ประกอบการจะได้ซอฟต์โลนจริงเท่าไหร่ เพราะถ้ายังไม่เกิน 1 หมื่นล้านบาท ก็คงจะไม่สามารถเรียกร้องขอให้รัฐกันวงเงินซอฟต์โลนเพิ่มได้

สำหรับมาตรการซอฟต์โลน 5 แสนล้านบาท ที่จะปล่อยสินเชื่อให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในทุกเซ็กเตอร์ โดยผ่านธนาคารพาณิชย์ต่างๆ ตราบใดที่กระทรวงการคลังหรือแบงก์ชาติ ยังไม่ได้มีนโยบายให้ธนาคารพาณิชย์ผ่อนผันหลักเกณฑ์การปล่อยสินเชื่อเอสเอ็มอีท่องเที่ยว ก็คงจะไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อก้อนนี้ได้ เพราะหลักเกณฑ์การพิจารณาการให้สินเชื่อก็เป็นเหมือนการกู้แบบปกติทั่วไป ไม่ได้มีการผ่อนปรนเงื่อนไขการปล่อยสินเชื่อเป็นกรณีพิเศษ

ผมเองจะพยายามติดตามข่าวนี้ มาลงเป็นบทความให้เพื่อนๆ ได้รับรู้รับทราบกันนะครับ ผมบอกเลยว่าธุรกิจท่องเที่ยวตอนนี้ธนาคารยังไงก็ไม่เอา ไม่รู้จะกู้เงินผ่านสักกี่ราย

ที่จะกู้ผ่าน ก็ต้องเป็นลูกค้าที่เจ๋งจริงๆ หรือมีหลักประกันคุ้มมูลหนี้มากๆนะครับ อย่างลูกค้าผมทำโรงแรมที่สมุย เซ็นสัญญากู้ไปแล้วครับ 4 ล้านแต่ยังไม่ได้เงิน เอาใจช่วยนะครับ

ติดตามคลิปดีๆ ในแวดวงการเงิน การธนาคาร และอสังหาริมทรัพย์ ได้ที่ YouTube

และติดตามผมต่อได้ที่ facebook/AntonioAttorney

สนใจให้ผมเป็นที่ปรึกษาการเงินส่วนตัว คลิกเลยครับ

ติดต่อ ผมที่ email : antonioattorney@gmail.com หรือ LineID : @antonioattorney


จากนี้ไป ดอกเบี้ยประเทศไทย จะเตี้ยต่ำ แบบนี้ไปอีกนาน

เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญภาวะถดถอยขั้นรุนแรง ผู้ว่าการแบงก์ชาติชี้ว่า โครงสร้างเศรษฐกิจโลกจะเปลี่ยนไป โจทย์สำคัญจึงอยู่ที่เราจะปรับตัวเข้าสู่โครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ที่กำลังเกิดขึ้นได้เร็วแค่ไหน และหลังโควิด-19 ต้องให้ความสำคัญกับการจัดสรรทรัพยากรใหม่

ชัดเจนแล้วว่า “เศรษฐกิจไทย” กำลังเผชิญกับ “ภาวะถดถอย” ขั้นรุนแรง จนเรียกได้ว่าเป็น “วิกฤติเศรษฐกิจ” รอบใหม่ และเป็นวิกฤติที่อาจหนักกว่า “วิกฤติต้มยำกุ้ง” เมื่อปี 2540 โดยวิกฤติคราวนี้มาในรูปของ “โรคระบาด” ที่เกิดจากไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หรือ “โควิด-19” เป็นการมาแบบที่ไม่มีใครคาดคิดไว้ล่วงหน้า หลายธุรกิจจึงไม่ทันได้ตั้งตัว ที่สำคัญวิกฤติคราวนี้ไม่ใช่เพียงแค่กระทบพื้นฐานเศรษฐกิจเท่านั้น แต่กำลังเขย่า “โครงสร้างเศรษฐกิจ” ของโลกใบนี้ เพราะ “โควิด-19” บีบให้พฤติกรรมของผู้คนเปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง

อาจมีคำถามว่า หลังวิกฤติโควิดผ่านพ้นไป เศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวอย่างไร จะเป็นรูป “V Shape” “U Shape” หรือ “L Shape” ซึ่งสำนักวิจัยทางเศรษฐกิจแต่ละแห่ง มีมุมมองต่อเรื่องนี้แตกต่างกันไป แต่สำหรับธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ “แบงก์ชาติ” แล้ว …มองว่า เศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวในรูป “เครื่องหมายถูก” กล่าวคือ เป็นภาพที่เศรษฐกิจดิ่งลงมาแรง และฟื้นตัวอย่างช้าๆ โดยเฉพาะในช่วงแรกจะมีลักษณะค่อยๆ ซึมขึ้น

ดร.วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการแบงก์ชาติ บอกกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า การจะหวังให้เศรษฐกิจฟื้นตัวแบบ “V Shape” คงยาก! …เพราะการฟื้นตัวในรูปนี้ ส่วนใหญ่เกิดในกรณีที่เศรษฐกิจได้รับผลกระทบเพียงช่วงสั้นๆ ไม่ส่งผลต่อโครงสร้างเศรษฐกิจ แต่สิ่งที่เรากำลังเห็นหลังโควิด คือ โครงสร้างเศรษฐกิจโลกจะเปลี่ยนไป โจทย์สำคัญจึงอยู่ที่เราจะปรับตัวเข้าสู่โครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ที่กำลังเกิดขึ้นได้เร็วแค่ไหน ถ้าเราปรับตัวเข้ากับโครงสร้างใหม่ได้เร็ว เศรษฐกิจก็คงฟื้นตัวแบบวีเชฟได้ แต่ถ้าไม่ เศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวคล้ายกับรูปเครื่องหมายถูก

ผู้ว่าการแบงก์ชาติ ประเมินว่า หลังโควิด โครงสร้างเศรษฐกิจจะเปลี่ยนไปพอสมควร แต่คงไม่ถึงขั้นเกิดการทวนกระแสของโลกาภิวัตน์ (deglobalization) เพียงแต่จะเป็นโลกาภิวัตน์ในรูปแบบใหม่ๆ เพราะโครงสร้างเศรษฐกิจโลกยังไงก็ยังมีความเชื่อมโยงกันสูง ความเชื่อมโยงใหม่อาจมาในรูปของดิจิทัลที่มากขึ้น มีลักษณะเป็น digital based globalization …ในฝั่งของ “supply chain” ก็เช่นกัน คงเกิดการเปลี่ยนแปลงในลักษณะที่พึ่งพากันเองในภูมิภาคมากขึ้น ดังนั้นภาพของ globalization อาจจะกลายเป็น regionalization ก็เป็นได้ โดยแต่ละอุตสาหกรรมจะมีการเปลี่ยนแปลงที่แตกต่างกันออกไป

การเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้น แน่นอนว่าเป็นโจทย์ท้าทายเศรษฐกิจไทย โดย ดร.วิรไท บอกว่า สิ่งที่ประเทศไทยต้องให้ความสำคัญหลังวิกฤติโควิด คือ การจัดสรรทรัพยากรใหม่ ไม่ว่าจะเป็น ทุน คน หรือแม้แต่เครื่องจักร เราต้องมีกระบวนการในการปรับตัวเพื่อเข้าสู่เศรษฐกิจรูปแบบใหม่ ต้องพัฒนาทักษะของแรงงานให้เข้ากับยุคดิจิทัล ต้องจัดสรรทรัพยากรเพื่อให้เราปรับตัวสู่โลกใหม่ได้เร็วที่สุด เพราะยิ่งช้า ยิ่งมีต้นทุนสูง และยังกระทบต่อความสามารถการแข่งขันในระยะยาวด้วย อีกประเด็นที่ ผู้ว่าการแบงก์ชาติ ฝากไว้ คือ โลกหลังโควิด “ดอกเบี้ย” จะทรงตัวในระดับต่ำไปอีกนาน ดังนั้นการให้ความสำคัญกับการดูแลเสถียรภาพระบบการเงิน จึงเป็นเรื่องสำคัญ

เครดิตเนื้อหาบทความ จาก กรุงเทพธุรกิจ

ติดตามคลิปดีๆ ในแวดวงการเงิน การธนาคาร และอสังหาริมทรัพย์ ได้ที่ YouTube

และติดตามผมต่อได้ที่ facebook/AntonioAttorney

สนใจให้ผมเป็นที่ปรึกษาการเงินส่วนตัว คลิกเลยครับ

ติดต่อ ผมที่ email : antonioattorney@gmail.com หรือ LineID : @antonioattorney

พนักงานธนาคารอนาคตมืดมน นโยบายลดจำนวนสาขาลง ใช้คนน้อยลง ใช้เทคโนโลยีมากขึ้น

ธนาคาร ปรับตัวขนาดใหญ่ เดิม ลูกค้าใช้บริการผ่านมือถือมากขึ้น และที่ผ่านมาในช่วงวิกฤตโควิด ยิ่งทำให้จำนวนธุรกรรมทางการเงินผ่านมือถือมากขึ้น ผมว่าธนาคารเอง ก็คงเล็งเห็นช่วงเวลาที่ควรจะต้องปรับตัว สิ่งที่ธนาคารมองก็คือ การลดจำนวนสาขาลงไปจนกระทั่งถึงการลดจำนวนพนักงานลง แต่อาจต้องค่อยเป็นค่อยไปครับ เรามาดูกันว่านโยบายของแต่ละธนาคารเป็นอย่างไรบ้างในเรื่องนี้

นายอารักษ์ สุธีวงศ์ ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) กล่าวว่า หลังวิกฤติโควิดผ่านพ้นไป คาดว่าธนาคารพาณิชย์ต่างๆ จะปรับลดจำนวนสาขาลงอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปในช่วงวิกฤติโควิดซึ่งถือเป็นตัวเร่งสำคัญ โดยในส่วนของธนาคารไทยพาณิชย์ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ประกาศยุทธศาสตร์ SCB Transformation ได้ปรับลดสาขารูปแบบดั้งเดิมไปจนำนวนมาก ซึ่งปัจจุบันเหลือสาขารวมทั้งสิ้น 911 สาขา แต่ธนาคารได้เพิ่มจุด Touchpoint อื่นๆ ทดแทน เช่น SCB Express ที่เน้นให้บริการผ่านเครื่องอัตโนมัติ หรือ SCB Investment Center ศูนย์บริหารความมั่งคั่ง ที่มุ่งเน้นให้คำปรึกษาด้านการเงินและการลงทุน เป็นต้น

อย่างไรก็ตามจำนวนและอัตราการปรับลดลงของสาขานั้น ขึ้นกับหลายปัจจัย ทั้งนี้ ธนาคารจะใช้เรื่องความพึงพอใจในบริการ และ customer experience เป็นปัจจัยสำคัญในการพิจารณาการออกแบบโครงข่ายและช่องทางการให้บริการของธนาคาร

โดยธนาคารมุ่งเน้นการให้บริการในลักษณะ omni-channel ซึ่งลูกค้าสามารถเลือกใช้บริการจากช่องทางการให้บริการที่ต้องการได้ ไม่ว่าจะเป็นผ่านสาขาของธนาคาร ผ่านช่องทางของพันธมิตร เช่น เซเว่นอีเลฟเว่น หรือผ่านช่องทางดิจิทัลอย่าง SCB EASY ซึ่งโดยรวมแล้วถึงแม้จำนวนสาขาของธนาคารอาจจะมีจำนวนลดลง แต่การเข้าถึงบริการทางการเงินผ่านช่องทางต่างๆ จะสามารถเข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้น

นายวีรวัฒน์ ปัณฑวังกูร รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ธนาคารยังคงให้ความสำคัญกับความหลากหลายของช่องทาง หรือแพลตฟอร์ม ต่าง ๆ ที่ลูกค้าใช้บริการ (Multi-Channels) เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าในทุกที่ที่ลูกค้าต้องการใช้บริการทางการเงิน โดยลูกค้ายังมีพฤติกรรมใช้งานทั้งผ่านสาขาและผ่านดิจิทัลอยู่

“แนวทางของธนาคารอยู่ที่เราจะ lean เรื่องช่องทางการบริการผ่านสาขา ให้มีจำนวนที่เหมาะสมผ่านการควบรวมสาขาเพื่อ maximize productivity และทรัพยากร รวมถึงเรื่องพนักงานด้วยที่เมื่อควบรวมแล้ว พนักงานจะ pool อยู่ที่สาขา และจัดวางกำลังคนใหม่โดยที่เราไม่ต้องใช้วิธีลดพนักงานปัจจุบันเลย ในเวลาเดียวกัน ธนาคารจะเร่ง reskill พนักงานให้พร้อมรับมือกับหน้างานใหม่ๆ ให้พนักงานสามารถสร้าง value ให้กับตัวเองและองค์กรต่อไปได้”

นายฐากร ปิยะพันธ์ ประธานกรรมการกรุงศรี คอนซูมเมอร์ และผู้บริหารสายงานดิจิทัลแบงกิ้งและนวัตกรรม ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กล่าวว่า เชื่อว่า ช่องทางสาขายังมีความจำเป็น เพราะเป็นบริการแบบเจอหน้ากัน ซึ่งเป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่บริการออนไลน์ไม่สามารถที่จะทดแทนได้ โดย การพูดคุย ให้คำแนะนำ ให้ข้อมูลรายละเอียดต่างๆ การให้บริการแบบ Face-To-Face ยังมีความจำเป็น

แต่บางธุรกรรมที่ควรนะจะผลักดันให้ไปทำบนออนไลน์ให้มากที่สุดคือ การชำระบิล หรือ การโอนเงิน เพราะสามารถทำได้อยู่แล้วบนมือถือ แต่พฤติกรรม ความคุ้นชินของลูกค้าบางกลุ่มยังอยากมาทำที่ธนาคาร ซึ่งหลังจากโควิด คงต้องรอดูว่า พฤติกรรมเปลี่ยนไปมากน้อยอย่างไรบ้าง

นายทวีลาภ ฤทธาภิรมย์ กรรมการผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพสาขา กล่าวว่า ในอนาคตคงเห็นจำนวนสาขาของธนาคารพาณิชย์ ทยอยลดลง โดยเป็นการปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจและพฤติกรรมของผู้บริโภค แต่อย่างไรก็ตามมองว่าสาขายังมีความจำเป็น เพราะสาขา ถือเป็นช่องทางสื่อสารของทุกคนระดับ ให้เข้าถึงบริการทางการเงินได้ เช่นช่วงโควิด-19 ระบาด ช่องทางสาขา ก็เป็นช่องทางที่จำเป็น ที่ช่วยเหลือลูกค้าได้ ในการให้บริการทางการเงิน หรือช่วยเหลือให้ได้รับมาตรการของรัฐต่างๆ

“อนาคตสาขาก็จะค่อยๆปรับเปลี่ยนไป แต่คงไม่ได้เปลี่ยนไปเร็วมาก แต่จะค่อยๆปรับ อาจมีลดลงบ้าง ไปสู่ดิจิทัล แต่ก็คงไม่ได้เปลี่ยนเร็วนัก เพราะวันนี้ การให้บริการธนาคารมีลูกค้าหลายกลุ่ม ที่ยังมีความไม่เข้าใจที่ต้องวิ่งมาธนาคาร ยังอยู่บนโลกใบเดิม ดังนั้นการปรับก็ยังไม่ได้ถูกเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงแน่นอน แต่จะค่อยๆเปลี่ยนมากกว่า”

นายนริศ สถาผลเดชา ผู้บริหารสูงสุด ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีเอ็มบี ธนาคารทหารไทย หรือ TMB Analytics กล่าวว่า หากดูภาพรวมสาขาของทั้งระบบธนาคารพาณิชย์ พบว่า ณ สิ้นเดือนมี.ค. สาขาทั้งระบบอยู่ที่ 6,436 สาขา โดยปรับลดลง 72 สาขา จากสิ้นปี 2562 ที่มีสาขารวมอยู่ที่ 6,508 สาขา และลดลง 256 สาขา จากช่วงเดียวกันปีก่อน ที่มีสาขา 6,692 สาขา  

หากดูสาขาของ5 แบงก์ใหญ่ พบว่า ธนาคารไทยพาณิชย์ลดลงมากที่สุด ที่ 113 สาขา หากเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ถัดมาคือ กรุงไทย 54 สาขา และ กสิกรไทย ลดลง 40 สาขา ขณะที่ธนาคารกรุงเทพลดลง15 สาขา กรุงศรีอยุธยา ลดลง11 สาขา

นายนริศ กล่าวว่า  หลังโควิด-19 น่าจะเห็นทิศทางการปรับลดลงของสาขา และเอทีเอ็มชัดเจนขึ้นแน่นอน เพราะคนเปลี่ยนพฤติกรรมไปสู่โมบายแบงกิ้งมากขึ้น ที่อนาคตจะเติบโตก้าวกระโดด จะเห็นสาขารูปแบบเก่าเปลี่ยนไปค่อนข้างมาก โดยเฉพาะเคาน์เตอร์ รับฝากถอน โอนจ่าย ที่จะหายไป แต่คนจะไปเพิ่มในส่วนการให้บริการทางการเงินที่ซับซ้อนมากขึ้น

ครับ สำหรับพี่น้องที่เป็นพนักงานธนาคาร จะตั้งใจทำงานแล้วก็ ความเห็นผมนะครับ ถ้าเราเริ่มรู้สึกว่าตำแหน่งงานของเรามันจะมาแทนที่ด้วยเทคโนโลยีผมว่าก็เริ่มเตรียมตัวเตรียมใจ ขยับขยายคิดการอื่นก็ได้บ้างแล้วนะครับ ขอให้โชคดีครับ

ติดตามคลิปดีๆ ในแวดวงการเงิน การธนาคาร และอสังหาริมทรัพย์ ได้ที่ YouTube

และติดตามผมต่อได้ที่ facebook/AntonioAttorney

สนใจให้ผมเป็นที่ปรึกษาการเงินส่วนตัว คลิกเลยครับ

ติดต่อ ผมที่ email : antonioattorney@gmail.com หรือ LineID : @antonioattorney

ตอบทุกคำถาม กับสินเชื่อ Soft Loan 5 แสนล้าน ช่วย SME สู้โควิด

คำถามที่ 1. แบงค์ชาติเอาเงินจากไหน มาปล่อยกู้ Soft Loan

ทำความเข้าใจกันง่ายๆนะครับ แบงค์ชาติไม่ได้กู้เงินมาจากไหน เพียงแต่ในตลาดเงิน มีสภาพคล่องเหลืออยู่เยอะ ซึ่งเงินประมาณ 5 แสนล้าน มันกระจัดกระจายอยู่ทั่วไปในตลาดเงินในประเทศ เปรียบเสมือนแบงค์ชาติ รวบรวมเงินที่กระจัดกระจาย ในลิ้นชักโต๊ะทำงาน ในกล่องหลังตู้เย็น เอามาให้ลูกไปโรงเรียน ละมั้งครับ

คำถามที่ 2. จะรู้ได้อย่างไรว่า SME ได้รับเงินกู้อย่างทั่วถึง

แบงค์ชาติจะเฝ้าดู และให้ธนาคารพาณิชย์รายงานผลการปฏิบัติการ และจะมีการประเมินผลของโครงการเป็นระยะๆ โดยให้อันดับความสำคัญในการกระจายตัว ของการปล่อยสินเชื่อ ในทุกภาคส่วน และเฝ้าดูอย่างใกล้ชิด

คำถามที่ 3. หากลูกหนี้สินเชื่อ SME เคยขอความช่วยเหลือจากธนาคาร ในมาตรการอื่นๆ จะขอวงเงินสินเชื่อ Soft Loan เพิ่มอีกได้หรือไม่

คำถามนี้ แบงค์ชาติตอบว่า ได้นะครับ แต่ธนาคารพาณิชย์ควรจัดลำดับความสำคัญ ให้กับลูกหนี้รายอื่น ที่ยังไม่เคยได้รับการช่วยเหลือก่อน ความหมายคือได้ถ้าเงินไม่หมดก่อน

คำถามที่ 4. ขอกู้มากกว่า 20% ได้หรือไม่

แบงค์ชาติตอบว่า ขอกู้เพิ่มมากกว่า 20% ได้ครับ แต่สินเชื่อ Soft Loan นี้ จัดให้พิเศษกับธุรกิจ sme คิดดอกเบี้ย 2% ไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ย 6 เดือนแรก แต่ได้วงเงินเพียง 20% ของภาระหนี้เดิมที่มีอยู่เท่านั้น แต่หากลูกหนี้ อยากได้วงเงินมากกว่า 20% ก็ถือว่าเป็นการกู้ยืมเงินปกติผ่านธนาคารที่เป็นเจ้าหนี้ของ SME รายนั้น

คำถามที่ 5. ทำไมมาตรการ Soft Loan นี้ ไม่ครอบคลุมไปถึง ผู้ประกอบการ ธุรกิจ ที่เป็นหนี้เสีย NPL

มาตรการ Soft Loan นี้ เพื่อช่วยพยุงกิจการของธุรกิจ ที่มีศักยภาพในการประกอบกิจการ เพื่อช่วยให้การทำธุรกิจดำเนินไปได้โดยต่อเนื่อง ซึ่งมีผลกับการจ้างงาน และการสร้างการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ ส่วนผู้ประกอบการรายไหนที่เป็น NPL ก็สามารถปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับธนาคารได้ แต่ในส่วนนี้ สำหรับผม ผมคิดว่ามันก็เป็นเงื่อนไขปกติอยู่แล้วนะครับ ธุรกิจที่เป็นหนี้เสีย บางครั้งหนี้เสียก่อนที่จะมีการแพร่ระบาดเชื้อโควิดด้วยซ้ำ เท่ากับว่า ธุรกิจอาจมีปัญหาไม่ใช่มาจากผลกระทบจากโควิด นั่นเอง แบงคชาติอาจจะบอกว่าอย่ามั่ว

ครับ สำหรับผู้ประกอบการ ธุรกิจ SME รายไหน ที่มีคุณสมบัติในการขอสินเชื่อ Soft Loan ก้อนนี้ได้ รีบไปติดต่อธนาคารเจ้าหนี้เดิมของท่านเถอะครับ อย่ามัวแต่สงสัยเลย

ติดตามคลิปดีๆ ในแวดวงการเงิน การธนาคาร และอสังหาริมทรัพย์ ได้ที่ YouTube

และติดตามผมต่อได้ที่ facebook/AntonioAttorney

สนใจให้ผมเป็นที่ปรึกษาการเงินส่วนตัว คลิกเลยครับ

ติดต่อ ผมที่ email : antonioattorney@gmail.com หรือ LineID : @antonioattorney

ทางตัน หุ้นกู้อสังหาฯ จะหมดสเน่ห์ เพราะโควิด หรือ เพราะนักลงทุนเริ่มตระหนัก

สภาวะตลาดตราสารหนี้ โดยเฉพาะหุ้นกู้ ซึ่งในปีนี้ จะมีหุ้นกู้ ที่ออกโดยบริษัทอสังหาริมทรัพย์ จะครบกำหนดไถ่ถอนประมาณ 8.93 หมื่นล้านบาท ซึ่งจากการคาดการณ์ น่าจะมีหลายบริษัทที่มีปัญหาในการไถ่ถอน และหลายบริษัทจะมีปัญหาในการที่จะ Roll Over

นั่นคือที่มาของมาตรการที่ออกโดยแบงค์ชาติ พรก.กู้เงิน ซึ่งในส่วนนี้ที่จะมุ่งมาที่ตลาดตราสารหนี้โดยเฉพาะหุ้นกู้มีวงเงิน 4 แสนล้านบาท แต่แบงค์ชาติก็ไม่ได้อุ้มกันมั่วๆนะครับ จะช่วยเฉพาะบริษัทที่มีเครดิตเรตติ้งดีเท่านั้น และช่วยแค่ 50%

ตอนนี้ก็มี 2 บริษัทที่กินแห้วไปเรียบร้อยครับ คือ Ananda และ Nobel ออกหุ้นกู้ใหม่ เพื่อที่จะเอาเงินไปไถ่ถอนหุ้นกู้ที่ใกล้จะครบกำหนดอายุ แต่ปรากฏว่า ขายได้ไม่หมด เลยต้องพับแผนไปครับ

บมจ.อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ (ANAN ) เสนอขายหุ้นกู้ ให้กับผู้ลงทุนสถาบัน และ/หรือ ผู้ลงทุนรายใหญ่ ไปเมื่อวันที่ 30 มี.ค.- 1 เม.ย.63  ที่ผ่านมา 2 รุ่น  คืออายุ 2 ปี 6 เดือน ผลตอบแทน 4.00% ต่อปี และอายุ 3 ปี 6 เดือน ผลตอบแทน 4.50% ต่อปี มูลค่าไม่เกิน 2,000 ล้านบาท  โดยมีส่วนสำรองเพื่อเสนอขายเพิ่มเติมจำนวนไม่เกิน 2,000 ล้านบาท รวมทั้งสิ้นไม่เกิน 4,000 ล้านบาท  หุ้นกู้ฯ ANAN ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือจากทริสเรทติ้ง ที่ระดับ BBB

แต่ปรากฏว่าขายได้จริงเพียง 1,169.90 ล้านบาท หรือขายได้ประมาณ 30% จากยอดที่จะเสนอขาย 4,000 ล้านบาท   

ล่าสุด คือบมจ.โนเบิล ดีเวลลอปเมนท์  (NOBLE) ปิดขายไปเมื่อวาน ( 22 เม.ย.63 ) เสนอขายหุ้นกู้มูลค่าไม่เกิน 1,500 ล้านบาท  อายุ 3 ปี อัตราดอกเบี้ย 4.50%  เปิดให้นักลงทุนจองซื้อวันที่ 20-22 เม.ย.2563 การเสนอขายหุ้นครั้งนี้ เพื่อนำเงินไปชำระคืนหุ้นกู้ที่ครบกำหนดมูลค่า 1,500 ล้านบาท ปรากฏว่ามีนักลงทุนจองซื้อหุ้นเป็นวงเงินกว่า 480 ล้านบาท หรือเพียง 32% ของหุ้นกู้ที่เปิดขาย 

ครับ 2 บริษัทนี้ ถึงแม้จะระดมทุนผ่านตลาดตราสารหนี้ ออกหุ้นกู้ได้ไม่ครบจำนวนที่ต้องการ แต่ก็ด้วยความที่เป็นบริษัทใหญ่ คงมีวงเงินสินเชื่อกับธนาคาร ก็คงจะเรียกหามาใช้ได้แบบไม่ติดขัดละครับ แต่ดอกเบี้ยก็อาจจะแพงกว่า การหุ้นกู้เล็กน้อย

ทีนี้เรามาดูกันนะครับว่าระยะเวลาอันสั้นไม่ไกลนี้จะมีบริษัทอีกหลายบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ และเป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์ จะออกหุ้นกู้เพื่อระดมทุน เพื่อไถ่ถอนหุ้นกู้เดิม หรือระดมทุนเพื่อเอาไปพัฒนาโครงการใหม่ แต่สำหรับผม ผมว่าวัตถุประสงค์จริงๆน่าจะเอาไปไถ่ถอนหุ้นกู้ที่จะครบกำหนดอายุมากกว่ามั้งครับ

1.บมจ.แลนด์แอนด์เฮ้าส์ (LH) เสนอขายวันที่ 11 พฤษภาคม 2563 อายุหุ้นกู้ 2 ปี ครบกำหนดไถ่ถอนปี 2565  โดยขณะนี้ยังไม่ได้ระบุวงเงินที่จะออก

2.บมจ. ชาญอิสสระ ดีเวล็อปเมนท์ ( CI )ขายหุ้นกู้วงเงิน 1,000 ล้านบาท  อายุ 3 ปี   ดอกเบี้ย 6.25% ต่อปี  จ่ายดอกเบี้ยทุก 3 เดือน เสนอขายให้แก่ผู้ลงทุนสถาบัน และ/หรือ ผู้ลงทุนรายใหญ่ เสนอขายวันที่ 27-29 เม.ย.นี้

3 .บมจ.ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ (LALIN) เสนอขายหุ้นกู้วงเงิน 500 ล้านบาท อายุ  2 ปี  อัตราดอกเบี้ยคงที่ 2.70% อันดับเรตติ้งหุ้นกู้ที่ BBB+ เสนอขายวันที่ 27-29 เม.ย.นี้  

4.บมจ. ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้  หรือ ORI เตรียมจะออกตั๋วแลกเงิน (Bill of Exchange: B/E)เร็ว ๆนี้เพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนบริษัท 

มารอลุ้นกันครับว่า 4 บริษัทอสังหาริมทรัพย์ทั้งใหญ่และไม่ใหญ่เหล่านี้ จะประสบความสำเร็จในการระดมทุนผ่านตลาดตราสารหนี้ครั้งนี้ รอดหรือไม่รอด หากระดมทุนไม่ได้ตามแผน …มีหนาว

ติดตามคลิปดีๆ ในแวดวงการเงิน การธนาคาร และอสังหาริมทรัพย์ ได้ที่ YouTube

และติดตามผมต่อได้ที่ facebook/AntonioAttorney

สนใจให้ผมเป็นที่ปรึกษาการเงินส่วนตัว คลิกเลยครับ

ติดต่อ ผมที่ email : antonioattorney@gmail.com หรือ LineID : @antonioattorney